จดหมายข่าวศูนย์เรียนรู้บ้านเปร็ดใน ปีที่ 1 ฉบับที่ 1
โดย webmaster | วันที่ 29 มิถุนายน 2555
1
เปดเลมทักทาย
จดหมายขาว ศูนยเรียนรูบานเปร็ดในฉบับนีเ้ ปนฉบับแรกทีจดทำขึนภายใตโครงการ “การพัฒนาศูนยเรียนรูชมชนบาน ่ั ้ ุ เปร็ดใน จังหวัดตราด เพื่อเสริมสรางความเขมแข็งและการประยุกตใชองคความรูชุมชนรวมกับความรูทางวิทยาศาสตร ตอปญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ซึ่งไดรับการสนับสนุนการดำเนินงานจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการ เสริมสรางสุขภาพ (สสส.) ชือโครงการคอนขางยาวนะครับ เราเรียกชือยอๆ กันวา “โครงการศูนยเรียนรูชมชนบานเปร็ดใน” ่ ่ ุ โครงการนีเ้ ปาหมายอยางไร จะมีกจกรรมอะไรเกิดขึนบางในชุมชมบานเปร็ดในสามารถอานรายละเอียดไดในจดหมายขาว ิ ้ เลมนี้ครับ นอกจากโครงการศูนยเรียนรูชุมชนบานเปร็ดในแลว ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ก็ไดใหการ สนับสนุนการดำเนินโครงการวิจัยเกี่ยวกับชุมชนบานเปร็ดในอีก 3 เรื่อง คือ การจัดการปาชายเลน การกัดเซาะชายฝงทะเล และดานพลังงาน งานวิจัยทั้งสามเรื่องนี้เปนเรื่องที่เปนความตองการของชุมชน เพื่อชวยสรางเสริมความรูในการจัดการ ดูแลทรัพยากรชายฝงและระบบนิเวศของชุมชนใหดียิ่งขึ้น และสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และปญหาใหมๆ ทีเ่ กิดขึนได โดยเฉพาะอยางยิงปญหาผลกระทบทีเ่ กิดจากการเปลียนแปลงสภาพภูมอากาศ หรือปญหาโลกรอน นอกจากนี้ ้ ่ ่ ิ ทางโครงการไดมีการประสานความรวมมือกับทางศูนยฝกอบรมวนศาสตรชุมชนแหงภูมิภาคเอเชียแปซิฟก หรือที่เรา เรียกกันวา “รีคอฟ” ซึ่งก็กำลังดำเนินโครงการดานการพัฒนาศูนยเรียนรู และการจัดการปาชายเลนในพื้นที่บานเปร็ดใน และพื้นที่โดยรอบเชนกัน โครงการที่กลาวถึงขางตนทั้งสามโครงการมีการประสานแผนการดำเนินงาน โดยมีเปาหมายรวมกัน คือการเสริม สรางความเขมแข็งของชุมชน และเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลจัดการทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศในชุมชนโดย สมาชิกของชุมชน รวมทั้งองคกรตางๆ ของชุมชน เชน กลุมสัจจะสะสมทรัพย กลุมอนุรักษปาชายเลน กลุมเยาวชนฯลฯ จะเปนแกนหลักในการดำเนินงาน นักวิจัยจากภายนอกเปนเพียงผูสนับสนุน ชวยเหลือในดานตางๆ เชน ดานขอมูล ดานวิชาการ การจัดทำเอกสารเผยแพร การรวบรวมองคความรูและภูมิปญญาของชุมชน ฯลฯ ในชวง 2 ปนี้ บานเปร็ดในจะมีกิจกรรมหลากหลายรูปแบบเกิดขึ้นในชุมชนอยางตอเนื่อง จดหมายขาวนี้จะเปน ชองทางสำหรับรายงานถึงความกาวหนาของการดำเนินกิจกรรมตางๆ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และผลของการดำเนิน กิจกรรม เปนเครื่องมือที่ชวยสื่อสารกันเองระหวางสมาชิกในชุมชน ระหวางชุมชนเปร็ดในกับชุมชนในพื้นที่ใกลเคียงซึ่งมี กิจกรรมรวมกัน ระหวางสมาชิกในชุมชนกับนักวิจัย รวมทั้งบุคคลหรือองคกรภายนอกที่แวะเวียนมาเยี่ยมชมศึกษาพื้นที่ บานเปร็ดในเปนระยะๆ เนื้ อ หาทั้ ง หมดในจดหมายข า วเล ม แรกนี้ เ ป น ข อ เขี ย นที่ ม าจากนั ก วิ จั ย ในโครงการเพื่ อ เป น การเป ด ตั ว ทำความรูจักกันกอน ในฉบับตอไปจะมีเรื่องราวจากชุมชนมากขึ้น เปนขอเขียนที่มาจากสมาชิกในชุมชนเพื่อการสื่อสาร ถายถอดขอมูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหวางสมาชิกในชุมชน เพื่อการกาวไปพรอมกันของสมาชิกชุมชนบานเปร็ดใน พบกันใหมในจดหมายขาวฉบับหนานะครับ บัณฑูร เศรษฐศิโรตม
2
3
แนะนำโครงการศูนยเรียนรูชุมชนบานเปร็ดใน
สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดลอม
สถาบันธรรมรัฐฯคือใคร ? เขามาทำโครงการในบานเปร็ดในไดอยางไร ?
ชาวเปร็ดใน คงรูจักและคุนเคยกันดีกับทีมงานของสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดลอม ซึ่งไดเคย มีโอกาสเยี่ยมเยือนทาน จากการทำงานในโครงการวิจัยตางๆ ของสถาบันธรรมรัฐฯ แตสำหรับชุมชนละแวกใกลเคียง ที่ยังไมคุนเคยกับทางสถาบันธรรมรัฐฯ ใครขอแนะนำตัวอยางเปนทางการกันอีกครั้ง แรกเริ่มที่สถาบันธรรมรัฐฯ ที่ไดมารูจักกับชุมชนบานเปร็ดใน เกิดขึ้นจากการที่ไดมาทำงานวิจัยในโครงการ “การสังเคราะหวิธีคิดและแนวทางการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมโดยภูมิปญญาตะวันออกเพื่อนำไปสู การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการนานาชาติ” ซึ่งเปนโครงการที่ไดจุดประกายเพื่อใหเกิดการรวบรวมงานศึกษาภูมิความรู ภูมิปญญาของชุมชนตางๆ ของประเทศไทยในการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกตใชกับการดำรงชีวต ิ ประจำวันและบริหารจัดการทรัพยากรในทองถินของตน ซึงสถาบันธรรมรัฐฯ ไดศกษาและคัดเลือกบานเปร็ดในใหเปนหนึ่ง ่ ่ ึ กรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จในดานนี้
4
ทำไมตองเปนที่บานเปร็ดใน ?
ทังนีเ้ พราะบานเปร็ดในไดมการสะสมความรูและความเขมแข็งของชุมชนทีสามารถเปนแบบอยางทีดตอชุมชนอืนๆ ้ ี ่ ่ี ่ ในวิถีทางของการดำรงชีวิตที่เนนคุณธรรม มีการใชปญญาเพื่อแสวงหาทางออก ตามที่พระอาจารยสุบิน ปณีโต ซึ่งเปนผูนำทางความคิด ไดพยายามปลูกฝงจนชุมชนเปร็ดในสามารถ คิดเปน ทำเปน แกปญหาเปน จนกระทั่งแกไข ปญหาวิกฤตดานทรัพยากรปาชายเลนที่เคยเสื่อมโทรมใหกลับมาอุดมสมบูรณไดดั่งทุกวันนี้ โดยมีตัวชี้วัดที่สำคัญซึ่ง เห็นไดเปนรูปธรรม คือ ชุมชนมีสภาพความเปนอยูที่ดี มีอาชีพมั่นคง ไมตองยายถิ่นไปหางานทำที่อื่นและไมมีปญหา ดานสังคม ดังที่คนเปร็ดในพูดกันวา “เปดประตูบานทิ้งไวก็ไมมีใครเขามาขโมยของในบาน” รวมทั้งมีความสมัครสมาน สามัคคี รักใครกลมเกลียวที่เมื่อใครมีงานบุญกุศลทุกบานจะตองเขาไปรวมกันชวยงานอยางขมีขมัน
ภูมิปญญาบานเปร็ดในที่ไดรับการยอมรับในระดับสากล
ตอมาผลที่ไดจากการศึกษาในโครงการ การสังเคราะหวิธีคิดและแนวทางการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดลอมโดยภูมิปญญาตะวันออกเพื่อนำไปสูการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการนานาชาติ สถาบันธรรมรัฐฯ ไดนำความ สำเร็จของบานเปร็ดในเปนตัวอยางหนึ่งไปเสนอในกิจกรรมประชุมเวทีนานาชาติเพื่อเผยแพรปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในการประชุมสภาคองเกรสอนุรักษโลกครั้งที่ 4 ที่จัดโดยสหภาพสากลวาดวยการอนุรักษหรือ IUCN ที่เมืองบาเซโลนา ประเทศสเปน และไดขอสรุปวาภูมิปญญาตะวันออกเริ่มเปนที่ยอมรับในสังคมโลกมากขึ้น ซึ่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่ง
เปนหนึ่งในภูมิปญญาตะวันออกเหลานั้น อาจเปนคำตอบที่จะชวยลดปญหาโลกรอนได จึงเปนที่มาของการทำงานใน ระยะตอไปของสถาบันธรรมรัฐฯ คือโครงการ “การพัฒนาตัวชี้วัดการประยุกตปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการลดปญหา โลกรอนภายใตแนวคิดภูมิปญญาตะวันออก” เพื่อทำการศึกษาวาการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตและการบริโภค โดยเฉพาะในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิงแวดลอมทีไดประยุกตแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเปนพืนฐานสำคัญ ่ ่ ้ นั้น จะสามารถชวยลดการปลอยกาซเรือนกระจกและลดปญหาโลกรอนไดมากนอยเพียงใดซึ่งความสำเร็จที่ผานมาในการ แกปญหาชุมชนของชาวบานเปร็ดใน ก็ทำใหชุมชนบานเปร็ดในก็ยังคงมีความโดดเดนที่จะเปนกรณีตัวอยางอีกครั้ง
5
ชาวเปร็ดในชวยโลกลดโลกรอนได !
จากการศึกษาจากพฤติกรรมและกิจกรรมตางๆ ของชุมชนบานเปร็ดใน ทีเ่ ปนอยูในสภาพปจจุบน ทังกิจกรรมทีจะชวย ั ้ ่ ลดกาซเรือนกระจกทั้งทางตรงและทางออมนำมาคำนวณและวิเคราะหผล ซึ่งการศึกษาไดผลเปนที่นาภาคภูมิใจของชาว เปร็ดใน คือ พบวากิจกรรมของบานเปร็ดในหลายกิจกรรมไดเกี่ยวของและชวยลดกาซเรือนกระจก อาทิ กิจกรรมการ ปองกันการกัดเซาะชายฝงโดยการวางเตายาง เพื่อชะลอขวางความแรงของคลื่น และการปลูกและฟนฟูปาชายเลน รวมทั้งการจัดตั้งชมรมอนุรักษปาชายเลนและยุวมัคคุเทศกเพื่อชวยดูแลรักษาปาชายเลน กิจกรรมการจัดการสวนผลไม หลังฤดูกาลดวยการผลิตถานไมดวยเทคโนโลยีที่พัฒนาจากชุมชนโดยใชกิ่งไมจากการเคลียรพื้นที่สวนผลไม รวมทั้ง กิจกรรมในการจัดการดานทองเที่ยวเชิงอนุรักษ การจัดสรรและจัดระเบียบโฮมสเตย ซึ่งมีสวนรวมในการชวยลดกาซ เรือนกระจกทั้งทางตรงและทางออม ทั้งนี้พื้นที่ปาปลูกและฟนฟูที่อยูในความดูแลของชาวเปร็ดใน จากการคำนวณพบ วามีปริมาณการดูดกลับกาซคารบอนไดออกไซด 1,205.06 ตันตอป และเมื่อเทียบกับจำนวนคนบานเปร็ดใน 650 คน มีปริมาณการดูดกลับกาซคารบอนไดออกไซดจากพื้นที่ปาของชุมชนที่ชวยกันดูแลสามารถชวยดูดกลับกาซคารบอนไดออกไซดได 1.852 ตันตอคนตอป หรือเกือบถึง 2 เทาของคาเฉลี่ยของการดูดซับกาซเรือนกระจกของประเทศ จากกิจกรรมดานการใชประโยชนในที่ดินซึ่งมีคาเฉลี่ยประมาณ 0.91 ตันคารบอนไดออกไซดตอคนตอปในป พ.ศ.2547
ความสำเร็จเกิดขึ้นไดจากภูมิปญญา
6
ความสำเร็จที่นาชื่นชมดังกลาวนี้ ทำใหสถาบันธรรมรัฐฯ ไดเกิดแนวคิดวา ภูมิปญญาของชาวเปร็ดในถือเปนองค ความรูที่สำคัญที่ควรรักษาและตอยอดภูมิปญญานี้มิใหสูญหายไปตามกาลเวลา ซึ่งเมื่อมาลองรวบรวมภูมิปญญาของ ชาวเปร็ดใน ที่โดดเดนคือวิธีคิดแบบผสมผสานในการบริหารจัดการทรัพยากร ไดแก • ภูมิปญญาของการใชหลักคุณธรรมเขามาสอดแทรกการดำเนินงานสาธารณประโยชนในกิจกรรมตางๆ ของ ชุมชน • ภูมิปญญาการจัดการทรัพยากรปาชายเลน เชน การจัดตั้งกลุมอนุรักษและพัฒนาปาชายเลนบานเปร็ด ใน การตั้งกติกา “หยุดจับรอย คอยจับลาน” • ภูมปญญาการจัดการทรัพยากรชายฝงและหนาทะเล ไดแก การประยุกตใชเทคโนโลยีเตายางเพือชะลอความ ิ ่ แรงคลื่น และปองกันปญหามิใหเรือสามารถเขามาบริเวณหนาทะเลได • ภูมิปญญาการจัดการทรัพยากรพลังงาน ชุมชนที่ใชภูมิปญญาทองถิ่นจากการผลิตเตาเผาถานเพื่อจัดการกับ เศษกิ่งไมจากสวนผลไมอยางมีประสิทธิภาพ และไดนำมาสูการจัดทำ“โครงการการพัฒนาศูนยเรียนรูชุมชนบานเปร็ดในจังหวัดตราดเพื่อเสริมสรางความ เขมแข็ง และประยุกตใชองคความรูชุมชนรวมกับความรูทางวิทยาศาสตรตอปญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ที่กำลังดำเนินงานอยูในขณะนี้
ศูนยการเรียนรูคืออะไร ?
หลายทานคงมีความเขาใจวา “ศูนยเรียนรู” คงหมายถึงศูนยเรียนรูทั่วไป ที่เปนตัวอาคารสถานที่ ซึ่งภายใน อาคารจะประกอบดวยเอกสารความรูตางๆ ที่ใหคนทั่วไปเขาไปแสวงหาความรู โดยมีวิทยากรเปนผูถายทอด แตสำหรับ ความหมายของการพัฒนาศูนยเรียนรูบานเปร็ดในฯ ในที่นี้ อาจไมใชศูนยเรียนรูที่เราคุนชินกันเทาไรนัก เพราะศูนยเรียนรู บานเปร็ดในนี้ จะเปนศูนยเรียนรูที่มีชีวิต ที่ชุมชนทุกคนสามารถเปนวิทยากรถายทอดภูมิความรูใหกับบุคคลทั่วไปที่เขามา สัมผัสเพื่อเรียนรูแลกเปลี่ยนภายในชุมชน โดยอาศัยสถานที่เรียนรูตามแหลงทรัพยากรของชุมชน เชน ปาชายเลน เตายาง รวมทั้งสามารถนำความรูในศูนยไปใชประโยชนไดในชีวิตประจำวัน อีกทั้งศูนยเรียนรูบานเปร็ดในจะเกิดขึ้นจากการรวม มือรวมใจของชุมชนบานเปร็ดใน และชุมชนโดยรวบ อาทิ บานน้ำเชี่ยว หนองคันทรง หวงน้ำขาว หนองโสน อาวใหญ
หนองเสม็ด ที่จะเขามาเปนเครือขายการทำงานรวมกันกับนักวิชาการในพื้นที่ เชน มหาวิทยาลัยราชภัฎรำไพพรรณี มหาวิทยาลัยบูรพา นักวิชาการกรมประมง ศูนยศึกษาการพัฒนาอาวคุงกระเบน ที่จะชวยเสริมและสรางขอมูล แนะแนว ทางตามที่ชุมชนตองการ
ทำงานรวมกัน บนฐานความตองการของชุมชน
หลักคิดของโครงการคือ การผสมผสานรวมกัน ระหวางความรูวิทยาศาสตรรวมกับภูมิปญญาทองถิ่น เพื่อลด ปญหาโลกรอน และเพื่อประโยชนในการดำรงชีพ สรางความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดลอมและสุขภาพ ของชุมชน โดยนำจุดเดนของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนบานเปร็ดใน คือ ภูมิปญญาทองถิ่นที่ใชในการ ฟนฟูสภาพปาชายเลน เชน การใชและสรางทุนทางสังคมของชุมชนในการแกปญหา ดังเชน การรวมกลุมของชุมชน เพื่อรวมกันกำหนดกติกาการดูแลอนุรักษแหลงทรัพยากร การพัฒนาเตายางเพื่อชวยชะลอความแรงของคลื่นที่กัดเซาะ พื้นที่ชายฝง การสรางเตาเผาถาน ใชกิ่งไมที่ริดจากสวนผลไมมาใชประโยชน มาศึกษารวมกับภูมิปญญาสมัยใหม ที่ใช วิธทางวิทยาศาสตรทสามารถพิสจนและเปนทียอมรับในสังคมอันกวาง ทำใหเกิดรูปแบบใหมของชุมชนทีสามารถตอบโจทย ี ี่ ู ่ ่ ทั้งในดานการพัฒนาชุมชนและสามารถแกไขปญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได โดยสรางองคความรูในการจัดการ ทรัพยากรอยางยั่งยืนภายในชุมชน ที่เนนบทบาทการมีสวนรวมของชุมชนเปนหลักโดยชุมชนจะเขามาเปนสวนหนึ่งกับ กระบวนการวิจัย นักวิจัยภายนอกจะทำหนาที่เปนพี่เลี้ยงคอยใหคำปรึกษาและถายทอดความรูทางวิชาการอยางงายให
7
โครงการนี้ทำอะไรบาง ?
การทำงานของโครงการ มีฐานคิดจากการหารือรวมกันระหวางชาวชุมชน และคณะนักวิจัยเพื่อรับทราบประเด็น ความสนใจ และสภาพพื้นที่เปนระยะๆ ซึ่งพบวาความตองการของชุมชนบานเปร็ดในรวมทั้งชุมชนจากพื้นที่อื่นใกลเคียง อาทิ ตำบลแหลมกลัด อาวใหญ ไดมีความตองการใหมีการศึกษา และพัฒนาเปนองคความรูที่ควรมีในศูนยเรียนรู ดังนี้
หนึ่ง : บานเปร็ดในจะพึ่งตนเองดานพลังงานไดอยางไร ?
มีเปาหมายเพื่อใหชุมชนไดรวมตระหนักและดำเนินชีวิตโดยใชทรัพยากรภายในทองถิ่นตน รวมทั้งการใชพลังงาน อยางรูคณคาโดยอาศัยฐานทรัพยากรทีมอยู เชน สวนผลไม ปาไมในพืนทีปาชายเลน ขณะเดียวกันกระบวนการใชพลังงาน ุ ่ี ้ ่ นีจำเปนตองอาศัยหลักวิชาการเขามาชวยสนับสนุน และพิจารณาตามปจจัยและเงือนไขของสภาพพืนทีทสามารถดำเนิน ้ ่ ้ ่ ่ี การได โดยอาศัยผานกระบวนการถายทอดไปที่ชุมชนใหเปนผูชวยคิด ชวยลงมือปฏิบัติ เชน การจัดตั้งคณะกรรมการ และคณะทำงานดานพลังงานชุมชนบานเปร็ดในทำหนาที่วางแผน ประสานงานกำกับดูแลโครงการใหประสบความสำเร็จ
อันจะนำไปสูการกำหนดกิจกรรมการวิจัยในพื้นที่ นอกจากนี้ยังเปนการสรางเสริมศักยภาพของชุมชน ใหเกิดกระบวนการ เรียนรูจากทรัพยากรในทองถิน และเกิดการพัฒนาองคความรูของแตละชุมชนทีมศกยภาพของฐานทรัพยากรทีแตกตางกัน ่ ่ีั ่ และกอใหเกิดการดำเนินกิจกรรมพลังงานที่เปนรูปธรรมและนำไปสูการเปน “สังคมคารบอนพอเพียง” ซึ่งหมายถึงสังคม ที่มีการปลอยกาซเรือนกระจกในระดับต่ำ และสามารถนำไปสูความสามารถในการพึ่งพิงตนเองของชุมชนได
สอง : ชุมชนจะจัดการปาชายเลนอยางไรใหยั่งยืน ?
การดูแลฟนฟูสภาพพืนทีปาชายเลน จากการใชประโยชนในพืนทีปาของชาวเปร็ดในพบวาโดยพืนฐานของชาวเปร็ดใน ้ ่ ้ ่ ้ มีความพยายามในการใชพลังของชุมชนในการรวมรักษาพื้นที่ปาโดยผานกิจกรรมของกลุมสัจจะสะสมทรัพยชวยสนับสนุน จนกระทั่งตอมารวมกันจัดตั้งเปนกลุมอนุรักษและพัฒนาปาชายเลนบานเปร็ดใน และรวมกันซื้อพื้นที่ปานากุงรางสำหรับ ปลูกปาชายเลน รวมทั้งการมีพื้นที่งอกบริเวณชายฝงทะเลของชุมชนใกลเคียง ดังนั้นการดำเนินโครงการวิจัยนี้จำเปน ตองอาศัยหลักทางวิชาการมาสนับสนุนการทำงานของเครือขาย ซึ่งมีการใชภูมิปญญาทองถิ่นในการทำงานแลว แตอาจ สนับสนุนในสวนของขอมูลทางวิทยาศาสตร รวมทั้งกระบวนการบริหารจัดการ การรวมกันกำหนดกฎกติกา ที่คำนึงของ สิทธิในการเปนเจาของพื้นที่รวมกันและถูกตองตามกฎหมาย โดยทุกฝายยอมรับได
สาม: ชุมชนจะแกปญหาชายฝงถูกกัดเซาะไดอยางไร ?
การแกไขปญหาการกัดเซาะพื้นที่บริเวณชายฝง โดยแนวทางการศึกษาจะรวมกับความรูภูมิปญญาทองถิ่นของ ชุมชนที่จะรวมสังเกต บันทึก และใหขอมูลการเปลี่ยนแปลงดานพื้นที่ที่ถูกกัดเซาะทั้งในอดีตจนกระทั่งปจจุบัน และที่ สำคัญจะทำใหภาคีเครือขายไดเกิดกระบวนการเรียนรูและปรับตัวที่จะรับมือกับปญหาการกัดเซาะพื้นที่บริเวณชายฝงและ อื่น ซึ่งเปนผลมาจากปญหาโลกรอนไดในอนาคต โจทยวิจัยนี้ผนวกรวมกับโจทยเรื่องการจัดการทรัพยากรชายฝง เพื่อให ทรัพยากรประมงกลับคืนสูความอุดมสมบูรณ เพื่อเปนแหลงอาหาร สรางอาชีพใหกับชุมชนดวย
8
โครงการนี้ทำงานอยางไร ?
การดำเนินกิจกรรม มีอยูในสองลักษณะสำคัญ คือ หนึ่ง การดำเนินกิจกรรมในลักษณะของกระบวนการจัดการความรู (Knowledge Management : KM) โดยพัฒนาขึ้นเปนศูนยสำหรับสรางการเรียนรู เพื่อถอดองคความรูภูมิปญญาพื้นบานของชุมชนซึ่งสอดคลองกับความ ตองการของชุมชนบานเปร็ดในและพื้นที่ใกลเคียง ที่ตองการจะดำเนินชีวิตของชุมชน โดยอาศัยพลังของชุมชนรวมกับ พื้นฐานของภูมปญญา และทรัพยากรธรรมชาติในทองถิน ตลอดจนสามารถสืบทอดความรูภมปญญาตอไปจนกระทัง ิ ่ ูิ ่ ถึงกลุมคนรุนใหมได โดย“ศูนยเรียนรูชุมชน” จะเปนองคกรของชุมชนที่มีบทบาทและหนาที่ที่ไมหยุดนิ่งเพื่อประโยชนของ ชุมชนเองตลอดจนเพื่อประโยชนของชุมชนอื่นๆ และสอง การประยุกตองคความรูทองถิ่นที่ถอดไดจากชุมชนเขากับความรูและเทคโนโลยีสมัยใหม ที่นักวิชาการ หรือนักวิจัยจากสถาบันการศึกษาจะสามารถเขามาชวยสนับสนุนถายทอดและเติมเต็มความรูเหลานี้เขากับองคความรู ดั้งเดิมของทองถิ่นได โดยเนนบทบาทของการใหชาวบานในชุมชนเขามารวมเปนสวนหนึ่งกับกระบวนการวิจัย นั่นก็คือ การพัฒนา “นักวิจัยทองถิ่น” ใหเปนผูเก็บขอมูลตางๆดวยตนเอง และสามารถเรียนรูและเชื่อมโยงความรูจากภายนอก และความรูที่มีอยูอยางเชื่อมโยงได
9
ความรูของชุมชนและความรูทางวิทยาศาสตรจะเติมเต็มซึ่งกันและกันอยางไร ?
10
สุดทาย ชุมชนจะไดอะไรจากโครงการนี้ ?
ความรูภูมิปญญาตางๆ ทั้งภูมิปญญาดั้งเดิมของชุมชน และความรูทางวิทยาศาสตรที่ไดจากโครงการ ทั้งในดาน พลังงานเพื่อการพึ่งพาตนเองและลดโลกรอน ดานการฟนฟูปาชายเลน และดานการแกไขปญหาทรัพยากรชายฝง กัดเซาะ และการจัดการทรัพยากรชายฝง จะถูกรวบรวมและถายทอดในรูปของศูนยเรียนรูดานการจัดการทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดลอมอยางยั่งยืนบานเปร็ดใน ผานสื่อประเภทตางๆ เพื่อประโยชนของชุมชนในการถายทอดใหกับ
เยาวชนรุนตอๆไป รวมทั้งถายทอดใหกับชุมชนใกลเคียงที่เขามารวมเรียนรู หรือชุมชน หนวยงาน นักศึกษา หรือ ชาวตางชาติจากภายนอกพื้นที่ ที่ตองการเขามาศึกษาความสำเร็จของชุมชนบานเปร็ดในในการแกปญหา และพึ่งพา ตนเองของชุมชน เพื่อเปาหมายสูงสุดคือชุมชนบานเปร็ดใน และทุกชุมชนในบริเวณอาวตราด และชายฝงทะเลตะวันออก ของอาวไทยมีความสามารถในการจัดการทรัพยากรดานพลังงานเพื่อการพึ่งพาตนเอง และลดโลกรอน การฟนฟู และ อนุรักษปาชายเลน การแกไขปญหาทรัพยากรชายฝงกัดเซาะ การจัดการทรัพยากรชายฝง และสรางเศรษฐกิจชุมชนได อยางยั่งยืน ซึ่งทั้งนี้ “นักวิจัยชุมชน” และความรวมมือรวมใจจากชาวบานบานเปร็ดในทุกคนจึงถือเปนหัวใจที่จะทำให โครงการนี้สำเร็จลุลวงไปได และเกิดความรูที่จะทำใหชุมชนสามารถแกปญหา เพื่อนำไปสูการพึ่งพิงตนเอง และการรับ มือกับความเปลี่ยนแปลงตางๆ จากกระแสภายนอก รวมทั้งปญหาโลกรอนที่จะคุกคามชุมชนไดอยางยั่งยืนตอไป
11
การจัดการความรูในงานวิจัยชุมชน : ไปทำอะไรกับสถาบันธรรมรัฐฯที่บานเปร็ดใน จ.ตราด
จตุพร วิศิษฏโชติอังกูร ที่ตึก เอส เอ็ม กลางเมืองหลวง ผมมีโอกาสไดพูดคุยกับทีมงานวิจัยของสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคม และสิ่งแวดลอม หรือ GSEI (จีไซ) ในประเด็นที่เปนโครงการวิจัย ที่ไดรับการสนับสนุนจาก สสส. มีชื่อโครงการวิจัย ที่นาสนใจเปนอยางมาก “การพัฒนาศูนยการเรียนรูชุมชนที่เปร็ดใน จ.ตราด เพื่อเสริมสรางความเขมแข็ง และประยุกต ใชความรูชุมชน รวมกับความรูทางวิทยาศาสตร ตอการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ที่วานาสนใจ กระบวนการนี้เปนการถอดบทเรียน โดยใชกระบวนการกลุมเขามาเกี่ยวของ คือ มีคำสำคัญหลักๆ เพื่อใหชุมชนไดเกิดการเรียนรูตัวเองในมิติที่สำคัญ ดังนั้นการสรุป สังเคราะห ที่ผมสนใจเชน ศูนย จากเวทีจะเปนขอมูลสวนหนึ่งสำหรับโครงการวิจัยฯ จากนั้นอาจมีการเติมเต็ม การเรียนรู้ (ที่กำลัง ขอมูลโดยการคนหาขอมูลในรูปแบบอื่นๆ ตอไป โดยทีมนักวิจยในพืนที่ ั ้ ฮิตฮอต) การประยุกต ใชความรู (หากมองในรูปศัพท ก็คือ การจัดการความรู หรือ Knowledge Management, KM โดยแท) และความรูชุมชนกับ ความรูทางวิทยาศาสตรที่จะมาผสานกัน ตรงนี้ยิ่งทำใหนาสนใจวา ความรูที่เปนองคความรูของชุมชน จะมาผสานกับ องคความรูทางวิทยาศาสตรไดอยางไร หากสามารถจัดการความรูประเด็นแบบนี้ได - นาจะเปนเรื่องที่ดี ตอการพัฒนา ชุมชนที่อยูภายใตปญหาซับซอน และปญหาเรงดวน เชน กรณีภัยพิบัติใหมๆ ที่มีตอมนุษย แมวาพื้นที่การทำงานจะเปน พื้นที่เล็กๆ ในจังหวัดตราดก็ตาม วาเรืองของพืนที่ ผมไดยนชือเสียงพืนทีวจยมานานแลว เกียวของกับ กลุมสัจจะสะสมทรัพย บานเปร็ดใน จ.ตราด ่ ้ ิ ่ ้ ่ิั ่ โดยเริ่มจาก “ปญหาของชาวบาน ใหรูจักคิดเปน ทำเปน แกปญหาเปน” ผูที่อยูเบื้องหลังความสำเร็จดังกลาวคือ พระอาจารยสุบิน ทานเปนพระนักพัฒนาที่ใชหลักธรรมะเชื่อมรอย เปนธรรมะในเชิงเศรษฐกิจ ใหความสำคัญกับการ พึ่งตนเอง วิธีคิดในการแกไขปญหารวมกัน การบริหารจัดการอยางมีสวนรวม จนถึงการจัดการโครงสรางโดย “วัด” เปนจุดศูนยกลาง ลาสุดมีรุนพี่ปริญญาเอกทานหนึ่งไดศึกษาประเด็นกองทุนชุมชนดังกลาวอยูดวย ยอนมาที่ตัวโครงการวิจัยของสถาบันธรรมรัฐฯ เทาที่ผมอานจากขอเสนอโครงการ ที่ตอยอดความเขมแข็ง ของชุมชน ถือวาเปนความทาทายอยางยิ่งของชุมชนเปร็ดใน ที่จะสรางความรูใหม ผสานกับความรูของภูมิปญญาทองถิ่น เดิม กับความรูทางวิทยาศาสตร เพื่อบริหารจัดการตนเองและชุมชน รองรับการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะความเสี่ยงที่เกิด จากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ โดยโครงการมีแนวคิดวา หากทำไดสำเร็จในชุมชนเปร็ดในแลว นาจะเปนตนแบบ ขยายฐานในการตอยอดความรู ไปยังชุมชนชายฝงทะเลตะวันออก ทั้งในจังหวัดตราดและอื่นๆ ผมตื่นเตนกับรูปแบบการวิจัยในครั้งนี้พอสมควร เพราะวามีทีมนักวิจัยที่แบงสาขาตามความเชี่ยวชาญเฉพาะดาน แลวมีแนวคิดการใช “การจัดการความรู” เปนเครื่องมือสำคัญตลอดทั้งโครงการ ดังนั้นการจัดการความรูจะมีบทบาทเปน เครื่องมือเชื่อมทั้งผูคน องคความรู และเปนผลลัพธสำคัญตอการคิดรูปแบบ “ศูนยการเรียนรูชุมชน” ในชวงตอไป
12
สำหรับประเด็นศูนยการเรียนรูชุมชนนั้นอาจไมเนนอาคารสถานที่หรือโครงสรางอื่นใด แตทวามุงเนนการจัดการ ความรูใหกับคนในชุมชนเปนพื้นฐานกอนใหเขมแข็ง สวนการถายทอดสูสาธารณะผานรูปแบบใดๆ นั้น นาจะเปนผล ปลายทาง ซึ่งผมมองวาไมนาจะยากนัก ความทาทายอยูที่วา ผมอยูในสวนของผูที่จะมาชวยดำเนินการดานการจัดการความรู และการจัดการความรูนั้น ตองดำเนินการอยางเปนระบบ เปนธรรมชาติ เนียนไปกับกระบวนการศึกษาวิจย โดยพืนฐานเทาทีผมเห็นขอมูลและศึกษา ั ้ ่ ผานการไปยังพื้นที่บานเปร็ดใน เรามีการจัดการความรูอยูแลว เพียงแตตองมาจัดระบบกันอีกครั้ง และชวยหันหมุนวงลอ ของการจัดการความรูใหชัดเจนมากยิ่งขึ้น ผมไดตกลงกับ ดร. บัณฑูร เศรษฐศิโรตม กับทีมงานทั้งหมด วาจะเดินทางลงพื้นที่พรอมทีมงานที่เปนนักวิจัย ชุดใหญ เพื่อลงไปดูพื้นที่ พูดคุย เตรียมเพื่อจะออกแบบเวทีในชวงตอไป ทีมวิจัยที่เดินทางไปในวันดังกลาวมี 4 ทีมจากกรุงเทพ • ทีมวิจัยโครงการพลังงานเพื่อการพึ่งพาตนเองและลดโลกรอน โดย ดร.บุญรอด สัจจกุลนุกิจ บัณฑิตวิทยาลัย รวมดานพลังงานและสิ่งแวดลอม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกลาธนบุรี • ทีมวิจัยโครงการฟนฟูสภาพพื้นที่ปาชายเลน โดย ผศ.ดร.ลดาวัลย พวงจิตร และทีมคณะวนศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร • ทีมงานโครงการแกไขปญหาการกัดเซาะพื้นที่บริเวณชายฝง โดย ผศ.ดร.ปราโมทย โศจิศุภร และทีมสถาบัน วิจัยทรัพยากรทางน้ำ • ทีมวิจัยทางดานการจัดการความรู โดย รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ คณะเศรษฐศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร และทีมงาน และมีอีก 1 ทีมในพื้นที่ คือ ทีมวิจัยในพื้นที่ศึกษา ดังนั้นการเดินทางไปพื้นที่ครั้งนี้ ไดพบเจอกันทุกทีม นอกจากไดศึกษาสภาพจริงของพื้นที่แลว ยังไดประชุม พูดคุยภาพรวมของโครงการไปดวย ในดานการจัดการความรูในสวนที่ผมไดไปเรียนรูดวยก็ไดออกแบบกระบวนการ ไวกอนลวงหนา โดยการทบทวนแนวคิดหลักของโครงการที่เนน “การบูรณาการองคความรู” หาแนวทางที่เหมาะสม ในกิจกรรมการพัฒนาจะใชรูปแบบ “การจัดการความรู” ทั้งในรูปแบบและวิธีการ มีผลลัพธในการสรางองคความรูใหม และศูนยการเรียนรูผานการพัฒนาแบบมีสวนรวมของชุมชน การผสานองคความรู ภูมิปญญาทองถิ่นกับองคความรูทางวิทยาศาสตร ไดกำหนดออกมาเปน 3 ประเด็น (ตามบริบทของทองถิ่นที่ผานการวิเคราะหขอมูลในระดับหนึ่งแลว และระดมผูเชี่ยวชาญเฉพาะดานในสวนขององคความรู ทางวิทยาศาสตร) โดยมีการวิเคราะหองคความรูของชุมชนบานเปร็ดใน ชองวางขององคความรู โจทยองคความรู ทางวิทยาศาสตร และเปาหมายของศูนยและกระบวนการจัดการความรู ในแตละประเด็น ดังนี้ • การใชพลังงาน • การกัดเซาะชายฝง และการฟนฟูทรัพยากรชายฝง • การฟนฟูสภาพพื้นที่ปาชายเลน และทรัพยากรชายฝง สิ่งที่ขาดไปก็คือ ประเด็นที่ 4 “ชุดความรูเดิม” ของชุมชน และเจาะลงเฉพาะ 3 ประเด็นดังกลาวลงเชิงลึก ผมมองวา กลุมความรูชุดที่ 4 นี่แหละสำคัญมากที่เปน “ตนทุน” เริ่มตนของโครงการฯ สวน กระบวนการ จัดการความรูก็จะถูกออกแบบผานเวทีวิเคราะหสถานการณชุมชนโดยคนในชุมชนเองมารวมกันแลกเปลี่ยน สรุปวิเคราะห และสังเคราะหชุดความรูนี้รวมกัน
13
ยากและทาทายสำหรับผมก็คือ “กระบวนการ” ที่ตองทำใหเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู และสรุป สังเคราะหโดย ชุมชนเอง ในขั้นตอนที่สำคัญนี้ผูนำกระบวนการ (Facilitator) ก็ตองมีประสบการณมากพอสมควรในงานวิจัยเพื่อทองถิ่น มีประสบการณการเปนผูนำกระบวนการ รวมไปถึงทักษะการถอดบทเรียนที่เปนสวนหนึ่งของการจัดการความรูดวย ตอนนี้ผมไดออกแบบเวทีวิเคราะหชุมชนแบบมีสวนรวม (ภาพรวมชุมชน) ไวในใจบางแลว
เวทีวิเคราะหชุมชนแบบมีสวนรวม (ภาพรวมชุมชน)
กระบวนการ และ กลยุทธ การวิเคราะหชุมชนแบบมีสวนรวมเพื่อพัฒนาและเตรียมความพรอมในการยกระดับศูนยเรียนรูตามโครงการ วัตถุประสงคของการวิเคราะหชุมชน • เพือใหชมชนและผูเ กียวของเกิดความรู ความเขาใจแนวคิดหลักการและกระบวนการการทำงานของโครงการวิจย ่ ุ ่ ั • เพื่อใหชุมชนและผูเกี่ยวของไดทบทวนองคประกอบหลักของ ประเด็นการวิจัย รวมถึงบริบทชุมชน • เพื่อใหมีฐานขอมูลในการพัฒนา และยกระดับองคความรู เปนตนทุนในการเรียนรู ตอยอดองคความรูเดิม กระบวนการ และกรอบเนื้อหาหลักสูตร เปนกระบวนการทีทำงานทีเ่ นนการมีสวนรวมและการทำงานเชิงบูรณาการรวมกัน 3 ฝาย ไดแก ชุมชนเปาหมาย หนวยงาน ่ ราชการทีเ่ กียวของ และสวนวิชาการ/กระบวนการ ทีคาดวาจะสามารถพัฒนายกระดับการทำงานรวมกัน โดยชุมชนเปาหมาย ่ ่ ไดรบประโยชนสงสุด และสามารถดำเนินการตอเนืองไดเมือสินสุดโครงการ ทังนีจะใหความสำคัญกับกระบวนการ “วิเคราะห ั ู ่ ่ ้ ้ ้ ชุมชนแบบมีสวนรวม” ซึงถือวาเปนเวทีในระยะแรกทีสำคัญอยางยิงตอการทำงานวิจยและการเสริมพลังชุมชน ในระยะตอๆไป ่ ่ ่ ั กระบวนการการจัดเวทีวิเคราะหชุมชนแบบมีสวนรวม (ภาพรวม เวที 1) • วิเคราะหผูมีสวนได สวนเสีย ในชุมชน ตลอดจนคัดเลือกเปาหมายที่เกี่ยวของ • ทีมงานวิทยากรศึกษาขอมูลมือสอง เพื่อเตรียมพรอมออกแบบ กระบวนการเวทีวิเคราะหขอมูล • เวทีวเิ คราะหขอมูลภาพรวม (ในพืนที)่ : แบงกลุมออกเปน 4 กลุมยอย เพือทบทวนสถานการณขององคประกอบ ้ ่ หลักตามโครงการวิจัย ไดแก รูจักตนเอง (ระบบชุมชน) เปนบริบทของชุมชนทุกมิติรูจักทรัพยากร (การจัด การดิน,น้ำ,ปา) เนน ทรัพยากรทางทะเลตามบริบทชุมชน รูจักระบบการผลิต (พืช.สัตว) รูจักโลก (ระบบการ บริโภค) ในชุมชน ระบบนี้เปนระบบใหญที่ตองใชเวลา สมาธิ และผูชำนาญพิเศษเปนวิทยากร ดังนั้นในการ วิเคราะห ดังนั้นจะปรับเปน “ระบบบริโภคในชุมชน” เพื่อใหสอดคลองกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่สงผล ตอวิถีการผลิตและบริโภค • นำเสนอขอมูลจากการระดมความคิดในกลุมใหญ จากนั้นนักวิจัยในพื้นที่และนักวิจัยหลักทำการสรุปขอมูล วิเคราะหขอมูล กระบวนการนี้เปนการถอดบทเรียน ชุมชนโดยใชกระบวนการกลุมเขามาเกี่ยวของ เพื่อใหชุมชนไดเกิดการเรียนรู ตัวเองในมิติที่สำคัญ ดังนั้นการสรุป สังเคราะหจากเวทีจะเปนขอมูลสวนหนึ่งสำหรับโครงการวิจัยฯ จากนั้นอาจมีการเติมเติมขอมูล โดยการคนหาขอมูลในรูปแบบอื่นๆ ตอไป โดยทีมนักวิจัยในพื้นที่ ทั้งหมดผมรางรูปแบบในใจคราวๆ ไวกอน และคาดหมายวาจะลงพื้นที่บานเปร็ดใน ในเร็ววันนี้ครับ
14
ปาเลี้ยงคน คนชวยปา พากันอยูรอด
พระอาจารยสุบิน ปณีโต วัดไผลอม จังหวัดตราด
จากการบรรยายในสัมมนาวิชาการ เนืองในโอกาสครบรอบ 10 ป สถาบันธรรมรัฐเพือการพัฒนาสังคมและ ่ ่ สิงแวดลอม วันพุธที่ 23 กุมภาพันธ 2554 โรงแรมสยามซิต้ี กรุงเทพฯ ่
“เรากำลังบำเพ็ญหัวใจของโพธิสัตวโดยไมทำเฉพาะมุงหวังแกตนใหคนเห็น ประโยชนของคนสวนใหญ”
“…เรื่องสิ่งแวดลอม เราบอกพัฒนาสังคม หากเอาสังคมอยูรอดแตสิ่งแวดลอมอยูไมรอด ฉะนั้นความเสื่อมโทรม ของเขตพื้นที่จังหวัดตราด นายทุนอยูรอด สังคมอยูไมรอด สิ่งแวดลอมอยูไมรอด ระบบสมัยเฟองฟูเศรษฐกิจนากุง แลวทำลายมากมายมหาศาลเรียกวาทรัพยากรปาไมมีคานอยกวากุง กุงมีคามากกวาปาไม ทั้งที่ปาไมใหประโยชนและอยู นานกวา แตหากตีคาดวยตัวเงินอาจนอยกวา ก็เลยใหความเปนธรรมกับปานอยกวา ก็ใชทั้งถากถาง เครื่องมือมาทำลาย สิ่งแวดลอม พอสิ่งแวดลอมเดือดรอนสังคมก็พลอยเดือดรอนไปดวย พายุก็แรง ฝนก็ไมคอยตก อาหารเหลือนอย สิ่งตางๆ ถูกทำลายสังคมก็แตกแยกตามมา ความเปนธรรมเริ่มหายลง ความสลับซับซอนของปญหามากขึ้น สิ่งเหลานี้เปนเรื่องที่ สังคมถูกกัดเซาะจากระบบทุนนอกที่เห็นประโยชนสวนตนมากกวาประโยชนสวนรวม อาจจะมาชวยกันรื้อฟนสิ่งแวดลอม เราตองมาชวยรื้นฟนความเปนธรรม ความเปนธรรมกับไมเปนธรรมตางกัน เรียกวาธรรมกับอธรรม ฉะนั้นสถาบันธรรมรัฐฯ ถือเปนการสงเสริมสวนรวมที่เปนธรรมที่อยูรวมกันทุกฝาย คือฝายธรรมชาติ ฝายทรัพยากร และฝายอาชีพอยูได และฝายคนทองถิ่น คนนอกอยูได เขารวมกันไดอยางมีประสิทธิภาพอบอุน เราก็เห็นปญหาวาเปน สิ่งที่ตองชวยฟนฟู แกไข ปรับปรุงจากสภาพสิ่งแวดลอมของทรัพยากรธรรมชาติทั้งบนบกและชายทะเล สิ่งนี้เราคุยกันเรื่อง ริมทะเลที่เกี่ยวของ จังหวัดตราดก็ถูกทำลายไปมาก ชวงสมัยเศรษฐกิจกุงราคาแพง คนใหความสำคัญกุง สูงกวาปาไม แตกุงไมเคยใหออกซิเจนไมเคยใหน้ำฝน เหลานี้เปนตน ฉะนั้นเราก็เห็นสวนการทำลาย ก็ชวนชุมชนชวยกันคิดแกไข ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวิธีการทางความคิด และพยายามรุกขึ้นมาเพื่ออนุรักษฟนฟูที่เสื่อมโทรม โดยเสื่อมโทรมเกิดจากคน ไมกี่กลุมกี่คนที่ทำลาย แตประโยชนของคนสวนใหญเสียไปจากการทำลายไปหลายพันไร จากทรัพยากรชายฝง ฉะนั้นปาไมหาย ปูปลาก็หาย ริมตลิ่งก็ถูกกัดเซาะชายฝงเขามา ความเสื่อมโทรม อาหารก็หาย อากาศที่ดีก็หาย น้ำใสๆ ก็หาย อะไรตางๆ ก็หายไปเยอะจากคนไมกี่คน แตคนสวนใหญเดือดรอน อันนี้เรียกวาความไมเปนธรรมที่เกิดจาก นายทุนไมกี่คน ซึ่งจากที่เหลานั้นเปนที่สวนรวม อันนี้เรียกวาความไมเปนธรรมเกิดความไมเปนธรรมกับคนในชุมชน ประโยชนไมไดเทาที่ควรไดประโยชนกับคนสวนนอย ทีนี้เราเห็นวาสิ่งที่เสื่อมโทรมจากความโลภของคนไมกี่คนมุงลางที่จะ เอาได แตคนที่เปนธรรมก็ลุกขึ้นมาชวยกันแกไข เพื่อความเปนธรรม เพื่อความอยูรอดของทุกฝาย ฉะนั้นถาไมเปนธรรม ก็จะทำลายสิ่งแวดลอม ทำลายคน ทำลายทรัพยากรธรรมชาติของสัตวน้ำ พื้นดิน เพราะการจัดสรรที่ไมเปนธรรม
15
หากเปนธรรมเราจะไดทุกฝาย หากเปนธรรมเราจะแบงปนไดดวยความไมโลภดวยความเอื้อเฟอเผื่อแผ ก็จะเปนผลให อากาศดี อาหารดี สิ่งแวดลอมดี คนที่อยูดวยก็จะดี การที่จะดำเนินชีวิตรวมกันในสังคมก็ดี ก็เปนการดีตอสิ่งแวดลอม เพราะฉะนั้นพื้นที่จะชวยสนับสนุนของทองถิ่น เราก็มองเห็นประโยชน เวลาเรามองชี้ใหชาวบานเห็นประโยชนวาถาเราอนุรักษทรัพย รักษาปา ก็จะเกิดผล อันที่หนึ่งเราไดทำประโยชน สวนรวมอยางกวาง ทำใหฝนตกไมตกเฉพาะบานเรา คนสวนนอยทำประโยชนใหคนสวนใหญ สอง บอกวาถาเกิดเรามี ปาไมมากสมบูรณในชายเลนก็เปนแหลงเพาะพันธสัตวน้ำ ก็จับกินไมใชเฉพาะคนที่นี่ เรียกวาทำประโยชนใหสวนใหญ ฉะนั้นแหลงเพาะพันธุสัตวน้ำโดยธรรมชาติไมตองลงทุนอยางมหาศาล ถาฝนจะตกก็ไมตกเฉพาะทองถิ่น แตจะตกโดย ทั่วไป อากาศดีก็ไมไดหายใจเฉพาะคนทองถิ่น เอื้อประโยชนคนสวนใหญ คนสวนใหญไดรับประโยชน เราคิดวาเอาบุญ กันบาง ชักชวนใหชาวบานหันมามองอยางนี้ และรักษาฟนฟูปา โดยเฉพาะปาชายเลนที่ถูกทำลายก็เริ่มที่จะดีขึ้นมา อันนี้ เรื่องการจัดการใหเขาเห็นภาพและเขาลุกขึ้นมาชวยกัน และมองวาสิ่งเหลานี้เปนปญหาใหคนทองถิ่นลุกขึ้นมาชวยกัน โดยตองใหคนสวนใหญและเขาไดประโยชนดวย และนำไปสูประโยชนที่ยั่งยืน และตองจัดสรรปนสวนอีกที อันนี้เปนการ มองรูปการไดรับประโยชนในภาพรวม และคิดใหเขาตองจัดการแบบปาอยูได คนอยูได ปาจะตองเลี้ยงคนใหไดอยางยั่งยืน ดวยการคิดวางแผนจัดการระบบของชุมชนใหเกิดความเขมแข็งในอนาคตและพยายามคิดรูปแบบตอไปตามรูปแบบที่ เราชวนคิด ชวนทำ
16
อันนี้ปาเปร็ดในมีประมาณหมื่นกวาไร ชุมชนนี้จะรักษาคอนขางแข็งและขยายไปเรื่อยๆ เราบอกวาเปนแหลง เพาะพันธสัตวน้ำที่ใหญที่สุดโดยไมตองของบจากภาครัฐ สรางธรรมชาติใหสมบูรณและธรรมชาติจะสรางอาหารใหเอง แลวก็เปนตัวกันคลื่นกันฝนไดดีโดยที่ตนทุนไมมาก เพียงแตลุกขึ้นมาปลูกเสริมจากที่ถูกทำลายจากนายทุนก็คอนขางขึ้น มาเยอะ อันนี้เปนสวนหนึ่งใหทุกคนในชุมชนมีหัวใจแบบโพธิสัตวปฏิบัติตนเพื่อชุมชนแตตนเองพลอยไดรับอานิสงส แลวก็ไดอานิสงสการจัดสรร การดูแลที่จะทำโครงการตอไปเพื่อเปนแหลงทรัพยากร ทั้งอาหาร อากาศ เราบอกวาเราทำ แบบโพธิสัตว ฝนจะตกก็ไมใชเฉพาะตกที่นี่ อากาศที่เหมือนมีเครื่องกรองอากาศ อีกหลายหมื่นไรก็ไมใชหายใจเฉพาะ คนที่นี่ สัตวน้ำเพาะที่นี่ก็ไหลลงทะเลไมไดจับกินเฉพาะคนที่นี่ เรากำลังบำเพ็ญหัวใจของโพธิสัตวโดยไมทำเฉพาะมุงหวังแกตนใหคนเห็นประโยชนของคนสวนใหญ เรากำลัง ปลูกฝงใหคดกวางๆ ใหคดแบบโพธิสตวและระบบธรรมะ อันนีเ้ รียกวาทางโครงการสนับสนุนชุมชนใหคดตอทำตอและกำลัง ิ ิ ั ิ พูดเรื่องความยั่งยืน และพยายามจัดสรรวาสิ่งเหลานี้อยูรอด เขาเองในอนาคตตองอยูรอดไดดวย อันนี้เรียกวาปาเลี้ยงคน คนชวยปา พากันอยูรอด แตไมคิดเชิงอนุรักษอยางเดียว แตคิดการพัฒนาดวย เรียกวาอยูรอดรวมกันทุกฝาย อันนี้เปน ที่มาตั้งแตสมัยรณรงคกองทุนซิปที่ใหทุนเพื่อรักษาตอกับนายทุน เพราะตอนนั้นนายทุนทำลายมาก จนปาแทบหมด ตอนนี้ฟนมาเกือบหมดแลว เรียกวาจากสมัยซิปใหทุนจนฟนฟูขึ้นมาได จากอาหารสมัยปูที่วางไขก็ไมจับกินเฉพาะคนที่นี่ อากาศที่บริสุทธิ์ก็ไมหายใจเฉพาะคนที่นี่ เราชวยคนทั้งโลก เราคิดแบบโพธิสัตวเราไมตองใชทุนแตใชภูมิกำลัง ปญญา ความสามารถของพวกเราชวยกันอนุรักษ อันนี้เปนที่มาเรื่องโครงการปา และกำลังทำปาบกดวย และปาชายเลน ที่ทำ ควบคูกัน ซึ่งเปนที่มาอันหนึ่งของโครงการที่ทำอยู โดย ทานผูหญิงก็ลงไปชวยสานตอใหงานเปนรูปรางเร็วขึ้นพยายาม ชวนเขาคิดในรูปแบบโพธิสัตวมากกวาคิดในเชิงปจเจก ใหคิดเพื่อสวนรวม อันนี้ขอเกริ่นใหเห็นภาพเปร็ดในเล็กนอย…”
กิจกรรมความเคลื่อนไหวที่ผานมา
การลงพื้นที่ศึกษาเมื่อวันที่ 14-15 สิงหาคม 2554 ณ บานเปร็ดใน จังหวัดตราด โดยมีวัตถุประสงคเพื่อรับฟง ปญหาและความตองการของชุมชน วิเคราะหผูมีสวนรวม (เปาหมาย), นำเสนอแผนโครงการวิจัย และวางแผนการ ทำงานรวมกัน ซึ่งมีชาวชุมชนบานเปร็ดใน อาทิ นายกอบต.อำพร แพทยศาสตร ผูใหญมาโนช ผึ้งรั้ง ลุงเสริญ พี่ม็อก พี่มงคล ปาผองศรี นองพีท และอีกหลายทานมารวมแลกเปลี่ยนพาชมสถานที่ นอกจากนี้ยังไดมีโอกาสเขาพบ พระอาจารย สุบิน ปณีโต เพื่อขอขอเสนอแนะที่จะเปนประโยชนของการทำงานในโครงการ รวมทั้งการเปดตัวแนะนำ โครงการนี้กับกลุมสัจจะสะสมทรัพยที่วัดไผลอม
17
คณะทำงานโครงการพัฒนาศูนยเรียนรู
ผูจัดการโครงการ
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม เปนกันเองสนุกสนาน บานเกิดอยูจันทบุรี ใกลๆ เปร็ดในนี่เอง เปนผูอำนวยการสถาบันธรรมรัฐ เพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดลอม และมีทีมงาน นองๆ คอยชวยงาน ในการผลิตสื่อ และประสานของสถาบันธรรมรัฐฯ คือ หนิง ปุก และนนท ที่จะชวยอำนวยความสะดวก จัดการงานตางๆ ให
18
คณะทำงานดานพลังงาน
ดร.บุญรอด สัจจกุลนุกิจ ผูใหญใจเย็นอารมณดี เชี่ยวชาญเรื่องพลังงานจากบัณฑิตวิทยาลัยรวมดานพลังงานและ สิ่งแวดลอม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกลาธนบุรีและอีกทานคือ ดร. สายจิตร วะจะนะ แมชีที่ทำงานวิจัยเพื่อบำเพ็ญ สาธารณประโยชน ดานพลังงานทางเลือกในชุมชน
คณะทำงานดานแก ไขปญหาการกัดเซาะ
ดร.สมภพ รุงสุภา หรือ พี่ปู ทำงานเต็มที่แตไมเครียด พรอมดวย ดร.ปราโมทย โศจิศุภร อาจารยใจดีพูดนอยแตทำงาน เยอะมาจาก สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
คณะทำงานดานการรักษาและฟนฟูปาชายเลน
นำโดย ผศ.ดร.ลดาวัลย พวงจิตร รวมกับ ผศ. ดร.มณฑล จำเริญพฤกษ และ อ.ออ พรานไชย ทีมนี้มากันเปนกลุมมีความ ตั้งใจสูงเปนเดิมพันเพื่องานครั้งนี้
คณะทำงานดานจัดการความรู
19
ประกอบดวย ร.ศ ดร.นิรมล สุธรรมกิจ และดร.อนิณ อรุณเรืองสวัสดิ์ มาจากคณะเศรษฐศาสตร ธรรมศาสตร ที่จะมาชวยดู เรื่องชวยสรางระบบการบริหารจัดการเงินของศูนยเรียนรูในอนาคต รวมกับ รศ. ดร.โสภารัตน จารุสมบัติ จากคณะรัฐศาสตร ธรรมศาสตรเชนเดียวกัน โดยอาจารยจะมาชวยดูโครงสรางและการบริหารจัดการในศูนย และที่ขาดไมได คือ ทีมจัด กระบวนการความรู โดยคุณจตุพร วิศิษฏโชติอังกูร หรือคุณเอก หนุมไฟแรงจากรั้วมหิดลที่บอกวางานนี้ทาทายนาทำมาก
ทีมวิจัยชุมชน
ทีมวิจัยชุมชน อาทิ ลุงเสริญ พี่มอก ปาผองศรี และอีกหลายทาน และนองทีมเยาวชนลูกไมปาเลน นอกจากนี้ยังมีทีม เครือขายการทำงานดานปาไม จากรีคอฟท ที่ชาวเปร็ดในคุนเคยกันดี นำทีมโดยพี่สมหญิง สุนทรวงษ และทีมงานคือ คุณระวี ถาวร (แมค) คุณรัตนกวี บุญเมฆ (โจ) และ คุณกรกช ลอยสมุทร (มิล) ทีจะเขามาทำงานในเปร็ดในเพือมาชวยกัน ้ ่ ่ ทำงาน สูเปาหมายของการพัฒนาศูนยเรียนรูบานเปร็ดในที่จะชวยสรางความมั่นคงของชุมชนและประเทศชาติตอไป
ที่ปรึกษาบรรณาธิการ
พระอาจารยสุบิน ปณีโต ทานผูหญิง ดร.สุธาวัลย เสถียรไทย คุณทรงพล เจตนาวณิชย คุณอำพร แพทยศาสตร คุณผองศรี อินทสุวรรณ คุณมาโนช ผึ้งรั้ง
กองบรรณาธิการ
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม คุณอุษา บุญญเลสนิรันตร คุณสกุลวลัย มะนะโส คุณนนท นุชหมอน คุณรัตนกวี บุญเมฆ คุณกรกช ลอยสมุทร และทีมบรรณาธิการในพื้นที่บานเปร็ดใน
20
เนื้อหานี้เผยแพร่ภายใต้ลิขสิทธิ์ ครีเอทีฟ คอมมอนส์ 3.0 ประเทศไทย โดยแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน

แสดงความคิดเห็น