คนไทย 90% หนุนทุกเพศร่วมทำงานบ้าน สสส.–มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ปูทางความเท่าเทียม ลดความรุนแรงในครอบครัว

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข

ภาพประกอบจาก สสส.

                   สสส. สานพลังมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล สำรวจพบ คนไทย 90.7% หนุนคนทุกเพศ “ร่วมทำงานบ้าน” ปูพื้นฐานสู่การสร้างความเท่าเทียม ลดความรุนแรง แม้บางส่วนยังก้าวไม่ข้ามทัศนคติ “ชายเป็นใหญ่” ด้าน “หมอเวชศาสตร์ครอบครัว” แนะใช้ 4 เทคนิคสื่อสารสร้างสรรค์ ชัดเจน ลดการปะทะ ขณะที่ “หมอเจี๊ยบ” เล่าทำงานบ้านตั้งแต่เด็ก ช่วยเป็นคนมีระเบียบ มีความรับผิดชอบ    

                   เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 20 พ.ย. 2568  ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ประจำปี 2568 “งานบ้านไม่เลือกเพศความเท่าเทียมเริ่มได้ที่ครอบครัว” โดยก่อนเริ่มงานได้มีการแสดงความอาลัย แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากนั้นเป็นละครเชิงสัญลักษณ์ “ WE TO ME ความเท่าเทียมเริ่มได้ที่ครอบครัว” โดยทีมเฉพาะกิจเธียเตอร์

                   นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า สสส. ให้ความสำคัญของการยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และครอบครัว จึงร่วมกับภาคีเครือข่ายทำงานเชิงรุกเพื่อขับเคลื่อนประเด็น สะท้อนปัญหา และหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา เพราะความรุนแรงในครอบครัว เสี่ยงต่อการมีสุขภาวะไม่ดี หากไม่ได้รับการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะปัจจุบันที่ปัญหามีความซับซ้อนขึ้น ผู้ถูกกระทำมีทุกเพศ ทุกวัย โดยมีปัจจัยกระตุ้นการก่อเหตุคือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสิ่งเสพติด ข้อมูลล่าสุดที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลได้รวบรวมข่าวความรุนแรงในครอบครัวปี 2567 มีมากถึง 1,529 ข่าว เพิ่มจากปี 2566 ประมาณ 40% โดยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้น 448 ข่าว คิดเป็น 29.3% และยาเสพติด 412 ข่าว คิดเป็น 26.9% แบ่งเป็น ข่าวทำร้ายกัน 638 ข่าว คิดเป็น 41.7% ฆ่ากันในครอบครัว 562 ข่าว คิดเป็น 36.8% ฆ่าตัวตาย 235 ข่าว คิดเป็น 15.4% ความรุนแรงทางเพศของคนในครอบครัว 75 ข่าว คิดเป็น 4.9% และความรุนแรงในครอบครัวอื่นๆ 19 ข่าว คิดเป็น 1.2% เช่น ข่มขู่ เผาบ้าน ทำลายทรัพย์สิน

                   “การจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อสร้างความเสมอภาควันนี้ ให้ความสำคัญกับประเด็นงานบ้านไม่เลือกเพศ ความเท่าเทียมเริ่มได้ที่ครอบครัว เพราะการทำงานบ้านร่วมกันของคนในครอบครัว จะเป็นฐานสำคัญในการนำไปสู่การเคารพกันทั้งในมิติภายในครอบครัวและสังคม เพื่อยุติปัญหาความรุนแรงไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก การเอาเวลาที่เสียไปจากวงเหล้า วงพนัน เปลี่ยนมาทำงานบ้านรับผิดชอบครอบครัวจึงมีความสำคัญและเป็นการเริ่มต้นที่ทำได้ทันที” นางสาวรุ่งอรุณ กล่าว

                   นางสาวจรีย์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า ผลสำรวจความเห็นต่อการทำงานบ้านของประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 2,750 คน วันที่ 9-30 ต.ค. 2568 เป็นผู้หญิง48.8% ผู้ชาย 41.2% LGBTQ+ 10 % ซึ่งกว่า 50 % มีประสบการณ์ในชีวิตคู่ โดยกลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยให้ปลูกฝังการทำงานบ้านและฝึกให้เด็กทุกเพศทำงานบ้าน 90.7% ระบบการศึกษาควรปลูกฝังงานบ้านเป็นความรับผิดชอบของทุกคน 89% พ่อ แม่ ผู้ปกครองช่วยกันทำงานบ้านเป็นแบบอย่าง 86.2% ควรให้สิทธิพ่อลาเลี้ยงลูกได้ 15 วัน 85.3% เพราะช่วยแบ่งเบาภาระของแม่ และส่งผลดีต่อความผูกพันในครอบครัว

                   นางสาวจรีย์ กล่าวต่อว่า ส่วนความเห็นที่สะท้อนความคิดชายเป็นใหญ่ ระบุว่า ผู้ชายมีหน้าที่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว 48% โตมาเห็นแต่แม่ น้องสาว พี่สาวเป็นคนทำงานบ้าน 41.7 % ผู้หญิงที่ดีต้องเป็นแม่บ้าน แม่ศรีเรือน 36.9% ผู้หญิงทำงานนอกบ้านต้องทำงานในบ้านด้วย 30.4% งานบ้านไม่ใช่หน้าที่ของผู้ชายแต่เป็นหน้าที่ของผู้หญิง 28.9% ทั้งนี้ ผู้หญิงกว่า 50% เห็นด้วยกับ 2 ประเด็น คือ 1.หากแฟน ภรรยาทำงานทั้งในบ้าน หรือนอกบ้านคนเดียวจะเกิดความเครียด หงุดหงิด เหนื่อยล้า 2.หากผู้หญิงทำงานบ้านฝ่ายเดียว จะทำให้ความสัมพันธ์เปราะบาง ทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัวได้

                   “ยังมีบางส่วนที่มีความเชื่อว่างานบ้านเป็นหน้าที่ผู้หญิง สาเหตุมาจากความคิดแบบชายเป็นใหญ่ ถูกสอนว่าผู้ชายต้องเป็นผู้นำ ส่วนผู้หญิงต้องทำงานบ้าน เลี้ยงลูก ดังนั้นจึงควรเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิด อย่ามองว่างานบ้านเป็นเรื่องของผู้หญิงเท่านั้น การที่ทุกเพศรับผิดชอบงานบ้านจะช่วยลดช่องว่าง สร้างความเข้าใจที่ดีในครอบครัว นำไปสู่ความเท่าทียมระหว่างเพศอย่างเป็นรูปธรรมได้ เมื่อทุกคนในครอบครัวมีส่วนร่วม เคารพซึ่งกันและกัน จะช่วยลดความขัดแย้ง ป้องกันการเกิดปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้” นางสาวจรีย์ กล่าว

                   พญ.นาตาชา ชวาลา แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว กล่าวว่า จากผลสำรวจของมูลนิธิฯ ทำให้เข้าใจค่านิยมของคนไทย และส่วนใหญ่พร้อมสำหรับความเท่าเทียมโดยการสนับสนุนว่างานบ้านเป็นงานของทุกคน และต้องช่วยกันสอนเด็กทุกเพศให้ทำ แต่เกือบ 1 ใน 3 เห็นว่าสุดท้ายผู้หญิงควรเป็นหลักในการทำงานบ้านอยู่ดีสะท้อนว่าคนไทยยอมรับความคิดใหม่ สำหรับคู่รักที่ไม่เข้าใจกันเรื่องงานบ้านนั้น ตนแนะนำใช้การสื่อสารอย่างซื่อสัตย์ ชัดเจน และเคารพกันและกัน ช่วยลดความขัดแย้ง ลดการปะทะ และสร้างความเข้าใจที่ลึกขึ้น มี 4 ขั้นตอน 1.สังเกตโดยไม่ตัดสิน 2.ระบุความรู้สึกของเราต่อสถานการณ์นั้นโดยไม่ใช้อารมณ์ 3.บอกความต้องการของเราอย่างตรงไปตรงมา 4.การขอร้องอย่างชัดเจน เป็นคำพูดเชิงบวก และทำได้จริง ทั้งนี้ เมื่อนำมาใช้กับการทำงานบ้าน จะกลายเป็นโอกาสสร้างความเท่าเทียม ความร่วมมือ และความใกล้ชิดมากขึ้น

                   ขณะที่ คุณลลนา ก้องธรนินทร์ หรือ “หมอเจี๊ยบ” ดารานักแสดง กล่าวว่า ตอนเด็ก คุณพ่อ คุณแม่ให้ตนช่วยงานบ้านเท่าที่อายุทำไหว เช่น เก็บที่นอน ล้างจานกวาดบ้าน ซึ่งท่านไม่ได้กดดันให้ทำ แต่เน้นสอนเรื่องความความรับผิดชอบกับระเบียบเรียบร้อยมากกว่า ทำให้โตขึ้นรู้สึกว่างานบ้านเป็นทักษะพื้นฐานที่ทุกคนควรรู้ ไม่ได้เกี่ยวกับว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ดังนั้นตนคิดว่า การทำงานบ้านเป็นกิจกรรมที่ช่วยฝึกทั้งวินัย การจัดการเวลา และความรับผิดชอบ แถมบ้านที่สะอาดและเป็นระเบียบยังช่วยให้ใจเราสงบขึ้น อยู่แล้วไม่วุ่นวาย รู้สึกปลอดภัยขึ้น และทำให้คนในบ้านช่วยกันดูแลเหมือนเป็นทีมเดียวกัน ดังนั้น อยากให้ทุกคน ทุกเพศ มองการทำงานบ้านเป็นทักษะชีวิตที่ทุกคนควรรู้ ไม่ใช่เรื่องของเพศ เริ่มจากเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ฝึกตามวัย กล่าวชื่นชมเขาเวลาทำได้ดี และแบ่งหน้าที่กันอย่างยุติธรรม จะช่วยให้บรรยากาศในบ้านอบอุ่นขึ้น และเด็กจะโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดูแลตัวเองได้ดี

                   นายทสร  บุณยเนตร Chief Creative OfficerBBDO Bangkok กล่าวว่า ตนมาจากครอบครัวขนาดกลาง ตั้งแต่เล็กจนโตที่บ้านสอนให้ช่วยทำงานบ้าน ทำให้รู้สึกว่างานบ้านเป็นงานของทุกคน ปัจจุบันตนแต่งงานได้ 7 ปี มีลูก 2 คน แม้ที่บ้านมีคนทำความสะอาด แต่เราทั้งคู่ก็ยังทำงานบ้านอยู่ตลอด  และฝึกให้ลูกเรียนรู้ช่วยทำงานบ้าน และเมื่อตนมีโอกาสร่วมงานกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลมาสิบกว่าปี ตั้งแต่แคมเปญแรก #WomenAgainstAbuse #แชร์ช้ำช่วยชั้น ชวนผู้หญิงทุกคนเอาลิปสติกทาใต้ตา เพื่อให้เหยื่อความรุนแรง กล้าแชร์รอยช้ำบนหน้าตัวเอง #บ้านไม่ใช่เวทีมวย ส่งแมสเซสบอกผู้ชายที่ชอบความรุนแรง ชอบดูมวย โดยเราไป Hijack Ring Girl ที่สนามมวย เปลี่ยนผู้หญิงที่เป็นเหยื่อความรุนแรงมาเดินถือป้ายตอนพักยกแทน

                   “ในช่วงโควิดสร้างแคมเปญ #MuseumOfFirstTime รณรงค์ให้ยุติความรุนแรงในบ้าน ที่สร้าง Virtual Museum ให้คนสัมผัสประสบการณ์จริงของเหยื่อความรุนแรง ที่เคยให้โอกาสแฟนครั้งที่สอง จนกระทั่งมาแคมเปญล่าสุด #SecondChance ที่พาจีจี้ สุพิชชา ให้กลับมาเตือนผู้หญิงทุกคนที่ให้โอกาสความรุนแรงเป็นครั้งที่สอง จนได้ทำให้เข้าใจ ความหมายของคำว่า Domestic Violence มากขึ้นทุกปี ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ต้องการความเข้าใจ รับฟัง และร่วมกันแก้ปัญหาภายในครอบครัวอย่างจริงจัง แต่ปัญหานี้จะไม่มีทางถูกแก้ ถ้าคนในครอบครัวไม่คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ” นายทสร กล่าว

Shares:
QR Code :
QR Code