รอบรู้เรื่องโครงการ

`บางปลาม้า` โมเดลรถโรงเรียนปลอดภัย

  • โดย
  • วันที่ 18 พฤศจิกายน 2556
  • อ่าน : 8,960

"ก่อนมาอยู่ที่นี่ ดิฉันเคยเป็นครูในโรงเรียนขนาดเล็กกว่า เมื่อต้องมาทำหน้าที่ฝ่ายปกครองที่ไม่เคยทำมาก่อน จึงมองเห็นทุกอย่างเป็นงานที่ล้นมือไปหมด เพราะขณะนั้นเด็กเกือบ 2 พันคน มีครูฝ่ายปกครองแค่ 4 คน การดูแลให้ทั่วถึงจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก จึงมาเริ่มคิดว่าทำอย่างไร ถึงจะรวมงานทั้งหมดมาอยู่ในงานเดียวกัน"

นางบุษกร กานต์กำพล หัวหน้างานฝ่ายปกครอง และกลุ่มสาระคณิตศาสตร์ ร.ร.บางปลาม้า "สูงสุมารผดุงวิทย์" จ.สุพรรณบุรี อธิบายปัญหาที่กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของโมเดลการจัดระบบความปลอดภัยให้กับนักเรียน ในงานประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง "ระบบการจัดการความปลอดภัยในการเดินทางของนักเรียนด้วยรถโรงเรียน" ที่ จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ (กปอ.) ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ร.พ.รามาธิบดี และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

เพื่อยกย่องให้เป็น "ต้นแบบ" ของระบบบริหารจัดการรถ โรงเรียน ทั่วประเทศ ทั้งในด้านของมาตรฐานของรถ ตลอดจนสวัสดิภาพความปลอดภัยของนักเรียนตั้งแต่ออกจากบ้าน ซึ่งเป็น "คุณสมบัติ" มิติใหม่ ที่พนักงานประจำและผู้ประกอบการภายนอก ที่ทำหน้าที่ถือพวงมาลัยกุมชะตาชีวิตของนักเรียนทุกคนจำเป็นต้องมี

ครูบุษกร เล่าว่า มาประจำที่ ร.ร.แห่งนี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 เพื่อรับผิดชอบดูแลเด็กเกือบ 2 พันคน ในฐานะครูฝ่ายปกครอง และสอนคณิตศาสตร์ 19 คาบต่อสัปดาห์ โดยเฉพาะนักเรียน ม.6 ซึ่งจำเป็น ต้องได้รับการเคี่ยวกรำ เพื่อให้มีความรู้คู่ควรกับการเปลี่ยนสถานะ เป็นนิสิต-นักศึกษา ในอนาคตอันใกล้ ดังนั้นภารกิจทั้งสองส่วนนี้จึง รัดตัวมาก

"เป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดใน การหาคนมาช่วย เพื่อดูแลนักเรียนทั้งหมดอย่างทั่วถึง" ครูหญิงคนเก่งบอก ก่อนเล่าต่อว่าเมื่อเริ่มงานในฐานะฝ่ายปกครองใหม่ๆ ปัญหาที่ท้าทายอย่างมาก คือ การที่เด็กแต่งตัวออกจากบ้าน แต่มาไม่ถึงโรงเรียน นอกจากนี้ยังมีปัญหาทะเลาะวิวาท ติดยาเสพติด รวมถึงอื่นๆ ซึ่งปัญหาเหล่านี้หากมองดีๆ จะเชื่อมโยงกับการโดยสารรถประจำทางมาโรงเรียนด้วย"

ครูบุษกรจึงสำรวจรถที่วิ่งรับ-ส่งนักเรียน ซึ่งขณะนั้นมีอยู่เกือบ 50 คัน จนพบปัญหาอีกว่า นอกจากรถส่วนใหญ่เป็นรถกระบะสองแถวที่ดัดแปลงด้านท้ายเป็นที่นั่งสามแถวตอน โดยไม่มีประตูกั้นท้ายรถ ครูจึงมองว่า นอกจากขอความร่วมมือด้านมาตรฐานความปลอดภัยของตัวรถแล้ว กลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้น่าจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะรวมงานที่กระจัด กระจายกันทั้งหมด ให้กลายเป็นงานชิ้นเดียวกันได้

ช่วงระหว่างที่เด็กออกจากบ้านนั้น กลุ่มผู้ประกอบการ คือ บุคคลที่มีบทบาทสำคัญมากๆ ทั้งในด้านสอดส่องความประพฤติ ตลอดจนดูแลความปลอดภัยให้กับนักเรียน จึงขอให้กลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้มาร่วมหารือในประเด็นที่อยากให้เป็น โดยเริ่มต้นจากการขอทำประวัติประจำตัวคนขับรถโรงเรียน จากนั้นจึงจัดตั้งคณะกรรมการชมรมรถรับ-ส่งนักเรียนขึ้น เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณารับบุคคลที่ประสงค์จะเข้าร่วมชมรม ก่อนเสนอให้ฝ่ายปกครองออกใบอนุญาตให้

รวมทั้งกำหนดกฎระเบียบ อาทิ ขับรถได้ไม่เกิน 60 ก.ม./ช.ม. ไม่ดื่มสุรา สูบบุหรี่ขณะปฏิบัติงาน แต่งกายสุภาพเรียบร้อย และตรวจสภาพรถกับกรมการขนส่งทางบกภาคเรียนละ 1 ครั้ง ตลอดจนพิจารณาเส้นทางการวิ่งรถให้ครอบคลุมและไม่ทับซ้อนกัน เป็นต้น

หัวหน้าฝ่ายปกครองอธิบายถึงผลลัพธ์ที่ได้ คือ ข้อมูลของเด็กทุกคนที่ขึ้นรถแต่ละคัน อาทิ พื้นฐานทางบ้าน เป็นต้น ครูไม่มีทางไปเยี่ยมบ้านเด็กทุกคนได้ เพราะการเยี่ยมบ้านแต่ละครั้งต้องใช้เวลานานพอสมควร ดังนั้นผู้ประกอบการจึงเข้ามา มีบทบาทสำคัญในด้านนี้แทน โดยปัจจุบันโรงเรียนมีรถรับ-ส่งนักเรียน ทั้งสิ้น 97 คัน สลับกันวิ่งรับ-ส่งนักเรียนที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นประมาณ 2,400 คน เฉลี่ย 60 คันต่อวัน

โดยรถทุกคันต้องมีนักเรียนที่เรียกว่า "ฮีโร่" ทำหน้าที่พี่เลี้ยงผู้ดูแลเด็กคนอื่นๆ ด้วย ขณะที่ผู้ประกอบการต้องช่วยสอดส่องดูแลพฤติกรรมนักเรียนประจำรถให้กับ โรงเรียน ที่สำคัญรถทุกคันต้องมีแบบฟอร์มรายชื่อนักเรียนประจำรถ แต่หากวันไหนเด็กไม่มารอขึ้นรถตามจุดที่นัดหมาย ผู้ประกอบการจะแจ้งให้ครูทราบ เพื่อติดต่อสอบถามสาเหตุที่ขาดเรียนกับผู้ปกครองอีกครั้ง

"ตั้งแต่มีระบบดังกล่าว ปัญหาเด็กหนีเรียน ทะเลาะวิวาท ติดยาเสพติด ลดลงอย่างเห็น ได้ชัด" ครูนักคิดกล่าวปิดท้าย

สำหรับโมเดลข้างต้นนี้ มีกระบวนการเริ่มตั้งแต่คนขับรถต้องทำความสะอาดและตรวจเช็กสภาพรถทุกเช้า ก่อนใช้งาน เมื่อแล่นออกไปรับเด็กตามจุดจะต้องลงบันทึกทุกครั้ง และตรวจทานอีกครั้งหลังจากรับครบทุกจุด ก่อนส่งแบบฟอร์มให้กับครูเวรหน้าโรงเรียน

เมื่อเลิกเรียนนักเรียนซึ่งทำหน้าที่นายท้ายหรือ "ฮีโร่" จะเช็กรายชื่อเด็กบนรถ เพื่อป้องกันการตกรถ หากครบแล้วจึงแจ้ง คนขับรถให้ออก เดินทาง โดยระหว่างทางเมื่อจอดส่งเด็ก รถจะไม่เคลื่อนต่อจนกว่าเด็กที่ลงจากรถจะเดินมาสวัสดีคนขับ ทั้งนี้นอก จากรักษาขนบธรรม เนียม อันดีงามของไทยแล้ว ยังป้องกันอุบัติเหตุเด็กร่วงหล่นจากรถได้เป็นอย่างดี

โมเดลนี้ถือเป็นต้นแบบสำหรับ โรงเรียนทุกระดับ ทุกสังกัด ได้หยิบนำด้านดีไปประยุกต์ใช้ เพราะเชื่อสนิทใจว่าคงไม่มีพ่อแม่ผู้ปกครองคนไหนอยากเห็น "โศกนาฏกรรมรถโรงเรียน" เกิดขึ้นอีกแน่

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด โดยพลาดิศัย จันทรทัต

 

 

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

Post to Facebook
กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ

สารจาก CEO

คุยกับผู้จัดการ สสส. (เดือนพฤศจิกายน 2561)

การส่งเสริมให้คนไทยมีกิจกรรมทางกายด้วยการเดิน-วิ่ง ซึ่งเป็นรูปแบบกิจกรรมทางกายอย่างหนึ่งที่ง่าย เริ่มต้นได้ทันที

อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ เลขที่ 99/8 ซอยงามดูพลี แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120