sook by สสส

ติดต่อเรา สสส.

รู้จักโรคซึมเศร้าให้มากขึ้น

เพื่อนๆ หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “โรคซึมเศร้า” กันมาบ้างแล้ว บางคนเข้าใจว่าเป็นโรคที่เกิดจากสภาพจิตใจที่อ่อนแอ บางคนเข้าใจว่าเกิดจากสภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรง หรือบางคนอาจเข้าใจว่าเกิดจากสภาพแวดล้อมพาไปให้คนเหล่านั้นมีโรคซึมเศร้า แล้วจริงๆโรคซึมเศร้าคืออะไร มีสาเหตุจากอะไร แล้วเราจะรับมือพร้อมกับดูแลเอาใจใส่คนที่เป็นโรคซึมเศร้าเหล่านี้อย่างไรให้ถูกวิธี วันนี้ SOOK By สสส. ได้มีโอกาสสัมภาษณ์นายแพทย์ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล จิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลไทยนครินทร์ อดีตนายแพทย์ทรงคุณวุฒิกรมสุขภาพจิต และอดีตผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมสุขภาพจิต สสส. ที่จะมาให้คำตอบเกี่ยวกับเรื่องโรคซึมเศร้าในวันนี้

Q: คุณหมอคะ โรคซึมเศร้าคืออะไร และมีสาเหตุมาจากอะไรคะ?
A: โรคซึมเศร้า เป็นความผิดปกติทางอารมณ์ ที่มีอารมณ์เศร้ามากกว่าปกติ คือ เศร้าจนไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตรได้ตามปกติ และเศร้านาน คือ นานกว่าสองสัปดาห์เป็นต้นไป สาเหตุของโรคซึมเศร้า เกิดจากหลายปัจจัย แต่ละคนจะมีสาเหตุที่แตกต่างกันในรายละเอียด อาจแบ่งง่ายๆ เป็น
ปัจจัยทางชีวภาพ ได้แก่ ปัจจัยทางกรรมพันธุ์ทำให้เสี่ยงต่อการเจ็บป่วย ยาบางตัวอาจทำให้เกิดอาการซึมเศร้าได้ (เช่น ยาลดความดันโลหิตบางตัว) การขาดสารอาหารบางชนิด (เช่น วิตามินบี12) การเจ็บป่วยด้วยโรคทางกายที่ส่งผลต่ออารมณ์ (เช่น ไทรอยด์ทำงานผิดปกติ)
ปัจจัยทางจิตใจ คือ ความเครียดเรื้อรัง วิตกกังวลมาก การมองในแง่ร้าย
ปัจจัยทางสังคม คือ ความโดดเดี่ยว การขาดสายสัมพันธ์ที่สร้างความรู้สึกดี การถูกปฏิเสธหรือกลั่นแกล้ง  

Q: โรคซึมเศร้ามีอาการอย่างไรบ้าง จะทราบว่าตนเองมีภาวะเสี่ยงได้อย่างไร?
A: อาการของโรคซึมเศร้า นอกจากจะมีอาการเศร้ามาก เศร้านาน บางรายก็มีความรู้สึกหมดความสนใจในสิ่งต่างๆ ที่เคยทำให้มีความสุข และยังมีอาการทางร่างกาย ความคิด และพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น ไม่อยากรับประทานอาหาร บางรายอาจอยากรับประทานเพิ่มมากขึ้น นอนไม่หลับ น้ำหนักลด ไม่มีสมาธิ คิดวนเวียน วิตกกังวลมากกว่าปกติ เก็บตัว ไม่เข้าร่วมสังคม กรณีที่เป็นมาก อาจมีอาการเชื่องช้าลงอย่างเห็นได้ชัด หรือกระวนกระวาย

Q: มีวิธีป้องกันและการรักษาอาการโรคซึมเศร้าเบื้องต้นไหมคะ?
A: แม้ว่าคำอธิบายส่วนหนึ่งจะบอกว่า โรคซึมเศร้าเกิดจากปัจจัยทางกรรมพันธุ์ หรือบางคำอธิบายอาจบอกว่า เป็นโรคที่มีความผิดปกติของสารเคมีในสมอง แต่โรคซึมเศร้าก็ป้องกันได้ และมีวิธีรักษาเบื้องต้นได้ เพราะปัจจัยที่เป็นสาเหตุมีหลากหลายตามที่ได้กล่าวไป

ทั้งนี้เปรียบเหมือนกับโรคอื่น เช่น เบาหวาน เราอาจมีคนในครอบครัวป่วยเป็นเบาหวาน แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่า เราจะต้องป่วยเป็นเบาหวานเหมือนกัน โรคซึมเศร้าก็เช่นกัน แม้จะมีสมาชิกในครอบครัวป่วยเป็นโรคนี้ แต่ไม่ได้แปลว่า เราจะต้องป่วยด้วยโรคนี้ การป้องกันที่ดีที่สุด คือ การเรียนรู้ทักษะต่างๆ ที่จะช่วยให้มีความสุข และการจัดกิจวัตรเพื่อสร้างความสุขให้กับตนเองอย่างถูกต้อง เช่น การมีทักษะทางความคิด มีวิธีแก้ปัญหา ทักษะการสื่อสารที่ดี การออกกำลังกายประจำ การจัดการความเครียด มีทักษะผ่อนคลาย จัดเวลาให้ได้อยู่กับตัวเอง อยู่กับธรรมชาติ มีเพื่อนที่เกื้อกูล หลีกเลี่ยงการคบคนที่ทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเอง หลีกเลี่ยงการใช้สารเสพติดเพื่อแก้ปัญหาความไม่สบายใจ รวมถึงการมีค่านิยมที่เอื้อต่อการมีความสุขอย่างง่ายๆ หากรับรู้ได้ว่า ตัวเองเริ่มไม่ค่อยมีความสุข มีอารมณ์เศร้าๆ ก็อาจต้องหาคนที่เข้าใจพูดคุย หรือหากเป็นมากขึ้นอีก ก็ต้องอาศัยการช่วยเหลือจากผู้ทำหน้าที่ให้การปรึกษา หรือปรึกษาจิตแพทย์

Q: คำแนะนำสำหรับคนใกล้ชิด
A: ถ้าคุณมีคนใกล้ตัวหรือคนรักป่วยเป็นโรคซึมเศร้า สิ่งที่คุณจะช่วยเขาได้ดีที่สุด คือ การให้ความเข้าใจ ให้เวลา และสนับสนุนให้เขาได้รับความช่วยเหลือที่ถูกต้อง ในกรณีเป็นน้อยๆ การชวนทำกิจกรรมที่ดีต่ออารมณ์และการจัดการความเครียด จะช่วยเขาได้ เช่น การออกกำลังกาย การเล่นอะไรสนุกหรือทำในสิ่งที่เคยทำให้มีความสุข การทำกิจกรรมจิตอาสา การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมที่เหมาะสม

ในกรณีที่เป็นปานกลาง การทำกิจกรรมควรประเมินจากความพร้อมของเขาให้มากขึ้น กิจกรรมต่างๆ ที่ดีสำหรับกรณีที่เป็นน้อย ยังคงมีประโยชน์ แต่อาจต้องยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่ควรกดดันให้เขาทำโน่นทำนี่ หากเขาไม่พร้อมและไม่สามารถทำได้ อาจเป็นสิ่งบ่งบอกว่า เขาควรได้รับความช่วยเหลือ

หากมีอาการมาก ไม่สามารถทำกิจวัตรให้เป็นปกติ คิดวนเวียนกับปัญหา จนถึงการมีความคิดฆ่าตัวตาย กรณีเช่นนี้ ควรรับการช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ โดยมีคนใกล้ชิดคอยให้กำลังใจ หากมีความคิดฆ่าตัวตาย อาจต้องร่วมกับจิตแพทย์หรือพยาบาลจิตเวช ออกแบบเรื่องที่อยู่อาศัยและคนที่จะอยู่เป็นเพื่อน หากเขาใช้การดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้สารเสพติดเป็นการแก้ปัญหาความเครียด จะต้องหยุดดื่มและหยุดเสพ เพราะแอลกอฮอล์และสารเสพติดจะทำให้การควบคุมตัวเองยิ่งลดลง และเป็นสาเหตุให้ลงมือฆ่าตัวตายได้  

Q: คำพูดแบบไหนที่สามารถพูดให้กำลังใจผู้ป่วยได้บ้างคะ
A: คำพูดเป็นส่วนหนึ่งของการมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน โดยทั่วไปเวลาที่คนเราเจ็บป่วย คนรอบข้างจะคาดหวังว่า เขาควรปฏิบัติตัวเพื่อให้อาการของเขาดีขึ้น เช่น กินยาประจำ ออกกำลังกาย คิดบวก ไม่เล่นเกมส์ แต่ในกรณีของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า เขาอาจไม่มีพลังและความเชื่อมั่นว่าตัวเองจะดีขึ้นได้ ไม่มีแรงไปออกกำลังกาย ไม่อยากทำอะไร ซึ่งทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของอาการของโรคซึมเศร้า

วิธีปฏิบัติตัวต่อกันจึงควรเป็นไปด้วยความเข้าใจในธรรมชาติของโรค มีเมตตา อย่าเพิ่งตัดสินว่า การที่เขาไม่ทำ หรือทำไม่ได้ แปลว่าเขาขี้เกียจ ไม่มีวินัย ไม่ยอมช่วยเหลือตัวเอง เรียกร้องความสนใจ ความคิดเช่นนี้กลับจะยิ่งทำให้เราปฏิบัติต่อในแบบตัดสิน วิพากษ์วิจารณ์บังคับ จะส่งผลให้อาการแย่ลงได้ ในกรณีของสมาชิกในครอบครัว ถ้าไม่รู้ว่าจะต้องพูดอย่างไร ก็ให้ใช้การสัมผัส และการแสดงความห่วงใยผ่านการกระทำ เช่นจัดเวลาทำกิจกรรมที่ชอบร่วมกัน

คำพูดที่ควรหลีกเลี่ยงมากที่สุด คือคำพูดในทางตำหนิ วิพากษ์วิจารณ์ คำพูดกระตุ้นให้กำลังใจที่เน้นให้คิดบวกว่าต้องทำได้สิๆ เพราะกลับจะยิ่งกระตุ้นให้เขารู้สึกล้มเหลวมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่ว่าเขาไม่พยายาม แต่เขาพยายามแล้วไม่สำเร็จ จนเกิดความท้อ ขาดความเชื่อมั่น เขาจึงต้องการเวลาในการฟื้นตัว และต้องการวิธีการปฏิบัติตนที่จะช่วยให้ดีขึ้น

Q: คุณหมอคะแล้วโรคซึมเศร้า แตกต่างกับโรคไบโพล่าร์อย่างไรคะ?
A: โรคซึมเศร้ามีหลายชนิด ที่พบได้บ่อยที่สุด คือ มีอาการซึมเศร้าผสมกับความวิตกกังวล ซึ่งมักมีพื้นอารมณ์วิตกกังวลง่าย และเมื่อเครียดเรื้อรัง ก็พัฒนาต่อมามีอารมณ์ซึมเศร้า อีกกลุ่มหนึ่ง คือ โรคซึมเศร้าที่เกิดขึ้นเป็นพักๆ และช่วงเวลาที่หายจากโรคนี้ก็สบายดีเป็นปกติ กลุ่มนี้จะมีการตอบสนองต่อยาดีกว่ากลุ่มแรก อีกกลุ่มหนึ่ง คือ ไบโพลาร์ ถือเป็นคนละโรค เพราะมีกรรมพันธุ์ ชีวภาพ และอาการแตกต่างกัน ลักษณะที่แตกต่างระหว่างโรคซึมเศร้ากับไบโพลาร์ คือ ในโรคไบโพลาร์ จะมีช่วงเวลาอย่างน้อยสองสัปดาห์ ที่มีอาการของอารมณ์ที่เป็น “ขาขึ้น” คือ จะครื้นเครง อารมณ์ดีเป็นพิเศษ พูดมาก มีพลัง นอนน้อย คิดการใหญ่โต ความคิดวิ่งไม่หยุด หรืออาจมีอารมณ์หงุดหงิด ก้าวร้าว โดยเฉพาะเวลาที่ถูกขัดใจ และมีช่วงเวลาที่มีอารมณ์ซึมเศร้า หรือบางรายที่ไม่พบประวัติของช่วงซึมเศร้า หากมีประวัติของช่วงอารมณ์ “ขาขึ้น” ก็ยังจะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไบโพลาร์ ในโรคไบโพลาร์นี้ ส่วนใหญ่จะมีช่วงเวลาที่เป็นปกติ ไม่มีอาการใดๆ สลับกับช่วงที่มีอาการผิดปกติทางอารมณ์ด้วย

Q: มีแนวทางการรักษาโรคไบโพล่าร์ไหมคะ?
A: การรักษาโรคไบโพลาร์ในภาพรวมจะคล้ายกับโรคซึมเศร้า คือ การดูแลร่างกาย จิตใจ และวิถีชีวิตให้ดี เพราะความเครียดจะกระตุ้นให้อาการเป็นมากขึ้นได้ แต่การรักษาทางยาและการพยากรณ์โรคจะแตกต่างกัน คือ ใช้ยาคนละตัวกับกรณีป่วยเป็นโรคซึมเศร้า และหากร่วมมือในการกินยาดี มักจะมีชีวิตที่เป็นปกติได้ ไม่มีอาการใดๆ เลย บุคคลสำคัญในโลกและในประเทศไทยหลายคนก็มีอาการป่วยของโรคไบโพลาร์  

ได้สาระความรู้ดีๆเรื่องโรคซึมเศร้ากันไปเยอะ ครั้งนี้ SOOK by สสส. ต้องขอขอบคุณนายแพทย์ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล จิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลไทยนครินทร์ สำหรับข้อมูลที่ทำให้เรารู้จักเรื่องโรคซึมเศร้ามากยิ่งขึ้น สำหรับเพื่อนๆที่มีความสงสัยว่าตนเองเสี่ยงอยู่ในสถานะใกล้เคียงกับโรคซึมเศร้าหรือเปล่า ลองทำแบบประเมินโรคซึมเศร้าของประชาสัมพันธ์กรมสุขภาพจิตดูได้ที่ช่องทางนี้เลย https://goo.gl/Kr74PB

และสุดท้ายนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ที่อยากให้ทุกคนควรพึงระลึกไว้เสมอคือ “เขาไม่ได้ต้องการเป็นแบบนี้ ดังนั้นอย่าซ้ำเติมเขา” เราต้องคอยให้กำลังใจและรับฟังสิ่งที่อยู่ภายในใจเขา เพื่อให้เขามีกำลังใจในการต่อสู้กับโรคซึมเศร้าในใจ มาแบ่งปันพลังงานบวกด้วยกันนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : นายแพทย์ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล