ข้ามสู่เนื้อหาหลัก
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ Thaihealth.or.th

รวมลิงก์ตัวช่วยเหลือการเข้าถึงเว็บไซต์

  • ตัวช่วยเหลือการเข้าถึงเว็บไซต์
  • กล่องค้นหาในเว็บไซต์
  • ไปยังเนื้อหาหลัก
  • ไปยังเมนูหลัก
  • ไปยังด้านบนสุด
  • แผนผังเว็บไซต์ Sitemap

ส่วนของสมาชิก

  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
คลิกที่นี่เพื่อต้องการปิดส่วนของเข้าระบบ

บัญชีผู้ใช้

ช่องที่มีเครื่องหมาย * หมายถึงช่องที่จำเป็นต้องกรอกข้อมูล
ข้อมูลเข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • ลืมรหัสผ่าน
กด ESC หรือปุ่ม ปิด เพื่อปิดหน้าต่างนี้

เมนูหลัก

  • สาระสุขภาพ
    • เกาะติดสถานการณ์
    • ก้าวทันกระแส
    • สำนักข่าวสร้างสุข
    • สร้างสุขกับ สสส.
    • ข่าวสุขภาพ
    • บทความ
    • เคล็ดลับคนดังสุขภาพดี
    • เกร็ดความรู้
    • โพลสุขภาพ
    • เว็บบอร์ดสร้างสุข
  • เพื่อนสร้างสุขภาวะ
    • ภาคีบอกข่าว
    • เรื่องเล่าจากภาคี
    • แนะนำภาคี
    • รอบรู้เรื่องโครงการ
    • มัลติมีเดีย
    • แนะนำสื่อ
    • แกลลอรี่
    • บล็อก
    • รอบรู้สุขภาพโลก
  • เกี่ยวกับเรา
    • รู้จัก สสส.
    • คุยกับผู้จัดการ
    • ประกาศทั่วไป
    • ประกาศเรื่องทุน
    • ปฏิทินกิจกรรม
    • เสนอโครงการออนไลน์
    • ติดต่อสำนักงาน
    • แบบฟอร์มสมัครงาน
    • ระเบียบคำสั่ง

ขณะนี้คุณอยู่ที่:

  • หน้าแรก
  • เพื่อนสร้างสุขภาวะ
  • แนะนำสื่อ
  • วิจัยและขับเคลื่อนเพื่อกำลังคนด้านสุขภาพ

วิจัยและขับเคลื่อนเพื่อกำลังคนด้านสุขภาพ

โดย webmaster | วันที่ 21 พฤษภาคม 2555
:: สํานักงานวิจัยและพัฒนากําลังคนดานสุขภาพ :: 6 (สวค.) ป 6 ปี สวค. :: 1 116 :: 6 ปี สวค. 6 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 7 บทที่ 1 บนเส้นทางก่อเกิด านักงานวิจัยและพัฒนาก�าลังคนด้านสุขภาพ (สวค.) เป็นหน่วยงานวิชาการ อิสระ ก่อตั้งขึ้นในปี 2548 โดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และ ส�านักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ เพื่อให้ท�าหน้าที่สร้างและ จัดการองค์ความรู้ ตลอดทั้งพัฒนาศักยภาพคนและระบบการบริหารและจัดการก�าลัง คนด้านสุขภาพ เพื่อหนุนเสริมการพัฒนานโยบายและการจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพ ช่วงเวลาที่ สวค. ถือก�าเนิดขึ้นนั้นถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ระบบบริหารและจัดการก�าลัง คนด้านสุขภาพของประเทศไทยก�าลังอยู่ในสถานการณ์แห่งความยากล�าบากจากการ เปลี่ยนแปลงของบริบทต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจ (ตั้งแต่ปี 2543) ซึ่งทั้ง ภาครัฐและเอกชนต่างเร่งปรับทิศทางการพัฒนาเพือเร่งฟืนฟูองค์กรและประเทศ นโยบาย ่ ้ การพัฒนาระบบบริการสุขภาพของประเทศให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพของอาเซียนเพื่อ น�าเงินตราต่างประเทศเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ส่งผลให้ภาคเอกชนมีความ ต้องการก�าลังคนด้านสุขภาพมากขึน ขณะทีนโยบายการลดอัตราก�าลังข้าราชการพลเรือน ้ ่ ของรัฐบาล เพื่อประหยัดงบประมาณของแผ่นดิน ส่งผลกระทบท�าให้มีบุคลากรเดินทาง เข้าสู่ระบบบริการสุขภาพในภาครัฐน้อยลง ขณะที่การเกิดระบบหลักประกันสุขภาพ ถ้วนหน้า เพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศเข้าถึงบริการสุขภาพโดยก้าวข้ามอุปสรรคทาง เศรษฐกิจ ท�าให้ประเทศมีความต้องการก�าลังคนด้านสุขภาพมากขึ้น รวมไปถึงจ�านวน ประชากรทีมากขึน และรูปแบบโครงสร้างประชากรทีเปลียนแปลงไป ท�าให้มความต้องการ ่ ้ ่ ่ ี บุคลากรด้านสุขภาพหลากหลายสาขามากขึ้น เหตุการณ์และนโยบายที่เกิดขึ้นตลอด ทศวรรษ 2540 ส่งผลให้การบริหารและจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพของประเทศมีความ ซับซ้อนมากขึ้น ต้องการหน่วยงานทางวิชาการเฝ้าระวังสถานการณ์และพัฒนาองค์ ความรู้ด้านการบริหารและจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพเป็นการเฉพาะ และนี่เป็นเหตุผล ที่ สวรส. และส�านักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศได้ก่อตั้ง สวค. ขึ้นมา 8 :: 6 ปี สวค. สํ แม้จะได้รบการมอบหมายและคาดหวังให้เป็นหน่วยงานทีรบผิดชอบการสร้าง ั ่ั องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพ เพื่อหนุนเสริม การก�าหนดนโยบายและการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาก�าลังคนด้านสุขภาพของประเทศ เป็นการเฉพาะ แต่ สวค. ก็มิใช่หน่วยงานแรกที่มีหน้าที่นี้ เพราะงานด้านการสนับสนุน วิชาการที่เชื่อมโยงกับการบริหารและจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพของประเทศเป็นงานที่ มีประวัติความเป็นมายาวนานควบคู่กับพัฒนาการของระบบบริการสุขภาพของประเทศ เนื่องจากคนเป็นองค์ประกอบที่มีความส�าคัญในระดับต้นๆ ของระบบบริการสุขภาพ นอกจากจะเป็นทรัพยากรที่ใช้งบประมาณมากที่สุดแล้ว คนยังเป็นผู้ใช้ทรัพยากรอื่นๆ เป็นผู้ให้บริการ และก�าลังคนมีบทบาททั้งเป็นผู้สนับสนุนหรืออาจจะเป็นอุปสรรคต่อ ระบบหากไม่ได้รับการจัดการที่เหมาะสม การจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพเพื่อให้ก�าลังคนทุกประเภท มีการกระจาย อย่างเป็นธรรม ครอบคลุมสถานบริการทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในเขตชนบทและ เขตเมือง ครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศนั้นเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน และกระทรวง สาธารณสุขรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีความพยายามในการแก้ปัญหาก�าลังคนอยู่ อย่างต่อเนือง แต่ดวยความทีปญหาก�าลังคนนอกจากมีความเกียวข้องกับความต้องการ ่ ้ ่ ั ่ การบริการสุขภาพทีเปลียนไปแล้ว ยังมีความเกียวข้องกับบริบทด้านเศรษฐกิจและสังคม ่ ่ ่ ของประเทศและของโลกซึงมีการเปลียนแปลงอยูตลอดเวลา และเป็นปัจจัยทีไม่สามารถ ่ ่ ่ ่ ควบคุมได้ นอกจากนันการจัดการปัญหาก�าลังคนยังมีความเกียวพันกับหลายปัจจัย ได้แก่ ้ ่ นโยบายรัฐบาลที่เกิดขึ้น และการมีหลายภาคส่วนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นหน่วย บริการสุขภาพทั้งภาครัฐและเอกชนซึ่งเป็นผู้ใช้ก�าลังคน สถาบันการศึกษาซึ่งเป็นผู้ผลิต ก�าลังคน องค์กรวิชาชีพ และภาคประชาสังคม การแก้ไขปัญหาที่ยิ่งใหญ่และซับซ้อน อย่างก�าลังคนด้านสุขภาพจึงต้องการยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมในการร่วมมือระหว่างภาคี เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ปัญหาก�าลังคนผ่านกระบวนการสร้างองค์ความรู้เพื่อหนุน เสริมนโยบายและน�าไปสู่การปฏิบัติ ดังนั้น ถ้าจะกล่าวให้ถูกต้องจ�าเพาะลงไปก็คือ สวค. เป็นผลผลิตที่เกิดจากการ ตกผลึกของขบวนการแก้ปญหาทีเกียวข้องกับการบริหารและจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพ ั ่ ่ ของประเทศ ซึ่งสามารถสรุปให้เห็นภาพของพัฒนาการได้ดังนี1 ้ 1. Wibulpolprasert S. Developing regional capacity and leadership on HRH. In Global Health Workforce Alliance Awards Nominations Booklet, Second Global Forum on Health Resources for Health, 25-29 January 2011. Bangkok. Thailand; 2011. 6 ปี สวค. :: 9 ยุคที่ 1 ยุคแห่งเอกภำพของผู้ผลิต และผู้ใช้ก�ำลังคนด้ำนสุขภำพ (2485 - 2501) นับจากการก่อตังกระทรวงสาธารณสุขในช่วงประมาณปี 2485 จนถึงประมาณ ้ ปี 2502 ซึ่งเป็นช่วงต้นของการพัฒนาการแพทย์แผนตะวันตก ถือเป็นช่วงที่ระบบการ บริหารจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพของประเทศมีความเป็นเอกภาพอย่างยิ่ง เพราะใน ยุคนั้นสถาบันผลิตก�าลังคนด้านการแพทย์และสาธารณสุขยังอยู่ภายใต้สังกัดกระทรวง สาธารณสุข โดยโรงเรียนแพทย์ในเวลานั้นมีฐานะเป็นกรมวิชาการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของกระทรวงสาธารณสุข ในขณะเดียวกันกระทรวงสาธารณสุขก็ได้จัดตั้งวิทยาลัย การพยาบาลเป็นของตนเอง ผู้ที่ส�าเร็จการศึกษาเกือบทั้งหมดจะเข้าปฏิบัติงานในหน่วย บริการสังกัดกระทรวงสาธารณสุข การบริหารและจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพในยุคนี้ ถือได้วาเป็นไปด้วยความราบรืน มีอปสรรคปัญหาน้อยทีสดเมือเทียบกับยุคอืนๆ เพราะ ่ ่ ุ ุ่ ่ ่ กระทรวงสาธารณสุขสามารถวางแผนการผลิตและบริหารจัดการก�าลังคนทุกระดับได้ อย่างเต็มที่ ทั้งในเชิงจ�านวนและคุณภาพ เพราะสามารถออกแบบหลักสูตรให้สามารถ ผลิตก�าลังคนที่มีคุณสมบัติตรงกับความต้องการของหน่วยบริการได้ อิสระของสภาวิชาชีพอื่นๆ ได้แก่ สภาการพยาบาล ตั้งขึ้นในปี 2531 ทันตแพทยสภา ปี 2536 สภาเภสัชกรรม ปี 2537 สภาเทคนิคการแพทย์ ในปี 2542 และสภากายภาพบ�าบัดใน ปี 2545 การเกิดขึนของสภาวิชาชีพทีหลากหลายเช่นนีแสดงให้เห็นว่ากระทรวงสาธารณสุข ้ ่ ้ มีข้อจ�ากัดในการจัดการด้านก�าลังคนโดยตนเองมากขึ้น และการเพิ่มภาคีการจัดการ ก�าลังคนนั้นไม่เพียงแต่มีภาคีด้านการผลิต ภาคีด้านวิชาชีพเพิ่มขึ้น เท่านั้น ภาคีของผู้ใช้ หรือผู้จัดระบบบริการเองก็มีภาคส่วนของภาครัฐนอกกระทรวงสาธารณสุข และภาค เอกชนด้วยเช่นกัน จะเห็นว่า ณ ช่วงนี้การจัดการก�าลังคนเริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้น ยุคที่ 3 ยุคแห่งสัมพันธภำพ ระหว่ำงพหุภำคีก�ำลังคนด้ำนสุขภำพ (2521 – 2534) ในช่วงประมาณปี 2523 นั้นรัฐบาลไทยได้สนับสนุนการน�ากลยุทธ์สาธารณสุข มูลฐานมาใช้ และได้ก�าหนดนโยบายพัฒนาระบบบริการสุขภาพในชนบทและน�าสู่การ ปฏิบัติอย่างแข็งขัน โดยมีการสร้างและพัฒนาสถานบริการระดับปฐมภูมิในชนบท คือ สถานีอนามัย และโรงพยาบาลชุมชนเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงดังกล่าว และมีความ จ�าเป็นต้องเพิ่มก�าลังคนเข้าไปสู่ระบบ จึงเกิดความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตซึ่งก็คือสถาบัน การศึกษาในระดับวิชาชีพและสถาบันการศึกษาในกระทรวงสาธารณสุขและผู้ใช้คือ กระทรวงสาธารณสุข และภาคีหลักที่ส�าคัญได้แก่ส�านักงานคณะกรรมการพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และส�านักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) ใน การผลิตก�าลังคนเติมเข้าไปในระบบบริการสุขภาพ ก่อให้เกิดมติคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง “คณะกรรมการประสานงานทางการแพทย์และสาธารณสุข” ขึ้นในปี 2525 โดยความ ร่วมมือระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ก�าลังคนด้านสุขภาพ เพื่อเป็นกลไกเชื่อมโยงการผลิต ก�าลังคนเพื่อสอดคล้องกับการพัฒนาระบบบริการสุขภาพของประเทศ และมี “ศูนย์ ประสานงานทางการแพทย์และสาธารณสุข” เป็นเลขานุการ คณะกรรมการมาจาก ทั้งภาคส่วนกระทรวงสาธารณสุข สถาบันการศึกษา ส�านักงานคณะกรรมการพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติิ ส�านักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ส�านัก งบประมาณ แพทยสภา และสภาการพยาบาล โดยปลัดกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรี ว่าการทบวงมหาวิทยาลัย ผลัดกันด�ารงต�าแหน่งประธานคราวละ 1 ปี ศูนย์ประสานงาน ทางการแพทย์และสาธารณสุขได้คัดสรรผู้น�าใหม่ๆ และมีกระบวนการพัฒนาศักยภาพ 6 ปี สวค. :: ยุคที่ 2 ยุคแห่งอิสรภำพ ระหว่ำงผู้ผลิต ผู้ใช้ก�ำลังคนด้ำนสุขภำพและองค์กรวิชำชีพ (2502 – 2533) ในปี 2502 เกิดการเปลียนแปลงทีถอได้วาส�าคัญยิงในระบบบริหารและจัดการ ่ ่ื ่ ่ ก�าลังคนด้านสุขภาพของประเทศ เมื่อภาคส่วนการผลิต คือ สถาบันการศึกษาที่ผลิต บุ ค ลากรระดั บ วิ ช าชี พ ได้ แ ยกตั ว ออกมาจากกระทรวงสาธารณสุ ข เข้ า สู ่ สั ง กั ด ทบวง มหาวิทยาลัย การผลิตเอง ใช้เอง จะเหลืออยู่เพียงเฉพาะวิชาชีพพยาบาล และการ ผลิตบุคลากรในระดับต�่ากว่าปริญญาตรีเท่านั้น การที่ฝ่ายผลิตและฝ่ายใช้ก�าลังคน อยู่ต่างสังกัดราชการกัน ท�าให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ก�าลังคนด้านสุขภาพ เริ่มสั่นคลอน การผลิตที่เคยเชื่อมโยงและตอบสนองต่อระบบสุขภาพของประเทศ ซึ่งมี กระทรวงสาธารณสุขเป็นรับผิดชอบดูแลเป็นหลัก เริ่มมีช่องว่าง และยิ่งไปกว่านั้นในปี 2507 สภาวิชาชีพแพทย์ซงเดิมเคยอยูภายใต้กระทรวงสาธารณสุขได้ถกจัดตังเป็นองค์กร ึ่ ่ ู ้ อิสระภายใต้การบริหารจัดการของ “แพทยสภา” ตามมาด้วยการก่อตั้งอย่างแยกตัวเป็น 10 :: 6 ปี สวค. 11 ผูนาใหม่ขนมาเพือท�าหน้าทีสนับสนุนข้อมูลเชิงวิชาการและเชือมประสานต่างๆ เพือตอบ ้ � ึ้ ่ ่ ่ ่ สนองต่อความต้องการของคณะกรรมการประสานงานทางการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งกลไกดังกล่าวมีประสิทธิภาพและสามารถพัฒนาแผนการผลิตแพทย์และบุคลากร สาธารณสุขเพื่อตอบสนองความต้องการของระบบบริการสุขภาพในชนบทและสามารถ น�าแผนไปสู่การปฏิบัติได้ นอกจากนั้นผลจากการประชุมวิชาการแพทยศาสตร์ศึกษาครั้งที่ 4 ในปี 2525 ได้ส่งผลต่อการปรับปรุงหลักสูตรแพทยศาสตร์ศึกษาไปในทิศทางการเตรียมแพทย์ เพื่อการปฏิบัติงานในชนบท โดยก�าหนดคุณลักษณะแพทย์ 4 คุณลักษณะ คือการเป็น แพทย์ที่ดี เป็นครูที่ดี เป็นผู้บริหารที่ดี และเป็นผู้สนับสนุนการด�าเนินงานสาธารณสุข มูลฐาน การเพิ่มการผลิตของแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข ตลอดจนการอบรม อาสาสมัครสาธารณสุขที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น เป็นไปโดยปราศจากการคัดค้านจาก องค์กรวิชาชีพ นอกจากนั้นตัวแทนแพทย์ชนบทยังได้รับการคัดเลือกเข้าไปเป็นคณะ กรรมการแพทยสภาและยิ่ ง ท� า ให้ ก ารสนั บ สนุ น หลั ก การสาธารณสุ ข มู ล ฐานเป็ น ไป อย่างแข็งขัน บุคลากรสาธารณสุขในยุคนั้นต่างท�างานสนับสนุนหลักการสาธารณสุข มูลฐานและมีปณิธานอันแรงกล้าในการท� างานเพื่อชนบท ผลที่เกิดขึ้นส่งผลให้โรง พยาบาลชุมชนทุกแห่งมีแพทย์ และสถานีอนามัยมีบุคลากรเพิ่มขึ้น และการกระจาย แพทย์สู่ภูมิภาคมีสถานการณ์ดีขึ้นมาก สิ่งเหล่านี้เป็นบทเรียนที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อ มีความร่วมมือในการแก้ปัญหาก�าลังคนจากทุกภาคส่วน แม้ปัญหานั้นจะเป็นปัญหา ใหญ่และมีความซับซ้อน แต่การแก้ปัญหาก็จะบรรลุผลได้ ขณะเดียวกันในปี 2536 “คณะกรรมการประสานงานทางการแพทย์และ สาธารณสุข” ซึ่งตั้งขึ้นในปี 2525 ถูกยุบลง เนื่องจากเหตุผลทางการเมืองจึงขาดกลไกที่ จะมาเชื่อมประสานระหว่างภาคีในการแก้ปัญหา แพทย์ภาคเอกชนเริ่มเข้ามามีอิทธิพล ในแพทยสภาและมีทิศทางความสนใจไปในด้านการปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิก ในช่วงปี 2538 - 2539 สถาบันวิจยระบบสาธารณสุข สถาบันพระบรมราชชนก ั และส�านักนโยบายและแผนสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ได้รวมกันพัฒนาศักยภาพ ่ นักวิจัยรุ่นใหม่และร่วมกันจัดท�าโครงการวิจัยด้านการคาดการณ์ก�าลังคนในกลุ่มวิชาชีพ ต่างๆ ท�าให้เกิดองค์ความรู้ในการคาดการณ์ก�าลังคนและมีเครือข่ายนักวิชาการ และ ต่อมาได้มีการด�าเนินกิจกรรมในด้านการเผยแพร่องค์ความรู้ในระดับนานาชาติ ได้แก่ มีการจัดท�าวารสารวิชาการพัฒนาก�าลังคนด้านสุขภาพ (Human Resources for Health Development Journal) ใน พ.ศ. 2540 และจัดมีการจัดสัมมนาเพื่อเพิ่มพูนความรู้แก่ กลุ่มนักวิชาการ ได้เกิดนักวิชาการด้านก�าลังคนขึ้นในประเทศไทย และ 5 ปีต่อมา เพื่อ ให้สอดคล้องกับพัฒนาการด้านการสื่อสารของโลก วารสารวิชาการพัฒนาก�าลังคน ด้านสุขภาพนี้ ได้พัฒนาเป็นวารสารออนไลน์ (www.human-resources-health.com/) บริหารจัดการโดยองค์การอนามัยโลกถึงปัจจุบันนี้ ประมาณปี 2540 ประเทศไทยได้เผชิญกับภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ท�าให้ใน ช่วงต้นทศวรรษ 2540 รัฐบาลจึงให้ความสนใจกับนโยบายที่มุ่งเน้นไปที่การประหยัด งบประมาณภาครัฐและกระตุ้นเศรษฐกิจภาคเอกชน เช่น การปฏิรูประบบราชการ ที่มีการควบคุมอัตราก�าลังข้าราชการพลเรือน ส่งผลให้ไม่มีกรอบอัตราก�าลังส�าหรับ บุคลากรรุ่นใหม่ ท�าให้มีบุคลากรเข้ามาสู่ระบบบริการสุขภาพภาครัฐลดน้อยลง การเร่ง สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพภาคเอกชน เพื่อสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ รวมไปถึงการบังคับใช้นโยบายหลักประกันสุขภาพ ซึ่งเป็นการมุ่งความสนใจไปที่การ ปฏิรูประบบการเงินการคลังด้านสุขภาพ การให้ความสนใจในด้านก�าลังคนจึงลดน้อยลง อย่างไรก็ตามยังมีมาตรการที่เกี่ยวกับก�าลังคนเกิดขึ้นบ้างในช่วงเวลานั้น เช่น การเพิ่ม การผลิตแพทย์ การผลิตและพัฒนาพยาบาลเทคนิคเป็นพยาบาลวิชาชีพ การเพิ่มค่า ตอบแทนแพทย์ปฏิบัติงานในชนบท เป็นต้น แต่มาตรการต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิด จากการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการพหุพาคี ยุคที่ 4 ยุคแห่งเสรีภำพ และกำรกระจำยก�ำลังคนที่ไม่เป็นธรรม (2535 - 2547) สถานการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในระหว่างปี 2530 - 2547 ได้ท�าให้เกิดการขยายตัวของสถานบริการภาคเอกชน ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายของ ก� า ลั ง คนโดยเฉพาะแพทย์ จ ากภาครั ฐ ในชนบทสู ่ ภ าคเอกชนในเมื อ งใหญ่ จนเกิ ด การขาดแคลนแพทย์ในชนบทรุนแรง ประมาณปี 2538 - 2539 มีโรงพยาบาลชุมชน ถึง 20 แห่งไม่มีแพทย์ประจ�า ขณะที่ประชากรแพทย์ในกรุงเทพฯ มีความหนาแน่นเป็น 14 เท่าของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 12 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 13 ยุคที่ 5 ยุคแห่งภรำดรภำพ เพื่อควำมเป็นธรรมด้ำนก�ำลังคน (2548 - ปัจจุบัน) เป็ น ยุ ค ที่ เ กิ ด ความร่ ว มมื อ จากหลายภาคส่ ว นในการขั บ เคลื่ อ นงานด้ า น ก�าลังคนด้านสุขภาพ มีการฟื้นฟูคณะกรรมการประสานงานทางการแพทย์และการ สาธารณสุขขึ้นใหม่ ในรูปของการจัดตั้งคณะกรรมการก�าลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ ภายใต้ พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 และการเกิดขึ้นของส�านักงานวิจัยและ พัฒนาก�าลังคนด้านสุขภาพ (สวค.) จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของบริบทต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงหลังวิกฤติ เศรษฐกิจ (ตั้งแต่พ.ศ. 2543) ส่งผลกระทบอย่างมากต่อปัญหาก�าลังคน ซึ่งจะเห็นได้ว่า สถานการณ์การจัดการก�าลังคนเริมมีความซับซ้อนมากขึน และจ�าเป็นต้องมีกระบวนการ ่ ้ ขับเคลือนการแก้ไขปัญหาทีอางอิงกับข้อมูลเชิงประจักษ์และมีกระบวนการมีสวนร่วมจาก ่ ่ ้ ่ พหุภาคีที่เกี่ยวข้อง ปี 2548 สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และส�านักงานพัฒนา นโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ จึงได้จัดตั้ง “ส�านักงานวิจัยและพัฒนาก�าลังคนด้าน สุขภาพ (สวค.)” โดยการสนับสนุนงบประมาณจากส�านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้าง เสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อให้ท�าหน้าที่สร้างและจัดการองค์ความรู้ด้านการบริหารและ จัดการก�าลังคนด้านสุขภาพเป็นการเฉพาะ ตลอดทั้งพัฒนาศักยภาพเพื่อหนุนเสริมการ พัฒนานโยบายและการจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพของประเทศ และในปีนั้นเอง สวค. ได้ร่วมกับ ส�านักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สวรส., ส�านักนโยบายและ ยุทธศาสตร์ (สนย.) กระทรวงสาธารณสุข และภาคีที่เกี่ยวข้องพัฒนา “แผนยุทธศาสตร์ ทศวรรษก�าลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550-2559 ซึ่งผ่านการพิจารณาเห็นชอบ จากคณะรัฐมนตรีในปี 2550 ต่อมานายกรัฐมนตรีได้ตั้ง “คณะกรรมการก�าลังคนด้าน สุขภาพแห่งชาติ” ภายใต้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ซึงมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ่ เพื่อท�าหน้าที่ก�ากับ ติดตาม ตลอดทั้งให้ข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในการขับเคลื่อน และผลักดันการด�าเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ฯ สมาชิกของคณะกรรมการก�าลังคน ด้านสุขภาพแห่งชาติ ประกอบด้วย ผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนกระทรวง ศึกษาธิการ ผู้แทนสภาวิชาชีพต่างๆ สถานพยาบาลเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตัวแทนจากผู้บริโภค และประชาสังคม เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วน เกี่ยวข้องกับการบริหารและจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพ เพื่อให้การขับเคลื่อนงานของคณะกรรมการก�าลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จ�าเป็นต้องมีทีมเลขานุการท�าหน้าที่สนับสนุนด้านวิชาการ 14 :: 6 ปี สวค. และเป็นกลไกขับเคลื่อนมติของคณะกรรมการฯ ไปสู่การปฏิบัติ ทีมเลขานุการฯ ซึ่ง ประกอบด้วย สวรส. สนย. สช. และ สวค. จึงได้รับการแต่งตั้งขึ้น โดยมี สวค. ท�าหน้าที่ หลักในการสร้างองค์ความรู้เพื่อหนุนเสริมการก�าหนดนโยบายและการขับเคลื่อนการ แก้ปัญหาก�าลังคนด้านสุขภาพของคณะกรรมการก�าลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมี การประชุมกันอย่างสม�่าเสมอภายใต้การสนับสนุนของทีมเลขานุการ จะเห็นได้ว่าปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพ ของประเทศไทย เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและนับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น นอกจากจะมี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการก� าลังคนโดยตรงเป็นจ�านวนมาก ทั้งด้าน ผู้ผลิต ได้แก่ สถาบันการศึกษาต่างๆ ผู้ใช้งานทั้งภาครัฐและเอกชน และตัวก�าลังคนเอง นอกจากนียงมีภาคประชาชนผูรบบริการ ซึงเป็นผูได้รบผลกระทบจากการบริหารจัดการ ้ ั ้ั ่ ้ ั ก�าลังคนและจากการให้บริการของก�าลังคนโดยตรง เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง การแก้ไข ปั ญ หาและการบริ ห ารและจั ด การก� า ลั ง คนด้ า นสุ ข ภาพให้ มี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ จึ ง ต้ อ ง อาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ภายใต้องค์ความรู้และระบบฐานข้อมูลที่มี ประสิทธิภาพ และบุคลากรด้านก�าลังคนที่มีศักยภาพ และสามารถพัฒนาองค์ความรู้ โดยมีความเชื่อมโยงไปสู่การปรับเปลี่ยนนโยบาย ยุทธศาสตร์และยุทธวิธี ที่ท�าให้เกิด การด�าเนินการในลักษณะที่เป็นพลวัต และมีผลอย่างยั่งยืนในการพัฒนาก�าลังคนด้าน สุขภาพ เพื่อให้มีก�าลังคนด้านสุขภาพที่มีปริมาณ ประเภท และการกระจายที่เหมาะสม มีคุณภาพ สามารถท�างานได้อย่างเต็มความสามารถ และสอดคล้องกับระบบบริการ สาธารณสุข 6 ปี สวค. :: 15 สถำนกำรณก�ำลังคนด้ำนสุขภำพ ในช่วงกำรก่อเกิดของ สวค. (ปลำยทศวรรษ 2540 ต่อต้นทศวรรษ 2550) 1. 2. 3. การขาดแคลนก�าลังคน การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ส่งผลกระทบต่อความต้องการ ก�าลังคนที่เพิ่มขึ้น เช่น นโยบายการประกันสุขภาพถ้วนหน้า นโยบายการรับยา ต้านไวรัสเอดส์ของผู้ติดเชื้อ HIV/AIDs ทุกคน อุบัติการณ์ของโรค SARS โรคไข้หวัดนก การเพิ่มขึ้นของโรคเรื้อรังและประชากรสูงอายุ การเพิ่มขึ้นของแรงงานต่างด้าว และ นโยบายส่งเสริมการให้บริการสาธารณสุขแก่ชาวต่างชาติ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ท�าให้เกิด ความต้องการก�าลังคนซึ่งมีจ�านวนจ�ากัด ส่งผลให้เกิดปัญหาความขาดแคลนมากยิ่งขึ้น การขาดกลไกการผลักดันเชิงนโยบาย การพัฒนาระบบก�าลังคนที่ผ่านมาขาด ความต่อเนื่อง เนื่องจากก�าลังคนด้านสุขภาพมีส่วนเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอื่นๆ รัฐและเอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรวิชาชีพ องค์กรปกครองส่วนท้องถิน และภาคประชาชน เป็นต้น ดังนันมีความจ�าเป็นต้องมีกลไก ่ ้ อิสระที่มีบทบาทหน้าที่ในการประสานเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเพื่อการก�าหนดวิสัยทัศน์ การวางแผน การควบคุมและประเมินผล โดยกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน การขาดการเชื่อมโยงระหว่างการวางแผนก�าลังคนและการผลิต การขาดการ เชื่อมโยงระหว่างสถาบันการผลิตและระบบสาธารณสุขนั้น ส่งผลต่อการผลิตที่ ไม่สอดคล้องกับความต้องการของระบบสุขภาพทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ และส่งผล ต่อปัญหาการขาดแคลนในบางวิชาชีพ เช่นแพทย์ พยาบาล ในขณะที่บางวิชาชีพ เช่น ทันตแพทย์ และเภสัชกร มีแนวโน้มจะเต็มอัตราก�าลังที่ได้รับการจัดสรรในภาครัฐ การขาดองค์ความรู้ในการสนับสนุนการวางแผนก�าลังคน การวางแผนก�าลัง คนที่มีประสิทธิภาพนั้นจ�าเป็นต้องมีระบบข้อมูลข่าวสารก�าลังคนและองค์ความรู้ ที่รวบรวมและศึกษาอย่างเป็นระบบที่ทันสถานการณ์เพื่อประกอบการตัดสินใจก�าหนด นโยบาย วางแผน ตลอดทั้งการพัฒนาระบบก�าลังคนให้ดียิ่งขึ้น แม้ปัจจุบันจะมีงานวิจัย ด้านก�าลังคนอยู่ในระดับหนึ่ง แต่เนื่องจากบริบทแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และปัญหาการขาดกลไกในการผลักดันงานวิจัยอย่างสม�่าเสมอ และการจัดเก็บข้อมูล อย่างเป็นระบบ ท�าให้การพัฒนางานวิจยด้านนีและการเชือมโยงไปสูการก�าหนดนโยบาย ั ้ ่ ่ ขาดความต่อเนื่อง 4. 5. การกระจายก�าลังคนที่ไม่เป็นธรรม แม้จะมีนโยบายเพิ่มการผลิตและการใช้ มาตรการต่างๆ เพื่อเพิ่มก�าลังคนด้านสุขภาพเข้าไปสู่ชนบทเพื่อการกระจาย อย่างเป็นธรรม แต่ปัญหาด้านความไม่สมดุลของการกระจายก�าลังคนยังคงด�ารงอยู่ จะ เห็นได้จากความหนาแน่นของแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร และพยาบาล ปฏิบัติงานใน กรุงเทพฯ สูงกว่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 5-10 เท่า การขาดแคลนแพทย์ ในชนบทยังเป็นปัญหาที่ส�าคัญ ถึงแม้จะมีเจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชนและพยาบาล เป็นผู้ให้บริการในระดับปฐมภูมิในชนบท แต่อย่างไรก็ตาม มีความจ�าเป็นที่จะต้องมี แพทย์และบุคลากรระดับวิชาชีพอื่นในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมใน การเข้าถึงบุคลากรระดับวิชาชีพ ความไม่เหมาะสมของสิ่งแวดล้อมในการท�างานและระบบการสนับสนุน แม้มีการใช้มาตรการต่างๆ เพื่อจูงใจบุคลากรในการท�างาน ได้แก่ การพัฒนา ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างแรงจูงใจต่างๆ โดยได้น�ามาตรการจูงใจที่ไม่เป็น ตัวเงิน ได้แก่ โอกาสในการศึกษา / ฝึกอบรม มาตรการด้านสังคม เป็นต้น และแรงจูงใจ ด้านการเงิน เช่น การเพิ่มค่าตอบแทนต่างๆ ให้กับกลุ่มวิชาชีพโดยเฉพาะ แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร และพยาบาลวิชาชีพ อย่างไรก็ตาม ยังพบว่ายังมีการโยกย้ายออก จากชนบทในกลุ่มแพทย์ และทันตแพทย์ ซึ่งเกิดจากความไม่พึงพอใจในระบบการ บริหารจัดการ ความต้องการการศึกษาต่อ ภาระงานที่มากเกินไป และรายได้ซึ่งต�่ากว่า ภาคเอกชนมาก นอกจากนั้น การสร้างแรงจูงใจด้านการเงินนั้นอาจก่อให้เกิดปัญหา ความไม่เท่าเทียมในกลุ่มวิชาชีพต่างๆ 16 :: 6 ปี สวค. 6. 6 ปี สวค. :: 17 18 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 19 20 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 21 บทที่ 2 ตัวตนและคน สวค. เป้ำหมำยหลักของ สวค. ท�าให้เกิดกลไกทางวิชาการในการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับ การบริหารและจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพของประเทศ อีกทังมีระบบติดตามสถานการณ์ ้ ก�าลังคนด้านสุขภาพของประเทศ เพือน�าไปสูการปรับปรุงนโยบายให้สอดคล้องกับสภาพ ่ ่ ปัญหา และบริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง แนวทำงและยุทธศำสตร์กำรด�ำเนินงำน เพื่อบรรลุเป้าหมาย สวค. ได้ก�าหนด 3 ยุทธศาสตร์การด�าเนินการ ดังนี้ ยุทธศาสตร์การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการขับเคลื่อนนโยบายก�าลังคนด้าน สุขภาพ >> ยุทธศาสตร์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่จ�าเป็นในการ สนับสนุนและผลักดันนโยบายก�าลังคนด้านสุขภาพ และครอบคลุมไปถึงการขับเคลื่อน ไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายตลอดจนการแปลงแผนยุทธศาสตร์ทศวรรษก�าลังคน ด้านสุขภาพไปสู่การปฏิบัติ โดยผ่านกลไกที่ส�าคัญได้แก่ คณะกรรมการก�าลังคนด้าน สุขภาพแห่งชาติ และหน่วยงานที่มีบทบาทในการก�าหนดนโยบายอื่นๆ ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศก�าลังคนด้านสุขภาพและการ สื่อสาร >> ระบบข้อมูลสารสนเทศก�าลังคนด้านสุขภาพเป็นเครื่องมือส�าคัญใน การวางแผน ก�าหนดทิศทางนโยบาย และก�าหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาก�าลังคนด้าน สุขภาพทั้งในระดับประเทศ และในระดับพื้นที่ รวมทั้งยังใช้เป็นตัวชี้วัดในการติดตาม ประเมินผลการด�าเนินนโยบายต่างๆ ตลอดจนประเมินสถานการณ์ปญหาต่างๆ เกียวข้อง ั ่ กับก�าลังคนด้านสุขภาพ ยุทธศาสตร์นี้จึงก�าหนดขึ้นเพื่อพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศ ก�าลังคนด้านสุขภาพ ให้สามารถเป็นกลไกการเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์กาลังคน � ด้านสุขภาพของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ สวค. ให้ความส�าคัญกับการสื่อสารสาธารณะ และจัดให้เป็นส่วนหนึ่งของ ยุทธศาสตร์ในการด� าเนินงาน ด้วยความตระหนักว่าการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงทางนโยบายที่จะก่อให้เกิดผลกระทบกับการบริหารและจัดการก� าลังคน ด้านสุขภาพนั้น จ�าเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากสังคม เพื่อยกระดับความตระหนัก ถึงปัญหาก�าลังคนเพือให้ประชาสังคมเข้ามาร่วมเป็นกลไกหนึงเพือผลักดันการขับเคลือน ่ ่ ่ ่ เชิงนโยบายในการแก้ปัญหาก�าลังคนด้านสุขภาพ การสื่อสารสาธารณะนอกจากจะ 6 ปี สวค. :: ก ารก่อเกิดของส�านักงานวิจัยและพัฒนาก�าลังคนด้านสุขภาพ (สวค) จึงมุ่งหวัง เพื่อให้เกิดการวางแผน การผลิตและการพัฒนาก�าลังคนที่เหมาะสมและ เพียงพอเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของระบบสุขภาพโดยรวม ทั้งใน ด้านการสร้างเสริมสุขภาพ การรักษาและการฟื้นฟูสุขภาพ อันจะน�าไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดี ของประชาชน และการมีคุณภาพชีวิตและก�าลังใจที่ดีของก�าลังคนด้านสุขภาพ 1. 2. วัตถุประสงค์กำรท�ำงำนของ สวค. 1. สร้างและพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและจัดการก�าลังคน ด้ า นสุ ข ภาพเพื่ อ เป็ น ข้ อ มู ล ประกอบการก�า หนดนโยบายและการวางแผนก�า ลั ง คน ด้านสุขภาพ 2. พัฒนาระบบข้อมูลก�าลังคนเพื่อประกอบการวางแผน การผลิต และการ พัฒนาก�าลังคนด้านสุขภาพให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 3. พัฒนาศักยภาพของบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับงานด้านก�าลังคน ด้านสุขภาพ ทั้งนักบริหารและนักวิชาการให้มีศักยภาพในการวางแผน การผลิตและ การพัฒนาก�าลังคนด้านสุขภาพ 4. ติดตามและประเมินสถานการณ์ อีกทั้งปัจจัยทั้งภายในและภายนอก ประเทศ ทีมผลกระทบต่อการวางแผน ผลิตและพัฒนาก�าลังคนด้านสุขภาพอย่างต่อเนือง ่ ี ่ 5. พัฒนากลไกการน�าองค์ความรู้ไปสู่การก�าหนดนโยบาย และยุทธวิธีในการ พัฒนาก�าลังคนที่สอดคล้องกับระบบบริการสาธารณสุข 22 :: 6 ปี สวค. 23 เป็นการให้ความรู้ความเข้าใจกับสังคมถึงสถานการณ์ในการบริหารและจัดการก�าลังคน ด้านสุขภาพแล้ว ยังเป็นการสื่อสารทางอ้อมไปถึงฝ่ายนโยบายด้วย ยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพด้านการวางแผนและพัฒนาก�าลังคนด้าน สุขภาพ >> การวางแผนและพัฒนาก�าลังคนด้านสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ นอกจากอาศัยองค์ความรู้ที่จ�าเป็นแล้ว บุคลากรที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น ผู้ก�าหนด นโยบาย นักวิชาการ ตลอดจนผูทปฏิบตงานก�าลังคนด้านสุขภาพทังในระดับประเทศและ ้ ี่ ั ิ ้ ระดับพื้นที่ จ�าเป็นต้องมีความรู้และทักษะในด้านการวางแผน และพัฒนาก�าลังคนด้าน สุขภาพอย่างเป็นระบบ เพื่อให้มีความสอดคล้องกับบริบทปัญหาของพื้นที่ ในปัจจุบัน ประเทศไทยยังขาดแคลนนักวิจัยด้านก�าลังคนด้านสุขภาพอยู่มากทั้งในเชิงปริมาณและ คุณภาพ ส่งผลต่อการรวบรวมและผลิตข้อมูลเพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบายของผู้บริหาร ดังนั้นการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ให้มากขึ้นและการพัฒนาศักยภาพนักวิจัยที่มีอยู่เดิมให้มี ความรู้ ความเชี่ยวชาญ จึงมีความจ�าเป็นอย่างยิ่ง ส�านักงานวิจัยและพัฒนาก�าลังคน ด้านสุขภาพจึงได้มีแผนงานในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้านการวางแผนและ พัฒนาก�าลังคนด้านสุขภาพ เพื่อส่งผลให้เกิดการก�าหนดนโยบายที่เหมาะสมและมีการ วางระบบพัฒนาก�าลังคนด้านสุขภาพของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาวต่อไป โดยการด�าเนินงานของ สวค. มีความเชื่อมโยงกับภาคีหลักต่างๆ ได้แก่ สวรส. สนย. สช. องค์กรวิชาชีพ ผู้บริหารระดับประเทศและระดับพื้นที่ และนักวิชาการต่างๆ ภายใต้การหนุนเสริมของคณะกรรมการก� ากับทิศ (Steering Committee) ซึ่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านก�าลังคนด้านสุขภาพ ผู้บริหาร และนักวิชาการ ซึ่งยุทธศาสตร์การ ด�าเนินงานทั้ง 3 มีความเกี่ยวโยงกันดังภาพ ‘กรอบแนวคิดระบบการพัฒนาก�าลังคน ด้านสุขภาพ’ 3. 24 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 25 คณะกรรมกำรก�ำกับทิศทำง แผนงำนพัฒนำก�ำลังคนด้ำนสุขภำพระยะที่ 2 ก�ำลังคน สวค. เพือความคล่องตัวในการท�างาน สวค. พยายามรักษาทีมงานไม่ให้มขนาดใหญ่ ่ ี มากเกินไป อันจะท�าให้เกิดความสิ้นเปลืองในการใช้ทรัพยากรด้านการบริหารองค์กร สวค. เน้นการให้ทุนนักวิจัย เพื่อท�าการศึกษาและรวบรวมองค์ความรู้ โดยท�างาน ร่วมกันกับ สวค. อย่างใกล้ชิด และการท�างานร่วมกับเครือข่าย ก�าลังคนของ สวค. ประกอบไปด้วย ดร. นงลักษณ พะไกยะ ผู้จัดการ ปัจจุบันลาศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ด้าน Global Health and Development มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ นพ. ฑิณกร โนรี นักวิจัย 26 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 27 ผู้ช่วยนักวิจัย และ ผู้ประสานงานด้านบริหาร นส. สัญญา ศรีรัตนะ นายกฤษฎา ว่องวิญู ผู้ช่วยนักวิจัย นส. จิราภรณ หลาบคํา ผู้ช่วยนักวิจัย นส. วรางคณา วรราช ผู้ช่วยนักวิจัย 28 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 29 30 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 31 32 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 33 34 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 35 บทที่ 3 งานและผลของงาน กำรพัฒนำองคควำมรู้ การพัฒนาองค์ความรูทเกียวข้องกับการบริหารและจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพ ้ ี่ ่ ของ สวค. แบ่งได้เป็น 4 ประเด็นใหญ่ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของบริบทของประเทศและโลกและผลกระทบต่อก�าลังคน ด้านสุขภาพ แม้จะมีการแก้ปัญหาก�าลังคนด้านสุขภาพมาอย่างต่อเนื่องเพียงใด แต่การเปลี่ยนแปลงของบริบทต่างๆ ที่อยู่นอกเหนือการบริหารจัดการได้ของผู้ที่ท�างาน เกี่ยวข้องกับการบริหารและจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นสภาวะเศรษฐกิจ และสังคม นโยบายและการปฏิรูปต่างๆ การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากร ตลอด ทั้งสภาวะโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดเสรีทางการค้าระหว่างประเทศ มีผล กระทบต่อก�าลังคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การวางแผนบริหารจัดการก�าลังคนและกลไกการวางแผนและก�าหนดนโยบาย ก�าลังคนด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ส�าคัญของกระบวนพัฒนาก�าลังคน ด้านสุขภาพ การวิเคราะห์และคาดการณ์ความต้องการก�าลังคน การกระจายและแนวโน้ม ก�าลังคน ทังระดับประเทศและระดับพืนที ทังนีการก�าหนดนโยบายและวางแผนก�าลังคน ้ ้ ่ ้ ้ ต่างก็เป็นจักรกลที่ส�าคัญของการแก้ปัญหาก�าลังคน การบริหารจัดการก�าลังคน จะเกี่ยวข้องกับการสร้างแรงจูงใจและธ�ารงก�าลัง คนในองค์กรเพื่อให้สามารถท�างานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีทั้งมาตรการทั้ง ทางการเงินและไม่ใช่ตัวเงิน ในการธ�ารงก�าลังคน การเคลื่อนย้ายก�าลังคนและปัจจัยที่ เกี่ยวข้อง เป็นต้น การประเมินนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปญหาก�าลังคน เพื่อประเมินประสิทธิภาพของนโยบายและมาตรการต่างๆ รวมทั้งนโยบายที่ได้ ด�าเนินการไปแล้ว และนโยบายที่ยังไม่ด�าเนินการ 1. 2. 3. 4. ม้ข้อมูลและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับก�าลังคนด้านสุขภาพจะเป็นสิ่งที่เข้าถึง ได้ ย าก เพราะอยู ่ ใ นมื อ ของหลายหน่ ว ยงาน แต่ ด ้ ว ยความสนั บ สนุ น ของ ภาคีพันธมิตรท�าให้ สวค. สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายในวัน ก่อตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามศักยภาพขององค์กร ทั้งในเชิงการรวบรวมและ สร้างความรู้ การขับเคลื่อนทางสังคมและนโยบาย สามารถรวบรวมผลการด�าเนินงาน จ�าแนกตามยุทธศาสตร์ได้ดังนี้ แ ยุทธศาสตรที่ 1 การพัฒนาองคความรู เพื่อการขับเคลื่อนนโยบายกําลังคนดานสุขภาพ ตลอดช่วงเวลา 6 ปี ของการด�าเนินงาน สวค. ได้สร้างเครือข่ายนักวิชาการ และนักบริหารทั้งระดับชาติและในระดับพื้นที่ รวมถึงการร่วมมือกับเครือข่ายวิชาชีพ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการขับเคลื่อนนโยบาย ก�าลังคนด้านสุขภาพ ในทุกกระบวนการ ทั้งระดับการพัฒนากรอบงานวิจัย การให้ ข้อคิดเห็นเพื่อพัฒนาประเด็นวิจัย ตลอดทั้งการเข้าร่วมด�าเนินการวิจัย และให้ข้อ เสนอแนะต่อการพัฒนานโยบายก�าลังคนด้านสุขภาพ โดยร่วมท�างานอย่างใกล้ชิด กับ สวค. สามารถแบ่งผลงานตามยุทธศาสตร์ ที่ 1 ได้ เป็น 2 ชุดใหญ่ คือชุดของการ พัฒนาองค์ความรู้และชุดของการขับเคลื่อนองค์ความรู้ 36 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 37 กำรเปลี่ยนแปลงของบริบทของประเทศและโลก ที่มีผลกระทบต่อก�ำลังคนด้ำนสุขภำพ ในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวหรือปรากฏการณ์หลายอย่างทั้ง ในระดับประเทศและระดับโลกที่ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการบริหาร จัดการก�าลังคนด้านสุขภาพในประเทศ ความเคลื่อนไหวและปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เป็น สิ่งที่ท้าทายการท�างานของ สวค. ในฐานะหน่วยงานทางวิชาการที่ต้องท�าหน้าที่สร้าง และพัฒนาองค์ความรู้ด้านการบริหารและจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพ ให้ทันต่อการ เปลี่ยนแปลงของบริบททางการเมืองและทางสังคมทั้งภายในและนอกประเทศ และ สวค. ได้มีส่วนในการสร้างองค์ความรู้ เพื่อให้การบริหารและจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพ เตรียมรับมือบริบททางการเมืองและสังคมที่มีผลต่อการบริหารและจัดการก�าลังคนด้าน สุขภาพได้ทัน มีรายละเอียดดังนี้ นโยบำยกำรผลักดันประเทศเป็นศูนย์กลำงสุขภำพนำนำชำติ จากความส� า เร็ จ ของนโยบายของรั ฐ บาลที่ ส นั บ สนุ น ให้ ป ระเทศไทยเป็ น ศูนย์กลางสุขภาพของอาเซียน (2547-2551) รัฐบาลได้ขยับมาสู่การพัฒนานโยบายการ เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (2552-2556) สวค. จึงได้สนับสนุนการศึกษาผลกระทบ ที่อาจจะเกิดขึ้นต่อระบบสุขภาพและก�าลังคนด้านสุขภาพ ทั้งนี้การพัฒนาประเทศเป็น ศูนย์กลางสุขภาพอาเซียน แม้จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้เข้าประเทศ แต่ก็ท�าให้เกิดผลกระทบทางลบต่อการบริหารและจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพ เช่น ท�าให้ปัญหาความเหลื่อมล�้าในการกระจายตัวของบุคลากรมีมากขึ้น ประชาชนใน ชนบทต้องรอคิวนานขึ้น เนื่องจากการลดน้อยลงของบุคลากร ที่พากันเคลื่อนย้ายจาก ชนบทเข้าสู่เมืองใหญ่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานพยาบาลเอกชน และการเพิ่มขึ้นของราคา ค่าบริการด้านการแพทย์และสุขภาพของประชาชนในเมือง ท�าให้ สวค. ให้ความส�าคัญ กับการศึกษาผลกระทบติดตามผลกระทบของการพัฒนาประเทศเป็นศูนย์กลางด้าน สุขภาพของอาเชียน และศึกษาคาดการณ์ผลกระทบจากนโยบายการยกระดับประเทศ เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติอย่างใกล้ชิด จากการทบทวนผลการศึกษาของฑิณกร โนรี2 พบว่าแม้การพัฒนาประเทศ เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติจะก่อให้เกิดผลกระทบด้านบวกต่อระบบบริการสุขภาพ 38 :: 6 ปี สวค. ของประเทศ ได้แก่ การพัฒนามาตรฐานการให้บริการ ก�าลังคนได้รบการพัฒนาศักยภาพ ั และเป็นการดึงก�าลังคนที่ไหลออกไปต่างประเทศกลับเข้ามา และเป็นการเพิ่มรายได้สู่ ประเทศ ขณะเดียวกันก็พบว่าอาจมีผลกระทบด้านลบต่อระบบบริการสุขภาพและก�าลัง คน ได้แก่ อาจจะเกิด 2 มาตรฐานในการให้บริการคือระหว่างผู้ป่วยชาวไทย และผู้ป่วย ชาวต่างชาติที่มีก�าลังทรัพย์สูงกว่า และอาจลดการเข้าถึงบริการของคนไทยซึ่งเกิดจาก ค่ า บริ ก ารที่ สู ง ขึ้ น ของสถานพยาบาลเอกชน เกิ ด ผลกระทบต่ อ การย้ า ยของแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐไปเอกชน และอาจจะกระทบการย้ายก�าลังคนจากชนบทสู่เมือง การศึกษาของฑิณกร ได้ถูกน�าไปพัฒนาเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการ ลดผลกระทบด้านลบของการพัฒนาประเทศเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติต่อระบบ บริการและการบริหารจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพ (รายละเอียดการขับเคลื่อนข้อเสนอ เชิงนโยบายใน Medical Hub: จากหลักฐานทางวิชาการสู่การปรับนโยบาย หน้า 66 2. Noree T. Literature review on tourism and medical tourism industry. Nonthaburi: Human Resources for Health Research & Development Office; 2010. 6 ปี สวค. :: 39 ระบบหลักประกันสุขภำพถ้วนหน้ำและกำรปฏิรูประบบรำชกำร การปฏิรูประบบบริการสุขภาพโดยมุ่งเน้นการพัฒนาระบบบริการที่เข้าถึง ประชาชน ให้บริการมีคุณภาพและประสิทธิภาพโดยการน�าโครงการประกันสุขภาพ ถ้วนหน้ามาสู่การปฏิบัติในปี 2544 นั้น ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อก�าลังคนด้านสุขภาพ อย่างมีนัยส�าคัญ ปรากฏการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้น ส่อนัยว่านโยบายที่ท�าให้เกิดความ เป็นธรรมในการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน อาจจะกลายเป็นนโยบายที่ก่อให้ เกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรมต่อก�าลังคนด้านสุขภาพ เช่น อัตราการลาออกจากระบบ ราชการที่เพิ่มขึ้นของแพทย์ก่อนจะครบระยะเวลาการใช้ทุน และการขาดแคลนก�าลัง คนในพื้นที่ชนบท และทุรกันดาร ทีมนักวิจัยของ สวค. น�าโดย นงลักษณ์ พะไกยะ3 จึงได้ท�าการศึกษาผลกระทบของระบบหลักประกันสุขภาพในทศวรรษแรกต่อก�าลังคน ด้านสุขภาพ หวังให้ผลการศึกษาที่เกิดขึ้นน�าสู่การปรับปรุงระบบการบริหารและจัดการ ระบบหลักประกันสุขภาพ เพื่อลดผลกระทบด้านลบต่อก�าลังคนด้านสุขภาพ 3. นงลักษณ พะไกยะ, สัญญา ศรีรัตนะ, จิราภรณ หลาบคํา และคณะ. ผลกระทบของระบบหลักประกันสุขภาพ ถวนหนาตอกําลังคนดานสุขภาพ. สํานักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวปก); 2554. ผลการศึกษาพบว่าแม้ระบบหลักประกันสุขภาพจะมีการวางแผนเรืองการเกลีย ่ ่ และกระจายก�าลังคนด้านสุขภาพโดยใช้มาตรการทางเงินเป็นกลไกหลัก แต่ก็ไม่สามารถ ท�าให้เกิดการกระจายก�าลังคนด้านสุขภาพเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการบริการ ของแต่ละพื้นที่ได้ ด้วยเหตุผลว่าการเงินการคลังมิใช่ค�าตอบเดียวของการตัดสินใจคงอยู่ หรือย้ายถิ่นของบุคลากรด้านสุขภาพ โดยเฉพาะแพทย์ ทศวรรษแรกของการใช้ระบบ หลักประกันสุขภาพจึงยังคงมีภาพของการกระจุกตัวของบุคลากรในบางพืนที และกระจาย ้ ่ ตัวอย่างเบาบางในพื้นที่ ท�าให้พื้นที่ที่มีอัตราส่วนแพทย์ต่อประชากรมาก แพทย์ต้อง รับภาระงานหนักมากขึ้น เนื่องจากมีประชากรที่สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ มากขึ้น นอกจากนี้ สวค. ยั ง พบว่ า สาเหตุ ห ลั ก ที่ ท� า ให้ ร ะบบหลั ก ประกั น สุ ข ภาพ กลายเป็นปัจจัยคุกคามการคงอยู่ของแพทย์ในระบบราชการโดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท คือ การที่ระบบหลักประกันสุขภาพถูกน�ามาใช้โดยที่ไม่มีการวางแผนผลิตก�าลังคนด้าน สุขภาพให้เพียงพอกับความต้องการทีคาดว่าจะเพิมขึนเสียก่อน ทังนีการวางแผนจัดการ ่ ่ ้ ้ ้ ก�าลังคนด้านสุขภาพเพิ่งเกิดขึ้นในปี 2546 สองปีหลังระบบหลักประกันสุขภาพบังคับ ใช้ ท�าให้ไม่สามารถผลิตก�าลังคนได้ทันกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการขาด มาตรการจากภาคส่วนอื่นๆ เช่น มาตรการจากกระทรวงสาธารณสุข สถาบันการผลิต และการเตรียมการพัฒนาภาวะผู้น�าในทุกระดับ ท�าให้มาตรการการกระจายก�าลังคน ไม่เป็นผลและภาระงานที่มากขึ้นยังส่งผลต่อการย้ายออกจากชนบทของก�าลังคนด้าน สุขภาพโดยเฉพาะแพทย์ กำรเปดเสรีตลำดสุขภำพอำเซียน นโยบายของกลุ่มสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ที่ จะเปิดเสรีด้านการค้าบริการ ซึ่งกินความรวมถึงบริการสุขภาพในปี 2553 ถูกคาดการณ์ ว่าจะเป็นนโยบายระดับภูมภาคทีกอให้เกิดผลกระทบกับก�าลังคนด้านสุขภาพในประเทศ ิ ่่ อย่างหลีกเลียงไม่ได้ เนืองจากจะท�าให้เส้นกันการเคลือนย้ายข้ามพรมแดนของก�าลังคน ่ ่ ้ ่ ด้านสุขภาพของประเทศสมาชิกอาเซียนหายไป ด้วยความตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต สวค. จึงสนับสนุน 6 ปี สวค. :: 40 :: 6 ปี สวค. 41 นโยบายเปิดตลาดในปี 2549 อยู่ที่ร้อยละ 3.5 ในขณะที่ประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจ ต�่ากว่าและมีระดับการพัฒนาด้อยกว่า เช่น โรมาเนีย ลิธัวเนีย และโปแลนด์ ต้อง ประสบกับปัญหาขาดแคลนก�าลังคนด้านสุขภาพในระดับที่รุนแรงขึ้น เนื่องจากก�าลังคน ด้านสุขภาพพากันเดินทางไปท�างานในประเทศที่พัฒนาและมีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่า ผลการศึกษาประสบการณ์ของประเทศสหภาพยุโรป หลังจากการจัดเวทีผู้มี ส่วนได้ส่วนเสีย และน�าเสนอต่อคณะกรรมการก�าลังคนด้านสุขภาพ เกิดการพัฒนาข้อ เสนอแนะเพื่อเป็นท่าทีของประเทศไทยต่อนโยบายการเปิดเสรีตลาดสุขภาพอาเซียน โดยภาคีที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพในประเทศ ทุกองค์กรควรมีจุดยืนและท่าทีในทิศทางเดียวกัน ซึ่งการจะก�าหนดจุดยืนที่เหมาะสม ได้นั้นต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูลที่ครบถ้วน ซึ่งทีมวิชาการต้องด�าเนินการในเชิงวิชาการ ต่อไป และมีกระบวนการปรึกษาหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสม�่าเสมอ และใน ขณะที่ยังไม่มีข้อมูลครบถ้วนควรใช้กลไกของสภาวิชาชีพเป็นตัวก�าหนดจุดยืน ทุนการศึกษาให้ชะเอม พัชนี และชาญณรงค์ สังข์อยุทธ4 ท�าการศึกษาคาดการณ์ผล กระทบของการเปิดตลาดเสรีบริการสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นต่อก�าลังคนด้านสุขภาพใน ประเทศ โดยท�าการศึกษาประสบการณ์และบทเรียนจากการเปิดตลาดเสรีด้านสุขภาพ ในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ซึ่งประกอบไปด้วยประเทศสมาชิกที่มีความต่างกันใน เรืองฐานะทางเศรษฐกิจและระดับการพัฒนาเช่นเดียวกับโครงสร้างสมาชิกของประชาคม ่ อาเซียน ผลการศึกษาพบว่าแต่ละประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ต่างมีการเตรียมแผน การรับมือผลกระทบต่อก�าลังคนด้านสุขภาพที่จะเกิดขึ้น เช่น ประเทศอังกฤษ ซึ่งมี ปัญหาขาดแคลนแพทย์ในระดับรุนแรง ประกาศเปิดประเทศรับแพทย์ต่างชาติทันที เพื่อให้ทันกับความต้องการ ท�าให้อังกฤษเป็นประเทศที่มีแพทย์ต่างประเทศปฏิบัติงาน อยู่มากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอื่น คือมีจ�านวนมากถึงร้อยละ 37.5 ของแพทย์ทั้งหมดในประเทศ ขณะที่ฝรั่งเศสซึ่งประกาศเปิดตลาดในปี 2551 มี จ�านวนแพทย์ต่างชาติอยู่ที่ร้อยละ 5.8 ของแพทย์ทั้งหมด และ อิตาลี ซึ่งประกาศ 4. ชะเอม พัชนี และชาญณรงค สังขอยุทธ. การศึกษาผลกระทบของขอตกลงการยอมรับรวมภายใตกรอบอาเซียนตอ ระบบสุขภาพของประเทศไทย: การวิเคราะหประสบการณจากสหภาพยุโรป. แผนงานการพัฒนาศักยภาพดานการคา ระหวางประเทศและสุขภาพ; 2554. ควำมเปลี่ยนแปลงในควำมสัมพันธ์ระหว่ำงแพทย์และผู้ปวย ผลพวงจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และเทคโนโลยีของ ประเทศ ส่งผลให้ความคาดหวังของประชาชนต่อคุณภาพของระบบบริการสุขภาพสูงขึน ้ อย่างมาก ตลอดทั้งกระแสประชาธิปไตยที่ท�าให้ประชาชนเกิดการตื่นตัวเรื่องสิทธิ ใน ขณะเดียวกันการน�าระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามาใช้ในปี 2544 ต่างมีส่วนร่วม ท�าให้ระบบบริการทางการแพทย์เปลี่ยนไปมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาท ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และผู้ป่วย ที่เปลี่ยนไปในเชิงของผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ สิทธิการได้รับบริการ ถูกน�ามาแทนที่ความสัมพันธ์ในเชิงความเมตตา ความไว้ใจ และ ความศรัทธา และเกิดกรณีการร้องทุกข์อันเนื่องจากคุณภาพและประสิทธิภาพของ บริการที่ได้รับมากขึ้น ก่อให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างก�าลังคนด้านสุขภาพและ ผู้ใช้บริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ที่ศาลมีค�าพิพากษาจ�าคุกแพทย์จากกรณี ที่ ผู ้ ป ่ ว ยเข้ า ผ่ า ตั ด ไส้ ติ่ ง ที่ โรงพยาบาลชุ ม ชนแห่ ง หนึ่ ง และเสี ย ชี วิ ต ในปลายปี 2550 นอกจากท�าให้ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และผู้ป่วยถึงจุดวิกฤติแล้ว ยังส่งผลกระทบ ต่อการลดการผ่าตัดในโรงพยาบาลชุมชนอีกด้วย ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์ 6 ปี สวค. :: 42 :: 6 ปี สวค. 43 ผู้ป่วยเดินทางไปในทิศทางที่เป็นลบมากขึ้น คือมีการฟ้องร้องเข้าสู่ระบบศาลยุติธรรม มากขึน ได้มเหตุการณ์ทเป็นกรณีตวอย่างของจัดการความขัดแย้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ้ ี ี่ ั เกิดขึ้น คือกรณีมีผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกที่โรงพยาบาลขอนแก่น 11 ราย ต้อง สูญเสียการมองเห็นภายหลังการเข้ารับการผ่าตัด เหตุการณ์ที่มีแนวโน้มจะถูกน�าสู่การ ฟ้องร้องและการเรียกค่าทดแทนเป็นจ�านวนมหาศาล กลับจบลงด้วยความสัมพันธ์อัน กระชั บ แนบแน่ น ยิ่ ง ขึ้ น ระหว่ า ง โรงพยาบาล แพทย์ ผู ้ ป ่ ว ย และญาติ โดยไม่ มี การฟ้องร้องในกระบวนการยุติธรรม สวค. ในฐานะเป็นทีมเลขาของคณะอนุกรรมการ เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรทางการแพทย์และผูปวย ภายใต้คณะกรรมการ ้ ่ ก�าลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ เล็งเห็นความส�าคัญของการแก้ไขปัญหาในทางสร้างสรรค์ ของโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น ที่ใช้ “ใจ” เป็นหลักในการแก้ไขปัญหา จึงได้ถอดบทเรียน กรณีการจัดการทีเหมาะสมเพือน�าไปขยายผลในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างก�าลัง ่ ่ คนด้านสุขภาพและผู้รับบริการ5 ผลของการถอดบทเรียนได้รับการตีพิมพ์ในรูปแบบของ หนังสือและแจกจ่ายไปยังหน่วยบริการทุกแห่งเพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน (อ่านรายละเอียด หนังสือ เหตุเกิดที่ขอนแก่น เมื่อโรงพยาบาลพลาดแต่คนไข้ให้พร หน้า 81) วางแผนทั้งระดับประเทศและระดับพื้นที่ ผลงานของ สวค. ที่เกี่ยวข้องกับการวางแผน ก�าลังคนและกลไกการวางแผนและก�าหนดนโยบายก�าลังคนด้านสุขภาพมีดังนี้ แผนยุทธศำสตร์ก�ำลังคนด้ำนสุขภำพแห่งชำติ ปัญหาก�าลังคนด้านสุขภาพมีความอ่อนไหวกับสถานการณ์ของประเทศและ ของโลก อีกทั้งการแก้ปัญหาก�าลังคนต้องการการวางแผนระยะยาว เพราะการผลิต ก�าลังคนเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบนั้นต้องใช้เวลา 4 ปี หรือ 6 ปี ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่เกิดผลผลิต สถานการณ์อาจมีการเปลียนแปลงไปได้ นอกจากนันการแก้ปญหาก�าลังคนเกียวข้องกับ ่ ้ ั ่ หลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคส่วนของระบบบริการ ประกอบด้วย ภาคีสถานบริการ ภาครัฐทั้งในและนอกกระทรวงสาธารณสุข สถานบริการส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ภาคีผผลิตซึงประกอบด้วยผูผลิตจากกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอืนๆ รวมทังกระทรวง ู้ ่ ้ ่ ้ สาธารณสุข และเอกชน ภาคีองค์กรวิชาชีพ ภาคีผู้ใช้บริการ และอื่นๆ ดังนั้น สวค. ได้ ร่วมกับภาคีต่างๆ ผลักดันให้เกิดแผนยุทธศาสตร์ทศวรรษก�าลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550-2559 ซึ่งคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในวันที่ 24 เมษายน 2550 โดย อาศัยอ�านาจตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ท�าให้การแก้ปัญหาเรื่อง ก�าลังคนด้านสุขภาพของประเทศมีกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ทชดเจนบนฐานความรู้ ี่ ั และระบบข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ โดยมียุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาก�าลังคนด้าน สุขภาพตามแผนฉบับนี้ 5 ยุทธศาสตร์6 และผลพวงจากแผนยุทธศาสตร์ ได้มีการแต่งตั้ง คณะกรรรมการก�าลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ โดยมีตัวแทนบุคลากรในระบบสุขภาพ ทั้งภาครัฐและเอกชน และตัวแทนจากภาคประชาสังคม เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ ท�า หน้าที่ขับเคลื่อน ก�ากับ และติดตามแผนยุทธศาสตร์ทศวรรษก�าลังคนด้านสุขภาพแห่ง ชาติ (รายละเอียดการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ หน้า 60) กำรวำงแผนก�ำลังคนและกลไกกำรวำงแผน และก�ำหนดนโยบำยก�ำลังคนด้ำนสุขภำพ การวิ เ คราะห์ ค วามต้ อ งการก� า ลั ง คนและการคาดการณ์ ค วามต้ อ งการ ก�าลังคนด้านสุขภาพ มิใช่เพียงแค่การท�างานกับตัวเลขในเรื่องการคาดการณ์หรือการ ก�าหนดอัตราส่วนก�าลังคนต่อประชากรเท่านั้น แต่ยังผูกโยงไปถึงการสรรหามาตรการ เพื่อท�าให้ตัวเลขที่คาดการณ์หรือก�าหนดขึ้นสามารถเป็นจริงได้ การวางแผนก�าลังคน ด้านสุขภาพจึงเป็นภารกิจระยะยาว ที่ต้องลงมือท�าทันที และปรับปรุงบ่อยๆ (plan long, act short, update often) เพื่อให้ทันกับสถานการณ์ของบริบททางสังคม การเมือง และ เศรษฐกิจ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลา อักทั้งยังเป็นภารกิจที่ควรด�าเนินการ 5. วิรุฬ ลิ้มสวาทและเพ็ญนภา หงษทอง, บรรณาธิการ. เหตุเกิดที่ขอนแกน. กรุงเทพฯ: พรินทแอทมี (ประเทศไทย) จํากัด; 2553. 6. อําพล จินดาวัฒนะ, ฑิณกร โนรี, นงลักษณ พะไกยะ และณิชากร ศิริกนกวิไล. แผนยุทธศาสตรทศวรรษกําลังคนดาน สุขภาพแหงชาติ พ.ศ. 2550-2559. กรุงเทพฯ: กราฟโก ซิสเต็มจํากัด; 2550. 6 ปี สวค. :: 44 :: 6 ปี สวค. 45 กำรจัดกำรก�ำลังคนในระดับพื้นที่ ปัญหาการกระจายก�าลังคนที่ไม่เท่าเทียมกันยังคงเป็นปัญหาเรื้อรัง ทั้งการ กระจายตัวอย่างเหลื่อมล�้าระหว่างชนบทและเมือง ระหว่างภูมิภาคกับภูมิภาค ซึ่งเป็น สิ่งที่บ่งบอกว่าการจัดการก�าลังคนจากส่วนกลางอย่างเดียวอาจจะไม่สามารถแก้ปัญหา ในระดับพื้นที่ที่มีบริบทแตกต่างกันได้ และในขณะที่มีข้อจ�ากัดเรื่องก�าลังคน แต่ระบบ บริการในระดับพืนทีจะต้องขับเคลือนงานบริการต่อไป จึงเกิดนวัตกรรมการจัดการก�าลัง ้ ่ ่ คนในระดับพื้นที่ที่หลากหลาย สวค. จึงได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสรุปบทเรียนการ แก้ไขปัญหาก�าลังคนในระดับพื้นที่ทั่วประเทศ พบว่ามาตรการหลักที่แต่ละพื้นที่ด�าเนิน การได้แก่ มาตรการที่ 1 การร่วมมือระหว่างหน่วยบริการและสถาบันการผลิตในระดับ พืนทีในการเพิมการผลิตก�าลังคนเข้าสูระบบ โดยการใช้กระบวนการคัดเลือกคนจากชนบท ้ ่ ่ ่ เรียนใกล้บ้านและกลับไปท�างานในภูมิล�าเนา (rural recruitment, local training, and hometown placement) ซึงความร่วมมือนีเป็นการใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่างหน่วยบริการ ่ ้ และสถาบันการผลิต ทั้งเงิน คน และสถานที่ ในบางพื้นที่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้มแข็ง และมองเห็นความส�าคัญของการจัดบริการสุขภาพ จะร่วมให้การสนับสนุน ทางการเงินด้วย มาตรการที่ 2 การสร้างแรงจูงใจโดยการเพิมค่าตอบแทนและเพิมสิทธิประโยชน์ ่ ่ อื่นส�าหรับลูกจ้างเพื่อดึงดูดและธ�ารงก�าลังคนในระบบ มาตรการที่ 3 การเสริมสร้างศักยภาพและเพิ่มจ�านวนก�าลังคนในระดับปฐม ภูมิและระดับชุมชนเพื่อลดภาระงานในระดับทุติยภูมิ มาตรการที่ 4 การพัฒนาก�าลังคนสายสนับสนุน เช่น ก�าลังคนระดับผู้ช่วย อาสาสมัครสาธารณสุขประจ�าหมู่บ้าน และจิตอาสาต่างๆ เข้ามาช่วยงานบุคลากร วิชาชีพเพื่อลดภาระงานของวิชาชีพ นอกจากนียงมีมาตรการปลีกย่อยอืนๆ ทีแต่ละพืนทีนามาปรับใช้เพือแก้ปญหา ้ั ่ ่ ้ ่ � ่ ั การขาดแคลนก�าลังคนในพื้นที่ตนเอง7,8 แม้จะพบว่าหลายมาตรการที่พื้นที่น�ามาปรับใช้ เป็นมาตรการที่ใช้แก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ สวค. ก็พบว่าการจัดการในระดับ พื้นที่ยังต้องการการหนุนเสริมจากส่วนกลาง 7. เพ็ญนภา หงษทอง,บรรณาธิการ. สรางสมดุลคนสุขภาพ บทเรียนจากภาคอีสาน. กรุงเทพฯ: พิมพดี จํากัด; 2552. 8. นงลักษณ พะไกยะและเพ็ญนภา หงษทอง, บรรณาธิการ. ตาง ตาง นานา ในการแกปญหากําลังคนดานสุขภาพ. กรุงเทพฯ: พรินทแอทมี (ประเทศไทย) จํากัด; 2555. กำรพัฒนำเครื่องมือกำรวิเครำะห์ควำมต้องกำรก�ำลังคนระดับพื้นที่ ความต้องการก�าลังคนด้านสุขภาพของแต่ละพื้นที่ในปัจจุบัน ถูกก�าหนดจาก สัดส่วนประชากรต่อก�าลังคน (population ratio) หรือกระจายตามระบบ GIS (Geographic Information System) ซึ่งก�าหนดจากส่วนกลางและใช้ทุกพื้นที่ ความจริงเชิงประจักษ์ ประการหนึ่งที่พบเห็นได้ในหลายพื้นที่คือการวิเคราะห์ความต้องการก�าลังคนโดยระบบ GIS นีไม่สะท้อนภาระงานทีแท้จริง ท�าให้จานวนบุคลากรทีได้รบการจัดสรรไม่สอดคล้อง ้ ่ � ่ ั กับภาระงาน สวค. จึงได้ศึกษาและพัฒนาเครื่องมือการวิเคราะห์ความต้องการก�าลังคน ระดับปฐมภูมิและระดับทุติยภูมิในระดับอ�าเภอและจังหวัด โดยใช้ภาระงานเป็นตัวตั้ง ด�าเนินการควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพนักวิชาการในระดับพื้นที่ และได้เครื่องมือที่ พื้นที่สามารถน�ามาวิเคราะห์ความต้องการก�าลังคนตามภาระงาน เครื่องมือนี้สามารถ เข้าถึงได้ที่ www.hrdothai.com9 (รายละเอียดโปรแกรมการวิเคราะห์ความต้องการก�าลัง คน หน้า 87) กำรวำงแผนเพื่อกำรบริหำรจัดกำรควำมต้องกำรแพทย์เฉพำะทำง ปัญหาการขาดแคลนและการกระจายที่ไม่สมดุลของแพทย์และแพทย์เฉพาะ ทาง โดยเฉพาะในยุคที่การศึกษาต่อเฉพาะทางเป็นเป้าหมายของแพทย์ทั่วไป และเป็น สาเหตุหลักที่ท�าให้แพทย์จบใหม่ลาออก จ�านวนแพทย์เฉพาะทางที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละ ปีกอให้เกิดความไม่สมดุลของสัดส่วนแพทย์เฉพาะทางกับแพทย์ทวไป โดยพบว่ามีแพทย์ ่ ั่ เฉพาะทางมากถึงร้อยละ 63.8 ของแพทย์ทั้งหมด10 การเพิ่มขึ้นของแพทย์เฉพาะทาง ด�าเนินไปอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ยังไม่เคยมีการท�าการศึกษาถึงความต้องการที่แท้จริง ของระบบบริการสุขภาพ ดังนั้น สวค. จึงให้การสนับสนุน ศุภสิทธิ์ พรรณนารุโณทัย จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และ พุดตาน พันธุเณร10 เพื่อศึกษาความ 9. สํานักงานวิจัยและพัฒนากําลังคนดานสุขภาพ. เครื่องมือวิเคราะหความตองการกําลังคน. [อินเทอรเน็ต]. 2551 เขาถึงเมื่อ 29 ธันวาคม 2554. เขาถึงไดจาก HYPERLINK “http://www.hrdothai.com/”www.hrdothai.com 10. ศุภสิทธิ์ พรรณารุโณทัย และพุดตาน พันธุเณร. ความตองการกําลังคนทางดานสุขภาพของระบบการใหบริการ สุขภาพ ระดับทุติยภูมิ และตติยภูมิ ในประเทศไทย. นนทบุรี: สํานักงานวิจัยและพัฒนากําลังคนดานสุขภาพ; 2554. 46 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 47 ต้องการแพทย์ทวไปและแพทย์เฉพาะทาง ของระบบริการสุขภาพภาครัฐ ทังในและนอก ั่ ้ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ผลการศึกษาพบว่าในปี 2564 ความต้องการสูตินรีแพทย์ และกุมารแพทย์ในระบบบริการภาครัฐ อาจจะเพิ่มไม่มากนัก ในขณะที่ความต้องการ แพทย์เฉพาะทางด้านอืน เช่น ประสาทศัลยแพทย์ ศัลยแพทย์ วิสญญีแพทย์ ออโธปิดกส์ ่ ั ิ แพทย์ จักษุแพทย์ และโสต ศอ นาสิกแพทย์ จะมีมากขึ้น โดยเมื่อเทียบกับก�าลังการ ผลิตแพทย์ที่คาดการณ์ในปี 2564 นั้นจะพบว่าในสาขาที่ความต้องการแพทย์มีมากกว่า ก�าลังการผลิต ได้แก่ ประสาทศัลยแพทย์ ศัลยแพทย์ วิสัญญีแพทย์ อายุรแพทย์ และ โสต ศอ นาสิกแพทย์ ซึ่งงานวิจัยนี้น�าไปสู่การจัดท�าข้อเสนอแนะในการวางแผนผลิต แพทย์เฉพาะทาง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่เป็นจริงมากขึ้น กำรวำงแผนก�ำลังคนปฐมภูมิ เพื่อตอบสนองนโยบำยโรงพยำบำลส่งเสริมสุขภำพต�ำบล รัฐบาลได้ด�าเนินนโยบายพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต�าบล (รพ.สต.) ในปี 2552 โดยการยกระดับสถานีอนามัยทั้งหมดจ�านวน 9,762 แห่ง ให้เป็น รพ.สต. ปัจจัยส�าคัญที่จะขับเคลื่อนแผน รพ.สต. ให้ส�าเร็จได้คือก�าลังคนด้านสุขภาพในระดับ ปฐมภูม การวางแผนบริหารและจัดการก�าลังคนในส่วนนีจงเป็นสิงจ�าเป็น สวค. ได้ดาเนิน ิ ้ึ ่ � การพัฒนาฐานข้อมูลก�าลังคนของระบบบริการปฐมภูมิ และทบทวนงานวิจัยต่างๆ ที่ เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ความต้องการก�าลังคนบนฐานภาระงาน ซึ่งพบว่า ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา มีการเพิ่มขึ้นของก�าลังคนประจ�าสถานีอนามัยน้อยมาก และมีแนวโน้มก�าลัง คนลดลงทุกภาค อย่างไรก็ตามพบว่าระหว่างปี พ.ศ. 2551-2553 สถานีอนามัยในทุก พื้นที่มีก�าลังคนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยาบาลวิชาชีพ เมื่อศึกษาลึกลงไปก็พบว่า เป็นการเพิ่มขึ้นที่มีความสัมพันธ์กับนโยบาย รพ.สต. ที่ก�าหนดให้ รพ.สต. แต่ละแห่ง ต้องมีบุคลากรประจ�าอย่างน้อย 5 คน โดยต้องเป็นพยาบาลวิชาชีพอย่างน้อย 1 คน อย่างไรก็ตามเมื่อวิเคราะห์ความต้องการตามภาระงานเทียบกับก�าลังคนที่มีพบว่าใน ภาพรวมระดับประเทศ รพ.สต. ทุกแห่งยังมีความต้องการพยาบาลรวมกันอีก 11,239 คน และมีความต้องการนักวิชาการ / จพง. สาธารณสุข 8,053 คน, ทันตาภิบาลต้องการ 4,701 คน และบุคลากรด้านการฟื้นฟูสภาพ 2,471 คน ในระหว่างที่ก�าลังการผลิตยังไม่ 48 :: 6 ปี สวค. เพียงพอกับความต้องการ สวค. ได้เสนอให้มการเพิมการผลิตพยาบาล ทันตาภิบาล และ ี ่ พัฒนาระบบการจ้างงานใน รพ.สต. เพื่อดึงดูดก�าลังคนที่มีในปัจจุบันซึ่งกระจุกตัวอยู่ใน ระดับโรงพยาบาลไปสู่ รพ.สต. ในชนบท.11 ให้มากขึ้น ก�ำลังคนระดับสนับสนุนบริกำร จากสถานการณ์การขาดแคลนบุคลากรระดับวิชาชีพ ได้แก่ นักเทคนิคการ แพทย์ นักกายภาพบ�าบัด นักรังสีเทคนิค รวมถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับงานด้านบริการ เภสัชกรรม ในขณะที่ระบบสุขภาพจะต้องขับเคลื่อนตลอดเวลา ภายใต้ทรัพยากรที่จ�ากัด ทั้งด้านการเงินและบุคลากร จึงยังมีความจ�าเป็นที่จะต้องมีก�าลังคนสนับสนุน ที่มีทักษะ 11. นงลักษณ พะไกยะ และสัญญา ศรีรตนะ. การวางแผนกําลังคนดานสุขภาพของระบบบริการระดับปฐมภูม.ิ นนทบุร:ี ั สํานักงานวิจัยและพัฒนากําลังคนดานสุขภาพ; 2552. 6 ปี สวค. :: 49 และความรู้ในระดับที่สามารถท�างานเป็นทีมกับบุคลากรระดับวิชาชีพแต่ละสายงานใน สัดส่วนทีเหมาะสม เพือลดความต้องการก�าลังคนระดับวิชาชีพ อย่างไรก็ดปจจุบนองค์กร ่ ่ ี ั ั วิชาชีพบางวิชาชีพให้ความส�าคัญกับการควบคุมมาตรฐานวิชาชีพและเน้นการให้ก�าลัง คนระดับวิชาชีพปฏิบัติงานมากกว่าการส่งเสริมให้มีก�าลังคนสายสนับสนุน ท�าให้มีการ ผลิตบุคคลากระดับสนับสนุนออกสูตลาดระบบบริการสุขภาพน้อยกว่าความต้องการของ ่ ระบบบริการ สวค.12 จึงได้ศึกษาความต้องการก�าลังคนในระดับสนับสนุนบริการ หรือ ผู้จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตร และศักยภาพการท�างานเป็นทีม ซึ่งเป็นรูปแบบ การท�างานทีจาเป็นส�าหรับระบบการให้บริการสุขภาพ พบว่าผูปฏิบตงานในระบบบริการ ่� ้ ั ิ สุขภาพส่วนใหญ่ รวมทั้งก�าลังคนในระดับวิชาชีพเองเห็นว่าก�าลังคนระดับสนับสนุน มีความจ�าเป็นต่อระบบบริการสุขภาพมาก และงานบริการสุขภาพบางอย่างสามารถ ถ่ายโอนงานจากวิชาชีพสู่ก�าลังคนสนับสนุน เช่น งานด้านเภสัชกรรมสามารถถ่ายโอน ให้เจ้าพนักงานเทคนิคเภสัชกรรมประมาณร้อยละ 25-30 งานด้านปฏิบัติการชัณสูตร สามารถถ่ายโอนให้เจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ ประมาณร้อยละ 65-74 ส่วนงานด้านรังสีการแพทย์สามารถถ่ายโอนให้เจ้าพนักงานปฏิบัติงานจริงได้ประมาณ ร้อยละ 65-73 และงานกายภาพบ�าบัดสามารถถ่ายโอนงานให้เจ้าพนักงานเวชกรรมฟืนฟู ้ ปฏิบัติงานจริงได้ประมาณร้อยละ 40 ในขณะที่ระบบบริการมีความต้องการก�าลังคนสายสนับสนุน กลับพบว่า ก�าลังคนกลุ่มนี้ไม่ได้รับการดูแลอย่างที่ควรจะเป็นจากระบบบริการสุขภาพ เริ่มตั้งแต่ สายการผลิต ที่สถาบันพระบรมราชชนก ซึ่งเป็นแหล่งผลิตก�าลังคนสายสนับสนุนเป็น หลักในปัจจุบันก�าลังมีนโยบายเลิกผลิตก�าลังคนกลุ่มนี้และให้ความส�าคัญกับการผลิต ก�าลังคนในระดับวิชาชีพหรือระดับปริญญาตรีแทน ในขณะทีกระทรวงสาธารณสุข ซึงเป็น ่ ่ ผู้ใช้ก�าลังคน ก็ไม่ได้ดูแลระบบการจ้างงานที่สร้างขวัญและก�าลังใจให้คนกลุ่มนี้อย่าง เหมาะสมกับความส�าคัญของบุคลากร ท�าให้ในแต่ละปีระบบบริการสุขภาพของรัฐต้อง เผชิญกับปัญหาการขาดแคลนก�าลังคนเป็นจ�านวนมาก ผลการศึกษาสามารถเชือมสูแนวคิดในการวางแผนบริหารจัดการก�าลังคนด้าน ่ ่ สุขภาพว่าควรให้ความส�าคัญกับการผลิต การจ้าง และการธ�ารงก�าลังคนสายสนับสนุนใน ระบบบริการสุขภาพของภาครัฐ เพราะหากระบบบริการสุขภาพสามารถผลิตและดึงดูดให้ มีก�าลังคนสนับสนุนเข้าสู่ระบบบริการได้ ก็จะท�าให้ปัญหาการขาดแคลนก�าลังคนระดับ 12. นงลักษณ พะไกยะ, วรางคณา วรราช, สัญญา ศรีรัตนะ, จิราภรณ หลาบคํา และกฤษฎา วองวิญู. โครงการ ศึกษาความตองการกําลังคนในระดับผูชวยสนับสนุนดานการแพทยและสาธารณสุข. นนทบุรี: สํานักงานวิจัยและพัฒนา กําลังคนดานสุขภาพ; 2554. วิชาชีพทุเลาลงและสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านก�าลังคนขององค์กรโดยไม่กระทบคุณภาพ งานบริการ กำรบริหำรจัดกำรก�ำลังคน ว่ากันว่าการได้มาซึ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีความส�าคัญแม้จะเป็นภาระกิจที่ยาก แต่การรักษาซึ่งสิ่งนั้นไว้เป็นภาระกิจที่ยากกว่า ก�าลังคนด้านสุขภาพก็เช่นกัน กว่าจะได้ มาซึ่งก�าลังคน ต้องมีการวิเคราะห์ การวางแผน และการลงมือผลิตที่กินระยะเวลา ยาวนาน และใช้ทรัพยากรในการลงทุนมาก แต่การรักษาก�าลังคนเหล่านั้นไว้ในระบบ บริการสุขภาพของภาครัฐเป็นเรืองทียากกว่าหลายเท่าตัว โดยเฉพาะในยุคทีระบบบริการ ่ ่ ่ สุขภาพภาคเอกชนมีแรงดึงดูดสูงมากอย่างในปัจจุบัน การตัดสินใจเลือกสถานทีทางานของก�าลังคนด้านสุขภาพขึนอยูกบปัจจัยหลาย ่ � ้ ่ั ประการ ทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจ ปัจจัยทางสังคม ทางครอบครัว และอื่นๆ อีกมากมาย การสร้างแรงจูงใจและธ�ารงก�าลังคนอยู่ในชนบทนั้นจึงจ�าเป็นจะต้องมีการพิจารณา มาตรการต่างๆ ทังทีเป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน โดยไม่ควรจะให้นาหนักเฉพาะด้านการ ้ ่ �้ เงินเพียงอย่างเดียว เพื่อรักษาทรัพยากรบุคคลอันมีค่ายิ่งให้อยู่กับระบบบริการสุขภาพ ของรัฐให้ได้นานที่สุด และนี่เป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่ สวค.ให้ความส�าคัญท�าการศึกษา กำรค้นหำปจจัยผลักคนออกจำกระบบ และปจจัยดึงดูดก�ำลังคนไว้ในระบบ ปัญหาก�าลังคนด้านสุขภาพไม่คงอยูในชนบท เป็นปัญหาทีคกคามระบบบริการ ่ ่ ุ สุขภาพของประเทศมาเป็นเวลานาน และนับวันยิ่งกลายเป็นปัญหาที่มีความท้าทาย มากยิ่งขึ้น เนื่องจากจ�านวนบุคลากรที่ลาออกหรือย้ายออกจากชนบทมีแนวโน้มเพิ่ม ขึ้นทุกปี ขณะที่มีประชากรกลุ่มใหม่ลงไปเติมน้อยลง แม้กระทรวงสาธารณสุขและภาค 6 ปี สวค. :: 50 :: 6 ปี สวค. 51 ส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้พยายามคิดค้นและบังคับใช้มาตรการในการสร้างแรงจูงใจและดึงดูด ก�าลังคนไว้ในชนบทมาอย่างต่อเนือง แต่สถานการณ์กดเหมือนจะยังคงไม่ดขน สวค. จึงจัด ่ ็ ู ี ึ้ ให้มการท�าการศึกษาหาปัจจัยผลักคนออกจากระบบและปัจจัยดึงดูดก�าลังคนไว้ในระบบ ี ดวงใจ เล็กสมบูรณ์ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ท�าการ ทบทวนวรรณกรรมที่กี่ยวข้องกับการธ�ารงก�าลังคนด้านสุขภาพไว้ในระบบ13 พบว่า แรงจูงใจทางการเงินไม่ใช่ปัจจัยหลักในการดึงดูดก�าลังคนเข้าสู่ระบบ เพราะมีหลายกรณี ทีบคลากรย้ายจากทีทางานทีคาตอบแทนสูงไปสูททางานทีคาตอบแทนต�ากว่า เนืองจาก ่ ุ ่ � ่ ่ ่ ี่ � ่ ่ ่ ่ สถานทีทางานแห่งใหม่นนสามารถตอบโจทย์อนในชีวตได้มากกว่า เช่น อยูใกล้ภมลาเนา ่ � ั้ ื่ ิ ่ ู ิ� อยู่ใกล้ครอบครัว โครงสร้างพื้นฐานหรือระดับความเจริญดีกว่า ตอบโจทย์ด้านความ มันคงในชีวตครอบครัว เป็นต้น ในขณะทีมาตรการหลักทีกระทรวงสาธารณสุขใช้เพือดึงดูด ่ ิ ่ ่ ่ และธ�ารงก�าลังคนในชนบทนั้นมี 3 ประการ หลักได้แก่ มาตรการการบังคับ เช่น การท�า สัญญาชดใช้ทุน มาตรการด้านการเงิน เช่น การปรับอัตราเงินเดือน และค่าตอบแทน อื่นๆ และมาตรการที่ไม่ใช่เงิน ได้แก่ โอกาสการศึกษาต่อ ความก้าวหน้าของต�าแหน่ง และสวัสดิการต่างๆ เป็นต้น ซึ่งยังไม่สามารถครอบคลุมโจทย์หรือความต้องการของ ก�าลังคนได้ทั้งหมด ในขณะทีการศึกษาถึงปจจัยการคงอยูในชนบทของแพทย์ โดย ฑิณกร โนรี14 ่ ่ ศึกษาปัจจัยทีจงใจให้แพทย์ยงคงปฏิบตงานอยูในชนบท สอดคล้องกับผลการศึกษาปจจัย ู่ ั ั ิ ่ ก�าหนดการตัดสินใจเลือกงานในชนบทของนงลักษณ์ พะไกยะ และ ฑิณกร โนรี15 คือ พบว่ามาตรการทีมประสิทธิภาพในการดึงดูดแพทย์ไปอยูในชนบทนัน ต้องไม่ใช้มาตรการ ่ ี ่ ้ ทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องประกอบด้วยชุดของมาตรการที่ผสมผสานกัน ระหว่างมาตรการที่เป็นตัวเงินและที่ไม่ใช่ตัวเงิน ได้แก่ การเพิ่มค่าตอบแทนให้แพทย์ที่ ปฏิบัติงานในชนบทให้สูงกว่าแพทย์ที่ปฏิบัติงานในเมือง เพื่อเป็นการทดแทนการขาด โอกาสในด้านอื่น การให้โอกาสในการศึกษาต่อ และให้มีอัตราความก้าวหน้าในการ ท�างานเร็วกว่าแพทย์ในเมือง การให้โอกาสย้ายเพือไปปฏิบตงานในชนบททีใกล้ภมลาเนา ่ ั ิ ่ ู ิ� 13. ดวงใจ เล็กสมบูรณ. รายงานการทบทวนวรรณกรรมการบริหารจัดการและการสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย ใหสามารถปฏิบัติงานไดอยางมีประสิทธิภาพ. นนทบุรี: สํานักงานวิจัยและพัฒนากําลังคนดานสุขภาพ; 2549. 14. ฑิณกร โนรี. รายงานการศึกษาการวางแผนความตองการผูใหบริการดานการแพทย แผนไทยของสถานบริการ ภาครัฐในทศวรรษหนา (ป พ.ศ.2551-2560). นนทบุรี: สํานักงานวิจัยและพัฒนากําลังคนดานสุขภาพ; 2550. 15. Pagaiya N, Noree T, Tangcharoensathien V et al. Health workers’ preferences and policy interventions to improve retention in rural areas in Thailand. Consortium for Research on Equitable Health Systems (CREHS); 2010. มากขึน การจัดระบบแพทย์พเลียงให้โดยเฉพาะกับแพทย์จบใหม่ทออกไปท�างานในชนบท ้ ี่ ้ ี่ เพื่อสร้างความมั่นใจในการท�างาน เป็นต้น นอกจากนั้น นงลักษณ์ และ ฑิณกร ยังพบว่าแพทย์ที่มีภูมิล�าเนาในชนบท และส�าเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยภูมิภาคมีแนวโน้มจะเลือกปฏิบัติงานในชนบท มากกว่าแพทย์ที่มีภูมิล�าเนาในเขตเมือง ในส่วนของทันตแพทย์ สวค. จัดให้มีการศึกษาการเคลื่อนย้ายของทันต แพทย์16 และพบว่าทันตแพทย์คู่สัญญาที่เข้ารับราชการระหว่างปี 2546-2548 ลาออก จากราชการก่อนครบก�าหนดสัญญาชดใช้ทุนร้อยละ 20.9 (จากการส�ารวจข้อมูลในปี 2549) โดยเหตุผลหลักในการลาออกได้แก่ ต้องการกลับภูมิล�าเนา ศึกษาต่อ และท�า คลินิกเอกชน การกระจายเภสัชกรในระบบสุขภาพพบว่าหลังเริ่มมีสัญญาใช้ทุน 2 ปีของ เภสัชกรในปี 2532 พบว่ามีเภสัชกรที่จบการศึกษาระหว่างปี 2536-2547 ร้อยละ 20 เท่านั้นที่ย้ายออกจากโรงพยาบาลรัฐหลังสิ้นสุดการใช้ทุน 2 ปี และปัจจุบันส่วนใหญ่ยัง คงปฏิบัติงานที่โรงพยาบาล เมื่อรัฐบาลประกาศยกเลิกนโยบายการใช้ทุนของเภสัชกรใน 16. โกเมศ วิชชาวุธ, สุณี ผลดีเยี่ยม, สุพรรณี สุคันวรานิล, ดวงใจ เล็กสมบูรณ, จารุวัฒน บุษราคัมรุหะ และ สุณี วงศคงคาเทพ. การเคลื่อนยายทันตแพทยในระบบบริการสุขภาพชองปาก พ.ศ. 2518-2548. นนทบุรี: สํานักงาน วิจัยและพัฒนากําลังคนดานสุขภาพ; 2550. 52 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 53 ปี 2543 พบว่าเภสัชกรที่จบการศึกษาระหว่าง 2548-2549 มีถึงร้อยละ 80 ของเภสัชกร กลุ่มนี้ท�างานในโรงพยาบาลรัฐและครึ่งหนึ่งย้ายออกจากโรงพยาบาลรัฐหลังท�างาน 2 ปี17 การศึกษาความพึงพอใจในในการปฏิบตงานของเภสัชกรของ วรรณี ชัยเฉลิม ั ิ 18 และ นุศราพร เกษสมบูรณ์ พบความพึงพอใจของเภสัชกรที่ปฏิบัติงานในภาครัฐจะ ต�่ากว่าภาคเอกชน โดยเฉพาะประเด็นลักษณะงาน การได้รับการยอมรับ ค่าตอบแทน ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน และคุณธรรมการท�างาน งานวิจัยดังกล่าวมีข้อเสนอ แนะให้หน่วยงานภาครัฐปรับปรุงการจ้างงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโดยเพิ่มค่าตอบแทน และให้มีการทบทวนลักษณะงานของเภสัชกรให้มีความท้าทายและอิสระให้ผู้ท�างานได้ พัฒนาความสามารถ เป็นต้น สถานการณ์พยาบาล ในเดือนธันวาคมปี 2552 พบว่ามีจ�านวนพยาบาล ทั้งสิ้น 139,359 คนเป็นผู้ประกอบอาชีพในระบบบริการสุขภาพร้อยละ 76.6 ปฏิบัติงาน วิชาการร้อยละ 7.6 เป็นอาจารย์ร้อยละ 2.6 ปฏิบัติงานที่ต่างประเทศ ร้อยละ 2.5 และ ประกอบอาชีพอื่นร้อยละ 10.719 พบแนวโน้มการสูญเสียพยาบาลออกจากวิชาชีพเพิ่ม จากร้อยละ 2.4 ในปี 2543 เป็นร้อยละ 4.2 ในปี 2548 และเมื่อวิเคราะห์ความต้องการ พยาบาลพบว่ายังมีความขาดแคลนและจ�าเป็นต้องผลิตพยาบาลเพิ่มให้ได้ประมาณ 9,000 คนต่อปี 20, 21 วรรณภา ประไพพานิช และคณะ ซึงได้รบทุนสนับสนุนจาก สวค. ได้วเคราะห์ ่ ั ิ ปจจัยดึงดูดและธ�ารงพยาบาลให้อยู่ในระบบบริการภาครัฐ พบว่าปัจจัยเชิงบวก ได้แก่ การมีต�าแหน่งบรรจุเป็นราชการ การเพิ่มค่าตอบแทน การมีสวัสดิการบ้านพัก มี ภาระงานที่เหมาะสม มีทรัพยากรสนับสนุนการท�างานอย่างเพียงพอ มีสิ่งแวดล้อมใน การท�างานที่ปลอดภัย ความก้าวหน้าในต�าแหน่ง และการบริหารที่ยุติธรรม จาก สถานการณ์ที่พยาบาลจบใหม่มีสัดส่วนที่จะเลือกปฏิบัติงานในชนบทน้อยเนื่องจากไม่มี การจ้างงานในต�าแหน่งข้าราชการของพยาบาลจบใหม่ ระบบสุขภาพจึงเผชิญกับปัญหา พยาบาลจบใหม่ไม่กลับไปใช้ทุนที่ชนบท เนื่องจากยังไม่สามารถบริหารจัดการก�าลัง 17. กรแกว จันทภาษา, รักษวร ใจสะอาด และนุศราพร เกษสมบูรณ. การเคลื่อนยายและกระจายกําลังคนของเภสัชกร ในประเทศไทย: จากอดีตถึงปจจุบัน. นนทบุรี: สํานักงานวิจัยและพัฒนากําลังคนดานสุขภาพ; 2550. 18. วรรณี ชัยเฉลิมพงษ และนุศราพร เกษสมบูรณ. ความสัมพันธระหวางความพึงพอใจในการทํางาน ความผูกพันตอ องคกร และความตังใจทีจะออกจากงานของเภสัชกรไทย. นนทบุร:ี สํานักงานวิจยและพัฒนากําลังคนดานสุขภาพ; 2550. ้ ่ ั 19. สภาการพยาบาล. ฐานขอมูลทะเบียนผูรบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ. นนทบุร;ี 2552. ั 20. กฤษดา แสวงดี. การศึกษาอุปทานกําลังคนพยาบาลวิชาชีพในประเทศไทย. นนทบุรี: สํานักงานวิจัยและพัฒนา กําลังคนดานสุขภาพ; 2551. 21. วรรณภา ประไพพานิช, สุปาณี เสนาดิสัย และ ยุวดี ฦๅชา. การคงอยูของพยาบาลในสถานบริการสุขภาพของรัฐ. อางใน ฑิณกร โนรี (บรรณาธิการ). วิกฤตกําลังคน ดานสุขภาพ ทางออก หรือทางตัน. กรุงเทพฯ: กราฟโก ซิสเต็มส; 2550. คนในกลุ่มนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นพยาบาลจบใหม่รุ่นอายุต�่ากว่า 25 ปีมี อัตราการย้ายงานมากถึง ร้อยละ 13.722 นงลักษณ์ พะไกยะ และคณะ23 จึงได้ศึกษา การตัดสินใจเลือกสถานทีทางานของพยาบาลทีจบการศึกษาจากวิทยาลัยพยาบาล ่ � ่ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่าพยาบาลจะเลือกปฏิบัติงานในชนบท หากงานนั้น มีลักษณะงานดังต่อไปนี้ สถานบริการเป็นโรงพยาบาลอ�าเภอ มีการให้สวัสดิการรักษา ทั้งครอบครัว มีสวัสดิการบ้านพักที่มีคุณภาพดี มีโอกาสก้าวหน้าเร็ว และการเพิ่มค่า ตอบแทนร้อยละ 10-30 เมื่อเทียบกับค่าตอบแทนในเมือง และเมื่อติดตามผลการเลือก สถานที่ปฏิบัติงาน 6 เดือนต่อมา พบว่ามีเพียงร้อยละ 48 ของพยาบาลได้เลือกปฏิบัติ งานในชนบท ร้อยละ 38 ปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลของรัฐในเขตเมือง ร้อยละ 9 ปฏิบัติ งานที่โรงพยบาลเอกชนและร้อยละ 4 ไม่ได้ปฏิบัติงานในการให้บริการพยาบาล และ ร้อยละ 1 ปฏิบัติงานที่สถานีอนามัย นอกจากนั้ น ในการศึ ก ษาสุ ข ภาพและชี วิ ต การท� า งานในกลุ ่ ม พยาบาล 18,732 คนของกฤษดา แสวงดี และคณะ 22 แสดงให้เห็นถึงสุขภาพและคุณภาพชีวตของ ิ พยาบาลผู้ท�าหน้าที่ให้บริการสุขภาพในปี 2553 โดยพบว่าร้อยละ 38 ของพยาบาลมี ความเจ็บป่วย และพบว่าในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมามีการใช้บริการสุขภาพ 1.7 ครั้งต่อ คน และยังพบว่าประมาณร้อยละ 11.4 ของพยาบาลในกลุ่มตัวอย่าง เคยเข้าพักรักษา ในโรงพยาบาล อีกทังผลการศึกษายังพบว่าพยาบาลทีปฏิบตงานในสถานบริการเสียงต่อ ้ ่ ั ิ ่ ความรุนแรง โดยพยาบาลที่ตอบแบบสอบถามร้อยละ 21.0 เคยประสบกับความรุนแรง จากการท�างานอย่างใดอย่างหนึงในรอบ 12 เดือนทีผานมา ซึงสิงเหล่านีบงบอกว่าสถาน ่ ่่ ่ ่ ้ ่ บริการควรจะต้องให้ความใส่ใจต่อการสร้างบริบทการท�างานทีเอือต่อสุขภาวะ ซึงจะเป็น ่ ้ ่ มาตรการหนึ่งในการธ�ารงพยาบาลไว้ในระบบ บุคลากรประจ�าสถานีอนามัยซึ่งได้แก่นักวิชาการสาธารณสุข เจ้าพนักงาน สาธารณสุขชุมชน เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข เป็นบุคคลกลุ่มหนึ่งที่มีความส�าคัญ จากการศึกษาของนงลักษณ์ พะไกยะและคณะ24 พบว่ามีบุคลากรเหล่านี้ตั้งใจจะย้าย 22. กฤษดา แสวงดี, บัณฑิต ถิ่นคํารพ, ตวงทิพย ธีระวิทย, วิโรจน ตั้งเจริญเสถียร และสมบัติ ถิ่นคํารพ. โครงการวิจัย ระยะยาวสุขภาพ “ชีวิตการทํางานของพยาบาลวิชาชีพในประเทศไทย”. นนทบุรี: สํานักงานวิจัยและพัฒนากําลังคนดาน สุขภาพ; 2554. 23. นงลักษณ พะไกยะ, วิโรจน ตั้งเจริญเสถียร, เดวน บลาว, สัญญา ศรีรัตนะ, ฑิณกร โนรี, มิลีน เลอกราด, และ โชติรส ละอองบัว. ปจจัยกําหนดการเลือกงานในชนบทของพยาบาลวิชาชีพที่จบใหม: การใชเครื่องมือการทดลองเพื่อ การตัดสินใจ. วารสารวิชาการสาธารณสุข 2553; 19(1), มกราคม.-กุมภาพันธ: 37-48. 24. นงลักษณ พะไกยะ. การดํารงอยูอยางพึงพอใจของบุคลากรสาธารณสุขระดับปฐมภูมิ. นนทบุรี: สํานักงานวิจัยและ พัฒนากําลังคนดานสุขภาพ; 2550. 6 ปี สวค. :: 54 :: 6 ปี สวค. 55 ออกจากสถานีอนามัยประมาณร้อยละ 39 โดยต้องการจะย้ายไปท�างานที่สถานี อนามัยอื่น (ร้อยละ 41) และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (ร้อยละ 28) และมีถึง ร้อยละ 61 ยังคงไม่คิดย้ายที่ท�างาน โดยเหตุผลในการธ�ารงอยู่นั้นเกี่ยวข้องกับการมี ผูบงคับบัญชาทีด ลักษณะงานมีความอิสระ ค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนทีรฐจัด ้ ั ่ ี ่ั ให้เหมาะสม มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน ที่ท�างานได้รับการสนับสนุนด้านวัสดุ/ ครุภัณฑ์อย่างเพียงพอ และท�างานอยู่ใกล้ครอบครัว ตามล�าดับ หลังจบการศึกษาพยาบาลได้ไปปฏิบัติงานที่เทศบาล กลับพบปัญหา ได้แก่ การจ้างงาน ในฐานะลูกจ้างตามภารกิจ ขาดสิทธิประโยชน์เช่นเดียวข้าราชการได้รับ ท�าให้ขาด แรงจูงใจ การขาดระบบการติดตาม / นิเทศและพัฒนาศักยภาพด้านวิชาการซึ่งแตกต่าง จากพยาบาลที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาล สิ่งเหล่านี้เป็นผลท�าให้ขาดแรงจูงใจในการ ธ�ารงอยู่ ซึ่งผลประเมินนี้เสนอว่าต้องมีการทบทวนเรื่องการจ้างานของพยาบาลชุมชน เพื่อสร้างแรงดึงดูดให้พยาบาลอยู่ในชุมชนได้ ผลกระทบตอการคงอยูของแพทยและทันตแพทยในชนบทจากการเพิมเบียเลียง  ่ ้ ้ เหมาจายในป 2552 สถานการณ์ขาดแคลนแพทย์ และทันตแพทย์ในชนบท โดยเฉพาะแพทย์จบใหม่ ที่ออกจากชนบทก่อนสิ้นสุดสัญญาใช้ทุนเป็นจ�านวนมาก ใน ปลายปี 2551 กระทรวงสาธารณสุขได้เพิ่มเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายให้แพทย์ ทันตแพทย์ และ ก�าลังคนด้านสุขภาพที่ปฏิบัติงานในชนบท โดยไม่มีผลผูกพันกับภาระงาน ท�าให้เกิดข้อ สงสัยว่ามาตรการทางการเงินเช่นนีจะสามารถธ�ารงก�าลังคนไว้ในชนบทได้หรือไม่ สวค. จึง ้ ได้สนับสนุนการศึกษาเพือประเมินการคงอยูในชนบทของแพทย์และทันตแพทย์หลังการ ่ ่ เพิ่มเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย โดยในกลุ่มของแพทย์ได้มีการติดตามแพทย์จบใหม่รุ่นปี 2549 และ รุ่นปี 2551 จ�านวน 211 คน และพบว่าในปี 2554 ซึ่งเป็นปีที่สิ้นสุดสัญญาใช้ทุน ของทั้ง 2 รุ่นแล้ว พบว่ายังคงอยู่ในชนบท 66 คน (ร้อยละ 31.3) และเมื่อดูแนวโน้มการ ออกจากราชการก่อนสิ้นสุดสัญญาใช้ทุนพบว่าไม่แตกต่างกัน โดยรุ่นที่เข้ารับราชการ ระหว่างปี 2547-2550 ออกจากราชการก่อนการครบวาระการใช้ทนประมาณร้อยละ 31 ุ และยังไม่พบว่ามีแนวโน้มการคงอยู่ในชนบทเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด26 ส่วนการศึกษาของ สุณีย์ วงศ์คงคาเทพและคณะ27 ซึ่งได้ประเมินการโยกย้ายทันตแพทย์ระหว่างปี 25512553 พบว่าการเพิ่มเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายไม่สามารถเพิ่มการกระจายและคงอยู่ของ ทันตแพทย์ในชนบท (โรงพยาบาลชุมชน) ได้ การโยกย้ายที่ปรากฏส่วนใหญ่เป็นการ ย้ายจากโรงพยาบาลชุมชนในพื้นที่กันดารสู่พื้นที่ปกติที่มีความเจริญมากกว่า อย่างไร ก็ตามอาจกล่าวได้วาส่งผลกระทบต่อการลาออกจากกระทรวงสาธารณสุขของทันตแพทย์ ่ โดยพบว่าการลาออกลดลงจาก 191 คนในปี 2551 เหลือ 98 คนในปี 2552 26. นงลักษณ พะไกยะ, จิราภรณ หลาบคํา, สัญญา ศรีรัตนะ, อภิชาติ จันทนิสร, กฤษฎา วองวิญู และ วรางคณา วรราช. แนวโนมการเคลื่อนยายของแพทยจากชนบทภายหลังการเพิ่มคาตอบแทนในการปฏิบัติงานที่ชนบท. นนทบุรี: สํานักงานวิจัยและพัฒนากําลังคนดานสุขภาพ; 2554. 27. สุณี วงศคงคาเทพ, โกเมศ วิชชาวุธ, จารุวัฒน บุษราคัมรุหะ และสุริยา รักเจริญ. ผลลัพธและผลกระทบการปรับ เพิ่มคาเบี้ยเหมาจายตอการปฏิบัติงานของทันตแพทยในโรงพยาบาลชุมชน. นนทบุรี: สํานักงานวิจัยและพัฒนากําลังคน ดานสุขภาพ; 2554. 6 ปี สวค. :: กำรประเมินนโยบำย และมำตรกำรที่เกี่ยวข้องกับกำรแก้ปญหำก�ำลังคน สวค. พบว่า การเพิ่มก�าลังคนเข้าสู่ระบบสุขภาพของชนบทโดยใช้มาตรการ rural recruitment, local training and hometown placement มาตรการเดียวนั้นแม้ จะสามารถเติมคนเข้าสู่ชนบท แต่ยังไม่เพียงพอที่จะธ�ารงก�าลังคนให้อยู่ได้นาน จึงต้อง พัฒนามาตรการจูงใจอื่นๆ รองรับด้วย ในช่วงระยะเวลาที่ สวค. ได้รับการก่อตั้งและ ปฏิบตงานมา ได้ทาการศึกษาเพือประเมินนโยบายและมาตรการทีเกียวข้องกับการบริหาร ั ิ � ่ ่ ่ และจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพของรัฐบาล ดังนี้ การผลิตพยาบาลชุมชน ผลพวงจากการปฏิรูประบบราชการและนโยบายการ กระจายอ�านาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นโอกาสให้เกิดความร่วมมือ ระหว่างระบบบริการสุขภาพและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการผลิตและจ้างงาน ก�าลังคนเข้าสู่ระบบบริการในชุมชนท้องถิ่นโดยเฉพาะพยาบาล เช่น โรงพยาบาลน�้าพอง จังหวัดขอนแก่น ได้รวมมือกับเทศบาลน�าพองและมหาวิทยาลัยขอนแก่นในการคัดเลือก ่ ้ คนจากชุมชน เรียนในมหาวิทยาลัยขอนแก่นและกลับมาปฏิบัติงานที่ต�าบลน�้าพองใน ฐานะ “พยาบาลชุมชน” โดยเริ่มด�าเนินการปี 2545 ภัทระ แสนไชยสุริยา และคณะ25 ได้ประเมินมาตรการนี้พบว่ากระบวนการคัดเลือกมีความเหมาะสม ส่วนกระบวนการ จัดการเรียนการสอนนั้นยังมีส่วนที่ไม่เอื้อต่อภาระกิจที่ต้องปฏิบัติในชุมชน นอกจากนั้น 25. ภัทระ แสนไชยสุริยา, เกษม เวชสุทธานนท และสุรศักดิ์ อธิคมานนท. การทบทวนการผลิตพยาบาลชุมชน อําเภอ นํ้าพอง. นนทบุรี: สํานักงานวิจัยและพัฒนากําลังคนดานสุขภาพ; 2551. 2. 1. 56 :: 6 ปี สวค. 57 โครงการความรวมมือผลิตแพทยเพิ่มเพื่อชาวชนบท (The Collaborative Project to Increase the Production of Rural Doctors-CPIRD) ในปี 2536 เกิดความร่วมมือระหว่างโรงเรียนแพทย์และกระทรวงสาธารณสุขในการ แก้ไขปัญหาความขาดแคลนแพทย์ในชนบท โดยด�าเนินโครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อ ชาวชนบท (CPIRD) เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแพทย์ การกระจายแพทย์ในชนบท และกระจายโอกาสทางการศึกษาสาขาวิชาแพทยศาสตร์ไปสู่ประชาชนในส่วนภูมิภาค มากขึ้น มีเป้าหมายผลิตแพทย์เพิ่มให้กับชนบทปีละ 300 คน เป็นระยะเวลา 10 ปี (พ.ศ. 2538- 2547) ความส�าเร็จของโครงการนี้สามารถผลิตแพทย์เพิ่มได้มากถึง 2,982 คน ท�าให้กระทรวงสาธารณสุขขยายเวลาของโครงการออกไปอีก 10 ปี (2547-2556) มี เป้าหมายเพิ่มการผลิตให้ได้ 6,000 คน ซึ่ง สวค. ได้สนับสนุนงานวิจัย 2 เรื่องในการ ประเมินโครงการ CPIRD ในประเด็นต่างๆ ซึ่งการประเมินพบว่า CPIRD น่าจะสามารถ กระจายโอกาสการศึกษาสู่คนชนบทได้ จากการศึกษาของแพทย์ที่ส�าเร็จการศึกษาใน ปี 2554 จ�านวน 840 คนพบว่าในกลุ่มแพทย์ CPIRD ประมาณครึ่งหนึ่งมีภูมิล�าเนา อยู่ในเขตชนบทในขณะที่กลุ่มแพทย์ระบบปกติประมาณร้อยละ 74 มีภูมิล�าเนาอยู่ใน เขตเมือง28 การศึกษาของ ลลิตยา กองค�า และคณะ29 ได้ประเมินผล พบว่าแพทย์ที่ จบการศึกษาตามโครงการนี้สามารถอยู่ในกระทรวงสาธารณสุขและปฏิบัติงานในชนบท ได้นานกว่าแพทย์ที่จบแพทยศาสตร์ศึกษาตามระบบปกติ แต่ก็ยังพบว่ามีการลาออก ของแพทย์ CPIRD ก่อนครบก�าหนดการใช้ทุนมาก และงานวิจัยนี้เองที่เป็นที่มาของการ ขยายโครงการ CPIRD รวมทั้งปรับเงื่อนไขการใช้ทุน เพื่อให้แพทย์ CPIRD อยู่ในชนบท ได้นานขึ้น (รายละเอียดการขับเคลื่อนเพื่อขยายอายุโครงการ CPIRD ใน การผลิต แพทย์เพื่อชนบท: จากการประเมินโครงการสู่การพัฒนาต่อยอด หน้า 68) นโยบายการปรับรูปแบบการจางงานแนวใหม นโยบายการลดก�าลังคนภาครัฐส่งผลให้ระบบบริการของกระทรวงสาธารณสุข เผชิญปัญหาการขาดแรงจูงใจเพื่อดึงดูดก�าลังคนเข้าสู่ระบบ ในขณะที่สถานการณ์ความ ต้องการบริการสุขภาพที่เพิ่มขึ้นเป็นเหตุให้ระบบบริการสุขภาพมีความต้องการก�าลัง 3. คนมากขึ้น สวค.30 จึงได้แสวงหาทางออกให้กับกระทรวงสาธารณสุขเพื่อให้สามารถมี รู ป แบบการจ้ า งงานที่ จู ง ใจก� า ลั ง คนได้ โดยได้ ศึ ก ษาชุ ด สิ ท ธิ ป ระโยชน์ ก ารจ้ า งงาน ทดแทนต�าแหน่งข้าราชการ จากการศึกษาในกลุ่มลูกจ้างชั่วคราว จ�านวน 283 คน พบ ว่าลูกจ้างชัวคราวจะให้ความส�าคัญกับปัจจัยทางการเงินและปัจจัยทีไม่ใช่ตวเงินประกอบ ่ ่ ั การตัดสินใจเลือกงานที่ไม่ใช่ต�าแหน่งข้าราชการ ซึ่งจะเห็นว่าโดยภาพรวมนั้นชุดสิทธิ ประโยชน์ของต�าแหน่งที่ไม่ใช่ข้าราชการที่สามารถดึงดูดก�าลังคนให้เลือกได้แก่การเพิ่ม เงินเดือนขึ้นร้อยละ 40 หรือ 30 หรือ 20 ตามล�าดับ แปรผันไปตามข้อเสนอแรงจูงใจ ในส่วนที่ไม่ใช่ตัวเงิน นอกจากนั้นการมีความก้าวหน้าในต�าแหน่ง มีโอกาสศึกษาต่อ มีเงินโบนัส มีกองทุนส�ารองเลี้ยงชีพ มีระยะเวลาการจ้างงานนานขึ้น มีส่วนส�าคัญใน การตัดสินใจเลือกงานทีไม่ใช่ตาแหน่งข้าราชการ ดังนัน สวค. จึงได้ทาข้อเสนอและจัดเวที ่ � ้ � เชิญผูมสวนเกียวข้องร่วมรับฟังเพือประกอบการพิจารณาการพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์เพือ ้ ี่ ่ ่ ่ การจ้างงานที่จูงใจว่าควรจะให้ความส�าคัญในชุดสิทธิประโยชน์เหล่านี้ อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ทสถานบริการหลายแห่งเผชิญกับสภาวะข้อจ�ากัด ี่ ทางการเงิน ไม่สามารถจ้างลูกจ้างวิชาชีพได้ โดยเฉพาะสถานีอนามัยหรือ รพ.สต. ทาง เลือกในการถ่ายโอนไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็อาจจะสามารถช่วยแก้ปัญหาการ จ้างงานได้ และสถานบริการทีอยูในเขตเมืองและมีความพร้อมในสถานะการเงินและการ ่ ่ บริหารจัดการ ควรได้รับการหนุนเสริมให้เป็นองค์การมหาชนเช่นเดียวกับโรงพยาบาล บ้านแพ้วเพื่อความคล่องตัวในการจ้างงาน 4. 28. นงลักษณ พะไกยะ, อภิชาติ จันทนิสร, สัญญา ศรีรัตนะ และ กฤษฎา วองวิญู. การเลือกงานและปจจัย กําหนดการเลือกงานในชนบทของแพทยจบใหม. นนทบุรี: สํานักงานวิจัยและพัฒนากําลังคนดานสุขภาพ; 2554. 29. ลลิตยา กองคํา. ผลผลิตแพทยในโครงการผลิตแพทยเพิ่มเพื่อชาวชนบท.นนทบุรี: สํานักงานวิจัย และพัฒนา กําลังคนดานสุขภาพ; 2554. 30. นงลักษณ พะไกยะ, อภิชาติ จันทนิสร, สัญญา ศรีรัตนะ, กฤษฎา วองวิญู, จิราภรณ หลาบคํา และ วรางคณา วรราช. ระบบการจางงานลูกจางชั่วคราวเพื่อจูงใจและธํารงบุคลากรในระบบบริการสุขภาพภาครัฐ. นนทบุรี: สํานักงานวิจัยและพัฒนากําลังคนดานสุขภาพ; 2554. 58 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 59 กำรขับเคลื่อนสู่นโยบำยก�ำลังคนด้ำนสุขภำพ แผนยุทธศาสตรทศวรรษกําลังคนดานสุขภาพแหงชาติ ในช่วงปี 2548 สถานการณ์การขาดแคลนและปัญหาการกระจายก�าลังคนด้าน สุขภาพอย่างไม่เป็นธรรมถูกซ�้าเติมด้วยนโยบายการปฏิรูประบบราชการ ที่มุ่งเน้นการ ควบคุมและลดจ�านวนข้าราชการ ท�าให้ระบบบริการสุขภาพภาครัฐโดยเฉพาะสถาน บริการในชนบทไม่สามารถดึงดูดและธ�ารงก�าลังคนไว้ได้ ในขณะเดียวกันก็มแรงกดดันจาก ี ปัจจัยภายนอกให้เกิดความยากล�าบากในการจัดการปัญหาก�าลังคน ไม่ว่านโยบายการ สนับสนุนการเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติและการขยายตัวของสถานบริการภาค เอกชนท�าให้สถานบริการภาคเอกชนต้องการก�าลังคนเพิ่มมากขึ้นจึงเกิดการเคลื่อนย้าย ของก�าลังคนจากชนบทสู่เมือง นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่เพิ่มการเข้าถึง บริการ ตลอดทั้งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรท�าให้มีผู้สูงอายุมากขึ้น ประกอบ กับสถานการณ์โรคเรื้อรังและโรคที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมสูงขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผล ให้ระบบสุขภาพต้องการก�าลังคนมากขึ้น ซึ่งมีความจ�าเป็นต้องมีการแก้ปัญหาในเชิง ยุทธศาสตร์ นายพินจ จารุสมบัต รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขในช่วงเวลานัน ได้ประกาศ ิ ิ ้ พันธะสัญญาของรัฐบาลต่อประชาชนไทย และการพัฒนาด้านก�าลังคนด้านสุขภาพเป็น เรื่องหนึ่งในพันธะสัญญาดังกล่าว กระบวนการขับเคลื่อน สวค. ได้ร่วมกับ สวรส. ส�านักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.) และส�านักงาน คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดเวทีปรึกษาหารือเพือสร้างความตระหนักในความ ่ จ�าเป็นจะต้องมีแผนยุทธศาสตร์ก�าลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ ในปี 2548 ซึ่งเป็นปีแรกที่ สวค. ได้รับการก่อตั้ง หลังจากการประกาศพันธสัญญาของรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข กระทรวง สาธารณสุขได้แต่งตั้งคณะท�างานเพื่อพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ก�าลังคนด้านสุขภาพ โดยมี นพ. อ�าพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการส�านักงานสุขภาพแห่งชาติ เป็นประธาน คณะกรรมการ ประกอบด้วยพหุภาคี ทังจากภาคส่วนระบบบริการทังภาครัฐและเอกชน สถาบันการศึกษา ้ ้ องค์กรวิชาชีพ ภาคประชาชน โดยมี สวค. สนย. และ สวรส. เป็นทีมเลขา สวค. ร่วมกับ สวรส. และ สนย. ร่างยุทธศาสตร์ทศวรรษก�าลังคนด้านสุขภาพ แห่งชาติ (2550-2559) โดยอิงบนฐานความรู้ทางวิชาการ จากนั้นน�าเสนอในเวทีผู้ทรง 60 :: 6 ปี สวค. 1. คุณวุฒิ และจัดเวทีปรึกษาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับภูมิภาค เพื่อรับฟังข้อคิดเห็น และปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์ จากนันน�าเข้าสูเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในเดือนตุลาคม ้ ่ ปี 2549 เพื่อรับฟังความคิดเห็น ซึ่งมีผู้เข้าร่วมให้ข้อคิดเห็นประมาณ 500 คน กระทรวงสาธารณสุขโดยรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข นพ. มงคล ณ สงขลา ได้เสนอแผนยุทธศาสตร์เข้าสูทประชุมคณะรัฐมนตรีและได้รบการอนุมตจากคณะรัฐมนตรี ่ ี่ ั ั ิ ในวันที่ 24 เมษายน 2550 คณะกรรมการก�าลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ ได้รับการแต่งตั้งขึ้นโดยมีตัวแทน บุคลากรในระบบสุขภาพทั้งภาครัฐและเอกชน และตัวแทนจากภาคประชาสังคม เข้า ร่วมเป็นคณะกรรมการ ท�าหน้าที่ขับเคลื่อน ก�ากับ และติดตามแผนยุทธศาสตร์ทศวรรษ ก�าลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ ทีมเลขานุการประกอบด้วย สวรส. สนย. สช. และ สวค. ได้รับการแต่งตั้งขึ้น เพื่อท�าหน้าที่สนับสนุนข้อมูลวิชาการเพื่อการตัดสินใจ และเชื่อมประสานกับภาคีต่างๆ โดยมี นพ. พงษ์พิสุทธิ์ จงอุดมสุข ผู้อ�านวยการ สวรส. เป็นเลขานุการ สาระของแผนยุทธศาสตรทศวรรษกําลังคนดานสุขภาพแหงชาติ ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาก�าลังคนด้านสุขภาพ โดยมีคณะ กรรมการสุขภาพแห่งชาติมีหน้าที่ขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ ยุทธศาสตร์ ทั้ง 5 ได้แก่ 1. สร้างและพัฒนากลไกในการก�าหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ก�าลังด้าน สุขภาพที่สอดคล้องกับระบบสุขภาพของประเทศ 2. ปรับเปลี่ยนระบบการผลิตและพัฒนาก�าลังคนด้านสุขภาพ เพื่อให้ได้ ก�าลังคนที่เพียงพอ สามารถตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพของประชาชน มี ความสอดคล้องกับระบบบริการสุขภาพและระบบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง น�าสู่การสร้างความ เสมอภาคในระบบสุขภาพ 3. ปรับเปลี่ยนระบบการบริหารจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพเพื่อให้มีการ กระจายบุค ลากรอย่ างเป็ นธรรม สามารถคงอยู่ ในระบบและปฏิ บัติ งานได้อ ย่ างมี ประสิทธิภาพและมีความสุข 4. สร้ า งและจั ด การความรู ้ เ พื่ อ น� า สู ่ ก ารพั ฒ นาก� า ลั ง คนด้ า นสุ ข ภาพที่ มี ประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทของระบบสุขภาพของประเทศ โดยสนับสนุนให้เกิด การสร้างเครือข่ายระหว่างนักวิชาการ ผูบริหาร นักปฏิบต และทุกคนทีเกียวข้องกับระบบ ้ ั ิ ่ ่ 6 ปี สวค. :: 61 สุขภาพ เพื่อให้เกิดการวางแผนการบริหารจัดการก�าลังคนได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก ยิ่งขึ้น 5. ส่งเสริมและพัฒนาภูมิปัญญาไทยและผู้ที่ดูแลสุขภาพในชุมชนให้มีบทบาท ในการดูแลปัญหาสุขภาพของประชาชนในระดับพื้นที่และส่งเสริมสุขภาพของชุมชน กําลังคนดูแลผูสูงอายุ: จากวิจัยสูการขับเคลื่อนนโยบาย สถานการณ์สุขภาพที่ประเทศไทยก�าลังเผชิญนับจากช่วงต้นทศวรรษที่ผ่านมา คือการก้าวย่างสูการเป็นสังคมผูสงอายุ โดยสัดส่วนประชากรสูงอายุไทยเพิมจากร้อยละ ่ ู้ ่ 7.4 ในปี 2533 เป็นร้อยละ 11.1 ในปี 2551 และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มเป็น 2 เท่าตัว ในปี 2568 หรือจ�านวนประมาณ 14.5 ล้านคน อันจะท�าให้ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ การเป็นสังคมสูงอายุอย่างเต็มตัว และจ�าเป็นต้องมีระบบการดูแลและผู้ดูแลผู้สูงอายุ ที่เหมาะสม ซึ่งเป็นที่ที่มีความต้องการบริการด้านสุขภาพมาก สวค.31 ได้วิเคราะห์ความ ต้องการก�าลังคนพบว่ามีความต้องการก�าลังคนเพิ่มขึ้นอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ให้บริการในชุมชน (care givers) นอกจากนั้นยังมีก�าลังคนทางการได้แก่ พยาบาล นักกายภาพบ�าบัด นักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์เป็นต้น จึงมีความจ�าเป็นต้องมี การเตรียมความพร้อมด้านการจัดเตรียมระบบบริการและก�าลังคนในการดูแลผู้สูงอายุ กระบวนการขับเคลื่อน สวค. ได้ร่วมกับ มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผศ.) และภาคี ต่างๆ ได้น�าเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายสู่เวทีสาธารณเพื่อรับฟังข้อคิดเห็นและปรับปรุง ข้อเสนอเชิงนโยบายในเดือนตุลาคม 2551 ได้มการน�าเสนอประเด็นปัญหาและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายผ่านสือสาธารณะ ี ่ ได้แก่ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และสื่อ online ต่างๆ เพื่อสร้างความตระหนักในสังคม สวค. ได้รวมกับ มส.ผศ. กระทรวงพัฒนาสังคมและความมันคงของมนุษย์ (พม.) ่ ่ และนักวิชาการต่างๆ พัฒนาข้อเสนอในประเด็น “ผูดแลผูสงอายุ” เพือน�าเข้าสมัชชาผูสง ้ ู ู้ ่ ู้ อายุ สมัชชาผู้สูงอายุได้ให้การรับรองมติผู้ดูแลผู้สูงอายุในวันที่ 8 เมษายน 2552 31. นงลักษณ พะไกยะ. ความตองการกําลังคนดานสุขภาพในการดูแลผูสูงอายุ. นนทบุรี: สํานักงานวิจัยและพัฒนา กําลังคนดานสุขภาพ; 2551. 2. เพื่อน�าไปสู่การปฏิบัติของภาคส่วนต่างๆ สวค. ได้เข้าร่วมกับภาคีเครือข่ายต่างๆ เพื่อพัฒนาข้อเสนอในประเด็น “การ ดูแลผูสงอายุระยะยาว” และน�าเสนอต่อภาคีทเกียวข้องเพือปรับปรุงข้อเสนอก่อนน�าเข้า ู้ ี่ ่ ่ สู่สมัชชาสุขภาพแห่งชาติในปี 2552 สมัชชาสุขภาพแห่งชาติมีมติรับรองข้อเสนอ “การดูแลผู้สูงอายุระยะยาว” ใน สมัชชาสุขภาพครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นในปี 2552 เพื่อน�าไปสู่การปฏิบัติของภาคส่วนต่างๆ สาระของขอเสนอประเด็นผูดูแลผูสูงอายุ 1. การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีการช่วยเหลือตนเองให้มากที่สุดและยาวนานที่สุด 2. กรณีที่ผู้สูงอายุช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ควรส่งเสริมให้มีการดูแลที่บ้านเป็น อันดับแรก รวมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของครอบครัวและผู้ดูแลให้มีความรู้และความ สามารถดูแลผู้สูงอายุได้อย่างมีคุณภาพ 3. หากครอบครัวไม่สามารถดูแลได้ ควรส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลใน ชุมชน โดยการสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง อบต. และเทศบาล รวมไปถึง 62 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 63 องค์กรทางศาสนา จัดให้มีสถานบริการผู้สูงอายุขึ้นในชุมชน มีนักสังคมสงเคราะห์เป็นผู้ จัดการแต่ละกรณี 4. ก�าหนดนโยบายที่ชัดเจนในการส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และท้องถิ่นด�าเนินการจัดตั้งสถานบริการหรือหน่วยงานให้บริการดูแลผู้สูงอายุให้ ครอบคลุม โดยการก�าหนดองค์กรในการดูแลและรับขึ้นทะเบียนสถานบริการดูแลผู้สูง อายุ ก�ากับและควบคุมดูแลโรงเรียนและสถานดูแลผูสงอายุให้มมาตรฐาน ส่งเสริมองค์กร ู้ ี ปกครองส่วนท้องถิน (อปท.) และภาคเอกชนจัดให้มบริการดูแลระยะยาวส�าหรับผูสงอายุ ่ ี ู้ ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ก�าหนดมาตรฐานการดูแลผู้สูงอายุในระดับชาติ ตลอดจนมีการ บูรณาการการดูแล ทั้งด้านสังคมและสุขภาพในสถานบริการ 5. ควรจัดท�าแผนสนับสนุนการผลิตและฝึกอบรมก�าลังคน ทังอย่างเป็นทางการ ้ และไม่เป็นทางการให้เพียงพอทั้งจ�านวนและคุณภาพ รวมทั้งก�ากับควบคุมโรงเรียน สอนดูแลผู้สูงอายุให้มีมาตรฐาน และให้กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นทบทวน กฎหมายและระเบียบเพื่อสนับสนุนให้อปท. มีบทบาทในการจัดระบบบริการสุขภาพ และบริการทางสังคมส�าหรับผู้สูงอายุในชุมชน และสนับสนุนงบประมาณ รวมทั้งจัดให้ มีผู้ช่วยดูแลผู้สูงอายุที่บ้านและในชุมชนเพื่อให้เกิดการพัฒนาระบบสุขภาพการดูแลผู้สูง อายุในชุมชนอย่างต่อเนื่อง32 สรุปมติสมัชชาสุขภาพ ป 2552 เรื่องการดูแลผูสูงอายุระยะยาว33 1. สมัชชาสุขภาพแห่งชาติมีมติเห็นชอบในหลักการว่ารัฐมีหน้าที่จัดการดูแล ผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง ให้มีการรับรองหลักการการดูแลระยะยาวส�าหรับผู้สูงอายุ โดยใช้ครอบครัวและชุมชนเป็นฐานหลัก และมีการดูแลในสถานบริการเป็นส่วนสนับสนุน และมีความเชื่อมโยงกัน 2. ขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด�าเนินการ จัดตั้งคณะกรรมการพหุภาคี พัฒนาระบบการดูแลระยะยาวส�าหรับผูสงอายุอยูในภาวะพึงพิง จัดท�าฐานข้อมูลผูสงอายุ ู้ ่ ่ ู้ 32. มติที่ประชุมสมัชชาผูสูงอายุป 52 ยื่น รบ.5 ขอ เนนดูแลคนแกระยะยาว. [อินเทอรเน็ต]. 2552 เขาถึงเมื่อ 9 ธันวาคม 2554. เขาถึงไดจาก www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000039878 33. สมัชชาสุขภาพแหงชาติ. มติการประชุมสมัชชาสุขภาพแหงชาติ ครั้งที่ 2 มติที่ 11 การพัฒนาระบบการดูแล ระยะยาวสําหรับผูสูงอายุที่อยูในภาวะพึ่งพิง. [อินเทอรเน็ต]. 2552 เขาถึงเมื่อ 29 ธันวาคม 2554. เขาถึงไดจาก http:// nha2009.samatcha.org/sites/nha2009.samatcha.org/files/Resolution11-3.3-elderly-231252.pdf จัดสวัสดิการสังคม จัดให้มีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในชุมชน สนับสนุนให้เกิดอาสาสมัครชุมชน ดูแลผู้สูงอายุ และให้ประชาสังคมมีส่วนร่วมในการผลักดันนโยบายในการดูแลระยะยาว ส�าหรับผู้สูงอายุ 3. ขอให้ภาคีที่เกี่ยวข้องด�าเนินการ ปรับปรุงเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่อยู่ใน ภาวะพึ่งพิง พัฒนาศักยภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลระยะยาวส�าหรับผู้ สูงอายุ ขึนทะเบียนสถานดูแลผูสงอายุระยะยาวทีตองการบริการทางการแพทย์ / พยาบาล ้ ู้ ่้ พัฒนาศักยภาพผู้ดูแลผู้สูงอายุที่ไม่ใช่วิชาชีพ เช่น ญาติและอาสาสมัคร จัดให้มีผู้จัดการ การบริการดูแลระยะยาว (Care manager) สนับสนุนให้หน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ ด�าเนินการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่บ้าน พัฒนาศูนย์พัฒนาการผู้สูงอายุ จัดสวัสดิการ ผู้สูงอายุ และศึกษาผลกระทบจากนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุที่อยู่ใน ภาวะพึ่งพิง 4. ให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องผลิตและธ�ารงรักษาบุคลากรวิชาชีพที่เกี่ยวข้องอย่าง เพียงพอ ได้แก่ นักกายภาพบ�าบัด นักอาชีวบ�าบัด พยาบาล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูง อายุ นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา และบุคลากรระดับผู้ช่วยวิชาชีพ 5. ขอให้สถานศึกษาทุกระดับจัดให้มีหลักสูตรด้านการดูแลผู้สูงอายุ 6. ขอให้ภาคส่วนทีเกียวข้องร่วมกันจัดท�ามาตรฐานและกลไกระดับชาติในการ ่ ่ ดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง ตลอดจนการก�ากับมาตรฐานดังกล่าว 64 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 65 Medical Hub: จากหลักฐานทางวิชาการสูการปรับนโยบาย จากการที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพ นานาชาติ กระทรวงสาธารณสุขได้มีการพัฒนา (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาให้ ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ ในระหว่างปี 2552-2556 ซึ่งนโยบายนี้ ส่งผลให้เกิดการถกเถียงถึงผลกระทบด้านลบและด้านบวกต่อระบบสุขภาพไทย โดยเฉพาะ ต่อก�าลังคนด้านสุขภาพ ซึงนโยบายนีอาจส่งผลกระทบด้านลบต่อการเคลือนย้ายก�าลังคน ่ ้ ่ จากชนบทสูเมืองและจะยิงซ�าเติมการกระจายคนทีเหลือมล�ามากขึน สวค. จึงได้ทบทวน ่ ่ ้ ่ ่ ้ ้ ผลการศึกษาสถานการณ์ก�าลังคนและผลกระทบของนโยบายการเป็นศูนย์กลางด้าน สุขภาพนานาชาติต่อก�าลังคนด้านสุขภาพและพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย กระบวนการดําเนินงาน 1. สวค. ได้รับการแต่งตั้งเป็นทีมเลขานุการร่วมกับส�านักงานพัฒนานโยบาย สุขภาพระหว่างประเทศ ส�านักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และ สถาบันวิจย ั ระบบสาธารณสุข (สวรส.) ของคณะท�างานวิชาการพัฒนามติข้อเสนอเชิงนโยบาย และ ทีมเลขานุการได้มีการทบทวนข้อมูลเชิงวิชาการและพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย จากนั้น 3. น�าเข้าสู่เวทีคณะท�างานวิชาการซึ่งประกอบด้วยภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับปรุงข้อเสนอฯ 2. น�าข้อเสนอฯ เข้าสู่เวทีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อรับฟังข้อคิดเห็นเพื่อปรับปรุง มติข้อเสนอฯ และรับฟังความคิดเห็นจากภาคีต่างๆ ของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ 3. มติข้อเสนอได้รับการรับรองจากสมัชชาสุขภาพ ครั้งที่ 3 ในเดือนธันวาคม ปี 2553 สรุปสาระของมติการเปนศูนยกลางสุขภาพนานาชาติ34 สนับสนุนการศึกษาผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบจากการเป็นศูนย์กลาง สุขภาพนานาชาติและ ความเป็นไปได้ในการใช้มาตรการทางการคลังเพื่อป้องกันและลด ผลกระทบด้านลบจากนโยบายการเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ ด�าเนินการตามธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2552 ข้อ 51 โดยไม่พึงให้การสนับสนุนหรือสิทธิพิเศษทางภาษีและการลงทุนกับบริการสาธารณสุขที่ มุ่งเน้นผลประโยชน์เชิงธุรกิจ โรงพยาบาลรัฐตระหนักถึงพันธกิจหลักในการศึกษา วิจัย การบริการสุขภาพ เพื่อประชาชนไทย สนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลที่มีศักยภาพในการจัดการข้อมูลและให้ความรู้ แก่ประชาชนไทยเกี่ยวกับคุณภาพการรักษาพยาบาลและสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขด�าเนินยุทธศาสตร์การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ ที่ไม่กระทบต่อบริการสุขภาพของประชาชนไทยและต้องพัฒนากลไกการมีส่วนร่วมของ ภาคประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการก�าหนดและพัฒนานโยบายดังกล่าว ให้คณะกรรมการก�าลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติเป็นกลไกหลักร่วมกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องด�าเนินการ สนับสนุนการศึกษาและติดตามการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและนโยบายสุขภาพ จัดท�าแผนการผลิตและจัดการบุคลากร ทางการแพทย์และสาธารณสุขให้เหมาะสม สนับสนุนการพัฒนาระบบข้อมูลก�าลังคน ด้านสุขภาพ และพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายที่ชัดเจนในการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมี ประสิทธิภาพ เพือแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในระบบบริการสุขภาพของประเทศ ่ อันเป็นผลมาจากนโยบายการเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ 34. สมัชชาสุขภาพแหงชาติ. มติการประชุมสมัชชาสุขภาพแหงชาติ ครั้งที่ 3 มติที่ 4 นโยบายการเปนศูนยกลาง สุขภาพนานาชาติ. [อินเทอรเน็ต]. 2553 เขาถึงเมื่อ 29 ธันวาคม 2554. เขาถึงไดจาก http://happynetwork.org/ upload/forum/NHA3_res4_MedHub_22Dec10.pdf 66 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 67 การผลิตแพทยเพื่อชนบท: จากการประเมินโครงการสูการพัฒนาตอยอด ความส�าเร็จของโครงการ ผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท (The Collaborative Project to Increase the Production of Rural Doctors-CPIRD) ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2536 และสามารถผลิตแพทย์เพิ่มได้มากถึง 2,982 คนท�าให้กระทรวงสาธารณสุขขยายเวลา ของโครงการออกไปอีก 10 ปี (2547-2556) มีเป้าหมายเพิ่มการผลิตให้ได้ 6,000 คน อย่างไรก็ดีในปี 2554 ซึ่งใกล้ถึงช่วงเวลาสิ้นสุดของการขยายโครงการ เกิดข้อ ถกเถียงในวงการแพทยศาสตร์ศึกษาและผู้ที่ท�างานเกี่ยวข้องกับการบริหารและจัดการ ก�าลังคนด้านสุขภาพว่าควรจะให้มีการต่ออายุโครงออกไปอีกหรือไม่ สวค. จึงให้การ สนับสนุน ลลิตยา กองค�า และคณะ เพื่อท�าการศึกษาและประเมินผลของโครงการ CPIRD ในช่วงที่ผ่านมา โดยการติดตามการกระจายตัวของแพทย์ที่ส�าเร็จการศึกษาตาม โครงการ CPIRD เปรียบเทียบกับแพทย์ที่ส�าเร็จการศึกษาจากระบบการสอบคัดเลือก ปกติ พบว่าการด�าเนินโครงการ CPIRD นับตั้งแต่ปี 2538-2549 มีสถาบันหลัก (คณะ แพทยศาสตร์) จ�านวน 7 แห่งและศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก (โรงพยาบาลศูนย์ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข) จ�านวน 16 แห่ง เข้าร่วมโครงการ โดยสามารถรับนักศึกษา แพทย์เข้าศึกษาได้จ�านวน 2,982 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 99.4 ของเป้าหมายโครงการ และมีบัณฑิตแพทย์ที่จบจากโครงการผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบท นับตั้งแต่ปี 2544-2551 เป็นจ�านวน 8 รุ่น รวมทั้งสิ้น 1,402 คน ปฏิบัติงานชดใช้ทุนตามสัญญาที่ก�าหนด ผลการ 4. ประเมินเมื่อเปรียบเทียบระหว่างแพทย์ที่ส�าเร็จการศึกษาโครงการผลิตแพทย์เพื่อชาว ชนบท (CPIRD) และแพทย์ส�าเร็จการศึกษาในระบบปกติ พบว่า 1. แพทย์โครงการ CPIRD ลาออกจากราชการน้อยกว่าแพทย์ในระบบปกติ โดย แพทย์ในระบบปกติมีโอกาสการลาออกจากราชการ สูงเป็น 1.7 เท่าของแพทย์โครงการ CPIRD 2. แพทย์โครงการ CPIRD มีการชดใช้ทุนครบ 3 ปีสูงกว่าแพทย์ในระบบปกติ โดยแพทย์โครงการ CPIRD ชดใช้ทุนครบ 3 ปีร้อยละ 81 ในขณะที่แพทย์ในระบบปกติ ชดใช้ทุนครบ 3 ปี มีเพียงร้อยละ 67 3. แพทย์โครงการ CPIRD มีการคงอยู่ในชนบทหลังชดใช้ทุนสูงกว่าแพทย์ใน ระบบปกติ โดยในระยะเวลาการศึกษา 10 ปี (2544-2554) แพทย์โครงการ CPIRD ยังคง อยูในชนบทประมาณถึงร้อยละ 25 ในขณะทีแพทย์ในระบบปกติคงอยูในชนบท ประมาณ ่ ่ ่ ร้อยละ 10 4. ค่าเฉลี่ยระยะเวลาการคงอยู่ในชนบทของแพทย์ลดลง โดยระยะเวลาการ คงอยู่ในชนบทของแพทย์โครงการ CPIRD ลดลงจาก 10 ปี (รุ่นที่ส�าเร็จการศึกษา 2544) เป็น 4 ปี (รุ่นที่ส�าเร็จการศึกษา 2550) ในขณะที่ค่าเฉลี่ยระยะเวลาการคงอยู่ของแพทย์ ในระบบปกติลดลงจาก 6.5 ปี เป็น 3 ปีในช่วงระยะเวลาเดียวกัน สวค. ได้น�าผลการศึกษานี้ มาพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการขยาย โครงการ CPIRD และปรับเงือนการชดใช้ทน โดยมีกระบวนการพัฒนาข้อเสนอแนะดังนี้ ่ ุ กระบวนการดําเนินงาน ร่วมมือกับ สนย. สวรส. และ สช. พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย และน�าเข้าสู่เวที ผูมสวนได้สวนเสีย ประกอบด้วย ภาคส่วนผูผลิตได้แก่คณะแพทยศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย ้ ี่ ่ ้ ต่างๆ ภาคส่วนผู้ใช้ได้แก่ ทั้งกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานราชการอื่น นอก กระทรวงสาธารณสุข องค์กรวิชาชีพ เป็นต้น เพื่อรับฟังความคิดเห็นและปรับปรุงข้อ เสนอแนะเชิงนโยบาย สื่อสารสาธารณะ ผ่านสื่อมวลชนเพื่อสร้างความตระหนักต่อปัญหาการ ขาดแคลนแพทย์ในชนบทของสาธารณะ น�าเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายต่อคณะกรรมการก�าลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ เพื่อมีมติเห็นชอบ และเสนอต่อคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติเพื่อทราบ คณะกรรมการก�าลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ จัดเวทีรับฟังความเห็นจากภาคีที่ 68 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 69 มีความเห็นแย้ง คณะกรรมการก�าลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ น�าเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเพื่อน�าเข้าสู่คณะรัฐมนตรีเพื่อการพิจารณาต่อไป สาระขอเสนอแนะเชิงนโยบาย คณะกรรมการก�าลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบให้ เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพือพิจารณา การด�าเนินการของโครงการผลิตแพทย์เพือชาวชนบท ่ ่ 35 ดังนี้ 1. พิจารณาขยายโครงการผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบท ต่ออีกเป็นระยะเวลา 5 ปี (2557-2561) โดยมีเป้าหมายให้ขยายสัดส่วนจ�านวนนักศึกษาแพทย์ของโครงการฯ เป็นร้อยละ 50 ของนักศึกษาแพทย์ทั้งหมด เพื่อเป็นการกระจายแพทย์สู่ชนบทและ กระจายโอกาสทางการศึกษาแก่นักเรียนที่มีภูมิล�าเนาในชนบท 2. พิจารณาก�าหนดเงื่อนไขในการท�าสัญญาปฏิบัติงานชดใช้ทุน ส�าหรับผู้ ส�าเร็จการศึกษาของโครงการฯ เพิ่มจากระยะเวลา 3 ปีเป็น 6 ปี ซึ่งเท่ากับระยะเวลา ที่ ใช้ ใ นการศึ ก ษาหรื อ หากกรณี ผิ ด สั ญ ญาการปฏิ บั ติ ง านชดใช้ ทุ น ให้ ก� า หนดอั ต รา ค่าปรับเพิ่มจากอัตรา 400,000 บาทเป็น 1,000,000 บาท โดยจ�านวนเงินค่าปรับที่ เพิ่มขึ้นจากเดิม 600,000 บาท ให้กลับคืนไปยังหน่วยบริการของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นต้นสังกัดของแพทย์ที่ผิดสัญญา เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ของ หน่วยบริการนั้น 3. พิจารณาให้มการปรับปรุงสัญญาการปฏิบตงานชดใช้ทนภายหลังส�าเร็จการ ี ั ิ ุ ศึกษา ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในพื้นที่ ใกล้เคียงกันได้ 4. พิจารณาทบทวนการสนับสนุนงบประมาณ ในการผลิตแพทย์ของโครงการฯ โดยเสนอให้สนับสนุนงบประมาณไปยังจังหวัดที่เป็นเจ้าของทุน เพื่อเป็นการสร้างความ ผูกพันและการรับรู้เกี่ยวกับการให้ทุนการศึกษาระหว่างแพทย์ผู้รับทุนกับพื้นที่ แทนการ จัดสรรงบประมาณไปยังสถาบันการผลิตโดยตรง ขอเสนอเชิงนโยบายเพื่อการสรางเสริมความสัมพันธระหวางผูปวยกับแพทย จากสถานการณ์ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และผู้ป่วย ซึ่งมีแนวโน้มไป ในทางด้านลบมากขึ้นตลอดเวลา คณะกรรมการกรรมการก�าลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ จึงมีมติให้แต่งตั้งคณะท�างานยกร่างข้อเสนอการแก้ไขปัญหา ความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับ บริการและผู้ให้บริการ ซึ่ง สวค. ได้รับมอบหมายให้เข้าร่วมกับ ส�านักงานวิจัยด้านสังคม และสุขภาพ (สวสส.) สนย. และ สช. เพื่อพัฒนาข้อเสนอดังกล่าว ซึ่งได้ผ่านกระบวนการ ระดมความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องตลอดจนน�าเข้าสู่่คณะกรรมการก�าลังคนด้านสุขภาพ และคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และได้รับการรับรองจากที่ประชุมสมัชชาเมื่อ วันที่ 13 ธันวาคม 2551 และสุดท้ายได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2552 และคณะกรรมการก�าลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติได้แต่งตั้ง คณะอนุกรรมการติดตามการด�าเนินนโยบายสร้างเสริมความสัมพันท์ระหว่างผู้ปว่ยและ ญาติกับผู้ให้บริการทางการแพทย์ และ สวค. เป็นทีมเลขาของคณะกรรมการดังกล่าว สาระสําคัญ ขอเสนอ การสงเสริมความสัมพันธระหวางผูปวยและญาติกบบุคลากร   ั ทางการแพทย 36 1. ขอให้รฐบาลและรัฐสภา ผลักดันให้นโยบาย “การสร้างความสมานฉันท์ใน ั ระบบการดูแลสุขภาพ” เป็นวาระส�าคัญระดับชาติ โดยเร่งผลักดันการออกกฎหมายว่า ด้วยการคุมครองความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขทีอยูในขันตอนของส�านักงาน ้ ่ ่ ้ คณะกรรมการกฤษฎีกา ให้มีความเป็นธรรมกับผู้ป่วย ญาติและบุคลากรทางการแพทย์ และมีผลบังคับใช้โดยเร็ว รวมทังเร่งพัฒนากลไกภาครัฐและสนับสนุนกลไกภาคประชาชน ้ เพื่อท�าหน้าที่ให้ค�าปรึกษาให้ข้อมูลและช่วยเหลือประชาชนในกรณีได้รับความเสียหาย จากเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในระบบการดูแลสุขภาพ 2. ขอให้กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานทีเกียวข้อง เร่งจัดให้มองค์กรกลาง ่ ่ ี ทีเป็นอิสระท�าหน้าทีสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพและการเสริมสร้างระบบการดูแลสุขภาพ ่ ่ ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ในสถานบริการสาธารณสุขทุกระดับ และเร่งพัฒนาระบบ 36. สมัชชาสุขภาพแหงชาติ. มติการประชุมสมัชชาสุขภาพแหงชาติ ครั้งที่ 1 มติที่ 13 การสงเสริมความสัมพันธ ระหวางผูปวยและญาติกับบุคลากรทางการแพทย. [อินเทอรเน็ต]. 2551 เขาถึงเมื่อ 29 ธันวาคม 2554. เขาถึงไดจาก http://nha2009.samatcha.org 6 ปี สวค. :: 5. 35. คณะกรรมการกําลังคนดานสุขภาพแหงชาติ. ขอเสนอการขยายโครงการผลิตแพทยเพิ่มเพื่อชาวชนบท. นนทบุรี; 2554. 70 :: 6 ปี สวค. 71 สนับสนุนให้มีการรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในกระบวนการดูแลที่ ได้มาตรฐานในระดับประเทศเพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยของ ผู้ป่วย โดยมีระบบการคุ้มครองผู้รายงานและการรักษาความลับของผู้ป่วย รวมทั้งเร่งรัด ให้มีการศึกษาวิจัยและการจัดการความรู้ ในเรื่องที่มีความส�าคัญต่อการแก้ปัญหาความ สัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและญาติกับบุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ในเรื่อง การพัฒนาระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ การพัฒนากระบวนการในด้านต่างๆ ได้แก่ การตอบสนองต่อเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ การจัดการความขัดแย้ง การไกล่เกลี่ยที่เป็นธรรม ภายใต้ผู้เสียหายได้รับข้อมูลเวชกรรม อย่างครบถ้วน การเยียวยา การบริหารความเสี่ยงและการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ป่วยและญาติกับบุคลากรทางการแพทย์ เป็นต้น 3. ให้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ จัดตังกลไกทีมสวนร่วมจากทุกภาคฝ่ายใน ้ ่ ี่ การติดตาม ดูแลและประสานงานกลางภายใต้คณะกรรมการก�าลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ ท�าหน้าทีสงเสริมสนับสนุน และติดตามประเมินผล ตลอดจนให้ขอเสนอแนะเชิงนโยบาย ่่ ้ แก่รัฐบาล หน่วยงาน องค์กรและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกระดับ 4. ขอให้ทกภาคส่วนทีเกียวข้องร่วมกันสร้างความเข้าใจทีถกต้องเกียวกับระบบ ุ ่ ่ ู่ ่ การดูแลสุขภาพ ทั้งในด้านความเสี่ยงและความไม่แน่นอนของผลการดูแลเหตุการณ์ ไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในกระบวนการดูแลที่ได้มาตรฐาน รวมถึงความทุกข์ของ ผู้ป่วยและญาติและทุกข์ของบุคลากรทางการแพทย์ อีกทั้งควรส่งเสริมการสื่อสาร เรืองราวทุกรูปแบบในระบบการดูแลสุขภาพให้สาธารณะได้รบรู เพือเสริมสร้างความเข้าใจ ่ ั ้ ่ อันดีระหว่างกันของทุกฝ่าย การขับเคลื่อนทางสังคมเพื่อเปดวิวาทะกรณีการเปดหลักสูตร แพทยศาสตรศึกษานานาชาติของโรงเรียนแพทยในสังกัดรัฐ เมื่อคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้เสนอเปิดหลักสูตร แพทยศาสตร์ศกษานานาชาติ ในปีการศึกษา 2553 เพือเป็นการปรับตัวของแพทยศาสตร์ ึ ่ ศึกษาในประเทศไทยให้ก้าวทันกับกระแสโลกาภิวัฒน์ และเตรียมความพร้อมในการเปิด ประเทศเข้าสู่ตลาดเสรีอาเซียน ที่ระบบบริการสุขภาพทั้งระบบเป็นส่วนหนึ่งของสินค้า ในตลาด ก่อให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางถึงความเหมาะสมที่สถานศึกษาของรัฐ 72 :: 6 ปี สวค. 6. จะเปิดหลักสูตรแพทยศาสตร์ศึกษานานาชาติ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อระบบก�าลังคน ด้านสุขภาพ ทั้งนี้หลายฝ่ายเกรงกันว่าโรงเรียนแพทย์จะให้ความส�าคัญกับการผลิต บัณฑิตในหลักสูตรนานาชาติมากกว่าการผลิตบัณฑิตแพทย์ในหลักสูตรปกติ ซึ่งนั่น เท่ากับโรงเรียนแพทย์ก�าลังให้ความส�าคัญกับการผลิตแพทย์เพื่อป้อนสู่ธุรกิจบริการ สุขภาพของเอกชนในเมืองใหญ่ จนอาจเกิดกลายเป็นการซ�้าเติมการขาดแคลนแพทย์ใน ชนบท ซึ่งยังคงเป็นปัญหาที่ส�าคัญของประเทศอยู่ได้ ในฐานะหน่วยงานทางวิชาการด้านก�าลังคนด้านสุขภาพ สวค. จึงได้จัดเวที แลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ในวันที่ 16 ธันวาคม 2552 โดยผู้ที่เข้าร่วมมีทั้งตัวแทนโรงเรียนแพทย์เกือบทุกแห่ง ตัวแทนโรงพยาบาลเอกชน แพทยสภา ตัวแทนนักศึกษาแพทย์ ตัวแทนแพทย์ชนบท รวมถึงตัวแทนจากภาคประชา สังคม จนได้ข้อสรุปแนวทางข้อเสนอแนะในเบื้องต้นถึงท่าทีที่เหมาะสมของประเทศไทย ต่อการผลิตบัณฑิตแพทย์ในยุคตลาดเสรีแห่งโลกาภิวัตน์ ซึ่งข้อสรุปในครั้งนั้นได้ถูกน�า มาเข้าสู่เวทีหารืออีกครั้งหนึ่งในเดือนมกราคม 2553 โดย สวค. ร่วมกับ สช. สนย. และ สวรส. ในฐานะทีมเลขาของคณะกรรมการก�าลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ จัดขึ้น แม้ใน ครั้งนั้นจะไม่มีการผลิตข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เป็นทางการออกมา แต่การจัดเวทีทั้ง 2 ครั้ง ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนในการน�าเสนอเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ท�าให้สังคม เกิดความตื่นตัว และตระหนักว่าการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ ต้องให้ความส�าคัญตั้งแต่กระบวนการผลิต ด้วยความสนใจของสื่อและความตื่นตัวของ สังคม ท�าให้แม้คณะอนุกรรมการของแพทยสภาได้ให้การรับรองหลักสูตรแพทยศาสตร์ ศึกษานานาชาติ ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมีมติให้มี การปรับปรุงหลักสูตรเพื่อรักษาคุณภาพมาตรฐานวิชาชีพแล้ว แต่หลักสูตรนี้ยังไม่มีการ เปิดสอนเพราะยังไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม37 สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกรณีหลักสูตรแพทยศาสตร์ศึกษานานาชาตินี้ นอกจาก จะแสดงให้เห็นถึงความส�าคัญของการขับเคลือนทางสังคมแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาท ่ ของสื่อมวลชน และความจ�าเป็นที่การขับเคลื่อนงานด้านการบริหารและจัดการก�าลังคน ด้านสุขภาพจ�าเป็นต้องเป็นพันธมิตรกับสื่อมวลชน 37. กองบรรณาธิการผีเสื้อขยับปก. แพทยศาสตรศึกษา นานาชาติ กับสังคมไทย. วารสารผีเสื้อขยับปก 2552; 2(12),12-21. 6 ปี สวค. :: 73 การพัฒนาชุดขอเสนอเชิงนโยบายอื่นๆ นอกเหนือจากการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนานโยบายที่เกี่ยวข้องกับก�าลังคนด้าน สุขภาพ 5 ประเด็นที่กล่าวมาข้างต้นแล้วนั้น สวค. เห็นความจ�าเป็นและเตรียมความ พร้อมส�าหรับในการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายเมื่อเวลาที่เหมาะสมมาถึง ดังนั้น จึงได้ มี ก ารพั ฒ นาชุ ด ข้ อ เสนอเชิ ง นโยบาย จากงานวิ จั ย ทั้ ง ที่ เ ป็ น ผลงานของที ม นั ก วิ จั ย สวค. เอง และทีมนักวิจัยที่ สวค.ให้การสนับสนุน โดยหลังจากมีการน�าเสนอผล การศึกษาแล้ว ได้มีการพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายโดยการจัดประชุมเครือข่าย ก�าลังคนด้านสุขภาพและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจนกระทั่งได้ประเด็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ที่คมชัด ดังต่อไปนี้ 1. ข้อเสนอเชิงนโยบายการแก้ปญหาการขาดแคลนแพทย์ในชนบท โดยสวค. ได้ด�าเนินการทบทวนเอกสาร ข้อมูลและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จาก นั้น สวค. ร่วมกับทีมนักวิชาการที่กระทรวงสาธารณสุขแต่งตั้งพัฒนาข้อเสนอ และขึ้น จัดเวทีเพื่อรับฟังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและได้ปรับปรุงข้อเสนอ38 และน�าเสนอต่อกระทรวง สาธารณสุข 2. ข้อเสนอเชิงนโยบายการพัฒนาก�าลังคนในระบบสุขภาพชุมชน ระบบสุขภาพชุมชนเป็นฐานที่ส�าคัญของระบบสุขภาพใหญ่ โดยระบบสุขภาพ ภาคประชาชนจะเป็นกระบวนการขับเคลื่อนสุขภาวะที่เชื่อมโยงกับมิติด้านสุขภาวะกาย ใจ สังคม และปัญญา โดยผ่านก�าลังคนด้านสุขภาพในระดับชุมชน และมีความเชื่อมโยง กับสถานพยาบาลในแต่ละระดับ ดังนั้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของก�าลังคนภาค ประชาชน ได้แก่ อสม. และอาสาสมัครต่างๆ จึงมีความจ�าเป็น แต่จากการที่รัฐบาลได้ให้ ความสนใจต่อก�าลังคนภาคประชาชน โดยเฉพาะ อสม. และมีนโยบายจ่ายค่าตอบแทน เดือนละ 600 บาท ได้ท�าให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าจะเป็นการท�าลาย ระบบก�าลังคนภาคประชาชน ซึ่งมีหัวใจหลักอยู่ที่วิญญาณของการเป็นอาสาสมัคร สวค. ได้ด�าเนินการทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายน�าเสนอผู้มี ส่วนได้ส่วนเสียเพื่อให้เกิดการร่วมมือในการสร้างสุขภาพภาคประชาชน ของก�าลังคน ภาคประชาชน และได้จัดเวทีอีกครั้งเพื่อรับฟังข้อคิดเห็นในการประชุมวิชาการมหกรรม 38. สํานักงานวิจัยและพัฒนากําลังคนดานสุขภาพ.ขอเสนอเชิงนโยบายการแกปญหาการขาดแคลนแพทยในชนบท. [อินเทอรเน็ต]. 2554 เขาถึงเมื่อ 29 มกราคม 2555. เขาถึงไดจาก www.hrdothai.com 7. สุขภาพชุมชนจัดโดย สวรส. และภาคี ในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 และได้รับฟังข้อคิดเห็น น�ามาปรับปรุงข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย39 3. ข้อเสนอเชิงนโยบายการจ้างงานก�าลังคนด้านสุขภาพแนวใหม่ สถานการณ์การทีไม่มตาแหน่งข้าราชการรองรับก�าลังคนด้านสุขภาพ ซึงเป็นผล ่ ี � ่ สืบเนืองจากการปฏิรประบบราชการในปี 2543 ท�าให้ระบบการจ้างงานของสถานบริการ ่ ู ภาครัฐในฐานะลูกจ้างชั่วคราว ของก�าลังคนจบใหม่ ไม่สร้างแรงจูงใจต่อก�าลังคน โดย เฉพาะในชนบท จึงเกิดความขาดแคลนก�าลังคนด้านสุขภาพเป็นจ�านวนมาก ดังนัน สวค. ้ จึงได้ศึกษาถึงมาตรการในการจ้างงานที่เหมาะสมและพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย40 และ สวค. ได้รบแต่งตังเป็นคณะท�างานในการพัฒนาระบบการจ้างงานแนวใหม่เพือดึงดูด ั ้ ่ ให้กาลังคนด้านสุขภาพยังคงอยูในระบบ และได้รวมกับคณะกรรมการพัฒนาระเบียบการ � ่ ่ จ้างงานพนักงงานกระทรวงสาธารณสุข และขณะนี้ก�าลังอยู่ในระหว่างการเตรียมการ 4. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการแก้ปญหาก�าลังคนด้านสุขภาพส�านักงานปลัด กระทรวงสาธารณสุข จากสถานการณ์ การขาดแคลนและการกระจายก�าลังคนทีไม่เป็น ่ ธรรมในระบบบริการสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความขาดแคลนก�าลังคนของระบบ บริการในชนบท ได้แก่โรงพยาบาลชุมชน และ รพ.สต. มีความจ�าเป็นอย่างเร่งด่วนใน การแก้ปญหาความขาดแคลนก�าลังคนของสถานบริการในสังกัดส�านักงานปลัดกระทรวง ั สาธารณสุข ดังนัน สวค. จึงได้ทบทวนเอกสารและข้อมูลทีเกียวข้องและได้จดท�าข้อเสนอ ้ ่ ่ ั แนะเชิงนโยบาย41 5. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการผลิตและพัฒนาก�าลังคนระดับผู้ช่วย ในสภาวะ ทีกระทรวงสาธารณสุขต้องจัดระบบบริการให้มความทัวถึง มีคณภาพและมีประสิทธิภาพ ่ ี ่ ุ นั้น ท�าให้มีความต้องการบริการเพิ่มมากขึ้น และต้องการก�าลังคนมากขึ้น จึงควรจะต้อง มีการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน การศึกษาของ สวค. พบว่า การท�างานเป็นทีมระหว่าง 39. สํานักงานวิจัยและพัฒนากําลังคนดานสุขภาพ. ขอเสนอเชิงนโยบายการพัฒนากําลังคนในระบบสุขภาพชุมชน. [อินเทอรเน็ต]. 2554 เขาถึงเมื่อ 29 มกราคม 2555. เขาถึงไดจาก www.hrdothai.com 40. สํานักงานวิจัยและพัฒนากําลังคนดานสุขภาพ. ขอเสนอเชิงนโยบายการจางงานกําลังคนดานสุขภาพแนวใหม. [อินเทอรเน็ต]. 2554 เขาถึงเมื่อ 29 มกราคม 2555.เขาถึงไดจาก www.hrdothai.com 41. สํานักงานวิจยและพัฒนากําลังคนดานสุขภาพ. ขอเสนอแนะเชิงนโยบายการแกปญหากําลังคนดานสุขภาพสํานักงาน ั  ปลัดกระทรวงสาธารณสุข. [อินเทอรเน็ต]. 2554 เขาถึงเมื่อ 29 มกราคม 2555. เขาถึงไดจาก www.hrdothai.com 74 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 75 วิชาชีพและก�าลังคนผู้ช่วยจะสามารถแก้ปัญหาดังกล่าว โดยบุคลากรระดับวิชาชีพต่างๆ ได้แก่ เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ นักกายภาพบ�าบัด และนักรังสีเทคนิค เห็นว่า ก�าลังคนระดับผู้ช่วย (หลักสูตรประกาศนียบัตร 2 ปี) ผลิตโดยกระทรวงสาธารณสุข ยังความจ�าเป็นต่อระบบ โดยเหตุผลหลัก ได้แก่ ก�าลังคนระดับผู้ช่วย หรือก�าลังคน สนับสนุนสามารถแบ่งเบาภาระงานได้ในสถานการณ์ที่มีก�าลังคนน้อย สามารถปฏิบัติ งานได้เท่าเทียมกับก�าลังคนระดับวิชาชีพ เป็นบุคลากรที่มีความรับผิดชอบ สามารถ ปฏิบัติงานที่ชุมชนได้ และเป็นก�าลังส�าคัญของหน่วยงานท�าให้ประหยัดค่าใช้จ่าย สวค. ได้พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายจากผลการศึกษา และจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น และ พัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย42 ท�าการศึกษารายละเอียดของฐานข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ ที่รับผิดชอบฐาน ข้อมูลบุคลากรสาธารณสุขในประเทศไทย ซึ่งพบว่ามีหน่วยงานที่รับผิดชอบฐาน ข้อมูลก�าลังคนด้านสุขภาพหลายหน่วยงานได้แก่ ฐานข้อมูลการผลิตของส�านักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาแห่งชาติ และ กระทรวงสาธารณสุข ฐานข้อมูลบุคลากรสาธารณสุข พบว่ามีการกระจายตัวอยู่ในทุกหน่วยงาน ราชการที่มีหน่วยบริการในสังกัด คือกระทวงสาธารณสุขมีทั้งสิ้น 9 กรม ได้แก่ ส�านักงาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรมการแพทย์ กรมการพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการ แพทย์ทางเลือก กรมสุขภาพจิต กรมควบคุมโรค กรมอนามัย กรมสนับสนุนบริการ สุขภาพ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และส�านักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวง กลาโหม ได้แก่ กองทัพบก กองทัพอากาศ และกองทัพเรือ, ส�านักงานต�ารวจแห่งชาติ และกรุงเทพมหานคร ฐานข้อมูลผู้ประกอบวิชาชีพของสภาและองค์กรวิชาชีพต่างๆ ฐานข้อมูลบุคลากรสาธารณสุขของสถานพยาบาลเอกชน จะเห็นได้วาเพียงแค่ขอมูลทีเกียวข้องกับจ�านวนของก�าลังคนด้านสุขภาพยังถูก ่ ้ ่ ่ เก็บรวบรวมอยู่ในมือของหน่วยงานเป็นจ�านวนมาก ท�าให้ยากต่อการวางแผน บริหาร และจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพในภาพรวมระดับประเทศ และนี่เป็นเหตุผลที่ท�าให้ สวค. ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและภาคีเครือข่ายพัฒนาระบบฐานข้อมูลก�าลังคนด้าน สุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขขึ้นมา โดยจัดท�าในรูปของโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อ สร้างเครือข่ายและพัฒนาระบบฐานข้อมูลบุคลากรสาธารณสุขกลาง (Human Resource for Health Information Warehouse) อย่างไรก็ดีด้วยอุปสรรคอันเกิดจากระบบบริหาร ราชการในปัจุบัน ที่ท�าให้การประสานข้อมูลต่างหน่วยงานรัฐเป็นเรื่องที่ท�าได้ยาก ระบบ ฐานข้อมูลที่ สวค. ท�าการพัฒนาขึ้นมาจึงเน้นไปที่การรวบรวมข้อมูลของกระทรวง สาธารณสุขเพียงแหล่งเดียว ซึ่งได้ท�าการพัฒนาต่อจากฐานข้อมูลเดิมเข้าสู่ระบบการ เชื่อมโยงเครือข่ายทางอินเทอร์เน็ต โดยมีการประชุมเพื่อร่วมกันก�าหนดข้อมูลที่จะน�า ไปใช้ประโยชน์ (minimum data set) และระบบการบริหารฐานข้อมูล ด�าเนินการพัฒนา โปรแกรมเชื่อมโยงฐานข้อมูล และทดลองน�าร่องใน 10 จังหวัด 1. ยุทธศาสตรที่ 2 การพัฒนาขอมูลขาวสาร กําลังคนดานสุขภาพและการสื่อสารสาธารณะ กำรพัฒนำฐำนข้อมูลก�ำลังคนด้ำนสุขภำพ ข้อมูลก�าลังคนด้านสุขภาพที่ทันสมัย ครบถ้วนและเข้าถึงเป็นเครื่องมือที่มี ประโยชน์อย่างยิ่งส�าหรับการวางแผนก�าลังคนด้านสุขภาพ ข้อมูลก�าลังคนพื้นฐานที่ จ�าเป็นประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ข้อมูลการผลิต (จ�านวนการผลิตและแผนผลิตในแต่ละ วิชาชีพ) ข้อมูลการกระจาย (การกระจายตัวของก�าลังคนรายภูมภาค เมือง / ชนบท ระดับ ิ ของสถานบริการ และประเภทของก�าลังคน) และข้อมูลการเคลือนย้าย (การย้ายเข้า ย้าย ่ ออกในประเทศและระหว่างประเทศ) สวค. ได้ด�าเนินการพัฒนาระบบฐานข้อมูลต่างๆ ดังต่อไปนี้ 42. สํานักงานวิจัยและพัฒนากําลังคนดานสุขภาพ. ขอเสนอแนะเชิงนโยบายการผลิตและพัฒนากําลังคนระดับผูชวย. [อินเทอรเน็ต]. 2554 เขาถึงเมื่อ 29 มกราคม 2555. เขาถึงไดจาก www.hrdothai.com 76 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 77 ข้อมูลก�าลังคนด้านสุขภาพเบื้องต้นประกอบการวางแผนก�าลังคนควรประกอบ ไปด้วยข้อมูลการผลิต การกระจาย และ การเคลื่อนย้ายของก�าลังคนประเภท ต่างๆ และในระดับสถานบริการต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่เป็นปัจจุบันและครบถ้วน จึงจะท�าให้สามารถวางแผน บริหารและจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะทีกาลังด�าเนินการพัฒนาระบบฐานข้อมูลก�าลังคนของกระทรวงสาธารณสุข สวค. ่� ได้ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขส�ารวจก�าลังคนของสถานบริการที่มีเตียงทั่วประเทศ จ�านวน 1,320 แห่ง และสถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจ�าต�าบล จ�านวน 9,762 แห่ง รวมทั้งส�ารวจการผลิตก�าลังคนด้านสุขภาพของสถาบันการศึกษา ผลิตก�าลังคนด้านสุขภาพ 152 แห่ง สวค. ได้รวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณประกอบกับข้อมูล เชิงคุณภาพจากการรวบรวมจากเอกสารต่างๆ รวมทังจากผลงานของ สวค. ได้จดท�าเป็น ้ ั รูปเล่มและแจกจ่ายแก่ภาคีเครือข่ายก�าลังคนด้านสุขภาพและสาธารณะ43 กำรสื่อสำรสำธำรณะ ด้วยความที่เรื่องราวของก�าลังคนด้านสุขภาพเป็นเรื่องราวที่มีความซับซ้อน ของข้อมูล มีตวละครเกียวข้องมากมาย และการบริหารและจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพมี ั ่ ความเชือมโยงออกมาสูสงคมภายนอกน้อย โดยถูกมองว่าเป็นเรืองภายในของหน่วยงาน ่ ่ั ่ ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงผลสัมฤทธิ์ และไม่สัมฤทธิ์ของบริหารและจัดการ ก�าลังคนด้านสุขภาพล้วนกระทบกับคุณภาพของระบบบริการสุขภาพของประเทศ สวค. มองเห็นความส�าคัญของการท�าให้เรื่องราวของก�าลังคนด้านสุขภาพ รวมทั้งการบริหาร และจัดการเป็นประเด็นสาธารณะ เพื่อให้สังคมมีความเข้าใจและเห็นความส�าคัญของ การบริหารและจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพ อันจะสนับสนุนให้การขับเคลื่อนเพื่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพ เกิดขึ้นและเดินหน้าไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในการนี้ สวค. จึงให้ความส�าคัญกับการสื่อสารสาธารณะว่าด้วยงานด้านก�าลัง คน โดยสนับสนุนให้เกิดงานด้านการสือสารสาธารณะก�าลังคนด้านสุขภาพใน 2 ลักษณะ ่ คือ การผลิตสื่อเผยแพร่เอง และการขับเคลื่อนผ่านทางสื่อมวลชน 43. นงลักษณ พะไกยะและเพ็ญนภา หงษทอง, บรรณาธิการ. กําลังคนดานสุขภาพ: ที่เปนมา ที่เปนอยู และจะเปนไป. กรุงเทพฯ: พรินทแอทมี (ประเทศไทย) จํากัด; 2554 2. การผลิตสื่อเผยแพร จัดท�าขึ้นใน 3 ลักษณะใหญ่ ได้แก่ การผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ราย 2 เดือน ในชือ วารสารผีเสือขยับปีก, การผลิตสือสิงพิมพ์เฉพาะกิจ เพือเผยแพร่องค์ความรูในการ ่ ้ ่ ่ ่ ้ บริหารและจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพ และการจัดท�าเวบไซต์ วารสารผีเสื้อขยับปก เป็นวารสารราย 2 เดือน จัดท�าขึนเพือแจกไปยังหน่วยบริการสุขภาพทังในและ ้ ่ ้ นอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งหน่วยงานอื่นที่มีความเกี่ยวข้องกับการบริหาร และจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพ เช่น แหล่งผลิต สภาวิชาชีพ องค์กรปกครองส่วนท้อง ถิ่น เป็นต้น วัตถุประสงค์ส�าคัญของวารสารผีเสื้อขยับปีก นอกจากจะเป็นการเผยแพร่ ผลงานวิจยของ สวค. เองแล้ว ยังเป็นการรายงานสถานการณ์ความเคลือนไหวทีเกียวข้อง ั ่ ่ ่ กับก�าลังคนด้านสุขภาพ ทั้งในระดับนโยบายและระดับสังคมวงกว้างให้กับบุคลากรใน ระบบสุขภาพได้ติดตามอย่างใกล้ชิด แม้จะเป็นวารสารทางวิชาการ แต่ผีเสื้อขยับปีกถูกผลิตขึ้นภายใต้แนวคิดการ จัดท�านิตยสาร ที่เน้นรูปเล่มสวยงาม และไสตล์การเขียนที่ดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน ฉีกแนวไปจากวารสารทางวิชาการทั่วไป ท�าให้เรื่องยากและซับซ้อน และเคยอยู่ในความ สนใจของคนแค่เฉพาะกลุ่มอย่างการบริหารและจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพกลายเป็น เรืองราวทีมเนือหาน่าสนใจ ชวนติดตาม และขยับออกมาสูกลุมคนในวงกว้างขึน ไม่เฉพาะ ่ ่ ี ้ ่ ่ ้ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากรบุคคลโดยตรงเท่านั้น เมื่อผนวกกับมุมมองที่มีต่อ การบริหารจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพทีถกขยายมุมให้กว้างขึน ท�าให้ผเสือขยับปีกกลาย ู่ ้ ี ้ เป็นวารสารทางวิชาการด้านก�าลังคนทีได้รบการตอบรับจากผูอานเป็นอย่างมาก รวมทัง ่ ั ้ ่ ้ กลายเป็นแหล่งข้อมูลด้านก�าลังคนด้านสุขภาพที่ส�าคัญของสื่อมวลชน จากการน�าเสนอ ที่เกาะติดประเด็นการเคลื่อนไหวและการรายงานข้อมูลตัวเลขทางวิชาการที่เชื่อถือได้ อันเกิดจากการท�างานวิจัยของ สวค. และเครือข่ายพันธมิตร รวมทั้งนักวิชาการที่ได้รับ การสนับสนุนทุนวิจัยจาก สวค. ประเด็นทีมการตีพมพ์ในผีเสือขยับปีกแล้ว เช่น ผลกระทบทีอาจเกิดขึนของการ ่ ี ิ ้ ่ ้ เปิดหลักสูตรแพทยศาสตร์ศึกษานานาชาติ การส�ารวจทรัพยากรด้านการแพทย์ฉุกเฉิน ปัญหาระหว่างการผลิตและการใช้กาลังคนสายสนับสนุน การกระจายอ�านาจด้านสุขภาพ � และสิบปีระบบหลักประกันสุขภาพกับผลกระทบต่อก�าลังคน เป็นต้น ความน่าเชื่อถือ ของผีเสื้อขยับปีกสามารถดูได้จากการได้รับเกียรติจากผู้ใหญ่ในระบบบริการสุขภาพและ 6 ปี สวค. :: 78 :: 6 ปี สวค. 79 กระทรวงสาธารณสุขในการให้สัมภาษณ์เพื่อเผยแพร่ในผีเสื้อขยับปีก เช่น นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดระทรวงสาธารณสุข, นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการส�านักงานหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติ, นพ.มงคล ณ สงขลา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ ประธานคณะกรรมการก�าลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ, นพ.อ�าพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการ ส�านักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ, ศ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธาน ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย และ ศ.(เกียรติคุณ) ดร.วิจิตร ศรีสุพรรณ นายกสภาการพยาบาล เป็นต้น สื่อสิ่งพิมพเฉพาะกิจ ตลอดระยะเวลา 6 ปี ของการด�าเนินงาน สวค. ได้ผลิตงานวิจัย รวมถึงให้ทุน นักวิจยในการศึกษาและท�าผลงานทางวิชาการในด้านทีเกียวข้องกับการบริหารและจัดการ ั ่ ่ ก�าลังคนด้านสุขภาพเป็นจ�านวนมาก หัวข้อและผลของงานวิจยหลายชินมีความเกียวข้อง ั ้ ่ กับระบบบริการสุขภาพ และสังคมในวงกว้าง สวค. จึงได้นางานวิจยเหล่านันมาเรียบเรียง � ั ้ ใหม่ในภาษาที่อ่านง่าย และตีพิมพ์เป็นรูปเล่ม เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะ ผลงานที่ผ่านมา เช่น 80 :: 6 ปี สวค. วิกฤติก�าลังคนด้านสุขภาพ: ทางออกหรือทางตัน หนังสือรวบรวม ผลงานการวิจัยที่สนับสนุนโดย สวค. ในประเด็นการธ�ารงก�าลังคนด้านสุขภาพในระบบ สุขภาพ โดยมีผลการศึกษาวิชาชีพต่างๆ ได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล ก�าลังคนระดับปฐมภูม นอกจากนันยังมีเรืองราวเกียวกับการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ ิ ้ ่ ่ ทีมหวใจความเป็นมนุษย์ ซึงหนังสือนีจดท�าขึนประกอบการจัดประชุมวิชาการในประเด็น ่ ี ั ่ ้ั ้ ก�าลังคนด้านสุขภาพ พร้อมกับนักวิจัยได้มาน�าเสนอผลการวิจัยเหล่านั้นแก่ผู้เข้าร่วม ประชุมประมาณ 100 คน เหตุเกิดที่ขอนแก่น เมื่อโรงพยาบาลพลาดแต่คนไข้ให้พร หนังสือ ว่ า ด้ ว ยการถอดบทเรี ย นโรงพยาบาลศู น ย์ ข อนแก่ น กรณี มี ค นไข้ ติ ด เชื้ อ แบคที เรี ย ซูโดโมแนส-ออรูจิโนสา จนตาบอดหลังเข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกที่โรงพยาบาล แม้ ผลกระทบที่ผู้เสียหายได้รับจะร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียดวงตาและการมองเห็น แต่บุคลากร ของ รพ.ขอนแก่น สามารถบริหารจัดการสถานการณ์จนท�าให้เกิดความเข้าใจและการ ยอมรับจากฝ่ายผูเสียหายจนสามารถจบลงด้วยมิตรภาพทีดระหว่างบุคลากรด้านสุขภาพ ้ ่ ี และผู้ป่วย ซึ่งถือเป็นบทสรุปที่เกินความคาดหมายของหลายๆ ฝ่าย ประสบการณ์ของ รพ.ขอนแก่น ในการบริหารสถานการณ์แห่งความล�าบากยิ่งนี้ เป็นตัวอย่างอันดีที่ควร 6 ปี สวค. :: 81 ต่างต่าง นานา ในการแก้ปญหาก�าลังคนด้านสุขภาพ หนังสือทีนาผลงาน  ่ � จากการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของทีมนักวิจัยจาก สวค. ว่าด้วยการบริหารและจัดการ ก�าลังคนด้านสุขภาพระดับพืนที ในจังหวัดต่างๆ ทัวประเทศ มาเรียบเรียงใหม่ ด้วยภาษา ้ ่ ่ ที่เข้าใจง่าย และน�าเสนอในรูปแบบที่อ่านง่าย ข้อมูลรายจังหวัดที่น�าเสนอ นอกจากจะ ท�าให้ทราบถึงวิธีคิดและวิธีท�าในการบริหารและจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพของแต่ละ จังหวัดแล้ว ยังเป็นการให้ข้อมูลดิบว่าด้วยทรัพยากรด้านสุขภาพ โดยเฉพาะทรัพยากร บุคคลทีแต่ละจังหวัดมีอยู จึงเป็นหนังสือทีเหมาะแก่การเรียนรูและเก็บเป็นหนังสืออ้างอิง ่ ่ ่ ้ ก�าลังคนด้านสุขภาพ ที่เป็นมา เป็นอยู่ และจะเป็นไป เป็นผลงานแห่ง ความพยายามของทีมนักวิจยจาก สวค. ในการรวบรวมฐานข้อมูลเชิงตัวเลขทีเกียวข้องกับ ั ่ ่ การบริหารและจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพในทุกด้าน นับแต่จ�านวนการผลิต ตัวเลขการ กระจายตัวของก�าลังคน สถิติการลาออก จ�านวนบุคลากรแต่ละวิชาชีพที่ปฏิบัติหน้าที่ใน ปัจจุบัน และสิถิติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนบริหารจัดการก�าลัง คนด้านสุขภาพทั้งในระดับวิชาชีพและก�าลังคนสนับสนุน นอกจากนี้ยังเป็นหนังสือที่ รวบรวมประวัติศาสตร์ พัฒนาการ รวมทั้งยุทธวิธีที่ใช้ในการบริหารและจัดการก�าลังคน ด้านสุขภาพ อีกทั้งยังรวบรวมสถานการณ์ทางนโยบายและความเคลื่อนไหวทางสังคมที่ ส่งผลกระทบต่อก�าลังคน และการบริหารจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพไว้ด้วย สามารถกล่าวได้ว่า หนังสือ ก�าลังคนด้านสุขภาพ ที่เป็นมา เป็นอยู่ และจะ เป็นไป เป็นหนังสือที่รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับก�าลังคนด้านสุขภาพในประเทศไทย ไว้ได้อย่างรอบด้านและครอบคลุมที่สุด สามารถเป็นหนังสืออ้างอิงส�าหรับนักวิจัยที่จะ ท�าการศึกษาด้านก�าลังคนด้านสุขภาพต่อไปในอนาคต เวบไซต ในยุคแห่งการสื่อสารด้วยคอมพิวเตอร์ เชื่อมต่อทางอินเทอร์เน็ต เวบไซต์ เป็นช่องทางการสื่อสารที่ทรงประสิทธิภาพ ที่ www.hrdothai.com อันเป็นบ้านบนโลก เสมือนจริงของ สวค. เป็นที่รวบรวมฐานข้อมูลก�าลังคนด้านสุขภาพ รวบรวมงานวิจัยที่ เกี่ยวข้องกับก�าลังคนด้านสุขภาพ และข่าวความเคลื่อนไหวทางนโยบายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเป็นที่เผยแพร่ผลงานทุกชิ้นของ สวค. ทั้งงานวิจัยและสื่อสิ่งพิมพ์ จากสถิติที่ ผ่านมานับจาก 1 กรกฎาคม 2554 ถึง 31 มกราคม 2555 พบว่ามีผู้เข้าเยี่ยมชมเวบไซต์ แห่งนี้จ�านวน 49,476 คน และจ�านวนหน้าที่เปิด 595,076 ครั้ง (เฉลี่ยประมาณ 85,010 6 ปี สวค. :: ได้รับการเผยแพร่ในกลุ่มก�าลังคนด้านสุขภาพ สวค. โดยความร่วมมือและสนับสนุนของ ส�านักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ จึงได้จัดท�าหนังสือถอดบทเรียน รพ. ขอนแก่น ในกรณีนี้ขึ้นมา และเป็นหนังสือที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ สร้างสมดุลคนสุขภาพ: บทเรียนจากภาคอีสาน หนังสือที่รวบรวม นวัตกรรมการบริหารและจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพของพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ ทราบกันดีว่ามีปัญหาการขาดแคลนก�าลังคนด้านสุขภาพทุกสาขาวิชาชีพอย่างรุนแรง การจัดการงบประมาณภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แม้ว่าจะท�าให้หน่วย บริการหลายแห่งในภาคอีสานกลายเป็น “เศรษฐีใหม่” ที่มีฐานะการเงินการคลังดีขึ้น อย่างทันที อันเนื่องจากงบประมาณที่ได้รับเพิ่มมากขึ้นตามจ�านวนประชากรในพื้นที่ รับผิดชอบ แต่ภายใต้สถานการณ์จริงที่ก�าลังคนด้านสุขภาพมีจ�ากัด การมีเงินไม่ได้ หมายความถึงการมีความสามรถในการ “ซื้อ” ก�าลังคน สิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคอีสาน คือการสร้างคน และวางแผนการจัดการก�าลังคนในระดับพื้นที่ หนังสือเล่มนี้เป็น ผลผลิตจากการจัดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของหน่วยบริการในจังหวัดต่างๆ ใน พื้นที่ภาคอีสานในการแก้ปัญหาการขาดแคลนก�าลังคนด้านสุขภาพในยุคที่มีเงินแต่ไม่มี คนให้จ้าง 82 :: 6 ปี สวค. 83 ครั้งต่อเดือน) และเอกสารที่ได้รับการดาวน์โหลดจากผู้เยี่ยมชมมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ การน�าเสนอผลงานวิจัยว่าด้วยแพทย์จบใหม่กับความไม่มั่นใจในการท�างาน ใน วารสารผี เ สื้ อ ขยั บ ปี ก ฉบั บ ที่ 16, หนั ง สื อ วิ ก ฤติ ก� า ลั ง คนด้ า นสุ ข ภาพ, คู ่ มื อ การใช้ เครื่องมือการวางแผนก�าลังคนด้านสุขภาพ, รายงานว่าด้วยก�าลังคนสายสนับสนุน ใน วารสารผีเสื้อขยับปีก ฉบับที่ 18 และหนังสือก�าลังคนด้านสุขภาพ: ที่เป็นมา เป็นอยู่ และจะเป็นไป การขับเคลื่อนผานสื่อมวลชน แม้จะมีสื่อในมือเป็นของตนเอง แต่ด้วยข้อจ�ากัดด้านการกระจายตัวของสื่อ ท�าให้สอที สวค. ด�าเนินการผลิตขึนมาเองสามารถขับเคลือนและสือสารได้เฉพาะในกลุม ื่ ่ ้ ่ ่ ่ ก�าลังคนด้านสุขภาพเท่านัน การขับเคลือนผ่านสือมวลชนจึงเป็นกิจกรรมที สวค. ให้ความ ้ ่ ่ ่ ส�าคัญ เพราะนอกจากจะเป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักถึงความ ส�าคัญของการบริหารและจัดการก�าลังคนที่มีต่อคุณภาพของระบบบริการสุขภาพให้เกิด ขึ้นกับสื่อแล้ว ยังเป็นการสร้างกระแสตื่นตัวให้เกิดขึ้นในสังคม น�าสู่การขับเคลื่อนให้เกิด การเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย กระบวนการท�างานผ่านสื่อมวลชน จะเน้นที่การเผยแพร่ข้อมูลและผลงาน ทางวิชาการของ สวค. ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอุปสรรคและปัญหาในการบริหารและจัดการ ก�าลังคน ซึ่งกระทบต่อคุณภาพระบบบริการ, สถานการณ์ยากล�าบากในการท�างานของ ก�าลังคนด้านสุขภาพ รวมไปถึงประเด็นที่มีการน�าเสนอผ่านทางสื่อมวลชน เช่น ปัญหา การขาดแคลนแพทย์ในพื้นที่ชนบท เนื่องจากขาดปัจจัยดึงดูดแพทย์ใช้ทุน, การประเมิน ผลโครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท ที่พบว่าผลผลิตของแพทย์ในโครงการมีอัตรา การคงอยู่ในชนบทสูงกว่าแพทย์ที่เข้าสู่ระบบแพทยศาสตร์ศึกษาด้วยวิธีการสอบปกติ, ปัญหาการขาดแคลนพยาบาลในพื้นที่ภาคอีสาน จนน�าสู่การ “ซื้อตัว” พยาบาลในราคา หลักแสน ผลกระทบของระบบหลักประกันสุขภาพต่อก�าลังคนด้านสุขภาพ เป็นต้น ผลของการขับเคลื่อนผ่านสื่อมวลชน ที่เห็นได้ชัดประการหนึ่งคือ สื่อเริ่ม มองเห็นความส�าคัญของก�าลังคนในระบบสุขภาพที่มีต่อระบบริการสุขภาพในภาพรวม ดังจะเห็นได้ว่าประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพเริ่มมี พื้นที่ในหน้าข่าวมากขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่จะมีเฉพาะประเด็นหวือหวา เช่น การกระทบ กระทั่งหรือความขัดแย้งระหว่างบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย มีบทวิเคราะห์ข่าวที่ กล่าวถึงปัญหาก�าลังคน มีการวิพากษ์วจารณ์ปญหาผ่านสือออนไลน์ ทังนี สวค. มองว่า การ ิ ั ่ ้ ้ 84 :: 6 ปี สวค. ทีสอจับประเด็นก�าลังคนด้านสุขภาพเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการมองเห็นความส�าคัญใน ่ ื่ งานด้านก�าลังคน ไม่วาจะน�าเสนอข้อมูลจากหน่วยงานใดก็ตาม ไม่จาเป็นว่าจะต้องมีการ ่ � น�าเสนอข้อมูลของ สวค. เพียงหน่วยงานเดียวเท่านั้น 6 ปี สวค. :: 85 ยุทธศาสตรที่ 3 แผนการพัฒนาศักยภาพดานการวางแผนและพัฒนา กําลังคน â»Ãá¡ÃÁ¡ÒÃÇÔà¤ÃÒÐˏ¤ÇÒÁµŒÍ§¡ÒáíÒÅѧ¤¹ การวิเคราะหความตองการกําลังคนโดยใชระบบ GIS หรือที่เรียกวาสัดสวนตอ ประชากร (population ratio) ที่ใชอยูปจจุบันนี้เปนวิธีการวิเคราะหความตองการที่ทําไดงาย ไมตองการขอมูลพืนฐานมาก นอกจากจํานวนประชากร และไมตองการทักษะการวางแผนกําลังคน  ้  มากนัก อยางไรก็ตามการวิเคราะหความตองการกําลังคนเชนนี้มีจุดออน ไดแกมีแนวโนมทําให ความตองการมากเกินจริงไมสอดคลองกับภาระงาน และไมสามารถวิเคราะหความตองการกําลัง คนเปนทีมหรือ skill mix ได ดังนั้น สวค. จึงไดพัฒนาโปรแกรมการวิเคราะหความตองการ กําลังคน โดยโปรแกรมนี้จะวิเคราะหความตองการกําลังคนสอดคลองกับระบบบริการที่จัดและ ภาระงาน ซึงสามารถใชวเคราะหความตองการกําลังคนในระดับปฐมภูมและทุตยภูมิ และสามารถ ่ ิ ิ ิ ใชไดในระดับตําบล อําเภอ จังหวัดและแมแตระดับเขต โปรแกรมนีจะชวยวิเคราะหความตองการกําลังคนไดนนตองการขอมูลพืนฐานทีสาคัญ ้ ั้ ้ ่ํ ไดแกขอมูลประชากรแยกตามกลุมอายุ ขอมูลการเจ็บปวย ขอมูลการใชบริการประเภทตางๆ นอกจากนั้นตองการขอมูลเกี่ยวกับเวลาที่ใชในการใหบริการของแตละประเภทกําลังคน รวมทั้ง เวลามาตรฐานที่คนแตละคนใชในการปฏิบัติงาน เปนตน หลังจากบันทึกขอมูลที่จําเปนลงไป แลว โปรแกรมนี้จะชวยคํานวณความตองการกําลังคนแตละประเภทออกมา หลังจากนั้นแตละ พื้นที่ก็ตองไปวางแผนวาจะทําอยางไรเพื่อใหไดมาซึ่งกําลังคนนั้นๆ ขอดีของการใชโปรแกรมนี้คือจะวิเคราะหจํานวนคนใหสอดคลองกับระบบบริการ ทีจดและภาระงานทีมี อยางไรก็ตามวิธการวิเคราะหความตองการตองการทักษะในการดําเนินการ ่ั ่ ี ระดับหนึง รวมทังตองการฐานขอมูลประชากรและการใชบริการทีชดเจนและเปนตามสถานการณ ่ ้ ่ั จริงมากที่สุด เพื่อใหผลการวิเคราะหความตองการออกมาไดใกลเคียงกับความตองการจริง มากที่สุด ในฐานะหน่วยงานทางวิชาการที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัยและพัฒนาก�าลังคนด้าน สุขภาพ จ�าเป็นอย่างยิ่งที่ สวค. จะต้องให้ความส�าคัญกับงานด้านการพัฒนาศักยภาพ ด้านการวางแผนและพัฒนาก�าลังคน ทั้งที่เป็นการวางแผนพัฒนาสร้างคนให้กับระบบ บริการสุขภาพ และการสร้างคนเพือเป็นทรัพยากรบุคคลของ สวค. เอง เพือให้สามารถท�า ่ ่ หน้าที่ในฐานะหน่วยงานวิชาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมา สวค. สามารถด�าเนิน การตามแผนการพัฒนาศักยภาพด้านการวางแผนและพัฒนาก�าลังคน จนมีผลงานดังนี้ กำรพัฒนำศักยภำพกำรวำงแผนก�ำลังคนระดับพื้นที่ จากการท�างานของ สวค. ท�าให้มองเห็นความจริงประการหนึงว่าการวางแผน ่ และการจัดการก�าลังคนจากส่วนกลาง ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการก�าลังคนใน ระดับพื้นที่ได้ทั้งหมด ซ�้าร้ายยังอาจเป็นอุปสรรคในการพัฒนาคนและคุณภาพระบบ บริการของพื้นที่ด้วย เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีปัจจัยหรือสภาพแวดล้อมที่เป็นเฉพาะของ ตนเอง การบริหารและจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพให้มีประสิทธิภาพจึงเป็น เรื่องที่ต้อง ท�าให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ การบริหารและจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพจึง ไม่สามารถมีรูปแบบเดียวและใช้กับทุกพื้นที่ได้ ดังนั้นการบริหารและจัดการก�าลังคนใน ระดับพื้นที่อย่างเป็นกระบวนการจึงเป็นสิ่งจ�าเป็นที่ต้องผลักดันให้เกิดขึ้น อันเป็นแนว นโยบายที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ทั้ง 5 ของแผนยุทธศาสตร์ทศวรรษก�าลังคนด้าน สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550-2559 ที่ก�าหนดให้มีการสร้างกลไกการก�าหนดนโยบายและ ยุทธศาสตร์กาลังคนด้านสุขภาพทีสอดคล้องกับระบบสุขภาพในระดับประเทศและระดับ � ่ พื้นที่ การปรับเปลี่ยนการผลิตและพัฒนาก�าลังคนให้มีจ�านวนเพียงพอและสอดคล้อง กับความต้องการของระบบบริการ การปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการเพื่อการกระจาย ก�าลังคนที่เป็นธรรมและธ�ารงก�าลังคนในระบบสุขภาพ การสร้างและจัดการความรู้เพื่อ น�าสู่การพัฒนาระบบก�าลังคนด้านสุขภาพ และการส่งเสริมและพัฒนาภูมิปัญญาไทย และผู้ดูแลสุขภาพในชุมชน อย่างไรก็ดีแม้ระดับพื้นที่ อันได้แก่ อ�าเภอ จังหวัด และเขต จะมองเห็นและ ให้ความส�าคัญกับการบริหารและจัดการก�าลังคนในระดับพื้นที่ เพื่อให้มีก�าลังคนที่ สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ แต่ด้วยขีดจ�ากัดของนักวิชาการและนักบริหาร ในระดับพื้นที่ที่ขาดทักษะในการวิเคราะห์ความต้องการก�าลังคนด้านสุขภาพของพื้นที่ 86 :: 6 ปี สวค. 3.1 ตลอดทั้งองค์ความรู้และทักษะในการวางแผนก�าลังคน ประกอบกับ พื้นที่หลายแห่งพบ ข้อจ�ากัดในการวิเคราะห์ความต้องการโดยใช้ GIS (สัดส่วนประชากรต่อบุคลากร) ซึ่ง พบว่าไม่สอดคล้องกับภาระงาน จึงจ�าเป็นอย่างยิ่งที่บุคลากรในพื้นที่จะต้องได้รับการ พัฒนาให้มีศักยภาพในการวางแผนและบริหารจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพ สวค.จึงได้ พัฒนาโปรแกรมในการวิเคราะห์และคาดการณ์ความต้องการก�าลังคนและคู่มือ เพื่อ ให้พื้นที่สามารถน�าไปใช้ได้เอง และได้มีการทดลองในพื้นที่ 4 จังหวัดในเบื้องต้น ได้แก่ กาฬสินธุ์ นครศรีธรรมราช นครนายก และพะเยา ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และมีแนวโน้ม ที่จะได้รับการน�าไปปรับใช้ในพื้นที่อื่นอีก อีกทั้ง สวค. ยังได้พัฒนาหลักสูตรการอบรม นักวิชาการและนักบริหารในการวิเคราะห์ความต้องการและวางแผนความต้องการก�าลัง คนและได้ด�าเนินการอบรมใน 8 จังหวัด หลังจากการทดลองใช้ หลังจากนั้นได้บรรจุ โปรแกรม ไว้ที่ website สวค. ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ที่ www.hrdothai.com 6 ปี สวค. :: 87 เปดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกำรแก้ปัญหำก�ำลังคนในระดับ พื้นที่ ไม่เพียงแต่การพัฒนาเครื่องมือเพื่อให้พื้นที่สามารถใช้ในการ วิ เ คราะห์ ค วามต้ อ งการและวางแผนพั ฒ นาก� า ลั ง คนด้ า นสุ ข ภาพของตนได้ อ ย่ า งมี ประสิทธิภาพ สวค. ยังได้จดเวทีแลกเปลียนเรียนรูเรืองการจัดการก�าลังคนในระดับพืนทีขน ั ่ ้ ่ ้ ่ ึ้ เพื่อให้พื้นที่ต่างๆ ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ปัญหา และอุปสรรคที่เกิดขึ้น รวมถึงถ่ายทอดนวัตกรรมหรือมาตรการทีแต่ละพืนทีคดค้นและใช้เพือให้สามารถจัดระบบ ่ ้ ่ ิ ่ บริการให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพืนที โดยทีสามารถธ�ารงก�าลังคน ้ ่ ่ ไว้ในระบบได้ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน อันเป็นการพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่ ท�างานด้านการวางแผนและบริหารจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพ ทีผานมา สวค. ได้จดเวที ่่ ั แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับพื้นที่ขึ้นจ�านวนทั้งสิ้น 10 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมรวม 499 คน จาก หลายภาคส่วน ทั้งผู้ใช้ ได้แก่ สถานบริการระดับต่างๆ ภาคส่วนผู้ผลิต ได้แก่สถาบันการ ศึกษาทังในและนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข บุคลากรทีทางานด้านการวางแผนบริหาร ้ ่ � บุคลากรของแต่ละพืนที รวมไปถึงตัวแทนจากภาคประชาสังคม มาตรการหรือนวัตกรรม ้ ่ ที่แต่ละจังหวัดน�ามาเสนอในเวทีการระดมความเห็นนั้น เป็นรูปธรรมที่แสดงให้เห็นว่า ถึงเวลาแล้วทีรฐบาลต้องสนับสนุนให้มการพัฒนากลไกระดับพืนทีเพือท�าหน้าทีประสาน ่ั ี ้ ่ ่ ่ การวางแผนบุคลากรก�าลังคนด้านสุขภาพในระดับพื้นที่ เพื่อให้เกิดการกระจายและการ ใช้กาลังคนด้านสุขภาพในพืนทีอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม ผลจากการแลกเปลียน � ้ ่ ่ เรียนรู้ สวค. ได้เรียบเรียงและรวบรวมเป็นรูปเล่มเพื่อเผยแพร่สู่การน�าไปปรับใช้ในพื้นที่ อื่นๆ ต่อไป 7, 8 3.2 หน้าที่เป็นหน่วยงานระดับภูมิภาคท�าหน้าที่วางแผนและขับเคลื่อนการปฏิบัติด้าน ก�าลังคนสุขภาพในภูมิภาค สวค. ได้รับการมอบหมายให้เป็นผู้ประสานงานกลางระดับ ประเทศของประเทศไทย โดยตลอดระยะเวลาทีผานมา สวค. และตัวแทนของประเทศไทย ่่ จากต่างองค์กรได้เข้าร่วมกับประเทศสมาชิกในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างเครือข่าย และพัฒนาศักยภาพซึ่งกันและกัน โดยกิจกรรมหลักคือการจัดประชุมวิชาการนานาชาติ ปีละ 1 ครั้ง เริ่มตั้งแต่ปี 2549 ถึงปัจจุบัน นอกจากนั้น สวค. ยังได้เป็นที่ปรึกษาในการ พัฒนางานวิจัยในการธ�ารงก�าลังคนในชนบทที่ประเทศกัมพูชาในปี 2551 กำรพัฒนำนักวิจัยระดับปริญญำเอก การพัฒนาข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาก�าลังคนด้าน สุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพจ�าเป็นต้องมีนักวิชาการด้านก�าลังคนด้านสุขภาพจ�านวน เพียงพอที่จะมาช่วยผลิตงานวิชาการและท�าการขับเคลื่อน สวค. เห็นถึงความจ�าเป็น ของการพัฒนาศักยภาพนักวิชาการด้านก�าลังคน จึงได้สนับสนุนการพัฒนานักวิจัย ระดับปริญญาเอก ศึกษาเฉพาะเจาะจงในด้านก�าลังคน และมีกระบวนการท�างานร่วมกัน กับ สวค. อย่างใกล้ชิด ในระหว่างเดือน ตุลาคม 2548 - มกราคม 2555 สวค. ได้ให้ทุน สนับสนุนนักวิจัยระดับปริญญาเอก จ�านวน 4 คน และนักศึกษาระดับปริญญาโท 1 คน สรุป การด�าเนินงานในระยะ 6 ปีที่ผ่านมา ภารกิจทั้ง 3 ยุทธศาสตร์ได้รับการ ขับเคลื่อนอย่างมีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน การวิจัยและการพัฒนาระบบสารสนเทศ ก�าลังคนจะช่วยสร้างและเชื่อมโยงองค์ความรู้ในการแก้ปัญหาก�าลังคน และในการ เชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การก�าหนดนโยบายนั้น ยุทธศาสตร์ในด้านการสื่อสารและการ ท�างานร่วมกับภาคีตางๆ ตลอดทังการจัดเวทีแลกเปลียนความคิด และเรียนรูประสบการณ์ ่ ้ ่ ้ ซึ่งกันและกัน จะเป็นตัวช่วยในการร่วมพัฒนานโยบาย จะเห็นได้ว่าในช่วงระยะแรก ความสนใจของ สวค. จะมุงไปทีการพัฒนาฐานข้อมูลและงานวิจยเพือพัฒนาชุดข้อเสนอ ่ ่ ั ่ เชิงนโยบาย และในระยะที่ 2 กระบวนการของทุกยุทธศาสตร์จะมุ่งเน้นไปที่การสร้าง ความตระหนักรู้ในปัญหาก�าลังคนทั้งในกลุ่มก�าลังคนด้านสุขภาพ ประชาชนทั่วไป และผู้ก�าหนดนโยบาย เพื่อเข้ามาร่วมกันผลักดันการแก้ปัญหาก�าลังคนด้านสุขภาพ ดังรายละเอียดผลงานในตารางที่ 1 6 ปี สวค. :: 3.4 3.3 กำรเชื่อมโยงเครือข่ำยในภูมิภำคเอเชีย แปซิฟกด้ำนก�ำลังคน ด้ำนสุขภำพ หนึ่งปีภายหลัง สวค. ได้ก่อตั้งขึ้น คือในปี 2549 กลุ่ม ประเทศเอเชียและแปซิฟิก 15 ประเทศ ภายใต้การน�าของส�านักงานพัฒนานโยบาย สุขภาพระหว่างประเทศ (International Health Policy Program, Thailand) ของประเทศไทย ได้รวมตัวกันก่อตั้งองค์กรชื่อ Asia-Pacific Action Alliance on Human Resources for Health (AAAH) เพื่อเป็นการกระตุ้นให้แต่ละประเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ให้ ความสนใจในการพัฒนานโยบายในการผลักดันไปสู่การแก้ไขปัญหาก�าลังคน และท�า 7. เพ็ญนภา หงษทอง,บรรณาธิการ. สรางสมดุลคนสุขภาพ บทเรียนจากภาคอีสาน. กรุงเทพฯ: พิมพดี จํากัด; 2552. 8. นงลักษณ พะไกยะและเพ็ญนภา หงษทอง, บรรณาธิการ. ตาง ตาง นานา ในการแกปญหากําลังคนดานสุขภาพ. กรุงเทพฯ: พรินทแอทมี (ประเทศไทย) จํากัด; 2555. 88 :: 6 ปี สวค. 89 ตารางที่ 1 สรุปผลงานของ สวค. ระหวาง 1 ตุลาคม 2548 – มกราคม 2555 “¡ÒÃÇÒ§á¼¹¡íÒÅѧ¤¹´Ò¹ÊØ¢ÀÒ¾ ¤Çõͧ¨Ñ´¡Ò÷Ñé§Ãкº àÃèÁ ¨Ò¡¡ÒÃÇà¤ÃÒÐˏ¤ÇÒÁµÍ§¡ÒáíÒÅѧ¤¹¢Í§ÃкºÊØ¢ÀÒ¾ ¨Ð´Ö§´Ù´ ¡íÒÅѧ¤¹à¢ÒÊÙÃкºÍ‹ҧäà ¨Ð¸íÒç¡íÒÅѧ¤¹ãËÍÂÙã¹ÃкºÍ‹ҧ ‹ ‹ ÁÕ¤ÇÒÁÊØ¢ä´Í‹ҧäà ¨Ð·íÒãË¡íÒÅѧ¤¹ãªÈÑ¡ÂÀҾ͋ҧàµçÁ¤ÇÒÁ ÊÒÁÒöä´Í‹ҧäà áÅШШѴ¡ÒáѺ¡ÒÃà¤Å×è͹ÂÒÂâ´ÂäÁ‹¡Ãзº ¡ÑºÃкºÊØ¢ÀÒ¾ä´Í‹ҧäà «Ö§¡Ãкǹ¡Òùյͧ¡ÒáÒÃÇÒ§á¼¹·Õè è é Âִ⧡Ѻͧ¤¤ÇÒÁÃÙધ»ÃШѡɏ áÅСÒÃÁÕÊǹËÇÁ¨Ò¡¾ËØÀÒ¤Õ” ‹ ´Ã.¹§Åѡɳ ¾Ðä¡ÂÐ ¼Ù¨Ñ´¡ÒÃÊíҹѡ§Ò¹ÇÔ Œ ¨ÑÂáÅоѲ¹Ò¡íÒÅѧ¤¹´Œ Ò¹ÊØ¢ÀÒ¾ 90 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 91 92 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 93 บทที่ 4 ก้าวต่อไปของ สวค. และอนาคตงานวิจัยและการพัฒนา กําลังคนด้านสุขภาพ แต่การด�าเนินการของ สวค. ยังอยู่ในระยะก�าลังพัฒนา อาจจะกล่าวได้ว่ายังไม่ส่งผล ต่อการเปลียนแปลงของปัญหาก�าลังคนในระดับประเทศได้ ทังนีพบว่าการขับเคลือนการ ่ ้ ้ ่ แก้ปญหาทีเกียวข้องกับการบริหารและจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพเป็นไปภายใต้ขอจ�ากัด ั ่ ่ ้ หลายประการ สามารถสรุปได้ดังนี้ ขอจํากัดของการขับเคลื่อนการแกปญหากําลังคนดานสุขภาพ การเกิดขึนของนโยบายทีเกียวข้องกับระบบบริการสุขภาพในภาพใหญ่ ส่งผลกระทบ ้ ่ ่ ต่อการแก้ปญหาก�าลังคนด้านสุขภาพ และบางนโยบายมีความขัดแย้งกันเช่น ขณะ ั ที่มีความพยายามในการพัฒนาข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนก�าลังคนในชนบท แต่รัฐบาลกลับมีนโยบายสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ ซึ่ง จะเป็นการดึงก�าลังคนออกจากระบบบริการสุขภาพในชนบทให้เข้าสูตลาดบริการสุขภาพ ่ ในเมือง โดยเฉพาะในภาคส่วนเอกชน หรือ ความพยายามในการพัฒนารูปแบบการจ้าง งานทีไม่ใช่ขาราชการชะงักลงเนืองจากสวนทางกับนโยบายการขอเพิมต�าแหน่งข้าราชการ ่ ้ ่ ่ ของกระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น ซึ่งจะเห็นว่านโยบายที่เกี่ยวข้องกับด้านสุขภาพต่างๆ มีผลกระทบต่อความพยายามในการแก้ปัญหาก�าลังคนด้านสุขภาพ ระสบการณ์ตลอด 6 ปีในการท�างานของ สวค. บวกกับความส�าเร็จในการแก้ ปัญหาก�าลังคนด้านสุขภาพของประเทศในช่วงที่มี คณะกรรมการประสาน งานทางการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งตั้งขึ้นในระหว่างปี 2525 - 2536 ก่อน ที่ สวค. จะถือก�าเนิดขึ้นนั้น แสดงให้เห็นว่าการเชื่อมประสานการผลิตและกระจายก�าลัง คนด้านสุขภาพไปในสถานบริการในชนบทและสอดคล้องกับการพัฒนาโครงสร้างพืนฐาน ้ ของระบบบริการได้นั้น ต้องมีปัจจัยหลักๆ ได้แก่ ความร่วมมือของภาคีที่เกี่ยวข้อง อัน ได้แก่ ผู้ใช้ก�าลังคนคือ กระทรวงสาธารณสุข ฝ่ายผลิต ได้แก่ แหล่งผลิตทั้งในและนอก กระทรวงสาธารณสุข ผูรบผิดชอบงบประมาณ ได้แก่ ส�านักงบประมาณ รวมถึงส�านักงาน ้ั คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ซึงเป็นผูบริหารและจัดการกรอบอัตราก�าลังข้าราชการ ่ ้ และองค์กรวิชาชีพต่างๆ ภายใต้ภาวะผู้น�าที่เข้มแข็ง และที่ส�าคัญต้องการทีมวิชาการ ที่เข้มแข็งเพื่อให้การสนับสนุนข้อมูลและหลักฐานทางวิชาการและท�าการขับเคลื่อนน�า แผนสู่การปฏิบัติ ซึ่งในอดีต ศูนย์ประสานงานทางการแพทย์และสาธารณสุข รับหน้าที่ นี้ ปัจจุบันบทบาททางวิชาการได้ถูกถ่ายโอนมายัง สวค. และเครือข่าย ซึ่งถูกก่อตั้งขึ้น มาเพื่อการนี้เป็นการเฉพาะ การเกิดขึ้นของ สวค. ในปี 2548 มีเป้าประสงค์หลักเพื่อให้เป็นกลไกทาง วิชาการในการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายทีเกียวข้องกับก�าลังคนด้านสุขภาพของประเทศ ่ ่ อีกทั้งมีระบบติดตามสถานการณ์ก�าลังคนด้านสุขภาพของประเทศ เพื่อน�าไปสู่การ ปรับปรุงนโยบายให้สอดคล้องกับสภาพปัญหา และบริบทที่เปลี่ยนแปลง แม้จะสามารถ ร่วมกับภาคีในการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์กาลังคนและเกิดกลไกการติดตามแผนในระดับ � ชาติ สามารถสร้างองค์ความรู้เพื่อหนุนเสริมการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย ได้ระดับหนึ่ง 94 :: 6 ปี สวค. ป 1. 2. ความสนใจของภาคีทเกียวข้องกับก�าลังคนด้านสุขภาพมีความแตกต่างกัน ท�าให้ ี่ ่ เป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อน ดังกล่าวแล้วว่าการบริหารและจัดการก�าลังคน ด้านสุขภาพมีภาคีเกี่ยวข้องมากมาย ทั้งฝ่ายผู้ใช้ ฝ่ายผลิต ฝ่ายวิชาชีพ และตัวก�าลังคน เอง รวมถึงภาคประชาชน ซึ่งเป็นการยากที่จะให้ภาคีเหล่านี้มีความเห็นตรงกันในเรื่อง ใดเรื่องหนึ่ง เพราะแต่ละองค์กรต่างมีมุมมองและจุดยืนตามวัตถุประสงค์รวมถึงบทบาท หน้าที่ขององค์กรตนเอง หลายครั้งเราจึงได้เห็นมุมมองที่ขัดแย้งกัน เช่น การที่กระทรวง มีนโยบายสร้างแรงจูงใจให้แพทย์อยู่ในชนบทด้วยการใช้กลไกทางการเงิน โดยการเพิ่ม ค่าตอบแทนแพทย์ชนบท ได้รับการคัดค้านจากบุคลากรต่างวิชาชีพ รวมถึงบุคลากรใน สายวิชาชีพแพทย์แต่ท�างานในเมือง หรือ สถาบันการผลิตมีนโยบายการผลิตก�าลังคน สอดคล้องกับศักยภาพของสถาบันการผลิต แต่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของหน่วย บริการซึงเป็นผู ใช้ผลผลิต เช่น การยุบหลักสูตรก�าลังคนสายสนับสนุนและสายผูชวยระดับ ่ ้ ้่ 2 ปี เพื่อปรับสู่การศึกษาระดับอุดมศึกษาหลักสูตร 4 ปี อันเป็นศักยภาพที่หน่วยผลิตมี 6 ปี สวค. :: 95 ขณะที่ก�าลังคนหลักสูตร 2 ปี เป็นที่ต้องการของระบบบริการมากกว่าก�าลังคนที่ผลิตโดย หลักสูตร 4 ปี หรือการที่กระทรวงสาธารณสุขต้องการผลิตก�าลังคนผู้ช่วยหลักสูตร 2 ปี เพือสามารถกระจายก�าลังคนได้เพียงพอกับความต้องการของระบบบริการโดยเฉพาะใน ่ ระดับปฐมภูมิ แต่เกิดการคัดค้านจากสภาวิชาชีพบางองค์กรด้วยเกรงว่าก�าลังคนระดับผู้ ช่วยอาจจะลดมาตรฐานการให้บริการ เป็นต้น นอกจากนั้นยังพบว่าการแก้ปัญหาก�าลังคนที่ต่างคนต่างท�า ไม่ก่อให้เกิด ประสิทธิภาพเท่าที่ควร เช่น ส�านักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ใช้กลไก ด้านการเงินในการกระจายและธ�ารงก�าลังคน และกระทรวงฯ ใช้อ�านาจในการบริหาร ก�าลังคน รวมถึงกฎระเบียบต่าง ๆ และกลไกอื่นเพื่อเอื้อในการกระจายและธ�ารงก�าลัง คน แต่ในขณะที่ภาคส่วนการผลิตไม่สามารถป้อนก�าลังคนเข้าสู่ตลาดได้ จะเห็นว่าความ ไม่สอดคล้องกันระหว่างภาคีหลักของระบบบริการส่งผลต่อประสิทธิภาพของมาตรการ ต่างๆ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความกดดันต่อพื้นที่ในการแก้ปัญหาก�าลังคน จะเห็นว่าการแก้ปัญหาก�าลังคนนั้นต้องมีกระบวนการแสวงหาความร่วมมือ จากภาคีเพื่อร่วมมือกันแก้ปัญหา ระบบการรวมศูนย์อานาจทีสวนกลางไม่เอือต่อการแก้ปญหาก�าลังคนด้านสุขภาพ � ่่ ้ ั ในระดับพื้นที่ โดยที่พื้นที่แต่ละแห่งมีความแตกต่างกัน บางพื้นที่มีความเป็นเขต เศรษฐกิจมีนักท่องเที่ยวมาก บางพื้นที่เป็นเขตภูเขาสูงการเดินทางไม่สะดวก ประชาชน ตั้งบ้านเรือนเป็นหย่อม ห่างไกลกัน บางพื้นที่เป็นเขตกันดารขาดแรงดึงดูดให้ก�าลังคน ไปอยู่ จะเห็นว่าพื้นที่เหล่านี้มีความแตกต่างกัน และต้องใช้การบริหารและจัดการก�าลัง คนที่ต่างกัน ในขณะที่กระทรวงสาธารณสุขซึ่งเป็นต้นสังกัดของสถานบริการเหล่านี้ ขาด กฎระเบียบที่ยืดหยุ่นให้แต่ละพื้นที่มีการจัดการปัญหาก�าลังคนด้วยตนเองที่หลากหลาย ได้ หรือในกรณีที่สถาบันการผลิตภายใต้กระทรวงสาธารณสุขมีการปรับกฏเกณฑ์การคัด เลือกนักเรียนท�าให้คนในพื้นที่ที่ขาดโอกาสทางด้านการศึกษามีโอกาสได้เข้ามาศึกษาใน หลักสูตรด้านสุขภาพน้อยลง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อพื้นที่ในการดึงดูดและธ�ารงก�าลังคนใน ระดับพื้นที่ได้ แม้จะมีงานวิจัยหลายชิ้นเสนอทางออกในการรักษาและธ�ารงคนไว้ใน ระบบ ก็ไม่สามารถน�าไปใช้ปฏิบัติได้จริง ด้วยติดขัดในเรื่องกฎระเบียบอันไม่ยืดหยุ่นของ กระทรวงสาธารณสุข สภาพการขาดแคลนนั ก วิ ช าการด้ า นก� า ลั ง คนด้ า นสุ ข ภาพที่ มี ทั ก ษะและ ประสิทธิภาพในการรวบรวมและวิเคราะห์หลักฐานทางวิชาการ รวมถึงศักยภาพ ในการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย ทังในระดับประเทศและระดับพืนทีเป็นประเด็นปัญหา ้ ้ ่ ท�าให้การขับเคลื่อนเพื่อแก้ปัญหาก�าลังคนด้านสุขภาพเป็นไปอย่างเชื่องช้า นอกจากนั้น การน�าหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อไปหนุนเสริมนโยบายยังต้องการทักษะในการขับเคลื่อน เช่น การเชื่อมประสานเครือข่าย การสร้างความตระหนักในปัญหาต่อสาธารณะ การดึง ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วม เป็นต้น ซึ่งการพัฒนาทักษะต่าง ๆ เหล่านี้ยังเป็นช่อง ว่างที่ต้องการการเติมเต็ม 4. 5. 3. การขาดความเข้าใจและตระหนักถึงความส�าคัญของการบริหารและจัดการก�าลัง คนด้านสุขภาพในระดับสังคมวงกว้าง และสื่อมวลชน จากการท�างานที่ผ่านมา สวค. ได้พบความจริงเชิงประจักษ์ประการหนึ่งว่าการท�างานขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการ เปลียนแปลงในระดับนโยบาย จ�าเป็นอย่างยิงทีจะต้องได้รบการสนับสนุนจากภาคประชา ่ ่ ่ ั สังคม เพือให้เกิดฐานทีเข้มแข็งในการขับเคลือน เนืองจากประชาชนจะเป็นผูได้รบผลกระ ่ ่ ่ ่ ้ ั ทบโดยตรง และภายใต้การปครองระบอบประชาธิปไตย เสียงของประชาชนย่อมเป็นใหญ่ ทีผานมาสังเกตได้วาภาคประชาสังคมยังมองเห็นความส�าคัญของกระบวนการ ่่ ่ ต่างๆ ทีเกียวข้องกับการบริหารและจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพค่อนข้างน้อย และยังเป็น ่ ่ ประเด็นทีไม่ได้รบความสนใจจากสือมวลชนเท่าทีควร อาจเป็นเพราะเรืองของการบริหาร ่ ั ่ ่ ่ และจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพเป็นเรืองทีซบซ้อน และไม่หวือหวาในเชิงของการน�าเสนอ ่ ่ั ข่าว ท�าให้การขับเคลื่อนนโยบายบางอย่างขาดแรงสนับสนุนจากภาคประชาสังคมจน กลายเป็นข้ออ้างของฝ่ายนโยบายในการไม่ด�าเนินการ 96 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 97 โอกาสในการพัฒนา อย่างไรก็ตามท่ามกลางอุปสรรคและปัญหา โอกาสในการท�างานย่อมมีให้เห็น ในการแก้ปัญหาก�าลังคนด้านสุขภาพนั้น สวค. พบว่ายังมีปัจจัยที่เอื้อต่อการพัฒนาองค์ ความรู้ แก้ปัญหาที่สามารถน�ามาเป็นโอกาสในการแก้ปัญหาได้ ซึ่งปัจจัยที่เป็นโอกาสมี ดังต่อไปนี้ แผนยุทธศาสตร์ทศวรรษก�าลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ (2550-2559) และคณะ กรรมการก�าลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ อันเป็นกลไกสนับสนุนหลักที่ได้รับการ รองรับจากฝ่ายนโยบายและองค์กรทางการเมือง กล่าวคือแผนยุทธศาสตร์ ฯ เป็นเครื่อง มือในการก�าหนดกรอบและทิศทางเพื่อน�าไปสู่การแก้ปัญหาก�าลังคนด้านสุขภาพทั้ง ระบบ เพื่อให้มีก�าลังคนด้านสุขภาพเพียงพอและตอบสนองความต้องการของประเทศ โดยเป็นแผนที่ผ่านการพิจารณาเห็นขอบจากคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 24 เมษายน 2554 ให้เป็นแผนยุทธศาสตร์หลักในการบริหารและจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพของประเทศ ส่วนคณะกรรมการก�าลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ เป็นคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยนายก รัฐมนตรี ประกอบด้วยพหุภาคีที่เกี่ยวข้องกับก�าลังคนด้านสุขภาพทั้งหมด และสามารถ รายงานตรงไปยังคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ดังนั้น ทั้งแผนยุทธศาสตร์ฯ และคณะกรรมก�าลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ จึงเป็นกลไกส�าคัญที่ ช่วยสร้างโอกาสในการพัฒนาก�าลังคนด้านสุขภาพของประเทศ การเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศส่งผลต่อการพัฒนา โครงสร้างพืนฐาน การคมนาคม ระบบเทคโนโลยีการสือสาร ตลอดจนโครงสร้าง ้ ่ พื้นฐานของระบบบริการสุขภาพได้รับการพัฒนา เมื่อการพัฒนาในปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ เข้าถึงชนบทอาจจะเป็นปัจจัยที่เอื้อให้เกิดการดึงดูดและธ�ารงก�าลังคนในชนบทมีความ เป็นไปได้มากขึ้น ความเข้มแข็งของภาคประชาชน จะเห็นได้วาปัจจุบนภาคประชาชนในสังคมไทยมี ่ ั ความเข้มแข็งมากขึ้น ทั้งในเชิงการตรวจสอบนโยบาย และการออกมาขับเคลื่อน เพื่อให้เกิดนโยบายและแนวทางการพัฒนาที่เอื้อให้เกิดการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนใน ทุกๆ ด้าน งานด้านการผลิตความรูและการขับเคลือนทีเกียวข้องกับก�าลังคนด้านสุขภาพ ้ ่ ่ ่ สามารถใช้ประโยชน์จากความเข้มแข็งของภาคประชาชนให้เป็นโอกาสในการพัฒนาและ ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางนโยบายได้ 3. 4. 1. ทิศทางอนาคตของการวิจัย พัฒนา และการขับเคลื่อนนโยบายกําลังคนดานสุขภาพ จากข้อจ�ากัดทีกล่าวมาข้างต้น ท�าให้ทศทางการท�างานของ สวค. และการวิจย ่ ิ ั และพัฒนาก�าลังคนด้านสุขภาพของประเทศ จ�าเป็นที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ สามารถเอาชนะอุปสรรคและข้อจ�ากัดต่างๆ ได้ ด้วยสถานการณ์ก�าลังคนด้านสุขภาพ ได้รับผลกระทบจากบริบทของประเทศและของโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การ แก้ปัญหาก�าลังคนด้านสุขภาพจึงยังคงจ�าเป็นที่จะต้องมีกลไกเฝ้าระวัง ติดตาม และแก้ ปัญหาอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะมีแผนยุทธศาสตร์ทศวรรษก�าลังคนด้านสุขภาพเป็นร่มใน การด�าเนินการแก้ปัญหา แต่ในการน�าแผนไปปฏิบัตินั้นยังต้องการข้อมูลเชิงประจักษ์ และขบวนการขับเคลื่อนอย่างแข็งขัน ดังนันภารกิจด้านการวิจยและพัฒนาก�าลังคนด้าน ้ ั สุขภาพควรจะมีทิศทางการด�าเนินการต่อไปดังนี้ 2. การกระจายอ�านาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตาม พ.ร.บ.ก�าหนดแผนและ ขั้นตอนการกระจายอ�านาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ซึ่ง ถือเป็นโอกาสในการมีภาคีเข้ามาร่วมแก้ปัญหาก�าลังคนที่สอดคล้องกับความต้องการ ของพื้นที่มากขึ้น เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาจจะเข้ามาร่วมในด้านของการมี ส่วนร่วมในการผลิตและสรรหาก�าลังคนเพื่อเพิ่มโอกาสการศึกษาแก่คนท้องถิ่นให้กลับ มาท�างานที่ท้องถิ่น ช่วยสนับสนุนการจ้างงานก�าลังคนเพื่อลดภาระงบประมาณของกระ ทวงสาธารณสุข และเป็นการธ�ารงก�าลังคนด้วย เป็นต้น ซึ่งทิศทางการกระจายอ�านาจสู่ ท้องถิ่นบ่งบอกว่าในพื้นที่จะมีโอกาสในการบริหารจัดการก�าลังคนที่สอดคล้องกับความ ต้องการของพื้นที่มากขึ้น 98 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 99 การสร้างองค์ความรู้เพื่อน�าไปสู่การเฝ้าระวังสถานการณ์ ติดตาม พัฒนานโยบาย และมาตรการในการที่จะแก้ปัญหาก�าลังคนด้านสุขภาพ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการ ขัดแย้งอันเนื่องจากผลประโยชน์ทับซ้อน หรือความขัดแย้งระหว่างภาคีที่เกี่ยวข้อง การ สร้างความรู้ในอนาคตอาจจ�าเป็นต้องให้บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ภาคีเกี่ยวข้อง แต่เป็น บุคคลหรือองค์กรทีมความเข้าใจและมองเห็นความส�าคัญของการบริหารและจัดการก�าลัง ่ ี คนด้านสุขภาพต่อระบบบริการสุขภาพ เข้ามามีสวนร่วมในการผลิตความรูและพัฒนาข้อ ่ ้ เสนอเชิงนโยบาย 1. นักวิชาการ ผูบริหาร นอกจากนันต้องมีการพัฒนาความเข้มแข็งของกลไกหรือองค์กรทีจะ ้ ้ ่ มาหนุนเสริม รวมทั้งศักยภาพของเครือข่ายทั้งในระดับประเทศและระดับพื้นที่ด้วย เพื่อ ที่จะได้มีก�าลังคนและเครือข่ายทีมีความรู้ ความสามารถในด้านการจัดการก�าลังคนมาก พอที่จะมาร่วมกันขับเคลื่อนงานด้านก�าลังคนได้ 5. 2. 3. 4. ให้ความส�าคัญกับการวิจัยและพัฒนาก�าลังคนในระดับพื้นที่มากขึ้น ดังกล่าวไว้ ในตอนต้นว่าการบริหารและจัดการก�าลังคนจากส่วนกลาง เต็มไปด้วยข้อจ�ากัด และอุปสรรค ทางออกหนึงคือการสร้างความเข้มแข็งให้กบบุคลากรในพืนที ซึงปัจจุบนยัง ่ ั ้ ่ ่ ั มีจดอ่อนในเรืองการสร้างความรู รวมถึงทักษะในการวางแผน บริหารและจัดการก�าลังคน ุ ่ ้ อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยและการขับเคลื่อนงานที่เกี่ยวข้องกับก�าลังคนด้านสุขภาพ ในอนาคตจึงควรให้ความส�าคัญกับการพัฒนาในระดับพื้นที่ เพื่อรวบรวมและสร้างองค์ ความรูและพัฒนาก�าลังคนในระดับพืนทีให้มศกยภาพและความเข้มแข็งพอทีจะตอบโจทย์ ้ ้ ่ ี ั ่ ปัญหาของพื้นที่ตนเองได้ ให้ความส�าคัญกับการท�างานผ่านสื่อมวลชนและสื่อใหม่ (new media) ด้วย สื่อมวลชนและสื่อใหม่เป็นเครื่องมือในการกระจายข่าวสาร เป็นเครื่องมือใน การสร้างความรูความเข้าใจ และสร้างกระแสความตระหนักทีสาคัญยิงในโลกยุคแห่งการ ้ ่� ่ สือสารไร้สาย การใช้ชองทางการสือสารผ่านสือจะท�าให้สามารถกระจายข่าวสารและสร้าง ่ ่ ่ ่ พลังการขับเคลือนได้อย่างรวดเร็วและมีพลัง ทังนีปจจุบนประเด็นการบริหารและจัดการ ่ ้ ้ ั ั ก�าลังคนด้านสุขภาพเริมเป็นทีสนใจในหมูสอมวลชน ซึงสามารถมองเห็นความเชือมโยงที่ ่ ่ ่ ื่ ่ ่ ซับซ้อนของระบบการบริหารและจัดการก�าลังคนด้านสุขภาพต่อระบบบริการสุขภาพแล้ว ทิศทางการท�างานในอนาคตทั้งด้านการสร้างความรู้ การวิจัย และการขับเคลื่อน จึงควร มุ่งต่อไปในทิศทางของการท�างานผ่านสื่อ อาจด้วยการให้ข้อมูล การจัดเวทีแลกเปลี่ยน กับสื่อ และการผลิตสื่อเผยแพร่ผ่านทางสื่อใหม่ต่างๆ การเชื่อมโยงกับภาคีต่างๆ สร้างความตระหนักและรับรู้ปัญหาก�าลังคนด้าน สุขภาพร่วมกัน เพื่อร่วมกันแก้ปัญหา ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และ การสื่อสารในรูปแบบต่างๆ โดยระหว่างกระบวนการเชื่อมโยงภาคีควรต้องมีกลยุทธ์การ ขับเคลื่อนในกลุ่มภาคีด้วยกันเอง เพื่อให้ทุกภาคส่วนมองเห็นเป้าหมายเดียวกันในการ ขับเคลื่อนว่าเป็นไปเพื่อพัฒนาก�าลังคนด้านสุขภาพ อันน�าสู่การพัฒนาระบบบริการ สุขภาพที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชนทั้งประเทศ หาใช่เป็นไปเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือองค์กรใดองค์หนึ่ง พัฒนาศักยภาพในด้านการวางแผนและพัฒนาก�าลังคน โดยมุ่งเน้นการพัฒนา ระดับปัจเจก (Individual) ระดับสถาบัน (Node) และระดับเครือข่าย (Network) ภาระกิจการขับเคลือนงานด้านก�าลังคนนันจะต้องท�าควบคูไปกับการพัฒนาศักยภาพของ ่ ้ ่ 100 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 101 ภาคผนวก ก งานวิจัยภายใตสํานักงานวิจัยและพัฒนากําลังคนดานสุขภาพ กลุมที่ 2 การวางแผนและกลไกการวางแผนและการกําหนดนโยบายกําลังคนดานสุขภาพ กลุมที่ 1 การเปลี่ยนแปลงของบริบทของประเทศไทยและโลกและผลกระทบตอกําลังคนดานสุขภาพ 102 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 103 กลุมที่ 3 การจัดการบริหารกําลังคน 104 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 105 กลุมที่ 4 การประเมินนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวของกับการแกปญหากําลังคน กลุมที่ 5 การผลิตกําลังคนดานสุขภาพ กลุมที่ 6 ขอเสนอเชิงนโยบาย 106 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 107 กลุมที่ 7 สื่อสิ่งพิมพ ภาคผนวก ข ขาวสํานักงานวิจยและพัฒนากําลังคนดานสุขภาพและขาวเกียวของกับกําลังคนดานสุขภาพ ั ่ 108 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 109 110 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 111 112 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 113 114 :: 6 ปี สวค. 6 ปี สวค. :: 115
ดาวน์โหลดเอกสารแบบ PDF
ภาพประกอบลิขสิทธิ์ ครีเอทีฟ คอมมอนส์
เนื้อหานี้เผยแพร่ภายใต้ลิขสิทธิ์ ครีเอทีฟ คอมมอนส์ 3.0 ประเทศไทย โดยแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน

แบ่งปันให้กับเพื่อน

  • email
  • print
  • อ่าน 60 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น

เมนูเพื่อนสร้างสุขภาวะ

  • ภาคีบอกข่าว
  • เรื่องเล่าจากภาคี
  • แนะนำภาคี
  • รอบรู้เรื่องโครงการ
  • มัลติมีเดีย
  • แนะนำสื่อ
  • แกลลอรี่
  • บล็อก
  • รอบรู้สุขภาพโลก

ยอดนิยม

5 วิธีเด็ดสลายเซลลูไลท์-น่องโต-ต้นขาใหญ่
5 วิธีเด็ดสลายเซลลูไลท์-น่องโต-ต้นขาใหญ่
อ่าน: 26,671

5 วิธีเด็ดสลายเซลลูไลท์-น่องโต-ต้นขาใหญ่ อวดเรียวขากล้ามเนื้อแน่นปั๊ก!

  • โรคความดันโลหิตต่ำ ภัยร้ายที่ไม่อาจมองข้าม
  • 6 อันดับอาหารเช้าจานโปรด เมนูไหนเปี่ยมประโยชน์มากที่สุด
  • น้ำในหูไม่เท่ากัน โรคอันตรายที่ควรรู้

ป้ายคำ

  • การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ
  • กุ้งทะเล
  • คนเมา
  • ประเทศพม่า
  • ปัญหาผิวเด็ก
  • พม.
  • รับจ้าง
  • ลวนลาม
  • วิธีคลายร้อน
  • ว.วชิรเมธี
  • สะบักจม
  • เปิดใจ
  • แม่น้ำเจ้าพระยา
  • โรคทางสุขภาพจิต
  • โรคทางเดินหายใจเฉียบพลัน
  • ใหม่
ดูป้ายคำทั้งหมด
^ กลับสู่เนื้อหาหลัก

ขนาดตัวอักษร

  • ตัวหนังสือขนาดปกติ
  • ตัวหนังสือขนาดปานกลาง
  • ตัวหนังสือขนาดใหญ่

ปรับรูปแบบการแสดงผล

  • ปรับการแสดงผลให้แสดงในรูปแบบปกติ
  • ปรับการแสดงผลให้แสดงสำหรับคนสายตาเลือนราง

ติดต่อเรา

อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ เลขที่ 99/8
ซอยงามดูพลี แขวงทุ่งมหาเมฆ
เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120

โทรศัพท์ 02-343-1500
โทรสาร 02-343-1551

แผนที่บน Google Maps

เมนูหลัก

  • สาระสุขภาพ
    • เกาะติดสถานการณ์
    • ก้าวทันกระแส
    • สำนักข่าวสร้างสุข
    • สร้างสุขกับ สสส.
    • ข่าวสุขภาพ
    • บทความ
    • เคล็ดลับคนดังสุขภาพดี
    • เกร็ดความรู้
    • โพลสุขภาพ
    • เว็บบอร์ดสร้างสุข
  • เพื่อนสร้างสุขภาวะ
    • ภาคีบอกข่าว
    • เรื่องเล่าจากภาคี
    • แนะนำภาคี
    • รอบรู้เรื่องโครงการ
    • มัลติมีเดีย
    • แนะนำสื่อ
    • แกลลอรี่
    • บล็อก
    • รอบรู้สุขภาพโลก
  • เกี่ยวกับเรา
    • รู้จัก สสส.
    • คุยกับผู้จัดการ
    • ประกาศทั่วไป
    • ประกาศเรื่องทุน
    • ปฏิทินกิจกรรม
    • เสนอโครงการออนไลน์
    • ติดต่อสำนักงาน
    • แบบฟอร์มสมัครงาน
    • ระเบียบคำสั่ง
แผนผังเว็บไซต์   ตัวช่วยเหลือการเข้าถึงเว็บไซต์   Mobile Site
สัญญาอนุญาต cc by-nc-saแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย

Valid XHTML + RDFa Level Double-A conformance icon, W3C-WAI Web Content Accessibility Guidelines 1.0

รวมลิงก์ภายในของสสส.

  • เว็บหลัก สสส.
  • เว็บองค์กร สสส.
  • ผลงาน สสส.
  • ศูนย์ข้อมูล สสส.
  • ค้นหาโครงการ สสส.
  • เว็บคอมมูนิตี้
  • English Site