"ซองเดอร์" ธุรกิจพอเพียงสร้างสุขให้ผู้คนและโลก
"ในตอนเริ่มต้นธุรกิจ คนทั่วไปมักคิดถึงตัวเองก่อน มองหาของที่จะทำให้เราขายได้เยอะๆ มีเงินเยอะๆ แต่สำหรับซองเดอร์ เราคิดถึงการให้ เป็นสิ่งแรก เราผลิตอาหารที่ปลอดภัย และเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เวลาเดียวกันตัวเราเองก็จะได้กินอาหารที่เป็นประโยชน์โดยไม่ต้องควักเงินซื้อ คิดแบบนี้เลยไม่ต้องมากังวลว่าทำธุรกิจแล้วจะต้องร่ำรวย หรือต้องขาย ให้ได้ เพราะอย่างไรเราก็ยังได้กินและยังได้ให้ผู้อื่นด้วย"
สุวรรณา จิวัฒนไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ ซองเดอร์ไทยออร์กานิคฟูด จำกัด บอกวิธีคิดก่อนการมาถึงของ "ซองเดอร์" (Xongdur) ผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารและเครื่องดื่มจากวัตถุดิบธัญพืชเกษตรอินทรีย์ ไร้สารพิษ (Organic) แบรนด์ชื่ออินเตอร์แต่ความหมายไทยๆซองเดอร์-ซองเดียว สะท้อนการเป็น ผลิตภัณฑ์ที่คัดสรรมาเพื่อเติมเต็มสุขภาพในซองเดียว
ซองเดอร์เป็นหนึ่งในเอสเอ็มอีต้นแบบ จากโครงการ Happy SMEs องค์กร "ให้สุข" จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับศูนย์ศึกษาธุรกิจครอบครัวและ SMEs มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
องค์กรเล็กๆ มีพนักงานเพียง 50 คน แต่สามารถสร้างตัวเองให้เป็นองค์กรแห่งความสุขได้อย่างน่าสนใจ ซองเดอร์เริ่มต้นธุรกิจในปี 2543 หลังพบว่า คนไทยมีปัญหาด้านสุขภาพกันมากขึ้น ผู้คน เจ็บป่วยมากขึ้น พวกเขาจึงมุ่งมั่นหาแนวทางผลิตอาหารดีๆ เพื่อฟื้นสุขภาพดีให้คนไทย ที่มาของ การเดินหน้าค้นคว้าวิจัยแบบทุ่มสุดตัว ของผู้บริหาร พร้อมมองหาความร่วมมือจากหน่วยงานวิจัยในสถานศึกษา และคนในชุมชนเพื่อร่วมพัฒนาพันธุ์พืช มาเป็นวัตถุดิบคุณภาพ

ใช้เวลากว่า 2 ปี จึงได้ผลิตภัณฑ์ซองเดอร์ที่พร้อมจำหน่ายสู่ตลาด ซองเดอร์เดินหน้ากิจการด้วยความพอเพียง เริ่มจากใช้ทุนเล็กๆ ของตัวเอง เริ่มต้นแบบค่อยเป็น ค่อยไป ใช้เครื่องจักรที่ผลิตเองเพื่อลดต้นทุน โดยอาศัยความร่วมมือจาก สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) จนสามารถทำเครื่องจักรผลิตเกล็ดซีเรียลที่ปกติต้องนำเข้าจากต่างประเทศสนนราคาสูงถึง 4 ล้าน แต่สามารถทำได้ในราคาแค่หลักแสน
ขณะที่สูตรก็คิดค้นกันเอง มีการใช้เทคโนโลยี และภูมิปัญญาเข้ามาเป็นหัวใจขับเคลื่อนกิจการ ในส่วนของวัตถุดิบก็ล้วนผลิตจากท้องถิ่นของพวกเขาในสุพรรณบุรี และเครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษแห่งประเทศไทย ไม่เพียงส่งผลดีต่อ ผู้บริโภคปลายทาง แต่ยังช่วยพัฒนาชุมชน กระตุ้นการผลิตพืชอินทรีย์ให้เข้มแข็งและยั่งยืนอีกทางด้วย
"ทุนนิยมบอกว่า การทำให้ผู้บริโภครู้จัก ต้อง เอาการตลาดเป็นตัวนำ แต่สำหรับเรา ใช้วิธี ยิ่งให้ ยิ่งได้" ผู้บริหารซองเดอร์ บอกกลยุทธ์การทำธุรกิจแบบซื่อๆ ด้วยวิธี "ดีแล้วบอกต่อ" ไม่ง้อเซลส์ขาย และไม่พึ่งโฆษณา แต่ให้สินค้าขายตัวมันเองเริ่มจากหาช่องทางให้คนได้ทดลองชิมสินค้า โดยในปี 2546 พวกเขารวมกลุ่มจดทะเบียนเป็นสินค้าโอท็อป ทำให้ได้ออกบูธในงานแสดงสินค้าต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ สินค้าจึงเริ่มเป็นที่รู้จัก มากขึ้น และถูกบอกต่อในวงกว้างขึ้น
ซองเดอร์ มุ่งเน้นผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานสากล พัฒนารสชาติที่หลากหลาย ตอบสนอง ความต้องการของผู้บริโภค ทั้งผลิตภัณฑ์ธัญพืช ชงดื่มและขบเคี้ยว โจ๊กข้าวกล้องงอก ข้าวกล้องงอก บดสำหรับเด็ก มีชุดของขวัญตามเทศกาล และชุดสังฆทานเพื่อสุขภาพ พร้อมพัฒนาด้านบรรจุภัณฑ์ เรียกว่าไม่เพียงแค่สวย แต่ยังสะท้อนถึงการใส่ใจผู้คนในสังคม ด้วยการใช้วิธีพิมพ์อักษรเบลล์บนบรรจุภัณฑ์ (Universal Design) เพื่อเป็นทางเลือก แก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคมอีกด้วย
ในกระบวนการทำงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับผู้คน มากมาย พวกเขาใช้โมเดลแบบไทยๆ อย่างการเน้นความไว้วางใจ มีคุณธรรม กับทั้งกลุ่มเกษตรกร ลูกค้าและคู่ค้า ด้วยคุณภาพของสินค้าและรสชาติที่โดนใจ ผู้บริโภค ในขณะที่ราคาก็ไม่ได้สูงเกินเอื้อม ทำให้ที่ผ่านมามีร้านขายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจำนวนมาก นำสินค้าของซองเดอร์ไปช่วยทำตลาดให้ ขณะที่การ ได้ออกงานต่างประเทศ ได้แนะนำตัวเองในตลาดอินเตอร์ ทำให้พวกเขามีตลาดอยู่ทั้ง ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ฮ่องกง มาเก๊า จีน สิงคโปร์ และกัมพูชา
"เราทำธุรกิจแบบค่อยเป็นค่อยไป ถึงแม้ วันนี้ตลาดจะพร้อมให้เราส่งออก แต่เราก็ไม่เคยไปเร่งเร้าวัตถุดิบ เร่งการผลิตจำนวนมากๆ ถ้าออเดอร์ เยอะเกินไป และกำลังของเราไม่สามารถทำได้ เราก็ไม่รับ เพราะนั่นจะทำให้พนักงานของเราทำงานโหลด ไม่ได้พักผ่อน และไม่มีเวลาให้ครอบครัว"
พนักงาน คือ หัวใจสำคัญองค์กร พวกเขา เชื่ออย่างนั้น สุวรรณา จึงย้ำชัดว่า "ต้องให้ได้มากไว้ก่อน" ที่มาของการดูแลซึ่งกันและกัน เหมือนคนในครอบครัว ทำให้คนมีความสุข มีรายได้ที่เหมาะสม ดูแลไม่แค่พนักงานแต่ยังรวมถึงครอบครัวของพนักงานด้วย และไม่เพียงให้ เงินเดือนที่ดี แต่ยังต้องมีสวัสดิการที่ดี เจ็บป่วย ก็ดูแลรักษา ให้โอกาสบุตรหลานพนักงานมาทำงานที่โรงงานในช่วงปิดเทอมได้ ในองค์กรมีการแบ่งปัน ซึ่งกันและกัน มีระบบพี่สอนน้อง เป็นพี่เลี้ยงให้ ใส่เติมศีลห้า วิธีคิดในการพึ่งตนเอง อดทน อดออม พร้อมต่อสู้และขยายโอกาส บนพื้นฐานของคุณธรรมและจริยธรรม
"เขามาทำงานก็รู้สึกว่ามีความสุข เราเป็นที่พึ่ง ให้กับเขาได้ ทำให้เขาอยากมาทำงานทุกวัน ซึ่ง สิ่งเหล่านี้ก็จะสะท้อนกลับมาเป็นพลังในการ ช่วยขับเคลื่อนและพัฒนาการผลิตของเรา ทำให้กิจการเราเติบโตตามไปด้วย"
ความสุขที่เกิดขึ้นจากในองค์กร ถูกส่งต่อ ไปยังสังคมรอบข้าง พวกเขาสนับสนุนให้พนักงานทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ เปิดใจกว้างด้วยการมีตู้รับข้อร้องเรียนเพื่อให้ชุมชนหรือพนักงานได้ช่วยกันออกความเห็น หรือข้อเสนอแนะต่างๆ ซองเดอร์ยังเป็นศูนย์ถ่ายทอด การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อประโยชน์แก่ผู้คนและประเทศต่อไป
ผลลัพธ์ขององค์กรแห่งความสุข ทำให้วันนี้ซองเดอร์เป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จ สามารถรักษาสมดุลของทั้งผู้คน สิ่งแวดล้อม และธุรกิจ จากการที่ให้ความสำคัญในเรื่องการสร้างความสุขให้ผู้คน ทั้งพนักงาน ซัพพลายเออร์ และลูกค้า เน้นให้คนในองค์กรรู้จักการแบ่งปันและช่วยเหลือผู้อื่น เพื่อกระจายความสุขสู่ สังคมในวงกว้าง เป็นผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ ที่ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม ผลิตสินค้าที่เป็นมิตรกับสังคม และปิดท้ายกับมีผลตอบแทนเป็นตัวเงิน สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีเครือข่ายสังคมที่เข้มแข็ง เติบโตไปพร้อมกับองค์กร สร้างความยั่งยืนต่อธุรกิจ ของพวกเขา
"เราเลือก ความสุข ในทุกกระบวนการไม่ใช่ เงิน เมื่อคิดว่าจะให้ คิดทำสิ่งที่มีประโยชน์ คืออาหารอินทรีย์ ตอบสนองผู้บริโภค จึงเป็นการผลิตที่มีความสุข ขณะที่เกษตรกรได้ทำผลิตภัณฑ์อินทรีย์ พอใจกับรายได้ สุขภาพเขาดี เป็นความสุข ของผู้ผลิตต้นน้ำ ในตลาดผู้คนบอกต่อ ผู้ขาย มีความสุข ผู้บริโภคก็มีความสุข เราเองได้เห็นสังคมอยู่ดีกินดี พึ่งพาตัวเอง รู้จักแบ่งปันกัน ก็หายเหนื่อย ได้เห็นประกายในแววตาของคน ที่เข้าไปช่วยเหลือนั่นคือ กำลังใจ และความสุขของเรา"
ความสุขของคนทำธุรกิจแบบพอเพียง บนพันธกิจส่งต่อความสุขให้ผู้คน สังคมและสิ่งแวดล้อม"ซองเดอร์" ผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารเพื่อสุขภาพแบรนด์ไทย ผู้ดำเนินธุรกิจตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป้าหมายของพวกเขาไม่ได้หวังสร้างกำไรสูงสุด แต่คือ ส่งต่อความสุขให้กับผู้คน สังคมและสิ่งแวดล้อม
เรื่อง: จีราวัฒน์ คงแก้ว
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ


แสดงความคิดเห็น