ผู้สูงอายุไทย ใส่ใจ 5ส.

โดย
| |
อ่าน : 350

 

ในอนาคตประชากรสูงวัยจะเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่วัยแรงงานเพิ่มเพียงเล็กน้อย และกลุ่มวัยเด็กจะลดลงเรื่อยๆ จะเรียกเป็นสังคมของผู้สูงอายุก็คงจะได้ มีการคาดการณ์กันว่าในปี พ.ศ. 2564 จะมีสัดส่วนของคนสูงวัยเพิ่มเป็นร้อยละ 16.4

นายแพทย์มนู วาทิสุนทร นายแพทย์เชี่ยวชาญ จากสำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัยกล่าวถึงสถานการณ์ของผู้สูงวัยในสังคมไทยทุกวันนี้ว่า ปัญหาสุขภาพที่น่าเป็นห่วงคือ โรคตา โรงเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง ภาวะสมองเสื่อม หลอดเลือดหัวใจ อุบัติเหตุ การได้ยินผิดปกติ ข้อเสื่อม โรคติดเชื้อ ภาวะทุพโภชนาการ และโรคหัวใจ ซึ่งมีสาเหตุมาจากขาดเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ส่วนใหญ่เกิดจากไขมันไปเกาะบริเวณผนังหลอดเลือดทำให้หลอดเลือดแดงที่นำเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจมีลักษณะตีบตัน หรือแคบลง เลือดไหลผ่านเข้าไปในหลอดเลือดได้น้อยกว่าปกติ ที่น่าเป็นห่วงคือสภาวะทุพพลภาพและภาวะพึ่งพาซึ่งพบว่า

- ผู้สูงอายุทุก 1 ใน 4 คน มีภาวะทุพพลภาพ

- ผู้สูงอายุทุก 1 ใน 5 คน ทุพพลภาพระยะยาว (มากกว่า 6 เดือน)

- ผู้สูงอายุ 7% ต้องพึ่งพาผู้อื่นในการปฏิบัติกิจส่วนตัวในชีวิตประจำวัน

- ผู้สูงอายุ 11.5% ต้องพึ่งพาผู้อื่นยามออกนอกเคหสถาน

- ผู้สูงอายุ 45% ต้องพึ่งพาผู้อื่นเมื่อเดินทางโดยการขนส่งสาธารณะ

- 28% ของเตียงผู้ป่วยคือผู้สูงอายุ

ถ้าผู้สูงอายุไม่อยากเป็นหนึ่งในจำนวนข้างต้น ลองดูแลตัวเองด้วยเคล็ดลับ 5 ส. สิคะ จะได้สูงวัยแบบสดใสไร้โรค

ข้อแรก ส.สุขสบาย (health) คือการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง สามารถทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น วิธีการคือ

- เลือกบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ เน้นการรับประทานผักและปลา หลีกเลี่ยงอาหารทอด ของมัน อาหารรสเค็ม

- ออกกำลังกายเบา ๆ ท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์

- นอนหลับ พักผ่อนให้เพียงพอ

- ขับถ่ายเป็นเวลา

- ตรวจร่างกายปีละ 2ครั้ง

ถัดมาคือ ส.สุขสนุก (recreation) ได้แก่การทำกิจกรรมที่ทำให้อารมณ์ดี รู้สึกมีความสุขและสนุกสนาน จิตใจสดชื่นแจ่มใส กระปรี้กระเปร่า เช่น การออกกำลังกายที่เหมาะกับสภาพร่างกาย โดยควรทำร่วมกันเป็นกลุ่ม หรือจับกลุ่มพูดคุยเรื่องราวที่ทำให้ได้หัวเราะ มีอารมณ์ขัน พาลูกหลานไปเที่ยวสวนสนุก เช่าหนังตลกมาดู นัดก๊วนเพื่อนสนิทไปทำบุญ

นักวิจัยชาวฮอลแลนด์ได้ทำการวิจัยกับกลุ่มอาสาสมัครเกือบพันคนที่มีอายุระหว่าง 65-85ปี เป็นเวลาต่อเนื่องสิบปี เขาพบว่าผู้สูงอายุที่มองโลกในแง่ดี มีทัศนคติที่ดีต่อชีวิตมีอัตราเสี่ยงต่อการเสียชีวิตด้วยสาเหตุต่าง ๆ น้อยกว่าคนที่มีมุมมองคับแคบ มีทัศนคติต่อชีวิตในทางลบถึงร้อยละ 65แถมยังเสี่ยงต่อการเสียชีวิตด้วยหลอดเลือดหัวใจน้อยกว่าร้อยละ 23ด้วยค่ะ

ข้อสามคือ ส.สุขสง่า (integrity) คือได้ทำกิจกรรมที่ทำให้เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจและตระหนักถึงคุณค่าในตนเอง เช่น การช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ขาดโอกาส การช่วยเหลือครอบครัวอื่นๆ การดูแลเด็ก การถ่ายทอดภูมิปัญญาให้แก่ชนรุ่นหลัง การมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน หรือทำกิจกรรมจิตอาสาต่างๆ

ข้อสี่ ได้แก่ ส.สุขสว่าง (intelligence) เป็นการทำกิจกรรมที่ช่วยชะลอความเสื่อมทางสมอง เพิ่มไหวพริบ ความจำและการมีสติ เช่น การบริหารสมอง (neurobic exercise) ด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งเป็นการทำในสิ่งที่ไม่คุ้นเคย ยกตัวอย่าง การหวีผมด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด เคยสวมเสื้อด้วยแขนข้างขวาก่อนก็เปลี่ยนมาสวมเสื้อด้วยแขนข้างซ้ายก่อนแทน การใส่รองเท้าข้างที่ไม่ถนัดก่อน การบริหารที่มีการยกแขนขาแบบไม่สอดคล้องกัน เป็นต้น

ข้อสุดท้ายคือ ส.สุขสงบ (peacefulness) หมายถึงการได้ทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความผ่อนคลาย หรือความสุขใจอย่างลึกซึ้ง เช่น การทำสมาธิ การฝึกลมหายใจ ฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น การทำสมาธินอกจากจะคลายเครียดได้แล้ว ยังทำให้ใจสงบไม่คิดฟุ้งซ่าน และทำให้นอนหลับสบาย

ปฏิบัติตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปค่ะ เลือกทานอาหารที่ย่อยง่าย รับประทานให้น้อยลง ออกกำลังกายบ้าง ทำตัวสนุกสนาน เมตตาคนรอบข้าง หาสมดุลให้ชีวิต มีทัศนคติทางบวกต่อชีวิตและจงเชื่อในสิ่งดีๆ รับรองว่าจะทำให้ผู้สูงวัยพบกับความสุขในชีวิตค่ะ

 

 

ที่มา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

โพล

คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ชอบ
ไม่ชอบ
เห็นด้วย 0 คน
0 %
ไม่เห็นด้วย 0 คน
0 %

แสดงความคิดเห็น

Post to Facebook
กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • งดเหล้า...เข้าพรรษา -
  • แบบสอบถามประเมินความเสี่ยงโรค NCDs -
  • ประกวดภาพถ่ายจากโทรศัพท์มือถือ หัวข้อ เขตห้ามสูบบุหรี่ -
  • เคล็ดลับดีๆ ต่อสุขภาพ ตอนที่ 2 -
  • ครงการพัฒนาข้าราชการในการใช้ ICT อย่างปลอดภัย และสร้างสรรค์ รู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม