เด็กไทยป่วยเบาหวาน200 คนต่อวัน


1 ใน 4 ไขมันในเลือดสูง แนะดูฉลากขนม เป็นข้อมูลเลือกซื้อ-เลือกบริโภค


นพ. สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี โฆษกเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวระหว่างงานแถลงข่าว “14 พ.ย. วันเบาหวานโลก ลด หวาน มัน เค็ม เพื่อสุขภาพ”ว่า ข้อมูลจากสหพันธ์เบาหวานนานาชาติระบุ ในปี 2543 คาดการณ์ว่า เมื่อถึงปี 2553 ทั่วโลกจะมีผู้ป่วยโรคเบาหวาน 220 ล้านคน  แต่ขณะนี้เพียงแค่ปี 2550 กลับพบผู้ป่วยเบาหวานแล้วถึง 246 ล้านคน สูงกว่าที่คาดไว้ 26 ล้านคน จึงเป็นไปได้ว่าคนเป็นโรคเบาหวานทั่วโลก  จะเพิ่มเป็น 380 ล้านคน ในปี 2568  โดยผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลก 4 ใน 5 เป็นชาวเอเชีย มีต้นเหตุใหญ่จากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป 


โฆษกเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน กล่าวอีกว่า กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง กลายเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญ เป็นสาเหตุการเจ็บป่วยและตายอันดับต้นๆ ของคนไทย สถิติการเฝ้าระวังโรค สำนักระบาดวิทยาปี 2549 พบผู้ป่วยเข้ารักษาด้วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ในสถานีอนามัย โรงพยาบาลขนาดใหญ่ใน 48 จังหวัด ถึง 1 ล้าน 5 แสนคน เป็นผู้ป่วยเบาหวาน 643,522 คน ความดันโลหิตสูง 850,037 คน หัวใจขาดเลือด 90,057 คน ที่สำคัญองค์การอนามัยโลกกังวลกับภาวะเบาหวานประเภทที่ 2 ในเด็ก ที่คาดว่าเพิ่มขึ้นถึงวันละ 200 คน ซึ่งจะเป็นภาระต่อสังคมไปในระยะยาว


“เรื่องนี้น่าห่วงมาก เพราะอดีตโรคหัวใจขาดเลือดและโรคเบาหวาน มักเกิดในผู้อายุ 40 ปีขึ้นไป แต่ตอนนี้กลับพบผู้ป่วยอายุน้อยลงเรื่อยๆ จุดเริ่มต้นหนึ่งมาจากปัญหาเด็กอ้วน ข้อมูลของไทยพบ 20% ของเด็กที่อ้วนไปแล้ว จะมีความผิดปกติในการเผาผลาญกลูโคสในเลือด  และในกลุ่มนี้ เราพบเบาหวานประเภทที่ 2 แล้วถึง 3%  โรคเบาหวานประเภทที่ 2 ไม่ได้เกิดจากพันธุกรรม แต่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภค ก็พบในเด็กเพิ่มขึ้น โดยมีสาเหตุจากการกินที่เพิ่มขึ้น และออกกำลังที่ลดลง” นพ.สุริยเดว กล่าว


รศ.ดร.ประไพศรี  ศิริจักรวาล สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และนักวิชาการ เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน กล่าวว่า การศึกษาการบริโภคขนมของเด็กไทยวัย 0-14 ปี ในปี 2548 พบขนมยอดนิยมของเด็กคือ ขนมแป้งกรอบขึ้นรูป บรรจุซอง ขนมเหล่านี้นอกจากมีน้ำตาล เกลือ และไขมันสูง ซึ่งทำให้เด็กเสี่ยงต่อการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในอนาคต ขนมและอาหารว่างสำเร็จรูปในปัจจุบัน มักบอกปริมาณของส่วนผสมที่เป็นแป้ง น้ำตาล เกลือ แต่ไม่ระบุข้อมูลสารอาหาร การมีฉลากโภชนาการจะทำให้ผู้บริโภค โดยเฉพาะเด็กๆ ที่อ่านฉลากโภชนาการ ทราบว่าอาหารเหล่านี้มีสารอาหารเท่าใด ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าควรจะบริโภคปริมาณเท่าใด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว 


นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย. และ เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ได้ร่วมกันหาแนวทางให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อเลือกซื้อขนมหรืออาหารว่างสำเร็จรูป โดย อย. ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ที่ 305 กำหนดให้ขนมที่เด็กบริโภคมาก 5 กลุ่มหลัก คือ 1.มันฝรั่งทอดกรอบหรืออบกรอบ 2. ข้าวโพดคั่วทอดหรืออบกรอบ 3. ข้าวเกรียบหรืออาหารขบเคี้ยวชนิดอบพอง 4. ขนมปังกรอบหรือแครกเกอร์หรือบิสกิต 5. เวเฟอร์สอดไส้   ต้องแสดงฉลากโภชนาการ ซึ่งต่างจากปัจจุบัน ที่มีฉลากบอกเพียงส่วนผสมหลัก แต่ฉลากโภชนาการตามประกาศใหม่ จะระบุอย่างละเอียดว่ามี สารอาหารสำคัญใดบ้าง ให้พลังงานกี่แคลอรี่ มีน้ำตาล เกลือโซเดียม เท่าใด


“นอกจากนี้ ยังกำหนดให้มีคำเตือนว่า “บริโภคแต่น้อย และออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ” เพราะขนมเหล่านี้มีแป้งและไขมันเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งหากรับประทานมากเกินไปจะมีผลเสียต่อร่างกายได้  โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ลงนามในประกาศเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่ผ่านมา ขั้นตอนต่อไปคือจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาและจะมีผลบังคับใช้หลังจากนั้นอีก 90 วัน คือในวันที่ 19ธันวาคม  2550 นี้” นพ.ศิริวัฒน์ กล่าว


 


 




ที่มา


ข้อมูลจาก : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)


ภาพประกอบ : www.thaihealth.or.th


 




Update 12-11-50

Shares:
QR Code :
QR Code

ใส่ความเห็น

ระบุข้อความ