โครงการพัฒนาการจัดการหนังสือมือสองเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย “อ่านสร้างชาติ”
ความรู้ความคิดสร้างได้จากการอ่าน
“การอ่าน” เป็นการสื่อความหมายที่สำคัญอย่างหนึ่งที่เป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตในสังคม เพราะการอ่านหนังสือจะช่วยให้เกิดความรู้ สร้างความคิด และความเข้าใจที่ถูกต้อง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์ที่ไม่สามารถพบได้ในชีวิตจริง

วัฒนธรรมการอ่านจึงเป็นสิ่งที่ควรจะได้รับการส่งเสริมและพัฒนาตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งเป็นวัยที่สามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วทั้งในด้านสติปัญญา ทัศนคติ และจริยธรรม “หนังสือ” จึงเป็นเครื่องมือสำคัญอันจะนำไปสู่การค้นพบระบบคุณค่าสำหรับตนเอง ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ตัวเองและสังคมเป็นอย่างมาก
มูลนิธิกระจกเงา ร่วมกับ แผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน (สสย.) ที่ได้รับการสนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เห็นความสำคัญของการอ่านจึงได้เปิดรับบริจาคหนังสือ พร้อมกับความคิดที่ว่าผู้รับหนังสือควรมีสิทธิที่จะเลือกหนังสือที่ต้องการอ่าน ผ่าน โครงการพัฒนาการจัดการหนังสือมือสองเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย “อ่านสร้างชาติ” เพื่อจะสร้างวัฒนธรรมรักการอ่านให้เกิดกับคนในสังคม
เหนือสิ่งอื่นใดโครงการดีๆ แบบนี้จะเกิดขึ้นมาไม่ได้เลยหากไม่มีหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ อย่างพี่จรัญหรือ นายจรัญ มาลัยกุล หัวหน้าโครงการอ่านสร้างชาติ นั่นเอง
กว่าจะมาเป็นโครงการได้อย่างวันนี้นั้นพี่จรัญได้เล่าให้ฟังว่า ...ความเชื่อแรก ที่ว่าคนไทยอ่านหนังสือน้อย เฉลี่ยต่อคนปีละ 6-8 บรรทัดนั้น...จริงๆ คนไทยไม่ใช่ไม่อยากอ่านแต่เราไม่มีหนังสือจะให้อ่าน ร้านหนังสือมีเยอะมากแต่มันอยู่ในเขตเมือง การเข้าถึงของคนที่ขาดแคลนมันก็ยาก ห้องสมุดในชุมชน โรงเรียนก็มีงบประมาณน้อย หนังสือก็ราคาแพง คนอ่านหนังสือก็ลดน้อยลงไปอีก จึงได้คิดว่าทำไมเราจึงใช้กลยุทธ์ในการทำหนังสือมือสอง เพราะทรัพยากรเรามีอยู่แล้วมันสามารถเคลื่อนย้ายไปอีกที่หนึ่งได้ เราคิดว่ามันก็มีประโยชน์ มีคุณค่า และเป็นการเพิ่มมูลค่าให้มันด้วย รวมทั้งยังเป็นการสร้างวัฒนธรรมทางการอ่านด้วย
โดยทั่วไปคนเราคิดเพียงว่า “การบริจาค” คือการ จัดหาสิ่งที่ขาดไปให้กับผู้ที่ต้องการ แต่ไม่เคยคำนึงว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องที่เขาต้องการอย่างแท้จริงหรือไม่ โดยคิดแต่เพียงว่าเป็นแค่การแพ็กใส่กล่องแล้วทุกอย่างจะจบไป จึงฉุกคิดได้ว่าสิ่งเหล่านี้กลายเป็นจุดบกพร่องในเรื่องของการนำของไปบริจาค เพราะเรารู้กันอยู่ว่าผู้รับไม่มีโอกาสได้เลือก และดูเหมือนผู้ให้สบายใจอยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้มีโอกาสเรียนรู้ว่าจริงๆ แล้วการให้นั้นผู้รับต้องมีสิทธ์ได้เลือกด้วย เราจึงคิดหาออกเพื่อแก้ช่องว่างช่องโหว่เหล่านั่นโดยการออกแบบระบบขึ้นมาเพื่อให้ผู้รับมีสิทธิที่จะเลือก
จึงได้ทำการขอรับบริจาคหนังสือโดยการใช้ระบบการบอกคนที่สนใจแล้วกระจายข่าวต่อๆไปแบบปากต่อปาก รวมไปถึงการออกรถตระเวนให้บริการรับบริจาคหนังสือตามหมู่บ้านหรือชุมชนต่างๆเพื่อความสะดวกของคนที่สนใจจะบริจาคแต่ไม่มีเวลา โดยบอกความประสงค์และที่อยู่ผ่านทางเว็บไซต์ www.read4thai.org ทางโครงการก็จะจัดส่งเจ้าหน้าไปขอรับหนังสือถึงประตูบ้านของทุกท่านทันทีที่ได้ทราบเรื่อง
ไม่เพียงเท่านั้นเว็บไซต์ www.read4thai.org ยังมีบริการสั่งหนังสือมือสองเพื่ออำนวยความสะดวกแก่คนที่รักการอ่านเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งช่องทางโดยลดราคาจากปกถึง 20% เป็นการกระตุ้นให้คนอยากอ่านหนังสือมากขึ้น เพราะปัญหาอีกอย่างของคนไทยคือเรื่องราคาของหนังสือที่แพงไม่ว่าจะประเภทไหนๆก็ตาม ทำให้คนส่วนใหญ่ห่างเหินในเรื่องของการอ่านขึ้นทุกๆที แต่เมื่อมีบริการนี้เกิดขึ้นมาผลตอบรับจากยอดจองและยอดสั่งที่มีเข้ามาเป็นสิ่งที่ทำให้รู้ว่าถ้าหนังสือที่ดีแล้วยังมีราคาที่ถูกคนไทยก็ไม่เคยคิดทิ้งเรื่องการอ่านไปจากสังคมเลย
ที่สำคัญโครงการยังมีการบริจาคหนังสือเพื่อโรงเรียนที่ห่างไกลหรือโรงเรียนที่ด้อยโอกาสจะได้รับหนังสือที่ดี โดยให้โรงเรียนนั้นๆบอกจุดประสงค์ที่ต้องการหนังสือและประเภทของหนังสือนั้นๆ มา แล้วโครงการก็จะจัดส่งหนังสือเหล่านั้นไปให้โดยไม่เสียค่าใช่จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นเพราะเราจะนำเงินจากการจัดจำหน่ายหนังสือเป็นค่าจัดส่งแทน การทำแบบนี้ก็เพื่อเป็นการกระตุ้นและเพิ่มทักษะการเรียนรู้ของเด็กที่ด้อยโอกาสได้มีหนังสือดีๆอ่านมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการปลูกฝั่งนิสัยรักการอ่านให้กับเยาวชนไทยอีกทางหนึ่งด้วยเพราะหนังสือเป็นสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าควรที่จะปลูกฝังให้เด็กมีนิสัยรักการอ่าน จึงเป็นดั่งปฐมบทแห่งการสร้างความก้าวหน้าให้กับประเทศชาติด้วยเช่นกัน
สิ่งที่หวังที่สุดก็คือเรื่องการอ่านจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนของสังคมไทยเพราะว่านานาประเทศที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วนั้น ล้วนแต่ส่งเสริมและสร้างวัฒนธรรมการอ่านอย่างจริงจัง “การอ่านหนังสือจึงสำคัญและมีอิทธิพลต่อความคิด รวมทั้งการพัฒนาของคนในชาติด้วย” ซึ่งตัวอย่างในต่างประเทศสังคมไทยควรจะรับรู้และตระหนักถึงให้มากที่สุด
“เชื่อได้ว่าคนเราทุกคนเกิดมาก็มีความต้องการที่จะอ่านหนังสือด้วยตนเอง มิใช่เพียงอ่านเพราะถูกบังคับหรืออ่านเพื่อสอบเท่านั้น การอ่านเสน่ห์ของมันอยู่ที่ช่วยให้เราได้ “เปิดโลกทัศน์” ถ้าเราได้รับในสิ่งที่เรายังไม่ได้รู้เลยมันจะเกิดการ “ปรับวิธีคิด” พอปรับวิธีคิด “พฤติกรรม” ก็จะเปลี่ยน อีกอย่างเรื่องการเรียนรู้ที่ไม่หยุดยั้งนี้ยังสามารถพัฒนาคนไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ได้ ทุกอย่างเกิดจากการอ่านทั่งนั้น หนังสื่อจึงเป็นเครื่องมือราคาถูกไม่ต้องเสียบปลั๊ก เป็นทรัพยากรที่ขยับขยายเคลื่อนย้ายตัวเองไปรับใช้ใครก็ได้ หนังสือเลยไม่สมควรที่จะอยู่ในชั้นอย่างเดียวเมื่ออ่านจบแล้วเท่านั้น” พี่จรัญ เล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและแสดงออกทางสายตาที่มุ่งหวังว่า อนาคตของประเทศจะเกิดพลังการเรียนรู้จากการอ่านได้อย่างยั่งยืนต่อไป…
สำหรับใครที่ต้องการหนังสือมือสองไปอ่านเพิ่มพูนความรู้ต่างๆหรือต้องการนำหนังสือมาบริจาคแบ่งบันให้กับคนด้อยโอกาส สามารถเดินทางไปได้ที่มูลนิธิกระจกเงา 8/12 ซอยวิภาวดี44 ถนนวิภาวดี-รังสิต แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 หรือทางเว็บไซต์ www. read4thai.org
นี่เป็นอีกหนึ่งโครงการที่มีฝันและมีทางเดินร่วมไปกับ สสส. หากคุณอยากที่จะร่วมทางเดินไปกับสสส.นั้นก็ไม่ยากเลยเพียงแค่คิดและลงมือหาประเด็นที่มีความหลากหลาย เสนอความคิดเห็นต่างๆ แล้วมาเสนอต่อ สสส. หากโครงการของคุณเข้าตา
ไม่แน่!! ว่าคุณและสสส.อาจจะร่วมทางเดินไปถึงเส้นชัยของสุขภาวะที่ดีในสังคมด้วยกัน!! ก็ได้!!
เรื่องโดย: ภราดร เดชสาร Teemcontent www.thaihealth.co.th
Update: 11-03-53
อัพเดทเนื้อหาโดย: ภราดร เดชสาร


แสดงความคิดเห็น