คุยกับผู้จัดการ สสส. (เดือนมกราคม 2561)

  • โดย webmaster
  • วันที่ 29 ธันวาคม 2560
  • อ่าน : 141
สวัสดีครับ เพื่อนร่วมสร้างสุขทุกคน
 

          เมื่อก้าวเข้าสู่ปีใหม่หลายคนมักจะตั้งเป้าหมายให้กับชีวิต และความสุขมักจะเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของคนส่วนใหญ่

          เราอาจจะอธิษฐาน อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อประทานความสุขทางสุขภาพกายจิต ครอบครัว สังคม แต่อย่างน้อยไม่ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะช่วยหรือไม่ แค่ไหน เป้าหมายนี้ก็จะบรรลุได้ด้วยความตั้งใจและลงมือทำของตัวเราเอง

          ปีใหม่นี้ มาตั้งเป้าหมายสุขภาวะ แล้วตั้งใจ ลงมือ ลงแรงทำให้เกิดขึ้นจริงแก่ตัวเรา ครอบครัวและสังคมไทยกันนะครับ

          การตั้งเป้าหมายที่จะวิ่งระยะทาง 2,191 กิโลเมตร จากเบตงถึงแม่สาย เพื่อเชิญชวนให้ประชาชนบริจาคเงินไปซื้อเครื่องมือแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐ ในโครงการก้าวคนละก้าวของคุณอาทิวราห์ คงมาลัย เป็นตัวอย่างสำคัญที่สร้างแรงกระเพื่อมในสังคมไทยอย่างกว้างขวางในหลายๆ มิติ ไม่ว่าการอาสาช่วยส่วนรวมของปัจเจกชนของกลุ่ม ที่แผ่ขยายไปสู่สังคม การให้ทานเพื่อประโยชน์ในการรักษาพยาบาลเพื่อนมนุษย์ และยังรวมไปถึงการกระตุ้นให้ช่วยกันดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรง จนไม่จำเป็นต้องเข้าโรงพยาบาลอีกด้วย เพื่อให้ประเทศเราสามารถนำทรัพยากรไปพัฒนาในส่วนที่จำเป็นต่อไป ในส่วนหลังนี้ถ้าสร้างกระแสการวิ่ง การออกกำลังกายเกิดขึ้นได้จริง อาจนับมูลค่าของผลที่ได้สูงยิ่งกว่าเงินบริจาคอีกมากมายนัก

          จดหมายข่าวสร้างสุขฉบับแรกของปี 2561 จึงอยากย้ำเตือนในเรื่องพฤติกรรมที่นำมาสู่สุขภาวะหรือทุกขภาวะของคนเรา ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของสุขภาพในยุคสมัยนี้ ที่เชื้อโรคไม่ใช่ต้นเหตุของโรคภัยของคนไทยและชาวโลกอีกต่อไป พฤติกรรม และชุดของพฤติกรรมที่ประพฤติปฏิบัติต่อเนื่องจนกลายเป็นวิถีชีวิตต่างหากที่มีอิทธิพลสูงกว่ามากมายนัก

          แน่นอนว่า การก่อเกิดพฤติกรรมและวิถีชีวิตเหล่านี้ขึ้นกับระบบสังคมและสิ่งแวดล้อมไม่น้อย ที่เราก็ต้องช่วยกันปรับเปลี่ยนให้ไปทางเสริมสร้างสุขภาพมากกว่าทำลาย แต่อีกส่วนหนึ่ง เราอาจเพิ่มการปรับเปลี่ยนที่ตัวเรา คนรอบข้างเราได้

          หนึ่งในการเปลี่ยนพฤติกรรมที่สำคัญ คือ พฤติกรรมการบริโภค ซึ่งพบว่าปัจจุบันคนไทยยังบริโภค หวาน มัน เค็ม ในปริมาณเกินกว่าพอดี โดยเฉพาะคนไทยทานหวานเกินปริมาณที่องค์การอนามัยโลกแนะนำไว้ จากที่ไม่ควรเกินวันละ 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม แต่คนไทยทานหวานถึงวันละ 20 ช้อนชา ยังมีปริมาณโซเดียม ที่คนไทยบริโภคเกินปริมาณแนะนำถึง 2-3 เท่า และส่วนใหญ่ไม่ทราบว่ามีอาหารซ่อนเค็มอยู่ในอาหารประเภทแช่แข็งขนมกรุบกรอบนอกเหนือจากการปรุงอาหาร

          เมื่อรวมกับพฤติกรรมเนือยนิ่งก็ทำให้กลายเป็นต้นเหตุของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่สำคัญ อาทิ โรคหัวใจและหลอดลือด ความดันโลหิต เบาหวาน ไต มะเร็ง ซึ่งกลุ่มโรคเหล่านี้ล้วนแต่ต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังเกิดโรคแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายทำให้เกิดความพิการและเสียชีวิตได้

          ที่ผ่านมา สสส. รณรงค์กระตุ้นเตือนให้ประชาชนทราบถึงภัยที่แฝงมากับพฤติกรรมการกิน โดยร่วมกับภาคีเครือข่ายต่างๆ ในการเปลี่ยนแปลงลึกไปถึงระบบห่วงโซ่อาหาร เข้าไปทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการเพื่อลดปริมาณความหวาน เค็ม ลงตั้งแต่ต้นทาง เพื่อเป็นการปรับสิ่งแวดล้อมปรับความเคยชินกับการบริโภคอาหารรสจัดแบบไทยๆ

          การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ว่าเรื่องการกิน กิจกรรมทางกาย หรือพฤติกรรมอื่นใด ล้วนต้องอาศัยเวลา และความตั้งใจจริงของการลงมือทำ

          ปีใหม่นี้ มาตั้งเป้าหมายสุขภาวะแล้วตั้งใจ ลงมือ ลงแรงทำให้เกิดขึ้นจริงแก่ตัวเรา ครอบครัว และสังคมไทยกันนะครับ

 

แสดงความคิดเห็น

Post to Facebook
กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ

สารจาก CEO

คุยกับผู้จัดการ สสส. (เดือนมกราคม 2561)

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ว่าเรื่องการกิน กิจกรรมทางกาย หรือพฤติกรรมอื่นใด ล้วนต้องอาศัยเวลา และความตั้งใจจริงของการลงมือทำ

อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ เลขที่ 99/8 ซอยงามดูพลี แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120