คุยกับผู้จัดการ สสส. (เดือนกรกฎาคม 2561)

  • โดย webmaster
  • วันที่ 04 กรกฎาคม 2561
  • อ่าน : 704
สวัสดีครับ เพื่อนร่วมสร้างสุขทุกคน
 

          เดินทางมาถึงกลางปี อย่าลืมหมั่นสำรวจความสุขและเป้าหมายของทุกท่านว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง หากอะไรผิดแผนไปบ้าง ก็ยังพอมีเวลาเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่าได้เสมอนะครับ

          ในช่วงเดือนที่ผ่านมา สังคมเกิดความตื่นตัวและหันมามองปัญหา “อาหารกลางวัน” เด็กๆ หลังจากปรากฏภาพเด็กๆ ได้รับขนมจีนคลุกน้ำปลาเป็นอาหารกลางวัน ตามมาด้วยหลายตัวอย่างเมนูอาหารกลางวันในหลายโรงเรียนที่ห่างไกลคำว่าโภชนาการที่ดีอย่างมาก โดยประเทศไทย มีการตั้งงบประมาณรายหัว สำหรับอาหารกลางวันของเด็กนักเรียน หากมีการบริหารจัดการ จัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพเชื่อได้ว่า จะทำให้เด็กๆ ได้รับอาหารกลางวันที่มีคุณภาพอย่างแน่นอน โดย สสส. มีส่วนร่วมกับภาคีด้านการศึกษาและเด็กเยาวชนในการร่วมผลักดันการจัดสรรงบประมาณอาหารกลางวันเด็กให้เพียงพอและเหมาะสม มาตั้งแต่ปี 2552 จากตั้งแต่หัวละ 11 บาท เพิ่มเป็น 13 บาท และร่วมผลักดันอีกครั้งในปี 2557 เพิ่มเป็นหัวละ 20 บาท จนถึงปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ยังได้ให้ความสำคัญเรื่องโภชนาการสมวัย เพื่อให้เด็กไทยมีพัฒนาการ และคุณภาพชีวิตที่ดี 

          โภชนาการที่ดี ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นต้นทุนให้กับเด็กๆ ได้เจริญเติบโตอย่างแข็งแรงทั้งกาย และโดยเฉพาะสติปัญญา หากเราอยากเห็นอนาคตของชาติ มีสติปัญญาที่ดี จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใส่ใจและลงทุนพัฒนาเด็กๆ ตั้งแต่ตั้งครรภ์ แรกคลอด จนถึงเข้าสู่วัยเรียน 

          ปัญหาภาวะทุพโภชนาการในเด็ก คือหนึ่งในปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย และสติปัญญา ทำให้เด็กสุขภาพไม่ดี เกิดภาวะอ้วน เตี้ย หรือผอม แคระแกร็น ซ้ำยังกระทบต่อการเรียนรู้ กลายเป็นผู้ใหญ่ที่เติบโตอย่างด้อยคุณภาพ สร้างภาระปัญหาให้แก่สังคมในระยะยาว

          ปัจจุบัน สสส. มีส่วนสนับสนุนสถาบันวิชาการทำการวิจัย และคำนวณโปรแกรมสำหรับสร้างเมนูอาหารกลางวันให้เด็กอย่างมีคุณภาพ โดยท้องถิ่นแต่ละแห่ง อาจต้องใส่ใจเห็นความสำคัญของนักโภชนาการเพื่อเป็นผู้จัดโปรแกรม ออกแบบอาหารที่มีโภชนาการครบทุกด้าน ถือเป็นการลงทุนสร้างชาติที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง

          วิกฤติจากปัญหาอาหารกลางวันเด็กในดรงเรียนที่ประทุขึ้นครั้งนี้ น่าจะเป็นโอกาสสำคัญที่ทุกฝ่ายจะได้ร่วมมือกันปรับปรุงแก้ไขปัญหาจากองค์ความรู้และตัวอย่างปฏิบัติการที่มีอยู่ นำไปสู่พัฒนาการด้านโภชนาการของเด็กนักเรียนต่อไป

          ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สสส. ยังได้ขับเคลื่อนงานสำคัญ บนเวทีสมัชชาอนามัยโลกครั้งที่ 71 ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส โดยมีการลงนามขยายระยะเวลาความร่วมมือว่าด้วยการสร้างเสริมสุขภาพ ปี 2561- 2563 ระหว่างองค์การอนามัยโลก (WHO) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ประเทศไทย โดย ดร. เท็ดรอส อัดฮานอม กีบรีเยซุส (Dr.Tedros Adhanom Ghebreyesus) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก กับ ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  ในฐานะรองประธานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ คนที่ 1

          การลงนามครั้งนี้ เป็นการเห็นความสำคัญของการสร้างเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะการส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกาย ว่าเป็นวาระสำคัญของโลก ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้ประกาศแผนปฏิบัติการโลกด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ปี 2561 - 2573 โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มกิจกรรมทางกาย และลดการเนือยนิ่งให้ได้ ร้อยละ 10 ภายในในปี  2568 และลดลงให้ได้ ร้อยละ 15 ในปี 2573 โดย องค์การอนามัยโลกมองว่าไทยมีศักยภาพ มีประสบการณ์ มีหน่วยงานและภาคีเครือข่ายจะสามารถช่วยสนับสนุน ถ่ายทอดความรู้สู่การปฏิบัติให้กับประเทศสมาชิกต่างๆ 

          ถือเป็นการขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพบนเวทีโลกอีกครั้ง ของ สสส.

 

แสดงความคิดเห็น

Post to Facebook
กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ

สารจาก CEO

คุยกับผู้จัดการ สสส. (เดือนพฤศจิกายน 2561)

การส่งเสริมให้คนไทยมีกิจกรรมทางกายด้วยการเดิน-วิ่ง ซึ่งเป็นรูปแบบกิจกรรมทางกายอย่างหนึ่งที่ง่าย เริ่มต้นได้ทันที

อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ เลขที่ 99/8 ซอยงามดูพลี แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120