จดหมายข่าวเครือข่ายลดอุบัติเหตุ ประจำเดือน กันยายน - ตุลาคม 2554
โดย webmaster | วันที่ 28 มิถุนายน 2555
ปีที่ 5 ฉบับที่ 3 กันยายน - ตุลาคม 2554
ความปลอดภัย
รัฐบาลใหม่
อุ บั ติ เ หตุ มิ ใ ช่ เ วรกรรม “ตั้ ง สติ . ..ก่ อ นสตาร์ ท ” www.accident.or.th
บทพิสูจน์ฝีมือ
ทางถนน
<< หน้าแรก >> I “ศ.นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม”
รัฐบาลใหม่
กับความปลอดภัย
ทางถนน
ความปลอดภัย
เริ่มต้นที่ตัวเรา
ปี พ.ศ. 2554 - พ.ศ. 2563 เป็นทศวรรษแห่งความปลอดภัย ทางถนน ที่หลายประเทศได้ถือเป็นนโยบายสำคัญที่จะดำเนิน การด้ ว ยมาตรการต่ า งๆ
อย่ า งเข้ ม ข้ น
เพื ่ อ ลดอุ บ ั ต ิ เ หตุ ท าง
ถนน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการทางกฎหมาย
แต่ที่สุดแล้ว
จุดเริ่มต้นก็อยู่ที่ตัวผู้ขับขี่เองว่าตระหนักในเรื่องความปลอดภัย มากน้อยแค่ไหน
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นประจำบนถนนทุกวันนี้
ส่วนใหญ่
ถ้าไม่เพราะประมาทขาดสติจนทำให้ตัวเอง
(และผู้ร่วมทาง)
บาดเจ็บและเสียชีวิตเองแล้ว
ก็จะเป็นกรณีที่ผู้อื่นประมาทแล้ว เป็นฝ่ายขับรถมาชนเราจนทำให้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต
ดังนั้น
นอกจากผู้ขับขี่ทุกคนจะปฏิบัติตามกฎจราจรเพื่อความปลอดภัย
ในขั้นต้นแล้ว
ก็ยังต้องเพิ่มความระมัดระวังเพื่อนร่วมทางคัน อื่นๆ
ด้วยที่อาจพลาดพลั้งมาทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น
อย่าลืมว่า สิ ่ ง ที ่ ไ ม่ ค าดคิ ด มั ก เกิ ด ขึ ้ น ได้ เ สมอบนถนนที ่ ม ี ร ถรามากมาย
ดังนั้น
จงประเมินระยะความปลอดภัยในการขับขี่ให้ดีตลอด
เส้นทาง
เพราะทุกคนเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง
ผู้ที่ประมาทน้อยก็ย่อมปลอดภัยมาก แต่หากประมาท อยู่เสมอเป็นนิสัย แม้กฎหมายก็คงไม่สามารถรับรองความ ปลอดภัยในชีวิตได้เช่นกัน
บนถนน
(ศ.นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม) ประธานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ
เป็นที่น่ายินดี ที่หลายพรรคการเมืองชูนโยบายที่ เกี่ยวข้องกับการจัดระบบการขนส่งสาธารณะเป็น ประเด็นในการหาเสียงในการเลือกตั้งที่ผ่านมา
ทั้ง รถไฟความเร็วสูง
รถไฟรางคู่โครงข่ายรถไฟฟ้า
และ ถนนอีกหลายสาย
เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
คน ทำงานอย่างเราๆ
ท่านๆ
ก็ตั้งหน้าตั้งตารอดูว่าเขา จะทำอย่างไร
นโยบายที่เคยประกาศไว้จะแปลงสู่ การปฏิบัติได้แค่ไหน
เรื่องนี้ต้องรอดูกันต่อไป
แต่ที่ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน
ยังมี อีกหลายคำถามทีตองการคำตอบ
นันคือ
จะเอาเงิน ่ ้ ่ มาจากไหน จะร่วมทุนกับใคร มีเส้นทางใดบ้าง แล้ ว จะป้ อ งกั น การรั่ ว ไหลของงบประมาณได้ อย่างไร
อันนี้ภาคประชาชนเขาเป็นห่วงกันจริงๆ
ก็ หวังว่ารัฐบาลใหม่จะหาทางออกได้
เพียงแต่อยาก เห็นการให้ความสำคัญกับประชาชนคนที่ต้องจ่าย เงินภาษี
รวมทั้งต้องเผชิญกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น ตามมาด้วย
“จุดตัดทางรถไฟ”
ที่ยังเป็นปัญหาอยู่
1,003
แห่ง
ยังไม่มีเครื่องกั้น
มีแต่ป้ายเตือน
เป็นจุดหลัก ผ่าน
543
แห่ง
ปีหนึ่งๆ
ก็เกิดอุบัติเหตุให้ได้ยินกัน
อยู่ประจำ
นี่ก็ครบรอบ
114
ปีแล้ว
ปัญหาเก่าก็ยัง แก้ไม่หมด
หากรัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญกับเรื่อง ความปลอดภัยทางถนนจริง
ก็อย่าลืมให้ความสำคัญ
กับปัญหาจุดตัดทางรถไฟด้วย
ไม่เช่นนั้นจะกลาย เป็นว่ายิ่งพัฒนา
เราก็ยิ่งตายกันเพิ่มขึ้น
เป็ น ความจริ ง ที่ ค นไทยเราต้ อ งการระบบ ขนส่งสาธารณะเป็นอย่างมากเพื่อให้ทันกับสภาพ การเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่เราอยากเห็นด้วยก็คือ เรื่ อ งความปลอดภั ย และประสิ ท ธิ ภ าพการให้ บริการที่ดี
พรหมมินทร์ กัณธิยะ
สํานักงานเครือข่ายลดอุบตเหตุ (สคอ.) ัิ ภายใต้การสนับสนุนของสํานักงาน กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ( สสส.)
เครือข่ายลดอุบัติเหตุ
(Accident
Prevention
Network)
ชั้น
1
อาคารราชประชาสมาสัย
กรมควบคุมโรค
กระทรวงสาธารณสุข
ถ.ติวานนท์
อ.เมือง
จังหวัดนนทบุรี
11000
โทรศัพท์
0-2588-3769
โทรสาร
0-2580-0518
สำนักงาน :
พรหมมินทร์
กัณธิยะ
ผู้ประสานงาน :
กษิดิศ
ขันธรัตน์
วรสุดา
ชูวงค์ตระกูล
ชัชฎาภรณ์
ธรรมพานิช
ผู้อำนวยการสำนักงาน
กี่ ปี กี่ รั ฐ บาลที่ ผ่ า นไป สิ่ ง ที่ ค นไทยรอ คอยด้วยความหวังเสมอมา ก็คือระบบ ขนส่ ง มวลชนที่ มี คุ ณ ภาพ เพื่ อ แก้ ไ ข ปัญหาการจราจรที่นับวันยิ่งติดขัดนาน ขึ้น และปัญหาอุบัติเหตุทางถนนที่เกิด ขึ้ น มากมายรายวั น มาถึ ง วั น นี้ ที่ เ รามี รัฐบาลชุดใหม่ ก็ได้มีการหยิบยกระบบ ขนส่งมวลชนขึ้นมาพิจารณาเพื่อดำเนิน การต่อด้วย ดังทีมขาวเมือเร็วๆ นีวา
พล.
ต.
ท.
่ ี ่ ่ ้่ ชัจจ์
กุลดิลก
รัฐมนตรีชวยว่าการกระทรวง
่ คมนาคม
ออกมาเปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับผู้บริหารการรถไฟ แห่งประเทศไทย
(รฟท.)
ว่าจะชะลอการลงทุนโครงการรถไฟทางคู่ ของ รฟท. ซึ ่ ง เป็ น หนึ ่ ง ในแผนลงทุ น ด้ า นโครงสร้ า งพื ้ น ฐานของ รัฐบาลชุดที่แล้ว
ซึ่งมีวงเงินลงทุนรวม
1.76
แสนล้านบาทออกไปก่อน
เพื ่ อ โยกงบประมาณไปพั ฒ นารถไฟความเร็ ว สู ง
4
เส้ น ทาง
ซึ ่ ง ลักษณะจะเป็นรถไฟทางคู่ระดับดิน
ขนาดรางมาตรฐาน
1.435
เมตร
ใช้ความเร็วอยู่ที่ประมาณ
200
-
250
กิโลเมตรต่อชั่วโมง
สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูง
4
เส้นทาง
ได้แก่
1. เส้นทาง กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ 2. กรุงเทพฯ - หัวหิน 3. กรุงเทพฯ ระยอง 4. กรุงเทพฯ - ขอนแก่น
โดยได้มอบหมายให้การรถไฟแห่ง ประเทศไทย
เร่งศึกษาความเหมาะสมเบื้องต้นให้แล้วเสร็จภายใน
6
เดือน
ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณในการศึกษาเส้นทางละประมาณ
50
ล้านบาท
และจะเร่งให้สามารถลงนามสัญญาได้ภายใน 4 ปีนี้
ทั้งนี้
ในการดำเนินงาน
รัฐจะต้องเป็นผู้ลงทุนเอง
ไม่ให้เอกชน มาลงทุน
เนื่องจากเป็นการบริการพื้นฐานที่รัฐบาลต้องดูแลและ ควบคุมอัตราค่าโดยสาร
ซึ่งการที่รัฐบาลลงทุนเองจะช่วยประหยัด ต้นทุนได้มากกว่าจากดอกเบี้ยราคาต่ำ
เช่น
การใช้เงินยืม
หรือเงินกู้ ปลอดดอกเบี้ย
รวมทั้งอาจใช้รูปแบบการลงทุนแบบการทำการค้า
แบบแลกเปลี่ยนหรือบาร์เตอร์เทรด
คือ
นำสินค้าเกษตร
เช่น
ข้าว
ไปชำระเงินให้กับผู้ลงทุน
ซึ่งมั่นใจว่ามีหลายประเทศสนใจวิธีนี้
โดยเฉพาะประเทศจีน
ซึ่งเคยแสดงความสนใจเมื่อหลายปีก่อน
(จาก หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
/
วันที่
1
กันยายน
พ.ศ.2554)
โครงการขนาดใหญ่ที่ใช้เงินงบประมาณมากมายมหาศาลเช่น นี้
กว่าจะได้มีการดำเนินการจริงก็ต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ
มากมาย
และใช้เวลาหลายปี
แต่ถึงอย่างนั้น
ก็คิดว่าคนไทยทุกคนรอคอยได้
นิรนาม I << บทความ >>
ความปลอดภัย
บทพิสูจน์ฝีมือ
ทางถนน
รัฐบาลใหม่
(เพราะก่อนหน้านี้ก็รอมานานแสนนาน
กว่าที่จะมีรถไฟฟ้ามาให้เรา ใช้บริการ)
ถ้าโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะคำนึงถึงความเดือดร้อน และความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ
ไม่ใช่ดำเนินการเพื่อ
ผลประโยชน์ที่จะพึงมีพึงได้ตามธรรมเนียมทั้งใต้โต๊ะและบนโต๊ะ
(ที่ ภาษาชาวบ้านเรียกว่าแบ่งเค้กกันรับประทาน)
เพราะในความเป็น จริงบ้านเมืองเราตกอยู่ในวังวนและพฤติกรรมเช่นนี้มานานแสนนาน
และคนไทยเองก็ตกอยู่ในภาวะจำยอมมาตลอดเวลาเช่นกัน
เมื่อมีรัฐบาลใหม่ คนไทยทั้งประเทศก็มีความหวังใหม่ด้วย ทุกครั้งเช่นกัน กาลเวลาจะพิสูจน์ว่าใครพูดจริงทำจริง เห็นแก่ผล ประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง หรือเป็นแค่นโยบายขายฝันเพื่อ หาเสียงเฉพาะกิจแค่นั้นเอง
รัฐบาลชุดก่อนโดยอดีตนายกรัฐมนตรี
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ
นายโสภณ ซารัมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
รวมถึง
นายกรณ์ จาติกวาณิชย์
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ก็มี ความพยายามที่จะดำเนินการในเรื่องรถไฟความเร็วสูง
แต่ดูเหมือนว่า โครงการดังกล่าวก็เป็นเพียงแค่การไปดูงาน
การพูดคุยกันในเบื้องต้น กับประเทศจีน
ที่มีความสนใจอยากร่วมลงทุนในโครงการรถไฟความ
เร็วสูง
แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าอะไร
จนเปลี่ยนรัฐบาลใหม่
<< ประเด็นข่าว >>
การจราจรในปักกิ่งติดขัดอย่างหนัก
รัฐบาลเตรียมเก็บค่าธรรมเนียมใช้ถนน
บ้านเราที่บ่นกันว่ารถติดน่าเบื่อนั้นก็แค่ไม่กี่ชั่วโมง แต่ที่ประเทศจีน การจราจรติดขัดมากกว่าเมืองไทยหลายเท่า รถติดเป็นระยะทาง ยาวนับ 100 ก.ม. ติดข้ามเมือง หรือรถติดค้างอยู่บนถนนนาน 5 วัน 10 วัน ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือมีการซ่อมแซม ถนน
เมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านไป
สภาพการจราจรบนทางด่วนสาย ปักกิ่ง - ทิเบต
ติดขัดต่อเนื่องยาวนานถึง
10 วัน ยานพาหนะหลายคัน ติดค้างอยู่บนถนนนานถึง
5
วัน
ซึ่งถือเป็นสภาพการจราจรติดขัดมากที่สุด ครั้งหนึ่งของประเทศ
ผู้คนต้องลงจากรถเพื่อหลบแดดกันริมถนน
บ้างก็ เล่นไพ่ฆ่าเวลา
หลับนอนกันบนถนนลาดยาง
ซื้อหาอาหารกินกันจากร้าน แผงลอยริมถนน
(และแน่นอนว่าราคาอาหารและน้ำดื่มก็จะแพงกว่าปกติ นับสิบเท่า)
อันทีจริง
กรุงปักกิงประสบกับปัญหาการจราจรติดขัดมาช้านานแล้ว
่ ่ และทางการก็ได้พยายามหามาตรการหลายอย่างออกมาใช้
เพื่อบรรเทา ความแออัดของรถยนต์บนถนน
ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดวันให้รถออกมา ขับได้ตามทะเบียนวันคู่
วันคี่
การกำหนดเพดานการจดทะเบียนรถใหม่ ไม่เกินเดือนละ
20,000
คัน
โดยผ่านการจับสลาก
การปรับเพิ่มค่าจอดรถ การขยายระบบรถไฟฟ้าใต้ดิน
หรือพยายามขยายเส้นทางถนนหลวง ทั่วประเทศให้เป็น
4
เลน
แต่ดูเหมือนว่ามาตรการทั้งหลายเหล่านี้จะ บรรเทาปัญหาการจราจรไปได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
(คาดกันว่าภายในปี
2555
จะมีรถยนต์ในกรุงปักกิ่งมากถึง
7
ล้านคัน)
ล่าสุดรัฐบาลจีนเตรียม ออกมาตรการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ถนนบางสายในกรุงปักกิ่ง
เพราะเชื่อว่าหากมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม
จะทำให้ประชาชนหันมาใช้ ระบบขนส่งมวลชนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม
ขณะนี้ทางการยังไม่ได้ออกมาประกาศว่าจะจัดเก็บ ค่าธรรมเนียมการใช้ถนนสายใดบ้าง
และจะเก็บเป็นจำนวนเงินเท่าใด
รวม ทั้งใช้วิธีการใดในการจัดเก็บ
ซึ่งก็ต้องรอดูต่อไป
และนอกจากมาตรการ เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ถนนบางสายแล้ว ทางการยังมีแผนจะ กระตุ้นให้ประชาชนหันมาซื้อรถยนต์ประหยัดพลังงาน รวมถึงรถยนต์ที่ ใช้ไฟฟ้ามากขึ้น
โดยได้เริ่มปรับปรุงและสร้างสถานีบริการจ่ายไฟฟ้าให้แก่ รถยนต์
เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนตามจุดต่างๆ
มากขึ้นแล้ว
ประเทศไทยหากไม่มีมาตรการที่ดีมารองรับจำนวนรถที่เพิ่ม ขึ้นเรื่อยๆ อีกไม่นานเราก็อาจได้นอนอยู่บนถนนเป็นเวลาหลายวัน เหมือนกับประเทศจีนก็ได้ เพราะทุกวันนี้ในโลกทุนนิยมอะไรที่คาด ไม่ถึงก็เกิดขึ้นได้เสมอ
ข้อมูลจาก
:
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?
newsid=1314959813
&grpid=03&catid=03
3
สะพานข้ามแยกพหลโยธิน
ถนนรัชดาภิเษก
4
แยกวงศ์สว่าง
5
แยก ตึกชัย
ถนนราชวิถี
6
แยกถนนพระราม
9
-
ถนนพระราม
9
ตัดใหม่
7
สะพานข้ามแยกรามคำแหง
ถนนพระราม
9
ตัดใหม่
8
สะพานไทย
-
ญี่ปุ่น
ถนนพระราม
4
9
สะพานข้ามแยกรัชดา
ถนนรัชดาภิเษก
10
ทาง เบี่ยงหน้าเซ็นทรัลบางนา
ถนนบางนา
-
ตราด
11
สะพานต่างระดับบาง
บอน
ถนนเอกชัย
12
ทางขึ้นคู่ขนานลอยฟ้า
ถนนพุทธมณฑล
สาย
3
13
ทางขึ้น
-
ลงคู่ขนานลอยฟ้า
ถนนกาญจนาภิเษก
14
ทางเบี่ยงถนน ต้องยอมรับว่าพฤติกรรมการขับรถของคนไทยส่วนใหญ่เป็นไปตาม กาญจนาภิเษก
ตัดถนนพระราม
2
15
ทางเบี่ยงหน้าโรงพยาบาลนครธน
กิเลสฉัน มากกว่าเคร่งครัดในเรื่องกฎหมายและวินัยจราจร แต่ต่อ ถนนพระราม
2
16
แยกผ่านพิภพ
ถนนราชดำเนินใน
17
สะพานข้าม ไปนี้ ใครที่เคยขับรถแบบเห็นแก่ตัวมากๆ ต่อไปคงต้องมีสติในการใช้ แยกยมราช
ถนนพิษณุโลกสโดยจะมีจราจรประจำจุด
จุดละ
2
นาย
ใน รถใช้ถนนมากขึ้น
จะมาลักไก่หรือแสดงพฤติกรรมน่ารังเกียจแบบเดิมไม่ได้ ช่วงเวลาเร่งด่วน
06.00
-
09.00
น.
และเวลา
17.00
-
19.00
น.
ของทุกวัน
หรือตามสภาพการจราจร
อีกต่อไปแล้ว
ผู้ฝ่าฝืนเครื่องหมายบนพื้นทาง
มีความผิด
พ.ร.บ.จราจรทางบก
เมื่อวันที่
1
กันยายน
พ.ศ.
2554
พล.ต.ต. ภาณุ เกิดลาภผล
รอง
ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล
ซึ่งกำกับดูแลงานจราจร
พร้อมด้วย
พล.ต.ต. โทษปรับไม่เกิน
1,000
บาท
ส่วนข้อหาขับรถในลักษณะกีดขวางการจราจร
อุทัยวรรณ แก้วสอาด
ผบก.จร.
และ
พ.ต.อ.
วีระวิทย์
วัจนะพุกกะ
ผกก.1
มีโทษปรับตั้งแต่
400
-
1,000
บาท
ได้ แ ต่ ห วั ง ว่ า เมื่ อ มี ก ารบั ง คั บ ใช้ ก ฎหมายอย่ า งจริ ง จั ง (ต่ อ (สายตรวจ)
บก.จร.ได้รวมกันแถลงข่าวเปิดโครงการ
“ชอบปาด ชอบเบียด
่ น่ารังเกียจ ถูกจับแน่”
เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติ
และพฤติกรรมการขับขี่
เนื่อง สม่ำเสมอ) ในทุกเรื่องที่ประชาชนทำผิด ปัญหาต่างๆ ที่เกิด ที่ไม่เคารพกฎหมายของผู้ใช้ยานพาหนะ
รวมทั้งช่วยแก้ไขและบรรเทา ขึ้นจะบรรเทาเบาบางลงได้ ปัญหาการจราจรในเขตพื้นที่กรุงเทพฯอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ซึ่งเป็น โครงการเชิงรุก
และส่งเสริมให้ประชาชนเคารพกฎหมายมากยิ่งขึ้น
โดย ข้อมูลจาก:
http://thaipost.net/x-cite/020911/44322
เช่น
การขั เริ่มแล้ว
“ชอบปาด
ชอบเบียด
เฉพาะพฤติกวรรมในการขับขี่ยานพาหนะ
คอสะพาน
บขี่ที่ชอบเบียด
แทรก บริเวณทางร่ ม
ทางแยก
ทางเบี่ยง
หรือ
ทั้งนี้
พื้นที่ที่มีการร้องเรียน 17 แห่ง ได้แก่ 1
สะพานข้ามแยก
น่ารังเกียจ
ถูกจับแน่”
รัชวิภา
ถนนกำแพงเพชร
2
2
สะพานข้ามแยกประตูน้ำ
ถนนเพชรบุรี
สสส.
เปิดเผยข้อมูล
0
ปี
เกิดอุบัติเหตุทางถนน
1
ล้านครั้ง
การเสียชีวิตนับเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของคน ทุกคนที่เกิดมาบนโลกใบนี้ และนำมาซึ่ง ความเศร้ า โศกเสี ย ใจอย่ า งใหญ่ ห ลวง สำหรั บ ครอบครั ว ของผู้ สู ญ เสี ย แต่ ดู เหมื อ นว่ า วิ ถี ชี วิ ต ของคนยุ ค ใหม่ ก าร สูญเสียเกิดขึ้นได้ง่ายดาย เพียงแค่ออก มาขับรถบนถนนด้วยความประมาทหรือ ขาดสติ ก็อาจทำให้ทั้งตัวเองและผู้อื่น เสียชีวิตได้ตลอดเวลา (เหมือนดังชีวิต ไม่ค่าอะไรเลย)
เมื่อเดือนสิงหาคม
2554
ที่ผ่านมา
ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน
(ศวปถ.)
ร่วมกับ
มูลนิธิไทยโรดส์
ศูนย์วิจัย อุบตเหตุแห่งประเทศไทย
สถาบันเทคโนโลยี
ั ิ แห่งเอเชีย
บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัย จากรถ
จำกัด
และสำนักงานกองทุนสนับสนุน
การสร้างเสริมสุขภาพ
(สสส.)
ได้ร่วมกันจัดแถลง
“11 ดัชนีชี้วัด ตัวการคร่า ชีวิตคนไทยบนท้องถนน สู่ทศวรรษแห่งการลงมือทำ : Time For Action” โดย
นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน
(ศวปถ.)
กล่าวว่า
สถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนในบ้านเรา
ตลอด
10
ปีที่ผ่าน มา
ตั้งแต่ปี 2543 - 2552
มีอุบัติเหตุทางถนนเกิดขึ้น
983,076 ครั้ง
มีผู้เสียชีวิต
124,855 ราย
และมีอีก
151,286 ราย
ที่ต้องทนทุกข์จากการบาดเจ็บสาหัส
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2553
สำรวจผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั่วประเทศ จำนวน 50,272,371 คน
พบมีผู้เคยประสบอุบัติเหตุจากการ สัญจรทางถนน
1,546,337
คน
คิดเป็น 3.1 % หรือเฉลียวันละ 4,384 คน
ใน ่ จำนวนนี
เป็นผูบาดเจ็บ
1,189,133
คน
คิดเป็น
76.9
%
และมีถง
11,386
คน
คิด ้ ้ ึ เป็น
0.9
%
ที่มีการสูญเสียอวัยวะร่วมด้วย
โดย
43.5
%
ของกลุ่มผู้ประสบ อุบัติเหตุทั้งหมด
เป็นหัวหน้าครัวเรือน
และ
37.2
%
เป็นบุตร
ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์
รองผู้จัดการ
สสส.
กล่าวว่า
จากข้อมูลของ สำนักระบาดวิทยา
ซึ่งเก็บข้อมูลในช่วงเทศกาลปีใหม่
2553
จากผู้บาดเจ็บจาก อุ บ ั ต ิ เ หตุ จ ราจรในโรงพยาบาลศู น ย์ ท ั ่ ว ประเทศ
พบว่ า
กลุ่ ม ผู้ ขั บ ขี่ จักรยานยนต์มีสัดส่วนการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สูงสุด คือ 52.4 %
รอง ลงมาคือ
กลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยาน / รถสามล้อ 40.4 % และรถปิกอัพ 35.5 % มีผู้บาดเจ็บรุนแรงจากการขับขี่พาหนะทุกประเภทที่ดื่มแล้วขับ 51.6 % เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ซึ่งมีเพียง 44.4 % เยาวชนเป็นกลุ่มที่บาดเจ็บและเสีย ชีวิตสูงที่สุด จากพฤติกรรมเสี่ยง
ทั้งเมาแล้วขับ
ไม่สวมหมวกนิรภัย
ส่วนกลุ่ม เยาวชนอายุ
20
-
24
ปี
ที่บาดเจ็บรุนแรงจากการเมาแล้วขับมี
47.9 %
กลุ่ม อายุ 15 - 19 ปี พบ 30.4 % ที่น่าเป็นห่วงคือ กลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ที่มี การดื่มก่อนขับขี่สูงถึง 12.8 %
“แม้ว่าจะมีผู้ดื่มแล้วขับเพิ่มขึ้น
แต่ในช่วงเทศกาลปีใหม่
2553
ที่ผ่านมา
พบว่าจำนวนผู้ที่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายในกรณีเมาแล้วขับลดลง
คิดเป็น
2.57
%
ของคดีอุบัติเหตุทางถนน
ลดลงจากปี
2552
ที่มีถึง
3.75
%
และยังพบ การละเมิดกฎหมายขายสุราในเวลาที่ห้ามขาย
9.63%
ทั้งนี้
มีการประมาณ การณ์ว่า
หากสามารถลดพฤติกรรมเมาแล้วขับได้
จะป้องกันการตายจาก อุบัติเหตุได้ปีละ
3,000
ราย
และป้องกันการบาดเจ็บได้ถึงปีละ
30,000
ราย
ดังนั้น จำเป็นต้องสนับสนุนความเคลื่อนไหวในภาคประชาชน และภาครัฐ เพื่อปลุกจิตสำนึก และขยายผลการบังคับใช้กฎหมาย รวม ถึ ง การผลั ก ดั น กฎหมายเพื่ อ ควบคุ ม พฤติ ก รรมเสี่ ย งเหล่ า นี้ เพื่ อ ลด ปัญหาอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น” ดร.สุปรีดา กล่าว
ข้อมูลจาก
:
http://www.mcot.net/cfcustom/cache_page/253701.html
<< ประเด็นข่าว >>
Zero
Accident
เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2554 นายชิดพงษ์ ฤทธิประศาสน์ ผู้ ว่ า ราชการจั ง หวั ด นครปฐม เป็ น ประธานในพิ ธี เ ปิ ด โครงการ “อุบัติเหตุเป็นศูนย์ เริ่มที่ตัวคุณ Zero Accident” ที่บริเวณองค์พระปฐมเจดีย์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม โดยมี ร้ อ ยตรี พ งศธร ศิ ริ ส าคร ป้ อ งกั น และบรรเทา สาธารณภัยจังหวัดนครปฐม เป็นผู้กล่าวรายงาน
ทั้งนี้
สืบเนื่องจากที่รัฐบาลกำหนดให้ปี
พ.ศ.
2554
เป็น
ปีของการรณรงค์ส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัยร้อยเปอร์เซ็นต์
เพื่อให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สวมหมวกนิรภัยกันทุกคนสโดย ดำเนินการควบคู่ไปกับการกวดขันการสวมหมวกนิรภัยอย่าง จริ ง จั ง
โดยศู น ย์ อ ำนวยการความปลอดภั ย ทางถนนจั ง หวั ด นครปฐม
ร่วมกับ
บริษัท
โล้วเฮง
หมงมอเตอร์
จำกัด
และบริษัท
เอ.พี.ฮอนด้า
จำกัด
จึงได้จัดโครงการ “อุบัติเหตุเป็นศูนย์ เริ่ม ที่ ตั ว คุ ณ Zero Accident”
เพื ่ อ เป็ น การรณรงค์ ก ารขั บ ขี ่ ปลอดภัย
โดยจัดฝึกอบรมขับขี่ปลอดภัยให้กับเยาวชนผู้ขับขี่
จักรยานยนต์
ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงของจังหวัดนครปฐม
จำนวน
150
คน
โดยมุ่งสร้างจิตสำนึกในด้านความปลอดภัย
สร้างวินัย จราจรให้กับนักเรียน
นิสิต
นักศึกษาของจังหวัดนครปฐม
กิจกรรมดีๆ แบบนี้ หากทุกจังหวัดช่วยกันขยายผล คงช่ ว ยลดปั ญ หาการบาดเจ็ บ และการเสี ย ชี วิ ต จาก อุบัติเหตุทางถนนได้มากทีเดียว
“อุบัติเหตุเป็นศูนย์
เริ่มที่ตัวคุณ
นครปฐมจัดรณรงค์
ข้อมูลจาก
:
http://www.manager.co.th/
Local/ViewNews.aspx?NewsID=954000008641
<< ประเด็นข่าว >>
สสส.
เผยผลสำรวจ
“คนไทยไม่ห่วงหัว”
สวมหมวกกันน็อกแค่
44
%
5.กลัวผมเสียทรง
6.ไม่มีที่เก็บ
กลัวหาย
7.ตำรวจไม่จับ
8.ไม่มีหมวก นิรภัย
9.คิดว่าคงไม่เกิดอุบัติเหตุ
10.คนที่นั่งมาด้วยก็ไม่สวม
ดร.สุปรีดา
อดุลยานนท์
รองผู้จัดการ
สสส.
กล่าวว่า
จากสถิติที่ผ่านมา
ปี
2553
มีผู้ เสียชีวิตทางถนน
10,742
คน
(เฉลี่ยวันละ
29
คน
หรือชั่วโมงละ
1
คน)
ใน จำนวนนี้
70
-
80
%
เกิดจากการขับขี่และซ้อนท้ายจักรยานยนต์
ขณะที่มี ผู้บาดเจ็บอีกราวแสนราย
โดย
6
%
ของผู้บาดเจ็บต้องกลายเป็นคนพิการ
หมายถึงทุก
2
ชั่วโมง
จะมีผู้พิการเพิ่มขึ้น
1
คน
ทั้งที่การสวมหมวกนิรภัย ช่วยลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บรุนแรงได้ 72 %
ป้องกันการเสียชีวิต ได้ 39 %
ผู้ขับขี่ที่สวมหมวกนิรภัยมีอัตราตายจากการบาดเจ็บรุนแรงที่ ศรีษะน้อยกว่าผู้ไม่สวมหมวก
43
%
และผู้ซ้อนท้ายที่สวมหมวกมีอัตรา ตายน้อยกว่าผู้ไม่สวมหมวก
58
%
อย่างไรก็ตาม
ทางสสส.
และมูลนิธิไทยโรดส์
จะเริ่มการสำรวจ อัตราการสวมหมวกกันน็อกในทุกจังหวัดทั่วประเทศไทยอีกรอบหนึ่งตั้งแต่ เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป
เพื่อนำผลมาเปรียบเทียบกับสถิติปีที่แล้วส
ว่า จังหวัดใดมีพัฒนาการเรื่องการสวมหมวกน็อกของประชาชนเพิ่มขึ้นหรือ ถดถอยลงอย่างไร
เพื่อมุ่งเน้นให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมทั้งการบังคับใช้ กฎหมายหมวกนิรภัยอย่างเข้มงวด
รวมถึงการพัฒนามาตรฐานของหมวก นิรภัยให้มีทั้งความปลอดภัยและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศ ไทยมากขึ้น
ชีวิตเป็นสิ่งมีค่า จงหาเหตุผลเพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิต ดีกว่าหาเหตุผลที่ทำให้ชีวิตตกอยู่ในความเสี่ยงอันตรายมากขึ้น
ข้อมูลจาก:
http://www.bangkokbiznews.com/
home/detail/politics/life/20110713/400088/
ปี 2554 นับเป็นปีแรกของ “ทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน” ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการแก้ไขปัญหา อุบัติเหตุทางถนน อย่างจริงจัง และเป็น “ปีแห่งการรณรงค์สวมหมวกนิรภัย 100 %” แต่เราก็ยังเห็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์อีกมายมายตามถนนที่ไม่สวม หมวกกันน็อก
เมื่อวันที่
13
กรกฎาคม
2554
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้าง เสริมสุขภาพ
(สสส.)
ร่วมกับ
คณะทำงานสนับสนุนการดำเนินงานป้องกัน และแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนในจังหวัดนำร่อง
(สอจร.)
มูลนิธิไทย โรดส์
ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน
(ศวปถ.)
ได้จัดแถลงให้ ทราบถึงความคืบหน้าของ
“ปีรณรงค์สวมหมวกนิรภัย
100%”
ว่าได้ผล มากน้อยแค่ไหน
ซึ่งจากการที่
สสส.ร่วมกับ มูลนิธิไทยโรดส์ และมหาวิทยาลัยเครือข่ายเฝ้าระวังสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนน (Road Safety Watch)
ได้จัดให้มีการสำรวจอัตราการสวมหมวกนิรภัยผู้ใช้รถ จักรยานยนต์
ประจำปี
2553
ระหว่างเดือนเมษายน
-
ธันวาคม
2553
เพื่อ ใช้เป็นข้อมูลพืนฐานของมาตรการดังกล่าว
โดยสำรวจผูใช้รถจักรยานยนต์
้ ้ ในประเทศไทยจำนวน
954,956
คน
พบว่า
ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสวมหมวกนิรภัยเฉลี่ย 44 %
แบ่งเป็น
ผู้ขี่รถ จักรยานยนต์สวมหมวกนิรภัย 53 % และคนซ้อนสวมหมวกนิรภัย 19 % จังหวัดที่มีอัตราการสวมหมวกนิรภัยสูงสุด 5 อันดับแรก
ได้แก่
กรุงเทพมหานคร
ภูเก็ต
เลย
สมุทรปราการ
และนนทบุรีสสส
ส่วนจังหวัด ที่ มี อั ต ราการสวมหมวกนิ ร ภั ย ต่ ำ สุ ด 5 อั น ดั บ แรก
ได้ แ ก่
เพชรบุ ร ี
อ่างทอง
พังงา
ปัตตานี
และนราธิวาส
เหตุผลสำคัญที่ไม่สวมหมวก
คือ
1.เดินทางระยะใกล้
2.ไม่ออกถนนใหญ่
3.เร่งรีบ
4.ร้อนอึดอัด
สกปรก
รถนักเรียน
เสียชีวิตทันที
8
คน
ประสานงากับ
รถ
10
ล้อ
เรื่องน่าเศร้าและร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งนี้ เกิดขึ้นเมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2554
ที่บริเวณ ถนนสาย
41
(สายเอเชีย)
ระหว่างหลักกิโลเมตรที่
237-238
บ้านมดแดง
หมู่ที่
9
ตำบลคลองฉนวน
อำเภอเวียงสระ
จังหวัดสุราษฎร์ธานี
เมื่อรถตู้หมายเลขทะเบียน
10-4136
สงขลา
(ด้านข้างติดป้าย
ยะลา
–
นราธิวาส
คันที่
714)
ซึ่งบรรทุกนักเรียนเดินทางกลับจากการแข่งขันฟุตบอลตามโครงการ
คัดเลือกฟุตบอลดรากอน
เนชั่น
ไทยแลนด์
ศูนย์กีฬาประชานิเวศน์
ที่กรุงเทพฯ
เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ
ซึ่งเป็นทางเบี่ยง
ได้มีรถบรรทุก
10
ล้อบรรทุกไม้ยางเต็มคันรถขับสวนขึ้นมาอย่างกระชั้นชิด
และพุ่งชน ประสานงากับรถนักเรียนอย่างแรงจนทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที
8
คน
ซึ่งทั้งหมดเป็นนักเรียนชั้น
ป.5
และ
ป.6
รวมทั้งคนขับรถ
ส่วนอีก
8
ราย
ก็มีทั้งบาดเจ็บสาหัสและบาดเจ็บเล็กน้อย
เหตุการณ์ครั้งนี้บอกเราว่าในการขับรถ
แม้เราจะระมัดระวังไม่ไปชนรถคันอื่นแล้ว
สิ่งที่ต้อง ตระหนักไม่น้อยกว่ากันคือระวังไม่ให้รถคันอื่นมาชนเราด้วย
โดยการปฏิบัติตามกฎของการขับขี่
ที่ สำคัญต้องกะระยะของความปลอดภัยให้ดี
แต่ส่วนใหญ่มักประมาท
จนเกิดการ
“ประสานงา”
ที่ทำให้ทั้งคนทั้งรถแหลกละเอียดอยู่บนถนน บ่อยๆ
และนี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของอุบัติเหตุทางถนนที่ต้องเร่งหามาตรการป้องกัน
เพราะเด็กๆ
เป็น แก้วตาแก้วใจของพ่อแม่
และเป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญของประเทศ
ที่ไม่ควรมาจบชีวิตอยู่กลาง ถนนอย่างน่าสังเวชเช่นนี้
อย่ารอจนเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวเลยนะ
ความประมาทนำมาซึ่งความสูญเสียไม่รู้จบสิ้น และนับวันข่าวทำนองนี้ก็เกิดขึ้นถี่จน น่าตกใจ
<< รายงาน >>
สคอ.
ผลักดันการแก้ ไขปัญหา อุบัติเหตุซ้ำซากจุดตัดทางรถไฟ
เมื่ อ ก่ อ นคนส่ ว นใหญ่เชื่อกันว่าการเดินทางโดยรถไฟ
ปลอดภัยที่สุด แต่วันนี้ที่อุบัติเหตุทางถนนเกิดขึ้นเป็น จำนวนมาก รถไฟเองก็เกิดอุบัติเหตุถี่ขึ้นอย่างไม่เคย เป็ น มาก่ อ น ทั้ ง กรณี ต กราง รถไฟชนกั น เอง หรื อ ชน รถยนต์และประชาชนจนถึงแก่ชีวิต ขณะเดียวกันความ มั่นใจของผู้โดยสารในเรื่องความปลอดภัยก็ลดลงเช่น กัน ถ้าไม่รีบหาทางแก้ไข คนไทย (ที่ไม่รวย) คงหมดทาง เลือก
พิษณุโลก เป็นพื้นที่ศึกษา
ค้นหารูปแบบวิธีการดำเนินงานแก้ไข ปัญหา
ก่อนที่จะมีการจัดทำข้อเสนอยื่นต่อกระทรวงคมนาคมให้มี การแก้ไขปัญหาจุดตัดทางรถไฟอย่างเป็นระบบทั่วประเทศ
เพื่อ
ให้สอดรับกับนโยบายทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน
โดย สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุจะทำหน้าที่ในการเชื่อมประสานให้ เกิดเวทีความร่วมมือระดับพื้นที่
นำผู้ที่เกี่ยวข้องลงไปดูพื้นที่เกิดเหตุ
ร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาสาเหตุ
กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหา
และ
ดำเนินงานด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์สร้างกระแสให้เกิดการ
รับรู้
การขับเคลื่อนภาคีเครือข่ายภาคประชาชน
และทุกภาคส่วน
ให้เข้ามามีส่วนร่วม
ล่าสุดที่เทศบาลตำบลมะต้อง อำเภอพรหมพิราม
ซึ่งจุด ตัดทางรถไฟ
2
แห่ง
มักเกิดปัญหาอยู่บ่อยครั้ง
และกำลังได้รับการ แก้ไข
ซึ่งคาดว่าจะได้แนวทางเบื้องต้น
ก่อนที่จะผลักดันให้มีการ แก้ไขปัญหาทั่วประเทศเร็วๆ
นี้
ไม่มีปัญหาใดแก้ไม่ได้ หากทุกฝ่ายร่วมมือ ร่วมใจ
ขณะนี้
ทางสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.)
ได้ บูรณาการความร่วมมือในการแก้ปัญหาจุดตัดทางรถไฟตามโครง
การลดอุ บ ั ต ิ เ หตุ บ ริ เ วณจุ ด ตั ด ทางรถไฟ
ร่ ว มกั บ การรถไฟแห่ ง ประเทศไทย สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย คณะทำงานของที่ ป รึ กษาปลัดกระทรวงคมนาคม นักวิชาการ และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ร่วมดำเนินการ
โดยเน้นสร้างความร่วมมือกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นสำคัญ
และได้เลือกจุดเกิดเหตุในอำเภอพรหมพิราม จังหวัด
กันอย่างจริงจัง
8
<< รายงานจากพื้นที่ >>
สคอ.
เยี่ยมเยียน
อสป.
เตรียมรับศึกใหญ่
เพื่อความปลอดภัยทางถนน
ตัวแทนจาก
อบต.
และเทศบาล
เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครสื่อสาร ประชาสัมพันธ์เพือความปลอดภัย (อสป.)
ปรากฏว่ามีพนทีตางๆ
่ ้ื ่ ่ ส่งตัวแทนเข้าร่วมโครงการนี้จำนวน
72
ท่าน
จาก
48
พื้นที่
โดย
อสป. จะทำหน้าทีชวยพืนทีในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เกียว ่ ่ ้ ่ ่ กับความปลอดภัยเรืองเหล้า บุหรี่ และอุบตเหตุ โดยสำนักงาน ่ ั ิ เครือข่ายลดอุบัติเหตุจะเป็นผู้สนับสนุนกระบวนการด้านการพัฒนา ศักยภาพให้กับ
อสป.
รวมทั้งสนับสนุนข้อมูลเพื่อการป้องกันและ แก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนให้กับ
อสป.อย่างต่อเนื่อง
ช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม
พ.ศ.
2554
สคอ.ได้ส่งตัวแทนลง
พื ้ น ที ่ ก ารทำงานของ
อสป.
เพื ่ อ ทำความรู ้ จ ั ก และกระชั บ ความ สัมพันธ์กับผู้ที่เกี่ยวข้อง
รวมทั้งร่วมวางแผนการดำเนินงานร่วมกัน
้ ่ ี ซึ่งจากการลงพื้นที่ต่างๆ
พบว่า ทุกพืนทีมการดำเนินงานด้านการ ป้องกันและแก้ไขปัญหาทางถนน แต่การดำเนินงานแตกต่างกัน ไปตามบริบทของพืนที่ ้
ในบางพื ้ น ที ่
เช่ น
เทศบาลตำบลทับยา อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุร
ประสบกั บ ปั ญ หาน้ ำ ท่ ว มทุ ก ปี
ทำให้ ถ นนชำรุ ด
ี
จากการที่สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) ได้ขอเชิญ
เทศบาล
อบจ.
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงร่วมกันทำโครงการ
“หลังฝนถนนเรียบ”
ขึ้น
เพื่อช่วยกับปรับปรุงถนนที่ชำรุดจาก ปัญหาน้ำท่วมให้กลับมาดีดังเดิม
หรือในพืนทีเทศบาลตำบลลานสกา อำเภอลานสกา จังหวัด ้ ่ นครศรีธรรมราช
นายกเทศมนตรีและ
อสป.
ได้ประสานความร่วม มือกับเครือข่ายสื่อมวลชน
ซึ่งนำโดย
คุณไข่นุ้ย
นักจัดรายการผู้ม
ี ชื่อเสียงของจังหวัด
ในการสื่อสารประชาสัมพันธ์เพื่อความปลอดภัย ในพื้นที่
และวางแผนที่จะชักชวนทีมสื่อ
“สงขลานครพัท”
ซึ่งเป็น
การรวมตัวกันของสือมวลชน
3
จังหวัดได้แก่
สงขลา
นครศรีธรรมราช
่ และพั ท ลุ ง
ในการเผยแพร่ ป ระชาสั ม พั น ธ์ แ ละรณรงค์ เ พื ่ อ ความ ปลอดภัย
เป็นต้น
นอกจากนี้
อสป.ภาคกลาง
ก็ได้วางแผนจะจัดทำโครงการ ขยายเครือข่าย
อสป.เข้าสู่กลุ่มเยาวชนต่อไป
ซึ่งการลงพื้นที่ที่ผ่านมา
ได้รับความช่วยเหลือจาก
อสป.
ใน ั ้ การประสานงาน
และได้รบความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกพืนที่ หลังจากนี้ สำนักงานเครือข่ายลดอุบตเหตุ และภาคีเครือข่ายใน ั ิ พืนที่ จะร่วมกันดำเนินการแก้ไขปัญหาอุบตเหตุทางถนนต่อไป ้ ั ิ
งานสัมมนาระดับชาติ
เรื่อง
ความปลอดภัยทางถนน
ครั้งที่
10
“ทศวรรษแห่งการลงมือทำ
:
<< กิจกรรมองค์กร >>
Time
For
Action”
สำนั ก งานเครื อ ข่ า ยลดอุ บั ติ เ หตุ
(สคอ.)
ภายใต้การสนับสนุนจากสำนัก
งานกองทุ น สนั บ สนุ น การสร้ า งเสริ ม
สุขภาพ
(สสส.)
ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้ง ภาครั ฐ และเอกชน
จั ด ประชุ ม สั ม มนา ระดับชาติ
เรื่อง
ความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่
10
“ทศวรรษแห่งการลงมือทำ
:
Time
For
Action”
เมื ่ อ วั น ที ่
25
-
26
สิงหาคม
พ.ศ.
2554
ณ
ศูนย์แสดงสินค้า และการประชุมนานาชาติกรุงเทพ
ไบเทค
บางนา
กรุงเทพมหานคร
โดยภายในงานมี ก ารนำเสนอ ผลการดำเนินงานของภาคีเครือข่าย ต่างๆ จากทุกภาคส่วน
เสริมทักษะเชิงวิชาการ
เพื่อผลงาน
ถนนปลอดภัย
เมื่อวันที่
29
–
31
สิงหาคม
พ.ศ.
2554 ณ ห้องรวยเพชร โรงแรม มารวย การ์เด้นท์ กรุงเทพฯ
สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ
(สคอ.)
ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ
“เทคนิคการสื่อสารรณรงค์เพื่อ ถนนปลอดภัย”
ให้กับแกนนำภาคีเครือข่ายฯ
ซึ่งการอบรมครั้งนี้ได้ รั บ เกี ย รติ จ าก
ผศ.ดร.กิ ต ติ กั น ภั ย จากคณะนิ เ ทศศาตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย
ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญและกรรมการบริหาร แผนงานสคอ.
ร่วมเป็นวิทยากรและดูแลกระบวนการอบรม
นอกจากนี้
สคอ.ยังได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ
เข้าร่วมเป็น วิทยากรในครั้งนี้ด้วย
โดยมีหัวข้อการอบรมทั้งเรื่องแบบจำลอง กระบวนการสื ่ อ สาร
แนวคิ ด และทฤษฎี ก ารสื ่ อ สารสุ ข ภาพ
การ
รณรงค์ เ พื ่ อ การลดอุ บ ั ต ิ เ หตุ ท างถนน
การเรี ย กร้ อ งและนำเสนอ
ผ่ า นสื ่ อ
การสร้ า งและบริ ห ารเครื อ ข่ า ยฯ
รวมทั ้ ง มี ก ารออกแบบ โครงการสื่อสารรณรงค์เพื่อเสริมทักษะและแนวคิดเชิงวิชาการ
เพื่อ ให้ภาคีเครือข่ายฯนำไปปรับใช้กับการทำงานในพื้นที่ต่อไป
0 << กิจกรรมองค์กร >>
สคอ.ร่วมงานแถลงข่าว โครงการประกวดภาพถ่าย “มอเตอร์ ไซค์ปลอดภัย ใส่ ใจการขับขี่”
เมื่อวันที่
2
สิงหาคม
พ.ศ.
2554
นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัย
เป็นประธานในพิธีแถลงข่าวโครงการประกวดภาพถ่าย
“มอเตอร์ไซค์ปลอดภัย ใส่ใจการขับขี”
ณ
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
่ โดยมีตัวแทนจากหลายหน่วยงานและองค์กรที่เข้าร่วมงานแถลงข่าวในครั้งนี้
ได้แก่
นายพงศธร เอื้อมงคลชัย
นายกสมาคมผู้ประกอบการรถจักรยาน
ยนต์ไทย
พ.ต.อ.เกรียงเดช จันทรวงศ์
ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
นายสมหวัง
ทองขาว
ผู้แทนกรมการขนส่งทางบก
นายนาวิน นาคนาวา
ประธานชมรมถ่ า ยภาพฯและผู ้ เ ชี ่ ย วชาญด้ า นการถ่ า ยภาพจากกระทรวง พลังงาน
และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ
แกนนำเครือข่ายโรงงาน เยี่ยมชม บริษัท ไลอ้อน โรงงานต้นแบบ
เมื่อวันที่
26
กรกฎาคม
พ.ศ.
2554
นาย พรหมมิ น ทร์ กั ณ ธิ ย ะ
ผู ้ อ ำนวยการ สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ
นายกษิดิศ ขันธรัตน์
ผู้จัดการสำนักงานฯ
และเจ้าหน้าที่
พร้อมด้วยแกนนำ เครือข่ายโรงงาน
ได้ไปศึกษาดูงานโรงงานต้นแบบด้านความปลอดภัย
ณ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด อำเภอศรีราชา จังหวัด ชลบุรี ซึ่งจากการศึกษาดูงานครั้งนี้
นอกจากได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในเรื่องการทำงานด้านความปลอดภัยของแต่ละบริษัทแล้ว
ยังได้ เรี ย นรู ้ ห ลั ก การบริ ห ารคนให้ เ ป็ น คนดี
คนเก่ง
มีคุณธรรม
ที่จะทำให้บริษัทมี ความยั่งยืน
ดังเช่นที่บริษัท
ไลอ้อน
ได้ ถือปฏิบัติมาเป็นเวลากว่า
40
ปี
สคอ. จัดเวทีระดมความคิด การผลิตสื่อรณรงค์เพื่อแก้ ไข ปัญหาอุบัติเหตุทางถนน
วันที่
14
กรกฎาคม
พ.ศ.
2554
สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ
ได้จัดเวทีระดม ความคิดเห็น
เพื่อพัฒนาสื่อรณรงค์เพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน
ณ โรงแรม โกลเด้น ดราก้อน จังหวัดนนทบุรี
โดยมีภาคีเครือข่ายต่างๆ
ที่เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิด เห็น
อาทิ
อสม. คอจ. อสป. หมออนามัย ศูนย์เสมาฯ
และจากการระดมความ
คิดเห็นในครั้งนี้
ได้ข้อสรุปคือ
การจัดทำสื่อรณรงค์ให้เหมาะสมกับพื้นที่
และโดนใจ
แก่ผู้พบเห็นสื่อรณรงค์
แกนนำเครือข่ายลดอุบัติเหตุ ลงพื้นที่ดูงานบ้านทัพหลวง
เมือวันที
11
-12
กรกฎาคม
พ.ศ.
2554
สำนักงานเครือข่าย ่ ่ ลดอุบัติเหตุ (สคอ.)
ได้จัดให้มีการลงพื้นที่เพื่อศึกษา
ดูงานพื้นที่สร้างเสริมความปลอดภัย ณ ตำบลทัพหลวง อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี
ที่ดำเนินงาน ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนในเด็ก
ณ
ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองกระถิน
จนเป็นผลสำเร็จ
โดยจัดทำโครงการหมวกกันน็อก
5
บาท
เพื่อจัดทำหมวก กันน็อกให้กับเด็กและโรงเรียนบ้านทัพตาหลวง
อีกทั้งยังมีการดำเนินงานในส่วนของชุมชนควบคู่กัน ไปด้วย
คือ
มีการจัดประชาคมระดมความคิดเห็นของคน
ในชุ ม ชน
สำรวจจุ ด เสี ่ ย ง
ขอความ ร่วมมือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
เช่น
ทางหลวงชนบทในการจั ด ทำป้ า ย
อบต.
ช่วยออกงบประมาณบางส่วน
เป็นต้น
นอกจากนี้คนในชุมชนยังร่วม กันปรับปรุงทัศนะวิสัยเพื่อการจราจร
เช่น
ตัดต้นไม้ข้างทาง
เป็นต้น
<< กิจกรรมองค์กร >>
เครือข่ายสหกรณ์สามล้อฯ เข้าวัด ปฏิญาณตนลดอบายมุข
เมื่อวันที่
10
กรกฎาคม
พ.ศ.2554
เครือข่ายสหกรณ์สามล้อเอื้ออาทรเพื่อ คนจน
จัดกิจกรรมเข้าวัดปฏิญาณตน
“ลด
ละ
เลิก
เหล้า
และอุบัติเหตุ”
เนื่อง
ด้วยเทศกาลเข้าพรรษา
เพื่อเป็นต้นแบบกิจกรรมทำความดีในช่วงเทศกาล
เข้าพรรษา
โดยมี
นายพรหมมินทร์ กัณธิยะ
ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่าย
ลดอุบัติเหตุ
เป็นประธานในการจัดกิจกรรมครั้งนี้
สคอ.จัดสัมมนาอาสาสมัคร ประชาสัมพันธ์เพื่อความปลอดภัย
เมื่อวันที่
5
-
6
กรกฎาคม
พ.ศ.
2554
สำนักงานเครือข่ายลด อุบัติเหตุ (สคอ.)
ได้จัดสัมมนาอาสาสมัครประชาสัมพันธ์เพื่อ ความปลอดภัย
(อสป.)
ณ ห้องระฆังทอง นนท์นทีรีสอร์ท จังหวัดนนทบุร
โดยการจัดสัมมนาครั้งนี้
เป็นการแลกเปลี่ยน ี ความรู้
ประสบการณ์
และพัฒนาศักยภาพของอาสาสมัคร ประชาสัมพันธ์เพื่อความปลอดภัย
(อสป.)
พร้อมกันนี้ก็เปิด โอกาสให้
อสป.ที่ผ่านการฝึกอบรมรุ่นก่อนหน้านี้
นำผลการ ดำเนินงานในพื้นที่ของตนเองมานำเสนอเพื่อร่วมแลกเปลี่ยน เรียนรู้ซึ่งกันและกันด้วย
<< น่ารู้ >> I พันแสงดาว
ขับรถอย่างไรให้ปลอดภัย
ในหน้าฝน
การขับรถในช่วงหน้าฝนต้องระมัดระวังมากกว่าปกติ
และ
ทุกครั้งที่ฝนตก
การจราจร
(ในเมืองใหญ่)
ก็ตัดขัดยาวนาน
หากใคร ใจร้อนวู่วาม
เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาไม่เพียงก่อความเสียหายหรือสูญ เสียแค่รถต้นเหตุกับคู่กรณีเท่านั้น
แต่ยังสร้างความเสียหายขยายวง กว้างเป็นลูกโซ่ออกไปอีกมาก
หากตกลงกันได้
เข้าข้างทางได้ก็ดีไป
บางรายตกลงกันไม่ได้ต้องรอประกันภัย
รอเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตัดสิน แยกคู่กรณี
กรณีแบบนี้ยิ่งเนิ่นนานเท่าไรรถก็ยิ่งติดสะสมมากเท่านั้น
บางครั้งรถชนกันคาอยู่บนถนนแค่
15-20
นาทีเท่านั้น
แต่จำนวน รถติดสะสมยาวนานถึง
4
ชั่วโมงและต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปทั่วเมืองเลย ทีเดียว
ยิ่งถ้ามีผู้บาดเจ็บก็ต้องเดือดร้อนถึงหน่วยกู้ภัย
รถพยาบาล
ที่ จะต้องห้อตะบึงมายังที่เกิดเหตุ
หมอและพยาบาลต้องทำงานหนัก
ส่วนคนที่รอทางบ้านก็เป็นทุกข์
สารพัดจะกังวลใจ
เรียกว่าได้รับความ เดือดร้อนไปถ้วนทั่วเลยทีเดียว
แต่ถ้าทุกคนใจเย็นกันสักนิด
มีวินัย และมารยาทที่ดี
พร้อมที่จะให้อภัยกัน
โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุก็ยาก ขึ้นหรืออาจไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้
***
ตรวจสอบที่ปัดน้ำฝน
หากพบยางเก่าเสื่อมสภาพให้เปลี่ยนใหม่
***
เปลี่ยนหรือเติมน้ำยาล้างกระจกใหม่
***
ตรวจสอบยาง
ดูว่าเนื้อยางแข็งหรือยัง
เติมลมยางให้พอดี
อย่า
น้อยหรือมากเกินไป
(เติมลมยางเท่าไหร่
ควรศึกษาจากคู่มือประจำรถ
หรือตัวเลขที่เสาหน้าประตูด้านคนขับ
เมื่อเปิดประตูรถออกแล้ว)
***
ตรวจสอบเบรก
ดูผ้าเบรกว่ายังอยู่ในสภาพดีหรือไม่
การเปลี่ยน ผ้าเบรกควรเปลี่ยนก่อนหน้าฝน
ส่วนน้ำมันเบรก
เกียร์
เฟืองท้าย
รอ ให้หน้าฝนผ่านไปก่อนค่อยเปลี่ยน
***
ตรวจสอบระบบไฟทั้งหมด
แบตเตอรี่
น้ำกลั่น
ไดชาร์จ
ได สตาร์ทไฟหน้าและไฟเบรก
พร้อมทั้งทำความสะอาดให้อยู่ในสภาพ พร้อมใช้งาน
สิ่งที่ควรปฏิบัติก่อนเข้าหน้าฝน
เพื่อการขับขี่อย่าง ปลอดภัย
ได้แก่
อุปกรณ์จำเป็นที่ต้องมีติดรถไว้
ได้แก่
***
อะไหล่รถ
และเครื่องมือบางประเภทที่จำเป็นต้องมีติดไว้ในรถ ตลอดเวลา
เช่น
สายพ่วงแบตเตอรี่
ฟิวส์
***
พกน้ำยาไล่ความชื้นติดรถไว้สัก
1
กระป๋อง
เผื่อจำเป็นต้องใช้ เมื่อรถลุยน้ำและเกิดดับกลางทาง
หรือไว้ช่วยเหลือรถคันอื่นได้
***
ติดไฟฉาย
ร่มหรือเสื้อกันฝน
รองเท้าบู้ทหรือรองเท้ายางไว้ในรถ ตลอดเวลา
เมื่อจำเป็นต้องขับรถลุยฝน
***
เปลี่ยนพรมปูรถมาเป็นยางแทน
หรือหากระดาษมาปูรองไว้ แทน
หลีกเลี่ยงกระดาษหนังสือพิมพ์หรือกระดาษสี
เพราะอาจเลอะ หมึกจากกระดาษได้
***
ใช้น้ำยาเคลือบกระจกก่อนออกไปลุยฝน
ถ้าฝนตกปรอยๆ
และ
ความเร็วรถอยู่ที่ประมาณ
80
กิโลเมตร
/
ชั่วโมงขึ้นไป
ไม่ต้อง เปิดที่ปัดน้ำฝนเลย
เพราะน้ำจะวิ่งผ่านกระจกไปหมด
ทำให้ ทัศนะวิสัยการมองดีขึ้น
***
กระจกมองหลัง
ให้ใช้ผ้าชุบแชมพูล้างรถ
(ไม่ต้องผสมน้ำ)
ทาที่กระจกหลังให้ทั่ว
พอฝนตกลงมากระจกหลังรถจะใสไม่มี น้ำฝนเกาะเป็นเม็ดเลย
ทัศนะวิสัยการมองด้านหลังจะดีขึ้น
และยังช่วยลดแสงสะท้อนจากไฟหน้าของรถคันหลังด้วย
***
เติมน้ำมันให้เต็ม
เพราะอาจต้องเจอปัญหารถติดเป็น เวลานานหลายชั่วโมง
***
อย่าลืมโทรศัพท์มือถือและเบอร์ฉุกเฉิน
หากเกิดปัญหา ระหว่างทางก็สามารถใช้ขอความช่วยเหลือได้
***
ควรมีอาหารว่าง
ลูกอม
และน้ำดื่มติดรถไว้เสมอ
เพราะ ถ้าเจอรถติดมากๆ
ก็ไม่ต้องกระวนกระวายกับอาการหิวจน ตาลาย
ซึ่งจะทำให้เสียสมาธิในขณะขับรถได้
***
เมื่อฝนตกหนัก
พยายามหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มักเกิดน้ำ ท่วมเป็นประจำ
เพื่อลดความเสี่ยงกับการขับรถลุยน้ำ
ซึ่งอาจ ทำให้เครื่องยนต์ดับได้
***
เปิดไฟหน้ารถให้สว่าง
เพื่อตัวเราและรถคันอื่นจะได้มอง เห็นกันชัดๆ
เพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย
ไม่เปิดไฟกระพริบ
เพราะจะทำให้เพื่อนร่วมทางเกิดความสับสน
***
ขับทิ้งช่วงห่างให้มากกว่าปกติ
เพราะถนนลื่นต้องใช้ระยะ ทางในการเบรกหรือหยุดยาวขึ้น
***
หลีกเลี่ยงการขับรถลงไปในแอ่งน้ำขัง
ถ้าเลี่ยงไม่ได้ให้ขับ ด้วยความนุ่มนวล
ต้องระวังน้ำกระเด็นใส่รถคันอื่น
โดยเฉพาะ รถจักรยานยนต์และคนเดินถนน
***
ขณะรถวิ่ง
หมั่นมองซ้ายขวา
หน้าหลัง
เผื่อรถคันไหน แฉลบเข้ามา
หรือเบรกกะทันหัน
จะได้หลบหลีกทัน
สาเหตุการลื่นไถลของรถขณะฝนตกนั้น
เป็นเพราะมีน้ำไป คั่นอยู่ระหว่างยางกับผิวถนน
รถจึงวิ่งลอยไปบนผิวน้ำแทนที่จะวิ่ง บนผิวถนน
ซึ่งตั้งแต่ฝนเริ่มตกจนฝนหยุด
ความต้านทานของการ ลื่นไถลของถนนจะแตกต่างกันไปตามปกติแล้ว
เมื่อฝนเริ่มตก จนถึงประมาณ
10
นาทีแรก
ค่าความต้านทานต่อการลื่นไถลจะ ลดลงต่ำ
ถนนจะลื่นมาก
เนื่องจากน้ำฝนที่เริ่มตกลงมาได้ผสมกับ กับฝุ่นผงหรือเศษดินบนถนน
ทำให้ผิวถนนเป็นเสมือนโคลน
ซึ่งรถ จะลื่นไปมา
ดังนั้น
ขณะฝนเริ่มตกจึงต้องระมัดระวังในการขับรถเป็น พิเศษ
แต่หลังจากฝนตกไปประมาณ
10
นาที
สภาพถนนจะดีขึ้น
ฝุ่นผงหรือเศษดินต่างๆ
จะถูกล้างออกไปด้วยน้ำฝน
ค่าความ ต้านทานต่อการลื่นไถลจะสูงขึ้น
จะเหลือแต่การลื่นไถลจากน้ำฝน บริเวณผิวถนนเท่านั้น
หลังจากนั้น
เมื่อฝนหยุดตกและผิวถนนค่อยๆแห้ง
การจับ ถนนของยางจะดีขึ้นเรื่อยๆ
ค่าความต้านทานต่อการลื่นไถลของ ถนนจะกลับสู่สภาพเดิม
และจะมีค่าสูงกว่าเดิมเล็กน้อยหลังจาก ผิวถนนเริ่มแห้งสนิทแล้ว
เพราะผิวถนนไม่มีพวกฝุ่นหรือเศษดิน
และหลังจากนั้นก็จะกลับเข้าสู่สภาพถนนแห้งเหมือนเดิม
แต่อันตรายที่เรานึกไม่ถึงก็คือ
การลื่นไถลของรถบนผิวน้ำ ในขณะที่รถวิ่งไปบนถนนเปียกแฉะหรือฝนกำลังตก
เราจะสังเกต ว่ามีผิวน้ำคั่นอยู่ระหว่างหน้ายางกับผิวถนน
ซึ่งความกดดันของ น้ำระหว่างยางกับถนนจะทวีขึ้นเมื่อรถวิ่งด้วยความเร็วสูงขึ้น
และ เมื่อรถวิ่งถึงความเร็วจุดหนึ่ง
จะเกิด
การเหินน้ำ
หรือ
Hydro
Planing
ขึ้น
นั่นคือ
ยางรถยนต์จะวิ่งไปบนผิวน้ำแทนที่จะวิ่งบน ถนน
ดังนั้น
ยางจะไม่เกาะพื้นถนนเลย
รถจะลอยตัวบนผิวน้ำ
พวงมาลัยกับระบบการห้ามล้อใช้การไม่ได้เลย
ฝนตกถนนลื่น
บังคับรถยาก
เพราะอะไร
ทำไมถึง เป็นเช่นนั้น
***
หากต้องขับรถกลางฝน
ควรเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย
เพราะ อากาศเย็น
คงเป็นปัญหาแน่นอนโดยเฉพาะเด็ก
และผู้สูงอายุ
***
ขับรถกลางฝน
ควรเปิดแอร์เบาๆ
เพื่อไม่ให้ไอตัวของผู้ขับหรือ
ผู้โดยสารทำให้เกิดฝ้าบนกระจก
***
หากฝนตกหนักจนมองไม่เห็นเกิน
10
เมตร
ควรหาที่ปลอดภัย จอดรถ
รอให้ฝนซาลงก่อน
แต่อย่าจอดริมถนนเพราะเสี่ยงต่อการถูก เฉี่ยวชนสูงมาก
***
ไม่ควรเร่งรอบเครื่องยนต์ให้สูง
เพื่อไม่ให้พัดลมไฟฟ้าทำงาน
เพราะใบพัดจะพัดตีน้ำจนหักและเป็นการตีน้ำให้กระจายเต็มห้อง เครื่อง
เครื่องยนต์อาจดับได้ควรใช้รอบเครื่องยนต์
1,500
-
2,500
รอบ ต่อนาที
***
ในการหยุดรถขณะรถแช่อยู่ในน้ำ
ไม่ควรเหยียบคลัตช์แช่ไว้
เพราะน้ำอาจเข้าผ้าคลัตช์ทำให้รถเคลื่อนตัวไม่ได้
***
ในการถอนเกียร์
ควรถอนคลัตช์อย่างราบเรียบและรวดเร็ว
อย่า เลี้ยงคลัตช์เพราะจะทำให้คลัตช์ลื่นได้ง่าย
***
ถ้าเครื่องยนต์ดับขณะลุยน้ำ
ส่วนมากเป็นเพราะน้ำเข้าระบบ จุดระเบิด
แก้ไขได้โดยใช้สเปรย์ไล่ความชื้นหรือใช้ผ้าแห้งเช็ดจานจ่าย
คอยล์
สายหัวเทียน
เมื่อแห้งดีแล้วลองสตาร์ทเครื่องดู
เมื่อครบ
3
ครั้งแล้วยังไม่ติด
ควรทำการเช็ดใหม่
เมื่อเครื่องติดแล้วควรเลี้ยงรอบ เครื่องยนต์ไว้ที่
1,200
รอบต่อนาที
เป็นเวลา
15
-
20
นาที
แล้วจึง
เคลื่อนรถออกไปได้
***
หลังจากขับรถพ้นจากผิวจราจรที่มีน้ำท่วมแล้ว
ควรเหยียบเบรก เพื่อไล่น้ำออกจากผ้าเบรก
2
-
3
ครั้ง
แล้วการ
ทำงานของระบบเบรก จะกลับสู่สภาพเดิม
ระหว่างขับรถกลางฝน
หลังลุยน้ำ
ควรปฏิบัติดังนี
้
การเหินน้ำนี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีหลายสิ่งประกอบกัน
คือ
***
ความเร็วของรถ
ถ้ารถยิ่งวิ่งเร็ว
รถจะยิ่งแฉลบง่าย
***
ความดันของลมยาง
ถ้ายิ่งสูบลมอ่อน
รถจะแฉลบง่าย
***
ความมากน้อยของน้ำบนผิวถนน
ถ้ามีนำมาก
รถจะแฉลบง่าย
้ ***
สภาพของผิวถนน
ถ้าถนนเรียบมัน
รถจะแฉลบง่าย
***
ความเก่า-ใหม่
ของยาง
ถ้ายางยิ่งสึกมากหรือไม่มีดอก
รถ จะแฉลบง่าย
ข้อแนะนำสำหรับวิธการขับรถในหน้าฝนหรือขณะฝนตก
ี
***
ไม่ควรใช้ความเร็วเกิน
60
กิโลเมตรต่อชั่วโมง
***
ควรเพิ่มลมยางให้มากกว่าปกติประมาณ
3
-
5
ปอนด์
ซึ่งจะ ทำให้หน้ายางแข็งและมีกำลังในการตัดน้ำ
***
ไม่ควรใช้ยางที่ไม่มีดอก
หรือดอกยางสึกเกือบหมดดอกแล้ว
***
ควรเลือกใช้ยางดอกละเอียด
และมีร่องยางที่รีดน้ำได้ดี
***
ควรเลือกใช้ยางเรเดียลเส้นลวด
เพราะยางเรเดียลเส้นลวดมี ประสิทธิภาพในการเกาะถนนและหยุดได้ดีกว่ายางแบบอื่นๆ
***
ก่ อ นจะดั บ เครื ่ อ งยนต์ ค วร เหยียบคลัตช์สัก
4-5
ครั้ง
เพื่อให้ ลูกปืนคลัตช์สลัดน้ำออก
***
หลั ง จากจอดรถเข้ า ที ่ แ ล้ ว
ควรดับเครื่องแล้วสตาร์ทใหม่
2
-
3
ครั้ง
เพื่อให้คลัตช์สลัดน้ำตัวเอง
***
หากลุยน้ำกลับมา
และต้องจอดรถไว้หลายชั่วโมงหรือค้างคืน
อย่าดึงเบรกมือค้างไว้
เพราะโอกาสที่ผ้าเบรกจะจับติดกับจานเบรกมี มาก
ทำให้เบรกติดได้
***
เมื่อจอดรถและดับเครื่องแล้ว
ควรเปิดฝากระโปรงตรวจสอบดู ว่ามีน้ำหรือสิ่งสกปรกติดค้างอยู่ที่ใดบ้า
แล้วเช็ดออกให้หมด
***
ควรดึงไม้วัดน้ำมันเครื่องเพื่อตรวจสอบว่ามีน้ำปะปนอยู่ใน น้ำมันเครื่องหรือไม่
สังเกตจากสีขุ่นขาว
เมื่อพบต้องรีบเปลี่ยนน้ำมัน เครื่องทันที
***
ในตอนเช้าหลังจากลุยน้ำมา
รถอาจมีอาการเข้าเกียร์ไม่ได้
เนื่องจากคลัตช์ติด
แก้ไขได้โดยนำรถไปที่โล่งๆ
แล้วสตาร์ทเครื่องขณะ ที่เข้าเกียร์
1
ไว้
เมื่อเครื่องติดรถจะวิ่งไปข้างหน้า
ให้เหยียบคลัตช์จน สุดแล้วกระทืบเบรก
คลัตช์จะหลุด
ถ้าไม่หลุด
ให้ดับเครื่องยนต์แล้ว เริ่มต้นใหม่ตามวิธีเดิม
***
ถ้าพบว่า
เบรกติด
ให้เดิน หน้ า แล้ ว เบรกสลั บ กั บ ถอยหลั ง แล้วเบรก
เมื่อเบรกหลุดแล้วจึง ออกรถไปบนผิวจราจรได้
เพียงเท่านี้ก็สามารถขับขี่ รถได้อย่างปลอดภัยไร้ปัญหา ในช่วงหน้าฝนกันแล้ว
(ขอบคุณข้อมูล
:
ชรินทร์พร
ธนศุภานุเวช
http://www.geocities.com
<< ตั้งสติ… ก่อนสตาร์ท >>
นักศึกษาเอื้อมมือหยิบ โทรศัพท์
รถเกิดแฉลบ
พุ่งชนคนกวาดถนน
เสียชีวิต
เรื่องของโทรศัพท์กับความเสี่ยงการเกิด อุบัติเหตุบนถนน ได้มีหน่วยงานต่างๆที่ เกี่ยวข้องออกมาบอกกล่าว แนะนำกัน บ่อยๆ ว่าหากไม่จำเป็นจริงๆ ก็ไม่ควร ใช้โทรศัพท์ขณะกำลังขับรถ แต่ในความ เป็นจริง คนขับรถส่วนใหญ่รับโทรศัพท์ หรื อ ใช้ โ ทรศั พ ท์ ข ณะกำลั ง ขั บ รถอย่ า ง เป็ น เรื่ อ งปกติ ซึ่ ง พฤติ ก รรมเช่ น นี้ ถื อ เป็นความประมาทที่สามารถนำไปสู่การ เสียชีวิตได้ตลอดเวลา
เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม
2554
ก็เกิด เรื ่ อ งที ่ ว ่ า นี ้
ที ่ บ ริ เ วณหน้ า คลั ง สิ น ค้ า
ท่ า อากาศยานดอนเมือง
ถนนวิภาวดี
เขตดอนเมือง
เมื่อนายวรกร ลิ่มพลิ้ว
อายุ
23
ปี
นัก ศึกษาปีที่
4
คณะนิเทศศาสตร์
มหาวิทยาลัยศรีปทุม
กลับจากทำรายงานที่บ้านเพื่อน
และ กำลังขับรถกลับบ้าน
ระหว่างที่ขับมาถึงจุดเกิดเหตุ
ได้เอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้าง ตัว
จังหวะนั้นเองทำให้รถเสียหลักไปทางซ้าย
ก่อนจะปีนขึ้นฟุตบาธ
และพุ่งเข้าชนนาง สมพงษ์ สิงหวิบูลย์ อายุ 56 ปี เจ้าหน้าที่กวาดถนนเขตดอนเมืองที่ยืนอยู่จนเสียชีวิต
จากนั้นก็มีการสอบปากคำ
แจ้งข้อหา
ดำเนินคดีกันไปตามธรรมเนียมปฏิบัติ
กรณีนี้ คนขับรถทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต แม้จะไม่ได้เจตนา แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ จะถูกบันทึกเป็นตราบาปอยู่ในความทรงจำตลอดไป และสำหรับผู้ขับรถคนอื่นๆ คง ไม่ต้องรอให้เรื่องแบบนี้ เกิดขึ้นกับตัวเองหรือคนในครอบครัวเสียก่อนแล้วค่อยรู้สึก สำนึ ก การมี ส ติ แ ละไม่ ป ระมาทแม้ เ รื่ อ งเล็ ก น้ อ ย น่ า จะเป็ น หลั ก ประกั น ความ ปลอดภัยยามขับรถได้เป็นอย่างดี
http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9540000088768
สัญญาณเตือน
ที่บ่งบอกว่าผู้สูงอายุ ควรหยุดขับรถได้แล้ว
ในอดีตเราจะไม่ค่อ
เห็นผู้สูงอายุขับ ยได้
รถกั น มากนั ก แต่ ส มั ย นี้ มี ผู้ สู ง อายุ มากมายที่ขับรถไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาลูกหลาน อย่างไรก็ตาม ก็ต้องยอมรับว่าสุขภาพของผู้สูงอายุย่อม เสื่อมไปตามวัย ไม่ว่าจะเป็นสายตาที่มอง ไม่ชัดทั้งใกล้ทั้งไกลจนต้องพึ่งแว่นตา หูที่ ฟังไม่ค่อยไดยิน มือหรือแขนขาที่ค่อยๆ อ่อนแรงลง รวมถึงการตัดสินใจที่อาจผิด พลาดได้ง่าย ซึ่งเหตุปัจจัยเหล่านี้ ทำให้ผู้ สู ง อายุ ที่ ขั บ รถมี โ อกาสเสี่ ย งที่ จ ะเกิ ด อันตรายได้ง่ายกว่าคนทั่วไปหลายเท่า
แล้ ว ผู ้ สู ง อายุ จ ะสามารถขั บ รถด้ ว ย ตนเองไปได้นานแค่ไหน
คำถามนี้อาจไม่มีคำ ตอบที่ตายตัว
แต่มีคำแนะนำที่น่าสนใจจาก
The
National
Highway
Traffic
Administration
มาฝากกัน
เพื่อผู้สูงอายุจะได้รับทราบว่ามี สัญญาณเตือนอะไรบ้าง
ที่บ่งบอกว่าการขับ รถของตนเองอาจไม่ปลอดภัยอีกต่อไป
รวม ไปถึ ง ผู ้ ร ่ ว มใช้ เ ส้ น ทางบนท้ อ งถนนคนอื ่ น ๆ
ด้วย
นั่นคือ
ขับรถหลงทางแม้จะเป็นเส้นทาง ที่คุ้นเคย
/
มีรอยถลอกใหม่ๆ
ปรากฏบนตัวรถ มากขึ้น
/
โดนใบสั่งข้อหาฝ่าฝืนกฎจราจร
/
ขับรถช้าหรือเร็วเกินไปโดยไม่มีเหตุผล
/
มอง ป้ า ยจราจรไม่ ช ั ด
หรื อ พบว่ า อยู ่ ด ี ๆ
ป้ า ยก็
ปรากฏขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
/
เกิดอุบัติเหตุ
/
ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้เลิกขับรถ
หรือ ต้องกินยาบางชนิดทีไม่เหมาะสำหรับการขับรถ
่
นอกจากนี ้
กรมป้ อ งกั น และบรรเทา สาธารณภัย
กระทรวงมหาดไทย
ยังได้แนะนำ ให้ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว
8
โรคดังต่อไปนี้
ควรเตรียมความพร้อมก่อนการขับรถมากขึ้น
ซึ่งโรคทั้ง
8
โรคได้แก่
1) โรคเกี่ยวกับสายตา
เช่น
จอประสาท ตาเสื่อม
ให้หลีกเลี่ยงการขับรถในช่วงโพล้เพล้ หรือตอนกลางคืนสส่วนผู้ที่เป็นต้อหิน
จะมี ลานสายตาแคบสมองเห็นเส้นทางด้านข้างไม่ ชัดเจน
และเห็นแสงไฟพร่ามัวสไม่ควรขับรถ ในช่วงที่ทัศนะวิสัยไม่ดี
เพราะจะทำให้ทัศนะ วิสัยในการมองเห็นเส้นทางลดลง
จึงมีความ เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูง
2) โรคข้อเสื่อม
ซึ่งผู้สูงอายุไม่ควรขับรถ ระยะทางไกลเป็นเวลานาน
หรือในช่วงที่การ จราจรติดขัด
เพราะจะอ่อนเพลียง่าย
ไม่มีแรง เหยียบเบรกหรือคันเร่ง
รวมถึงขาดกำลังแขน ในการบังคับพวงมาลัยและเปลี่ยนเกียร์
จึงส่ง ผลต่อประสิทธิภาพในการขับรถ
และความ รวดเร็วในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน
3) โรคสมองเสื่อม
ทั้งนี้ผู้สูงอายุอาจมี อาการหลงลืมเส้นทางสทำให้หลงทางสรวมถึง
ส่งผลต่อการตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทาง
4) โรคอัมพฤกษ์
มีผลทำให้แขนขาไม่มี แรงเหยียบคันเร่ง
เหยียบเบรก
และเปลียนเกียร์
่ 5) โรคพาร์ กิ น สั น มี อ าการมื อ เท้ า สั ่ น
และเกร็ง
จึงขับรถได้ไม่ดีนัก
6) โรคลมชัก
อาจจะมีอาการกระตุกโดย ไม่รู้ตัว
ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
ในขณะขับขี่สูง
7) โรคหั ว ใจ
หากต้ อ งขั บ รถในช่ ว งการ จราจรติดขัด
จะทำให้เกิดอาการเครียดจนโรค กำเริบมากขึ้น
8) โรคเบาหวาน
ถ้าน้ำตาลในเลือดต่ำ
จะหน้ามืด
สายตาพร่ามัว
และหมดสติ
ทำให้ เกิดอันตรายได้ส
ที่สำคัญ
ผู้สูงอายุควรคาด เข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง
เพราะแรงกระแทกเพียง เล็กน้อย
อาจทำให้กระดูกแตกหักได้
เคยเห็นผู้สูงอายุหลายคนที่เป็นโรค ดังกล่าวอยู่แล้วยังฝืนขับรถเพราะคิดว่าคง ไม่เป็นไร แต่อาการของโรคจะกำเริบขึ้น มาในตอนไหนก็ ไ ม่ ส ามารถรู้ ไ ด้ ดั ง นั้ น เพื่อความปลอดภัยที่สุดก็น่าจะเลิกขับรถ ถาวรไปเลย แล้วหันมาพึงพาบริการของ ลูกหลานให้เขาได้รับใช้ญาติผู้ใหญ่กันบ้าง
http://www.vcharkarn.com/varticle/42922
สิ่งหนึ่งที่เราจะพบเห็นกันเสมอบนถนน คื อ รถยนต์ ที่ แ ขวนเสื้ อ ผ้ า ไว้ ใ นรถ ซึ่ ง ก็ เป็ น สิ ท ธิ์ ส่ ว นตั ว ของแต่ ล ะบุ ค คล และ ความจำเป็นของอาชีพการงาน แต่ทราบ หรือตระหนักกันหรือไม่ ว่าเรื่องเพียงแค่ นี้ นี่ แ หละที่ เ พิ่ ม ความเสี่ ย งการเกิ ด อุบัติเหตุในการขับรถได้
รถยนต์มี
2
บอดที่ควรระวัง
คือพื้นที่ บอดและจุดบอด
ซึ่งแต่ละบอดมีความต่าง กัน
แต่ที่เหมือนกันของ 2 บอดคือความ เสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุและอาจจะรุนแรง ถึงขั้นเสียชีวิต
จุดบอด (Blind spot)
คือบริเวณด้าน
ข้างรถซึงกระจกส่องข้างจับภาพไม่ได้
สาเหตุ
่ ที ่ จ ั บ ภาพไม่ ไ ด้ เ พราะตำแหน่ ง การติ ด ตั ้ ง กระจกติดตั้งอยู่ขอบประตู
ไม่เหมือนกับรถ สมัยก่อนๆ
ที่ติดกระจกอยู่บนตำแหน่งของ
ล้อหน้า
การปรับตั้งกระจกอย่างไรจุดบอด
ก็ยังคงมีอยู่เพียงแต่จะมากน้อยต่างกัน
สำหรั บ อุ บ ั ต ิ เ หตุ ท ี ่ เ คยเกิ ด เพราะจุ ด
บอดคื อ ถู ก ชนด้ า นข้ า งหรื อ ถู ก ชนท้ า ย อย่างแรงในขณะที่รถสลับเปลี่ยนช่องทาง เดินรถจากช่องทางเดินรถจากด้านซ้ายไป ช่องทางเดินรถด้านขวา
หรือจากช่องทาง เดินรถด้านขวาไปช่องทางเดินรถด้านซ้าย
ที่ พูดมาคือช่องทางเดินรถไปทิศทางเดียวที่ ไม่มีการสวนทาง
ส่วนเส้นทางเดินรถสมัย ใหม่ ห รื อ ที ่ น ิ ย มเรี ย กกั น ติ ด ปากว่ า ถนน
4
เลน
การจะสำรวจจุ ด บอดสามารถทำได้ เพียงอย่างเดียวคือ
“การหันเหลือบมองข้าม หัวไหล่”
หากต้องการจะเปลี่ยนจากช่องทาง
เพื่อนพ้องน้องพี่และภาคีเครือข่ายทุกท่าน เขียนเล่าประสบการณ์ต่างๆ ที่ประสบ พบเจอจากการใช้รถใช้ถนน ไม่ว่าจะโหด เศร้า ฮา สารพัดอารมณ์ความรู้สึก เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ผู้สนใจ สามารถส่งไฟล์ต้นฉบับมาได้ที่ E-mail : accident2549@yahoo.com หรือส่งจดหมายมาตามที่อยู่ หลังจดหมายข่าวฯ
<< ตั้งสติ… ก่อนสตาร์ท >>
แขวนเสื้อผ้าใน
รถ
เพิ่มความเสี่ยง
เดินรถด้านซ้ายไปช่องทางเดินรถทางขวา
ก็สำรวจช่องทางเดินรถด้านขวาด้วยการหันเหลือบ มองข้ามหัวไหล่ขวา
นอกจากความเสี่ยงจะเกิดจากการสลับช่องทางแล้ว ในขณะที่ กำลังเลี้ยวหรือกลับรถก็เช่นเดียวกัน
พื้นที่บอด (Blind area)
คือบริเวณที่มองออกไปนอกตัวรถแล้วไม่เห็น
ยกเว้นด้าน หลัง
เราจะสำรวจพื้นที่บอดโดยการมองกระจกส่องหลัง
แต่ถ้าเป็นรถที่มีวัสดุอื่นๆ
บังทิศทาง ของกระจกก็จะมองจากกระจกไม่ได้
สำหรับรถอเนกประสงค์คันสูงๆ
มักจะมีกระจกอยู่ที่ด้าน ท้าย
กระจกบานนั้นมีไว้เพื่อการสำรวจพื้นที่บอดด้านหลังในขณะถอยหลัง
การแขวนเสื้อผ้า ในรถยนต์อาจเป็นความสะดวกหรือความจำเป็น
แต่ที่จะทำให้เสี่ยงกับการเกิดอุบัติเหตุคือ ตำแหน่งและบริเวณที่แขวน
ซึ่งถ้าเป็นรถนั่งส่วนบุคคล
ก็คือบริเวณมือจับด้านหลังซ้าย
กับ มือจับด้านหลังขวา
ได้เคยมีการทดลองทัศนะวิสัยของการแขวนแต่ละด้านพบว่า
รถยนต์ที่ขับในประเทศ ไทยพวงมาลัยขวา
การแขวนเบาะหลังด้านขวาจะไม่บังการมอง
หรือการสำรวจจุดบอดและ พื้นที่บอด
การแขวนด้านซ้ายบังการมอง
สรุปได้ว่าการแขวนด้านขวามีความปลอดภัย มากกว่า
นอกจากรถนั่งส่วนบุคคลแล้ว
ยังพบว่ามีรถกระบะบางคันแขวนเสื้อผ้าที่มือจับของ ผู้โดยสารเบาะหน้าด้านซ้าย
การแขวนที่ตำแหน่งนี้ไม่บังกระจกส่องข้าง แต่จะบังการ มองผ่านกระจกหน้าต่างด้านซ้าย ดังนั้น เสื้อผ้าที่แขวนจะสร้างพื้นที่บอดเพิ่มขึ้น โอกาสเกิดอุบัติเหตุก็มีมากขึ้นเช่นกัน
เมื่ อ จะข้ า มทาง กลั บ รถ หรื อ เลี้ ย วรถ ลองนำเอาทั้ ง 3 กรณี ที่ บ อกกล่ า วนี้ ไปทดลองกันดู ก็จะเห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน แล้วลองพิจารณาหาแนวทาง แก้ไข เพื่อให้การมองเห็นดีขึ้น เพราะสิ่งที่ดีขึ้นจะช่วยให้เกิดความปลอดภัยทั้งเรา และเขาที่ขับรถบนนทุกคน
http://www.bangkokbiznews.com/2007/09/24/WW21_2114_news.php?newsid=185340
ุ เกิดอุบัติเหต
ขอเชิญชวน
เฉลยคำถาม
:
ฉบับที่
1
เดือนกุมภาพันธ์
-
มีนาคม
2554
คำตอบ
:
จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุดช่วง
7
วันอันตราย
ปีใหม่
2554
ได้แก่จังหวัด
ลพบุรี
(มีผู้เสียชีวิต
13
ราย)
ตอบคําถาม
ชิงรางวัล
คําถาม
:
บริษัท
กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
จำกัด
มีหน้าที่อะไร
ร่วมสนุกโดยตัดหรือถ่ายเอกสารชิ้นส่วนนี้
เขียนคำตอบ
พร้อมชื่อ-นามสกุล
หน่วยงาน
ที่อยู่สำหรับจัดส่งของรางวัล
และเบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้สะดวก
แฟ็กซ์
มาที่
0-2580-0518
(10
ท่านแรกที่ตอบถูก
จะได้รับชุดของขวัญจากสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ
จัดส่งให้ถึงบ้าน)
<< ก่อนจาก >> I ลูกกวาด รม
“ดื่มไม่ขับ”
กิโลเมตร แทน
ในประเทศจีน
กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยบนท้องถนนฉบับ
หนุ่มจีน
ยอมเข็นรถ
กลับบ้าน
ปรับแก้
ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่
1
พฤษภาคม
2554
ที่ผ่านไป
ระบุว่า
ผู้ขับขี่ยานพาหนะที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดตั้งแต่ 20-80 มิลลิกรัม ต่อปริมาณเลือด
100
มิลลิลิตร
จะถือว่าเป็น ผู้ที่ “ดื่มแล้วขับ”
ส่วนผู้ขับขี่ยานพาหนะที่มีปริมาณแอลกอฮอล์
ในเลือด
80 มิลลิกรัมขึ้นไป จะได้รับการพิจารณาว่าเป็นผู้ที่ “เมาแล้วขับ”
ซึ่งกฎหมายฉบับใหม่กำหนดบทลงโทษไว้ว่า
ผู้ที่ดื่ม แล้วขับจะถูกยึดใบอนุญาตขับขี
และต้องรอนานถึง
5 ปี จึงจะสามารถ
่ ขอใบขับขี่ใหม่ได้
ส่วนผู้ที่ขับขี่ยานพาหนะในขณะมึนเมาอันเป็น เหตุให้มีผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ
อย่างน้อยสุด
2
คน
จะถูกสั่ง ห้ามขับขี่ยานพาหนะตลอดชีวิต
และหากผู้ขับขี่ฯ
คนใดกระทำ ผิดกฎหมายอย่างร้ายแรงจะถูกจำคุก ซึ่งในช่วงหลายปีมานี้
จีนได้ ผ่านกฎหมายให้เพิ่มบทลงโทษผู้กระทำผิดกรณี “ดื่มแล้วขับ” และ “เมาแล้วขับ” อย่างรุนแรง
โดยหากถูกจับอาจได้รับโทษ สูงสุดทั้งถูกกักขัง จำคุก และยึดใบขับขี่ตลอดชีวิต
ก่อนหน้านี้
เมื่อเดือนกรกฎาคม
พ.ศ.
2552
ศาลเมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน เคยพิ พ ากษาตั ด สิ น ประหารชี วิ ต นายซุ น
http://mgr.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9540000099759
เหวยหมิง
ในความผิดก่ออันตรายต่อสาธารณะ
โดยขับรถขณะ เมาสุราและชนคันอื่นเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 4 รายมาแล้ว
(ซึ่งในเวลาต่อมามีการลดโทษให้เหลือจำคุกตลอดชีวิต)
และเมื่อ วันที่
17
พฤษภาคม
พ.ศ.2554
นี้เอง
ศาลประชาชนเขตตงเฉิง กรุงปักกิ่ง ยังได้พิพากษาลงโทษจำคุกนายเกา
เสี่ยวซง
นักแต่ง เพลง
-
โปรดิ ว เซอร์ ช ื ่ อ ดั ง ของวงการบั น เทิ ง จี น และกรรมการ รายการไชน่า
ก็อท
ทาเลนท์
ในความผิดฐานขับขี่พาหนะอันน่า จะก่อให้เกิดอันตรายเพราะดื่มสุรา
เป็นเวลา
6 เดือน
และให้ ปรับอีก
4,000 หยวนด้วย
จากตัวอย่างที่มีการตัดสินลงโทษ สถานหนักนีเอง
ทำให้นกดืมในประเทศจีนระมัดระวังตัวกันมากขึน
่ ั ่ ้
เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม
2554
หนังสือพิมพ์ซินเหวินฮั่วเปื้ ของจีน
ได้ลงข่าวหนุ่มสาวชาวจีนในชุดทำงานกว่าสิบคน
ช่วยกันเข็นรถเก๋งโฟล์คสวาเกนไปบนถนนเป็นระยะทางหลาย กิโลเมตร
โดยเมื่อมีผู้เข้าไปสอบถามว่า
รถดังกล่าวเสียและต้อง เข็นไปอู่ซ่อมใช่หรือไม่
ก็ได้รับคำตอบว่าไม่ใช่
แต่กำลังช่วยกัน เข็นรถเจ้านายกลับบ้าน
เรื่องของเรื่องคือ
พนักงานบริษัทเอกชน แห่งหนึ่งในเมืองฉางชุนนัดสังสรรค์กันในช่วงเย็น
ณ
โรงแรมแห่ง หนึ่งบนถนนกุยกู่
เมื่องานเลี้ยงใกล้เลิก
ผู้จัดการบริษัทแซ่จางเพิ่ง นึกขึ้นได้ว่าดื่มมากเกินไปแล้ว
คราวนี้จะขับรถกลับบ้านกันอย่างไร
จะจอดรถทิ้งไว้ที่โรงแรมคืนนี้ก็ไม่ค่อยไว้วางใจ
ในที่สุดก็มีความ
คิดตรงกันว่าให้ทุกคนช่วยกันเข็นรถกลับบ้าน
เพราะบ้านของ
ผู้จัดการก็อยู่ไม่ไกลจากโรงแรม
แถมทุกคนยังได้ออกกำลังกายกัน อีกด้วย
ในทีสดทังรถและคนก็ถงทีหมายโดยใช้เวลาเข็นรวม
45
นาที
่ ุ ้ ึ ่ หรือคิดเป็นระยะทางรวมกว่า
5
กิโลเมตร
โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้ทุกคนจะเหนื่อยสายตัวแทบขาด
แต่ก็รู้สึกสนุกสนานเฮฮากัน ไม่น้อย
ด้านตำรวจจราจรเมืองฉางชุน
เมื่อทราบเรื่องดังกล่าวก็ให้ ความเห็นว่า
กรณีที่คนดื่มสุราแล้วขึ้นไปนั่งบนที่นั่งคนขับโดยไม่ได้ ติดเครื่อง
แต่มีคนอื่นเข็นรถให้นั้นไม่ถือเป็นกรณี
“ดื่มแล้วขับ”
หรือ
“เมาแล้วขับ”
แต่การกระทำดังกล่าวตำรวจไม่สนับสนุนเพราะ
อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุ
และส่งผลเสียต่อการจราจรได้ได้
ข่าวนี้ “ชาวเน็ต” ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่าอยากดัง ฯลฯ แต่อย่างน้อยที่สุดสิ่งที่เห็นคือ การ เกรงกลัวกฎหมาย และการลงโทษจริงไม่ว่าจะเป็นคนมีชื่อ เสียงขนาดไหนก็ตาม ไม่เหมือนบ้านเราที่คนมีชื่อเสียงมักได้ รับอภิสิทธิ์ ถูกลงโทษสถานเบาหรือไม่ถูกตัดสินความผิดใน หลายๆกรณีที่ควรได้รับโทษ
เครือข่ายลดอุบัติเหตุ
ชั้น
1
อาคารราชประชาสมาสัย
กรมควบคุมโรค
กระทรวงสาธารณสุข
ถนนติวานนท์
อำเภอเมือง
จังหวัดนนทบุรี
11000
โทรศัพท์
0-2588-3769
โทรสาร
0-2580-0518
เนื้อหานี้เผยแพร่ภายใต้ลิขสิทธิ์ ครีเอทีฟ คอมมอนส์ 3.0 ประเทศไทย โดยแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


แสดงความคิดเห็น