ชี้สาวรู้สึกด้อยอ้วนง่ายกว่าสาวคิดบวก


ระบุการป้องกันโรคอ้วนต้องห่วงสภาพจิตใจและความรู้สึกต่อตัวเอง


 สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานจากกรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาว่ามีรายงานผลการวิจัยออกมาใหม่ว่าเด็กวัยรุ่นหญิงที่ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยเป็นที่น่าสนใจของคนอื่นมากเท่าใดยิ่งมีความเสี่ยงในการมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรืออ้วนได้ง่ายขึ้นและไวกว่าคนที่มีทัศนคติทางบวกต่อตัวเอง


 และจากผลการวิจัยนี้เองผู้วิจัยร่วม เอดิน่า อาร์ เลเมโชว์ระบุว่าโปรแกรมสำหรับการป้องกันภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในเด็กวัยรุ่นผู้หญิงควรได้ให้ความสนใจเรื่องจิตใจและความรู้สึกต่อตัวเองของคนกลุ่มเป้าหมายของโครงการด้วยจึงจะได้ผลดีกว่าเพียงการควบคุมการรับประทานอาหารและปรับพฤติกรรมการออกกำลังกายเท่านั้น


 คุณเลเมโชว์ทำการศึกษานี้ตั้งแต่เมื่อครั้งที่เธอเป็นนักศึกษาบัณฑิตวิทยาลัยของ โรงเรียนการสาธารณสุขของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในเมืองบอสตัน และเป็นการศึกษาในเด็กผู้หญิงวัยรุ่นอายุระหว่าง 12 และ18 ปี จำนวน 4,446 คน ทั้งนี้ผู้วิจัยทำการติดตามผลเป็นเวลานานถึง 2 ปี


 สำหรับวิธีการวิจัยเพื่อวัดความรู้สึกต่อตัวเองของกลุ่มตัวอย่างนั้นนักวิจัยได้ให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบประเมินสถานะภาพทางสังคมของตัวเองด้วยการให้คะแนน ในระดับ 1 ถึง 10 โดยระดับคะแนนต่ำสุดคือคนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นที่ยอมรับนับถือของใคร ๆ เลยในสังคม และไม่มีใครอยากจะคบค้าสมาคมด้วย ส่วนคนที่จัดว่าอยู่ในระดับคะแนนสูงสุดนั้นเป็นคนที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ที่ได้รับความนิยมจากคนรอบข้างในระดับสูงสุด


 ผลการสำรวจพบว่าระดับการให้คะแนนตัวเองของกลุ่มตัวอย่างโดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 7.7 คะแนน และมีเด็กผู้หญิงกลุ่มตัวอย่างเพียงแค่ 4% เท่านั้นที่ให้คะแนนตัวเองในระดับตั้งแต่ 4 คะแนนลงไป และเมื่อนำปัจจัยอื่นๆ ที่อาจมีส่วนสำคัญต่อการมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมาปรับแล้วพบว่า คนที่ให้คะแนนตัวเองต่ำสุดจะมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติถึง 69% ในการมีดัชนีมวลกายเพิ่มขึ้น 2 แต้มเมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี หรือเท่า ๆ กับการมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 11 ปอนด์ (4.98 กก.) มากกว่าน้ำหนักที่ควรจะเป็นในภาวะปกติ


 ปัจจัยที่นักวิจัยนำมาปรับออกจากการวิเคราะห์ผลการวิจัยนี้เป็นต้นว่า ดัชนีมวลกายเดิมของอาสาสมัครร่วมการวิจัย  รายได้ครัวเรือน และความมันใจในตัวเองในเรื่องทั่ว ๆ ไป


 “สำหรับเด็กวัยรุ่นหญิงแล้ว จะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขามากหากโปรแกรมป้องกันโรคอ้วนต่าง ๆ จะมุ่งความสนใจไปที่เรื่องทักษะในการเผชิญปัญหาและความท้าทายต่างๆ ในสังคมที่เขาอยู่ด้วย” คุณเลเมโชว์ซึ่งขณะนี้ทำงานอยู่ที่สำนักงานสุขภาพจิตและอนามัยของกรุงนิวยอร์กกล่าว


 ด้านดร.คลี แม็คนีลี่ และดร.โรเบิร์ต โครสโนย์ จากมหาวิทยาจอห์นส์ ฮ๊อปกินส์ กล่าวว่าสถานะภาพทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้คนเป็นโรคอยู่แล้ว และผลการวิจัยล่าสุดนี้แสดงให้เห็นว่าความรับรู้ต่อสถานภาพตัวเองในสังคมหรือการมองภาพตัวเองของคนสามารถนำไปสู่การเป็นโรคได้เช่นกัน


 


 




ที่มา

ข้อมูลจาก : สำนักข่าวต่างประเทศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

ภาพประกอบ :
www.thaihealth.or.th




update 11-01-51

Shares:
QR Code :
QR Code

ใส่ความเห็น

ระบุข้อความ