สธ.เตือนอ้วนลงพุงเสี่ยงอายุสั้น

ระบุรอบเอวเพิ่มขึ้นทุกๆ 5 ซม. มีโอกาสเป็นเบาหวาน 3-5 เท่า

 

            กระทรวงสาธารณสุข เผยผลสำรวจล่าสุด พบคนไทยอายุ 35 ปีขึ้นไป อ้วนลงพุงมากกว่า 9 ล้านคน เร่งเดินหน้าโครงการคนไทยไร้พุง กระตุ้นออกกำลังกาย กินผักผลไม้เพิ่ม ระบุคนที่ปล่อยให้อ้วนลงพุง อายุจะสั้นขึ้น และรอบเอวที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 5 เซนติเมตร จะเพิ่มโอกาสเป็นโรคเบาหวาน 3-5 เท่า

 

          นายแพทย์มรกต กรเกษม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัจจุบันวิถีชีวิตและการบริโภค ของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก ก่อให้เกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ซึ่งโรคเหล่านี้เกิดจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม ขาดการออกกำลังกาย สูบบุหรี่ ดื่มสุรา จนทำให้เกิดภาวะน้ำหนักเกิน หรือโรคอ้วน

 

           “จากการสำรวจสภาวะอ้วนลงพุงในประชาชนของกรมอนามัย ปี 2550 พบว่า คนไทยอายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไป เพศชายมีภาวะอ้วนลงพุงร้อยละ 24 และเพศหญิงร้อยละ 60 โดยพบในผู้หญิงมากกว่าชายถึง 2.5 เท่าตัว คนที่อ้วน ลงพุงจะมีไขมันสะสมในช่องท้องมาก และเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคหลอด เลือดสมองแตกหรือตีบ รอบเอวที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 5 เซนติเมตร จะเพิ่มโอกาสเป็นโรคเบาหวาน 3-5 เท่า ฉะนั้นพุงใหญ่เท่าใด ยิ่งอายุสั้นเท่านั้น”

 

           รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวอีกว่า กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัย ได้แก้ไขปัญหาอ้วนลงพุง โดยจัดโครงการคนไทยไร้พุง รณรงค์ให้ชมรมสร้างสุขภาพ โรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ และหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ทั่วประเทศ วัดรอบเอวผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ปีละ 2 ครั้ง ตั้งเป้าให้ได้ร้อยละ 80 สำหรับปี 2550 ที่ผ่านมาสามารถวัดรอบเอวได้ร้อยละ 75

 

           “ในปี 2551 จะดำเนินการให้ได้ตามเป้าหมาย คือ ร้อยละ 80 และเพิ่มการรณรงค์ให้โรงเรียนสร้างเสริมสุขภาพ เป็นโรงเรียนปลอดน้ำอัดลม มีการรณรงค์ให้กินผักผลไม้ พร้อมกันนี้จะจัดกิจกรรมสร้างกระแสการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การรับประทานอาหารและออกกำลังกาย ควบคุมอาหารเพื่อพิชิตอ้วน

 

           ถ้าน้ำหนักตัวลดลง ร้อยละ 5-10 ของน้ำหนักเดิม ไขมันในช่องท้องจะลดลงไปได้ร้อยละ 30 โดยผู้หญิงควรมีเส้นรอบเอวไม่เกิน 80 เซนติเมตร ส่วนผู้ชายไม่เกิน 90 เซนติเมตร

 

           ด้าน นายแพทย์โสภณ เมฆธน รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวเสริมว่า ในการลดน้ำหนักของประชาชน ยังมีบางกลุ่มที่ยังมีความเข้าผิดเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารเช้า ซึ่งบางคนงดอาหารเช้าแต่ทาน กาแฟแทน ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง อาหารมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญและจำเป็นมาก ต้องรับประทานทุกวัน เพื่อกระจายพลังงานอาหารให้เหมาะกับความต้องการ นอกจากจะช่วยให้ร่างกายไม่หิวมากในช่วงบ่ายแล้ว ยังควบคุม ปริมาณอาหารในมื้อเย็นให้กินน้อยลงได้

 

           ขณะที่การกินอาหารมื้อเย็น ควรกินให้ห่างจากเวลานอนไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมง เช่น หากนอนเวลา 22.00 น. ควรกินอาหารเย็นเวลา 17.00 น. เนื่องจากช่วงเวลานอนหลับระบบประสาทสั่งงานให้ร่างกายพักผ่อน ก็จะไม่เกิดการย่อยอาหาร ทำให้เกิดการสะสมไขมันในช่องท้องมากขึ้น

 

 

 

 

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

 

 

 

update 21-01-51

 

Shares:
QR Code :
QR Code

ใส่ความเห็น

ระบุข้อความ