ข้ามสู่เนื้อหาหลัก

ฟื้นฟูวิถีชีวิตและเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยชุมชนเป็นแกนหลัก

เหตุภัยพิบัติต่างๆ ในประเทศไทย เกิดมากขึ้นและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง เหตุภัยพิบัติสึนามิ ดินโคลนถล่ม ไฟไหม้ป่า น้ำท่วมจากเหตุฝนตกมาก น้ำล้นเขื่อน น้ำป่าไหลหลาก พายุพัดถล่มบ้านเรือน รวมทั้งภัยพิบัติจากเหตุความรุนแรงทางการเมืองและสังคม เป็นต้น ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินอย่างประเมินค่ามิได้ และ ภัยพิบัติจึงมิใช่เรื่องไกลตัวสำหรับคนไทยอีกต่อไป 


ฟื้นฟูวิถีชีวิตและเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยชุมชนเป็นแกนหลัก ฟื้นฟูวิถีชีวิตและเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยชุมชนเป็นแกนหลัก


เมื่อเกิดเหตุประสบภัย จะเกิดภาวะฉุกเฉิน มีผู้เดือดร้อนจำนวนมากและหลายประเภท ทั้งบาดเจ็บ เจ็บป่วย ขาดน้ำ ขาดอาหาร ขาดการติดต่อสื่อสาร อยู่ในภาวะเสี่ยง โดยเฉพาะกลุ่มผู้อ่อนแอ เช่น ผู้ป่วย เด็ก คนชรา ที่ช่วยตนเองไม่ได้จะอยู่ในภาวะอันตรายมากที่สุด และจากเหตุภัยพิบัติหลายครั้ง พบว่าระบบการช่วยเหลือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีข้อจำกัด ด้วยเหตุ หลายประการ ทั้งอาจไม่ได้มีแผนเพื่อการรับมือกับปัญหาวิกฤติที่ดีพอ หรือเหตุการณ์เกิดขึ้นกว้างขวางกว่าที่ประเมินไว้ หรือ ระบบที่วางไว้เกิดขัดข้องรุนแรงตามมาภายหลังเกิดเหตุ รวมทั้งระบบระเบียบขาดความยืดหยุ่นคล่องตัว ในการดำเนินทำงาน ฯลฯ  


บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์ภัยพิบัติ คือ ผู้ที่ประสบภัยจะรอรับบริการอย่างเดียวไม่ได้ เพราะจะมีผู้เดือดร้อนจำนวนมาก  และในบรรดาผู้เดือดร้อนมีระดับที่แตกต่างกัน มีทั้งผู้ที่ช่วยตนเองไม่ได้ ผู้ที่ช่วยตนเองได้ ซึ่งพร้อมที่จะช่วยคนอื่นได้ด้วย ชุมชนจึงเป็นด่านแรก ที่จะได้รับผลกระทบ ในขณะที่การจัดการภัยพิบัติที่มาจากศูนย์กลาง ไม่สามารถตอบสนองต่อการแก้ปัญหาและความต้องการของชุมชนได้ทั้งหมด รวมทั้งอาจละเลยศักยภาพทรัพยากรและภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้วในชุมชน  ดังนั้น การจัดการความเสี่ยงโดยชุมชนเอง จึงเป็นทางเลือกหลักในการเติมช่องว่างนั้น


ฟื้นฟูวิถีชีวิตและเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยชุมชนเป็นแกนหลัก


มูลนิธิชุมชนไท ได้เห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้ร่วมกับสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก (สำนัก1) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดทำ “โครงการฟื้นฟูวิถีชีวิตและเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติโดยชุมชนเป็นแกนหลัก” ขึ้น เพื่อบรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบภัย ด้วยการสนับสนุนให้ชุมชน “จัดตั้งทีม” ลุกขึ้นมารวมกลุ่มแก้ปัญหาด้วยตนเองตั้งแต่ต้น และสนับสนุนให้เครือข่ายชุมชน หรือผู้ที่มีจิตสาธารณะอื่นๆ ได้เข้าไปหนุนช่วยอย่างเป็นระบบ


โดยมีหลักในการดำเนินงานสำคัญ 10 ประการ คือ หนึ่ง การใช้ “ความเดือดร้อน" เป็นเงื่อนไขในการจัดกระบวนการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมของชุมชน เครือข่าย องค์กรท้องถิ่นและภาคีความร่วมมือทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สอง บรรเทาความเดือดร้อนโดยคำนึงถึง “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จิตใจ และจิตวิญาณ” สาม สนับสนุนให้ “คนใน” ดูแลกันเอง สี่ เกิดการช่วยเหลือที่ตรงกลุ่มเป้าหมายสอดคล้องกับวัฒนธรรมและความต้องการที่แท้จริง เพื่อตัดวงจรทุจริตคอรัปชันของระบบ


ฟื้นฟูวิถีชีวิตและเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยชุมชนเป็นแกนหลัก


ห้า ช่วยชุมชนผู้ประสบภัยสร้างความผูกพันและระบบการดูแลกันเอง ซึ่งจะส่งผลต่อการช่วยเหลือกันเองในระยะยาว  รวมทั้งอาจข้ามพ้นความขัดแย้งที่เคยมี หก กระบวนการเยี่ยวยาจิตใจ จากที่หวาดกลัว หดหู่ หมดกำลังใจ สิ้นหวัง ให้พลิกกลับมาเป็นพลังแห่งการต่อสู้ ตั้งหลักและเดินหน้าได้อย่างมั่นใจ เพราะมีกำลังใจจาก เพื่อน กลุ่ม และเครือข่าย เจ็ด เป็นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพแกนนำเครือข่ายชุมชน และนักจัดระบบชุมชนรุ่นใหม่ ให้เข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้าง สามารถวิเคราะห์เชื่อมโยงปัญหาชุมชนท้องถิ่นกับปัญหาเชิงโครงสร้างได้ อันจะนำไปสู่ความร่วมมือในการจัดการทรัพยากรร่วมกัน


ฟื้นฟูวิถีชีวิตและเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยชุมชนเป็นแกนหลัก


แปด สามารถเชื่อมโยงกับเพื่อนผู้ประสบภัยอื่นๆ ให้เป็นเครือข่าย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน นำไปสู่การพัฒนากระบวนการ  “สร้างสำนึกสาธารณะ” ผ่านเหตุภัยพิบัติ เก้า เป็นกระบวนการตั้งต้นที่จะกระตุ้นให้ชุมชนผู้ประสบภัย เปลี่ยนเป็น “ชุมชนป้องกันภัย” ร่วมกันคิดค้นกระบวนการป้องกันภัยที่สอดคล้องกันระหว่างความรู้ภายนอก กับภูมิปัญญาในแต่ละภูมินิเวศน์วัฒนธรรมของท้องถิ่น และสิบ เป็นกระบวนการพัฒนา “แนวราบ” ที่เน้นการคิดจากฐานรากสู่ข้างบน แทนการรวมศูนย์อำนาจ ที่เป็นต้นเหตุของปัญหาหลายประการในสังคมไทยปัจจุบัน


จากหลักการดังกล่าว ได้ช่วยให้ผู้ประสบภัยสึนามิกลุ่มหนึ่ง สามารถรวมตัวกันเป็น “เครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิและสิทธิชุมชน” ที่มีสมาชิกกว่า 105 ชุมชน ผลักดันแก้ปัญหาในระดับนโยบาย ทั้งเรื่องที่ดิน/ ทรัพยากร ปัญหาชาวเล และคนไทยพลัดถิ่นคนไร้สัญชาติ ที่มีกลไกร่วมระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน ทั้งคณะกรรมการระดับอำเภอ  คณะกรรมการระดับจังหวัดและคณะกรรมการระดับชาติ ส่งผลให้ยุติการไล่ที่ในพื้นที่อันดามัน เกิดพื้นที่นำร่องการแก้ปัญหาที่ดินในรูปแบบ สิทธิร่วมของชุมชน หรือ โฉนดชุมชน จำนวน 20 ชุมชน เกิดมติคณะรัฐมนตรีเรื่องการปกป้องพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษของชาวเล และเกิดการยกร่างแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยให้คนไทยพลัดถิ่น


ฟื้นฟูวิถีชีวิตและเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยชุมชนเป็นแกนหลัก


นอกจากนี้ ในเรื่องการปกป้องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่น ได้จัดตั้ง “กองทุนปกป้องที่ดิน ทรัพยากรและสิทธิชุมชน” จนสามารถกำหนดแผนความต้องการของตนเองได้ และของสังคมได้ รวมทั้งการจัดทำแผนป้องกันภัยพิบัติ  โดยมีทีมงานเครือข่ายและมีอุปกรณ์ในการรับมือภัยพิบัติ ที่มีการฝึกซ้อมเป็นประจำ ทำหน้าที่เฝ้าระวังภัยและทำกิจกรรมทุกด้านในชุมชนอย่างต่อเนื่อง สามารถไปหนุนช่วยชุมชนอื่นๆ ได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ ดังเช่น กรณีเกิดเหตุประสบภัยน้ำท่วม ทีมเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติเครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิฯ เดินทางไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดนครราชสีมา อยุธยา  สงขลา และสุราษฎร์ธานี เป็นต้น และนี่คือบทพิสูจน์ของการ “พลิกวิกฤตเป็นโอกาส สร้างการเรียนรู้ท่ามกลางการลงมือทำ” หลังประสบภัยพิบัติ


ฟื้นฟูวิถีชีวิตและเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยชุมชนเป็นแกนหลัก


ดังนั้น การเปลี่ยนภัยพิบัติ เป็น “กระบวนการพัฒนา” ที่เน้นการมีส่วนร่วมของ คน ชุมชน เครือข่ายและภาคีความร่วมมือ ควรเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำให้การฟื้นฟูทุกด้านเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีพัฒนาการต่อเนื่อง นำไปสู่การมีแผนรับมือภัยพิบัติ การจัดการทรัพยากรน้ำและทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันอย่างยั่งยืน 


ท่านสามารถติดตามโครงการดีๆ อีกมากมายของมูลนิธิชุมชนไท ได้ที่ www.chumchonthai.or.th





ที่มา: มูลนิธิชุมชนไท  


 


 

แสดงความคิดเห็น