ความสำเร็จของการปฏิรูปประเทศ

ปฏิบัติจริงจังและต่อเนื่อง

 

          ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีในความสำเร็จขั้นต้นของนายกรัฐมนตรีในการหาบุคคลทั้งที่มีชื่อเสียงและตัวแทนกลุ่มคนต่างๆ ในสังคม มาร่วมเป็นคณะกรรมการทั้ง 3 คณะ ได้แก่

 

          คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ ซึ่งมีนายคณิต ณ นคร เป็นประธานแ คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยที่มีศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี เป็นประธาน และคณะกรรมการสุดท้าย ได้แก่ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยซึ่งมีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน

 

          นั่นแสดงถึงความจริงใจของรัฐบาลที่ยอมรับว่า นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ.2475 เป็นต้นมา แม้จะกล่าวอ้างว่าเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็ตาม แต่ในความเป็นจริงนั้น สังคมไทยโดยรวม มิได้เป็นสังคมประชาธิปไตยตามอุดมการณ์แห่งประชาธิปไตยเลย

 

          กล่าวคือ ประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยเพียงรูปแบบ แต่เนื้อหาสาระและจิตวิญญาณของประชาชนส่วนใหญ่มิได้เป็นไปตามนั้น เพราะยังคงยึดติดกับลัทธิเจ้าขุนมูลนายโดยแทบไม่เปลี่ยนแปลง ประชาชนส่วนใหญ่ยังยึดถือว่า ข้าราชการเป็นนายประชาชน ซึ่งความจริงในระบอบประชาธิปไตยนั้นตรงข้าม ข้าราชการคือผู้รับใช้ประชาชน

 

          การเลือกตัวแทนคือผู้แทนราษฎร ก็มิได้ยึดหลักประชาธิปไตย เพราะไม่เห็นความสำคัญขององค์กรอันเป็นตัวแทนคือรัฐสภา ฉะนั้นส่วนใหญ่การเลือกโดยอาศัยความคุ้นเคย ความเกรงใจและสำคัญที่สุดคือการขายสิทธิ ตัวแทนเองก็มีพฤติกรรมเช่นเดียวกัน ได้แก่ การรวมหัวกันเพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม

 

          และที่เลวร้ายกว่านั้นคือ การรวมหัวกับข้าราชการทำการฉ้อราษฎร์บังหลวง โดยเฉพาะปัญหาเรื่องงบประมาณแผ่นดินที่กระทำตัวเป็นปลวกกัดกินประเทศ

 

          อย่างไรก็ดี พฤติกรรมของประชาชน พฤติกรรมของนักการเมือง และพฤติกรรมของข้าราชการที่กล่าวมานั้น จะไปโทษพวกเขาเหล่านั้นทั้งหมดก็ไม่ได้ ทั้งนี้เป็นเพราะประชาชนเองไม่หวงแหนในสิทธิของตน ไม่ร่วมกันปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวม ทุกคนมุ่งแต่ผลประโยชน์ส่วนตน ส่วนรวมจะเสียหายอย่างไรก็ไม่คำนึงถึง ซึ่งผิดกับประเทศที่ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนมีจิตและวิญญาณที่เป็นประชาธิปไตย และลุกขึ้นปกป้องผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

 

          ฉะนั้นการจะปฏิรูปประเทศให้มีผลอย่างจริงจังจึงจำเป็นต้องกระทำในเรื่องสำคัญ 2 เรื่อง คือ เรื่องแรกจำเป็นต้องปลุกให้ประชาชนรวมกลุ่มกันพิทักษ์สิทธิของตน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เรื่องเศรษฐกิจ และเรื่องสังคม ฯลฯ โดยรวมกลุ่มเพื่อพิทักษ์ปกป้องมิให้มีการกระทำที่ขัดต่อประโยชน์ของส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือเรื่องใหญ่ ประชาชนมีหน้าที่เป็นยามเฝ้าระวังมิให้เกิดการกระทำที่เอาเปรียบต่อสังคมในทุกรูปแบบ

 

          นอกจากนี้ต้องการปลูกฝังเยาวชนให้มีจิตและวิญญาณเป็นนักต่อสู้เพื่อปกป้องการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเรื่องหลังจำเป็นต้องปฏิรูปการศึกษาที่เป็นรูปธรรม การปฏิรูปการศึกษานั้นต้องทำทั้งในตัวครูอาจารย์และนักเรียนพร้อม ๆ กับตัวผู้ปกครอง ซึ่งรายละเอียดมีอีกมาก

 

          การปฏิรูปประเทศไม่มีวันสำเร็จ ถ้าไม่มีการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

 

          สุดท้ายนี้หวังว่าคณะกรรมการคณะต่างๆ ดังกล่าว จะไม่มีพฤติกรรมซ้ำรอยเช่นในอดีตที่ทำหน้าที่เพียงเขียนคำภีร์ไบเบิลเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้า คอลัมน์: รศ.ประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ

 

 

 

Update: 15-07-30

อัพเดตเนื้อหาโดย: คมสัน ไชยองค์การ

Shares:
QR Code :
QR Code

ใส่ความเห็น

ระบุข้อความ