ยูเอ็นเอดส์ระดมกึ๋นแก้ปัญหาเอดส์


เปิดเวทีเพศวิถีศึกษาสังคมไทย เพื่อพัฒนาความรู้ใหม่ๆ ครั้งแรก


           นพ.มรกต กรเกษม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังการตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลในจังหวัดพะเยาว่า หลังจากรัฐบาลมีโครงการจัดยาต้านไวรัสเอดส์ให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี พบว่าช่วยให้สุขภาพของผู้ที่ติดเชื้อดีขึ้นมาก ที่จังหวัดพะเยา ตั้งปี 2527-2550 มีผู้ป่วยเอดส์รวม 12,169 ราย มากเป็นอันดับ 4 ของประเทศ เมื่อช่วง 10-15 ปีก่อน ผู้ป่วยโรคเอดส์มีอัตราการครองเตียงตามโรงพยาบาลต่างๆ ทั้งโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลทั่วไปสูงอันดับหนึ่ง และอัตราการเสียชีวิตก็เป็นอันดับ 1 แต่หลังจากที่ได้รับยาต้านไวรัสตั้งแต่ พ.ศ.2545 ทำให้อัตราการนอนโรงพยาบาลต่ำมาก ไม่ติด 10 อันดับผู้ป่วยในการเสียชีวิตลดลงจาก 585 ราย ในปี 2544 เหลือ 114 ราย ในปี 2550 เนื่องจากคุณภาพชีวิตดีขึ้น โดยจำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มที่แผนกผู้ป่วยนอก เนื่องจากผู้ป่วยจะต้องมาเจาะเลือด รับยา รับคำปรึกษาแนะนำการดูแลสุขภาพ


           นพ.มรกตกล่าวว่า ในปี 2550 มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีต้องรับยาที่โรงพยาบาลพะเยาทั้งหมด 11,865 ราย มากเป็นอันดับ 3 รองจากโรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน ส่วนเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีจากแม่ สถานการณ์การป่วยจากโรคเอดส์ก็ดีขึ้นเช่นกัน จากก่อนที่ยังไม่ได้รับยาต้านไวรัส เด็กหลังคลอดจะมีอาการป่วยด้วยโรคเอดส์และเสียชีวิตเมื่ออายุ 3-5 ปี แต่หลังจากได้รับยาต้านไวรัสตั้งแต่ก่อนคลอดและหลังคลอดแล้ว ทำให้เด็กที่ติดเชื้อมีชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นสิบๆ ปี หรือกว่า 1 เท่าตัว เด็กมีสุขภาพแข็งแรง ผิวหนังไม่มีผื่นแพ้เหมือนแต่ก่อน สามารถไปโรงเรียนได้ตามปกติ ไม่ขาดเรียนบ่อย เศรษฐกิจในครอบครัวดีขึ้น เนื่องจากไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล บางรายโตเป็นหนุ่ม-สาว ขณะนี้ที่จังหวัดพะเยามีเด็กติดเชื้อเอชไอวีจากแม่ กินยาต้านไวรัสทั้งหมด 186 ราย


           ทางด้าน น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า โครงการโรคเอดส์ของสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอดส์ ระบุว่า ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีกว่า 40 ล้านคน ส่วนใหญ่อยู่ในแถบซับซาฮาร่าแอฟริกา และคาดว่า เมื่อสิ้นปี 2250 ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์ 3 ล้าน 1 แสนคน ติดเชื้อเพิ่ม 5 ล้านคน ในไทยมีผู้ติดเชื้อสะสม 1 ล้านคน ในจำนวนนี้เสียชีวิตแล้ว 5.6 หมื่น โดยปี 2550 มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1.4 หมื่นราย 36% เป็นหญิงวัยรุ่นและแม่บ้าน รองลงมาคือ กลุ่มชายรักชาย 24% ทั้งนี้ ความชุกของการติดเชื้อพบว่า กลุ่มทหารเกณฑ์และหญิงขายบริการทางเพศลดลง แต่กลุ่มของหญิงตั้งครรภ์กลับเพิ่มขึ้น


           รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนการทำงาน พัฒนาความรู้ใหม่ๆ ในทางวิชาการ และผลักดันนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวกับสุขภาวะทางเพศและสิทธิทางเพศในสังคมไทย มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องผู้หญิง (สคส.) ภาคีความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้านเพศภาวะ เพศวิถี และสุขภาพ สถาบันวิจัยประชากรทางสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และอีกหลายภาคีจึงร่วมกันจัด "เพศวิถีศึกษาในสังคมไทย" ครั้งแรก ในวันที่ 7-8 มกราคม 2551 ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมหลากหลายกลุ่ม รวมถึงต่างประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย ลาว เวียดนาม


 


 


ที่มา

ข้อมูลจาก : มติชน

ภาพประกอบ : www.thaihealth.or.th




update 07-01-51

Shares:
QR Code :
QR Code

ใส่ความเห็น

ระบุข้อความ