จดหมายข่าวชุมชนคนรักสุขภาพ ฉบับสร้างสุข ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2555
โดย webmaster | วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2555
03 เรื่องจากปก
บทคัดย่อ: ร่างระเบียบวาระที่ 5 กระบวนพิจารณาสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4
การจดการปญหาโฆษณายา ั ั สประชาชน ู่
วยปัญหาที่ขยายวงกว้างมากขึ้น อันส่งผลโดยตรงต่อชีวิตของประชาชนคนไทยและค่าใช้จ่าย ด้านสุขภาพ ยาวิพากษ์ฉบับนี้ จึงขอหยิบยกข้อมูลจากเอกสารวิชาการที่คณะอนุกรรมการ วิชาการ ระเบียบวาระที่ 5 จัดทำขึ้นเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 2-4 กุมภาพันธ์ 2555 นี้มาเป็นเรื่องเด่นประจำฉบับ เนื้อหาต่างๆ ที่บรรจุอยู่ใน วาระฯ ดังกล่าวเป็นประเด็นที่แผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา (กพย.) ร่วมกันผลักดันกับภาคี สมาชิกมาตลอด จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในสมัชชาสุขภาพฯ ครั้งที่ 4 ที่กำลังจะจัดขึ้นนี้ จะได้มีการ ขับเคลื่อนงานด้านนี้ให้พัฒนายิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต
ด้
04 เรื่องจากปก
ร่างระเบียบวาระที่ 5 กระบวนพิจารณาสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4
การจัดการปัญหาโฆษณายาและอาหารที่อวดอ้าง สรรพคุณทางยา ที่ผิดกฎหมายทางวิทยุท้องถิ่น เคเบิ้ลทีวี และ โทรทัศน์ดาวเทียม
นิยาม คือ วิทยุขนาดเล็ก เพื่อประกอบกิจการเชิงพาณิชย์หรือแสวงกำไรผ่านราย วิทยุท้องถิ่น1 ได้จากการโฆษณา เคเบิ้ลทีวี คือ ระบบโทรทัศน์ที่ส่งสัญญาณผ่านสายเคเบิ้ล โทรทัศน์ดาวเทียม คื อ ระบบโทรทั ศ น์ ที่ สั ญ ญาณจะถู ก ส่ งไปยั ง ดาวเที ย มโคจรแล้ ว ขยาย สัญญาณส่งกลับไปยังโลก สถานการณ์ปัญหา
มูลค่าของการโฆษณายาและผลิตภัณฑ์สุขภาพมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว การโฆษณายาสู่ ผู้บริโภคในช่วงปีพ.ศ.2549 - 2552 มีมูลค่าสูงกว่า 2.5 พันล้านบาทต่อปี ส่วนการโฆษณาอาหารมีมูลค่า การโฆษณาสูงถึง 1.7 หมื่นล้านบาท และมีมูลค่าการโฆษณาสูงกว่าปีพ.ศ. 2539 ถึง 12 เท่า1 โดยเฉพาะ มูลค่าการโฆษณาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ข้อมูลจากบริษัทผลิตสื่อโฆษณาบริษัทเดียว ใน ปีพ.ศ.2545 พบว่าการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีมูลค่าสูงถึง 821 ล้านบาท2 และขยายตัวอย่างต่อ เนื่องเพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น ผ่านสื่อหลายรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิทยุท้องถิ่น เคเบิ้ลทีวี และ โทรทัศน์ดาวเทียม ในปีพ.ศ.2553 วิทยุท้องถิ่นทั่วประเทศไทยมีมากกว่า 7,700 แห่ง และ คาดการณ์ว่ามี จำนวนครัวเรือนมากกว่า 12 ล้านครัวเรือนหรือประมาณเป็นร้อยละ 60 ของจำนวนครัวเรือนในประเทศ ไทยที่เข้าถึงสื่อเคเบิ้ลทีวี โทรทัศน์ดาวเทียม ทั้งนี้ประมาณการว่ามีเม็ดเงินโฆษณาผ่านเคเบิลทีวีและ ดาวเทียมราว 2,000-3,000 ล้านบาทต่อปี 3,4 ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นกลุ่มสินค้าที่มีการโฆษณาในวิทยุท้องถิ่นมากที่สุด3 โดยมีกลยุทธ์ สร้าง แรงจูงใจและตอกย้ำบ่อยๆ จากข้อมูลของศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค สมาคมผู้บริโภคจังหวัดขอนแก่น พบ การโฆษณาผ่านวิทยุท้องถิ่นและเคเบิ้ลทีวีที่ฉายวนไปวนมาทั้งวันอย่างน้อย 4 ครั้ง และสูงสุดถึง 11 ครั้ง ต่อวัน 5 และในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่ามีคลื่นวิทยุท้องถิ่นหลายแห่งที่มีผู้ประกอบการรายเดียวเหมา โฆษณาทั้งวัน 6 ซึ่งสอดคล้องกับผลของการดำเนินคดีผลิตภัณฑ์อาหารยี่ห้อเจนิฟู้ด ซึ่งพบการโฆษณาผ่าน เคเบิ้ลทีวีและสื่อโทรทัศน์ดาวเทียม โดยแนะนำผลิตภัณฑ์เป็นช่วงๆ ตลอดทั้งวันและมีการโฆษณาใน ลักษณะเดียวกันมากถึง 11 ช่อง7 นอกจากนั้นยังมีกลยุทธ์ที่ทำให้ผู้บริโภคตกเป็นเหยื่อ ผ่านรูปแบบการ โฆษณาหลายรูปแบบ เช่น การพูดสดและรับประกันคุณภาพโดยนักจัดรายการที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ ยอมรับ การโฆษณาโดยภาษาถิ่น การสนทนาระหว่างนักจัดรายการกับผู้ที่อ้างว่ามีประสบการณ์ในการใช้ ผลิตภัณฑ์ การอ่านจดหมายจากผู้ฟังทางบ้านที่เขียนมาเล่าสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ และการแฝงโฆษณา
1
วิทยุท้องถิ่น ตามนิยามข้างต้น ไม่รวมถึง สื่อวิทยุกระจายเสียงที่มีใบอนุญาตประกอบกิจการบริการชุมชน ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการ กระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ซึ่งจะหารายได้จากการโฆษณาไม่ได้
05 เรื่องจากปก
โดยให้บุคลากรด้านสุขภาพเป็นวิทยากรให้ความรู้ ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นการให้ข้อมูลเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อ ให้ผู้บริโภคหลงเชื่อและซื้อผลิตภัณฑ์นั้นมาใช้ในที่สุด6,8 ผู้บริโภคส่วนใหญ่เชื่อว่าผลิตภัณฑ์ที่นำมา โฆษณาผ่านสื่อดังกล่าว เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัยและผ่านการรับรองจากภาครัฐแล้ว6 จากการศึกษาการโฆษณายาและผลิตภัณฑ์สุขภาพผ่านวิทยุท้องถิ่นในจังหวัดขอนแก่น ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ ชัยภูมิ เชียงใหม่ และสงขลา6,9-10 พบว่ามีการโฆษณาที่ผิดกฎหมายเข้าข่ายฝ่าฝืนพระราช บัญญัติยา พ.ศ.2510 สูงถึงร้อยละ 64.0 และฝ่าฝืนตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 สูงถึงร้อยละ 95.2 และเมื่อพิจารณาเนื้อหาของโฆษณาที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อผู้บริโภค พบว่า โฆษณายามี สูงถึงร้อยละ 55.9 ในขณะที่โฆษณาอาหารมีสูงถึงร้อยละ 74.5
แม้ว่ายังไม่มีการศึกษาผลกระทบเชิงเศรษฐศาสตร์ จากปัญหาการโฆษณาดังกล่าว แต่ในรายงาน สุขภาพคนไทย ปีพ.ศ.2554 ระบุว่าธุรกิจประเภทนี้มีมูลค่าไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท4 แสดงถึงพฤติกรรม การใช้ยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างไม่เหมาะสมหรือเกินจำเป็น เพิ่มความเสี่ยงหรืออันตรายให้แก่ผู้บริโภค เช่น การใช้ “น้ำมหาบำบัด” ของป้าเช็ง หยอดตาแล้ว ทำให้ผู้บริโภคตาบอด11 การรับประทาน “เอนไซม์บำบัด” จนได้รับอันตรายอย่างรุนแรงจนต้องเข้ารับการ รักษาในโรงพยาบาล การรับประทานยากวาวเครือขาวของหญิงสูงอายุ จนทำให้ได้รับอันตรายถึงกับต้อง เข้ารับการขูดมดลูกที่โรงพยาบาล หรือ กรณีการรับประทาน “ไวน์คาวตองแม็กซ์” แล้วทำให้เกิดภาวะ ความดันโลหิตสูง มีการติดเชื้อจนต้องส่งเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล12
ผลกระทบ
การควบคุมโฆษณาตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 และพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 ใน ปัจจุบัน กำหนดให้ต้องขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก่อนจึงโฆษณาได้ โดยต้อง ไม่โอ้อวดสรรพคุณเกินจริง ไม่เป็นเท็จ และปฏิบัติตามเงื่อนไขอื่นที่กำหนด โดยเฉพาะในกรณีการ โฆษณาอาหารต้องไม่แสดงสรรพคุณในการป้องกัน รักษาโรค การกำกับดูแลและควบคุมสื่อตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการ โทรทัศน์ พ.ศ.2551 กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจสื่อต้องมาขอใบอนุญาตประกอบกิจการฯ จากคณะกรรม การฯ กำหนดประเภทของใบอนุญาตที่ห้ามหารายได้จากการโฆษณา กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับลักษณะ และระยะเวลาสูงสุดในการโฆษณาและการบริการธุรกิจ และที่สำคัญคณะกรรมการมีอำนาจสั่งพักใช้ เพิกถอน หรือไม่ให้ใบอนุญาตใหม่ เมื่อใบอนุญาตเดิมสิ้นอายุได้
นโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง
06 เรื่องจากปก
ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง หลอกลวง สามารถฟ้องเรียกร้องค่าเสียหาย ได้ตามพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้า ที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 การสร้างพลังอำนาจผู้บริโภค โดยการปรับเปลี่ยนค่านิยม ทัศนคติและพฤติกรรมของผู้บริโภค สร้างจิตสำนึกให้ผู้บริโภครู้จักปกป้องและรักษาสิทธิของตนเอง เพื่อให้ผู้บริโภครู้เท่าทันสื่อ ช่วยเฝ้าระวัง ปัญหาและจัดการปัญหาโฆษณาในระดับพื้นที่นั้น เป็นมาตรการที่หลายหน่วยงานร่วมดำเนินการ เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานกองทุน สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) องค์กรพัฒนาเอกชนด้านการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น และ คาดหวังให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้ามาร่วมดำเนินมาตรการนี้ด้วย ได้ริเริ่มพัฒนาข้อกำหนดทางจรรยาบรรณของผู้ประกอบธุรกิจสื่อสารมวลชน ผู้จัดรายการ ผู้ผลิตสื่อโฆษณา โดยองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน
แม้ว่ากฎหมายว่าด้วยยาและอาหาร จะกำหนดให้ต้องขอนุญาตโฆษณาจากสำนักงานคณะ กรรมการอาหารและยาก่ อ นจึ งโฆษณาได้ แต่ ก ลั บ พบการลั ก ลอบฝ่ า ฝื น กฎหมายอย่ า งกว้ า งขวาง เนื่องจากการดำเนินคดีทางกฎหมายมีหลายขั้นตอน ไม่คล่องตัว ขาดการเข้าถึงฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์ แนวปฏิบัติที่ไม่ชัดเจน รวมทั้งมีสื่อจำนวนมากและกระจายได้รวดเร็ว ทำให้ไม่สามารถ จัดการปัญหาได้ ทันเหตุการณ์ ประกอบกับบทลงโทษไม่รุนแรงเมื่อเทียบกับรายได้จากธุรกิจ “ระบบเฝ้าระวัง” ยังไม่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่เท่าทันเทคโนโลยี ตลอดจนขาดการมี ส่วนร่วมจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและชุมชนในการเข้ามาแก้ไขปัญหา และขาดกลไกในการสร้างความ เข้มแข็งให้ผู้บริโภคเท่าทันสื่อ ปัจจุบัน (สิงหาคม 2554) ยังไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบกำกับดูแลสื่อ เนื่องจากการจัดตั้ง องค์กรของรัฐที่รับผิดชอบด้านการกำกับดูแลสื่อได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ยังไม่แล้วเสร็จ ทำให้ไม่มีการ บังคับให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ขาดกลไกในการกำกับ ดูแลจรรยาบรรณของกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจสื่อสารมวลชน ขาดแผนยุทธศาสตร์ ที่จะจัดการปัญหาได้รอบด้าน มีประสิทธิภาพ ต่อเนื่อง ยั่งยืนและเท่าทัน สื่อใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ปัญหาการดำเนินการในปัจจุบัน
07 เรื่องจากปก
พัฒนาระบบ กลไกการดำเนินคดี เพื่อให้บังคับใช้กฎหมายได้อย่างรวดเร็วและเข้มงวด โดย กำหนดเป็นแนวทางมาตรฐานและใช้ปฏิบัติร่วมกัน รวมทั้งมีฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ทันต่อสถานการณ์เพื่อ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่และผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ การมีกลไกเฝ้าระวังการใช้ยาและการโฆษณา รวมทั้งทำการประเมินผลกระทบจากการโฆษณายา และผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ฝ่าฝืนกฎหมาย อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง การสร้างการมีส่วนร่วมจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการสนับสนุนการดำเนินงานของ องค์กรชุมชน เครือข่ายภาคประชาชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันการศึกษา รวมถึงภาคธุรกิจและสื่อสาร มวลชน ในการเฝ้าระวังและจัดการปัญหาโฆษณาในระดับพื้นที่ การจัดทำแผนยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาโฆษณายาและอาหารที่อวดอ้างสรรพคุณทางยา ที่ผิด กฎหมายทางวิทยุท้องถิ่น เคเบิ้ลทีวี และโทรทัศน์ดาวเทียม
เอกสารอ้างอิง สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ (บรรณาธิการ). (2551). รายงานการสาธารณสุขไทย 2548-2550 สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก. สร้างสุขภาพไม่พึ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร. [ออนไลน์] [อ้างเมื่อ 22 สิงหาคม 2554. จาก http://www.consumerthai.org. สุเทพ วิไลเลิศ. (2553). รายงานสถานการณ์สิทธิเสรีภาพของวิทยุขนาดเล็กในประเทศไทยปี 2553: แบ่งแยกเพื่อควบคุมเสียงและสิทธิเสรีภาพของ วิทยุขนาดเล็กภายใต้รัฐไทย. กรุงเทพมหานคร: คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ. ชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา และ คณะ. (2554). โฆษณาสุขภาพเกินจริงไร้การควบคุม ใน สุขภาพคนไทย 2554: เอชไอเอ กลไกพัฒนานโยบาย สาธารณสุขเพื่อชีวิตและสุขภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 1. นครปฐม: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล. ASTV ผู้จัดการออนไลน์. องค์กรผู้บริโภคภาคอีสานเผยโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพไม่ได้รับอนุญาตเพียบวอน อย.จัดการ. [ออนไลน์] [อ้างเมื่อ 22 สิงหาคม 2554]. จาก http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9540000064549. มัลลิกา จันทรวงศ์ หทัยกาญจน์ เชาวนพูนผล และ พักตร์วิภา สุวรรณพรหม. (2554). สถานการณ์และผลกระทบของโฆษณายาและผลิตภัณฑ์ สุขภาพที่มีปัญหาตามกฎหมายทางสื่อวิทยุกระจายเสียงชุมชน ต่อผู้บริโภคในจังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. สำนักงานคณะกรรมอาหารและยา. (2554). อย. สั่งฟันโฆษณาผลิตภัณฑ์เอนไซม์ เจนิฟู้ด อวดอ้างรักษาสารพัดโรค. ข่าวเพื่อสื่อมวลชน วันที่ 14 มกราคม 2554. จักรพงษ์ ชันธุระและไพบูลย์ สุขนาแซง. (2554). การเปิดรับสารโฆษณาจากสื่อวิทยุชุมชนของประชาชนอำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี. ปริญญา นิพนธ์ คณะวิทยาการจัดการโปรแกรมวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี. กรแก้ว จันทภาษา (2554) รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ การโฆษณาผลิตภัณฑ์บาและผลิตภัณฑ์สุขภาพทางวิทยุในจังหวัขอนแก่น. สงวน ลือเกียรติบัณฑิต และ อรอุษา สุวรรณมณี. (2554). รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ การโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่เข้าข่ายเป็นยาโดยผิดกฎหมาย ทางวิทยุท้องถิ่น. กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข. ข่าวประชาสัมพันธ์. [ออนไลน์] [อ้างเมื่อ 18 มีนาคม 2554]. จาก http://www.moph.go.th/ops/iprg/iprg_new/include/admin_hotnew/show_hotnew.php?idHot_new= 30803. สุภาวดี เปล่งชัย. (2554). การเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์จากยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพจากสถานพยาบาลสู่ชุมชน. เอกสารประกอบการประชุมวิชา การเพื่อพัฒนาระบบยา ประจำปี 2554 การขับเคลื่อนระบบยา: ภารกิจร่วม กพย.และเครือข่าย. วันที่ 22-23 สิงหาคม 2554. กรุงเทพมหานคร: แผนงานสร้างกลไกเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา.
แนวทางแก้ไขปัญหา
08
หมุนดูโลก
โดย > อรกัญญ์ ภูมิโคกรักษ์
เสี่ยง!
โฆษณายาโดยตรงต่อประชาชน
09
หมุนดูโลก
ารส่งเสริมการขายยามีหลายรูปแบบทั้งทางตรงและแอบแฝง การโฆษณายานั้นจัด เป็นการส่งเสริมการขายทางตรงที่กระทำต่อประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภค และต่อ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์หรือสาธารณสุข อย่างหมอ และเภสัชกรซึ่งเป็น ผู้จัดหา สั่งซื้อ หรือ สั่งจ่ายยาสำหรับประชาชน การโฆษณาต่อประชาชนไม่ว่าจะมีมาก หรือ น้อยเมื่อเทียบกับการโฆษณาต่อผู้ประกอบวิชาชีพก็มีความสำคัญ เนื่องจากประชาชน มีสิทธิเลือกยาสำหรับตนเอง และบางครั้งก็กดดันผู้ประกอบวิชาชีพให้สั่งหรือจ่ายยาให้ตาม ที่ประชาชนต้องการ มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในโลกแห่งการโฆษณายาต่อประชาชนทั่วโลก สหรัฐอเมริกา - เป็น 1 ในเพียง 2 ประเทศที่อนุญาตให้โฆษณายาที่ต้องจ่ายตาม ใบสั่งยาโดยตรงต่อประชาชนได้อย่างถูกกฎหมาย พบว่าการโฆษณาลักษณะนี้สัมพันธ์กับ การใช้ยามากเกินไป และค่าใช้จ่ายด้านยาสูงขึ้น กระแสต่อต้านการโฆษณายาโดยตรงต่อ ประชาชนกำลั ง เป็ นไปอย่ า งเข้ ม ข้ น ทั่ วโลก และเข้ ม ข้ น มากที่ สุ ดในสหรั ฐ อเมริ ก านี่ เ อง ค่อนข้างสวนทางกับความเป็นจริงที่การโฆษณาลักษณะนี้เป็นรูปแบบการตลาดทางยาที่กำลัง เพิ่มขึ้นในอัตรารวดเร็วที่สุดโดยเฉพาะทางอินเทอร์เน็ต แซงหน้าการตลาดที่กระทำต่อแพทย์ และแซงหน้ า การวิ จั ย และพั ฒ นาเสี ย อี ก อิ น เตอร์ เ น็ ต ทำให้ ก ารโฆษณายาโดยตรงต่ อ ประชาชนข้ามพรมแดนได้ องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาก็ยังไม่ได้ออกแนวทาง ปฏิบัติเกี่ยวกับการตลาดทางอินเตอร์เน็ต มีกรณีที่ผู้มีชื่อเสียงในฐานะแพทย์ด้านหัวใจ คนหนึ่งออกอากาศแนะนำให้ประชาชนใช้ยาลดคอเลสเทอรอลชื่อ Lipitor โฆษณานี้เป็น ส่วนหนึ่งของโครงการมูลค่า 260 ล้านเหรียญสหรัฐของบริษัทไฟเซอร์ ที่จริงผู้ที่มาออก อากาศโฆษณานี้ไม่เคยได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแพทย์ และไม่สามารถสั่งยาใดได้ ตามกฎหมาย เป็นตัวอย่างหนึ่งในโลกแห่งการโฆษณายาโดยตรงต่อประชาชน การโฆษณายาโดยตรงต่อประชาชนเป็นสิ่งถูกกฎหมายในสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ปี 1985 แต่เริ่มมีบทบาทจริงๆ เมื่อปี 1997 เมื่อองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา ผ่ อ นผั น กฎที่ บั ง คั บให้ บ ริ ษั ท ยาต้ อ งระบุ อ าการข้ า งเคี ย งอย่ า งละเอี ย ดไว้ ใ นโฆษณาทาง โทรทัศน์ นับแต่นั้นบริษัทยาก็ได้ทุ่มเงินมากมายไปกับการส่งเสริมการขายรูปแบบนี้ เฉพาะ ปีที่แล้วปีเดียวเป็นเงินเกือบ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ก
10
หมุนดูโลก
นิวซีแลนด์ - อีกประเทศหนึ่งที่อนุญาตการโฆษณายาที่ต้องจ่ายตามใบสั่งยาโดยตรงต่อ ประชาชน แต่ความต่างอยู่ที่นิวซีแลนด์มีพลเมืองเพียง 4 ล้านกว่าคน การสำรวจในสหรัฐอเมริกาและนิวซีแลนด์แสดงให้เห็นว่า เมื่อผู้ป่วยขอยาโดยระบุชื่อ ยาจำเพาะ ผู้ป่วยจะได้รับยานั้นบ่อยกว่าที่จะไม่ได้ ไม่ใช่เพียงเพราะผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการ ตัดสินใจเลือกยาเท่านั้น แต่แพทย์ก็ได้รับอิทธิพลจากบริษัทยาด้วย ในขณะที่การโฆษณายาโดยตรงต่อประชาชนในแคนาดา - เป็นสิ่งผิดกฎหมาย (เช่น เดียวกับประเทศส่วนใหญ่) หมายความว่าบริษัทยา หรือ ใครก็ตามไม่ได้รับอนุญาตให้โฆษณา ยาออกอากาศ เผยแพร่ในสิ่งตีพิมพ์ หรือสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อส่งเสริมยาตัวใดตัวหนึ่งสำหรับ รักษาภาวะใดภาวะหนึ่ง แพทย์และผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพจำนวนมากอาจไม่ได้ตระหนัก ว่าการส่งเสริมการขายแบบออนไลน์เป็นการกระทำผิดกฎหมายนี้ Health Canada ได้ออก หนังสือเตือนให้วิทยาลัยต่างๆ ระวังเรื่องนี้ ที่น่าสนใจคือ บริษัทสื่อแห่งหนึ่งฟ้องศาลว่าการที่ รัฐบาลห้ามการโฆษณายาโดยตรงต่อประชาชนเป็นการริดรอนเสรีภาพในการแสดงออก สำหรับในยุโรป - Health Action International (HAI) แสดงความเห็นว่า อุตสาหกรรมยาไม่ควรมีบทบาทแม้ในการให้ข้อมูลเปรียบเทียบเกี่ยวกับการรักษา ระบาดวิทยา หรือการพยากรณ์โรคแก่ประชาชน เนื่องจากเป็นเรื่องของผลประโยชน์ขัดแย้ง ไม่ว่าสถานการณ์ในปัจจุบันเป็นอย่างไร แต่การควบคุมการโฆษณายาในอนาคตควร จะต้องเข้มข้นขึ้นให้สอดคล้องกับแนวโน้มค่าใช้จ่ายด้านยาที่มีมูลค่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ นอกจากการ “ควบคุม” ประเภทต่างๆ แล้ว ผู้บริโภคและผู้ประกอบวิชาชีพยังควร “รู้เท่าทัน” โฆษณาด้วย
เอกสารอ้างอิง Direct-to-consumer advertising under fire. Bulletin of World Health Organization 2009;87 (8):565-644. Available online from http://www.who.int/bulletin/volumes/87/8/09-040809/en/index.html Health Action International. Available online from http://www.haiweb.org Liang BA, Mackey T. Direct-to-consumer advertising with interactive Internet media: global regulation and public health issues. JAMA 2011. Marci Kiester. Direct-to-consumer promotion: FDA update. 2009. Available online from http:// http:// www.fda.gov/downloads/AboutFDA/CentersOffices/CDER/UCM148278.pdf Weeks C. Health Canada warns MDs not to push drugs online. The Globe and Mail 2011. Available online from http://www.worldhealthnews.harvard.edu
เสี งสะท้อนจากพื้นที 16 ยข่าวประชาสัมพันธ์ ่
โดย > ภาณุโชติ ทองยัง
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสงคราม
หญิงกินซันคลาร่า ชายกินเดอะปั๋ง
“ลุงกำนันเลิกกะเมียมาหลายปี พอมากินเดอะปั๋ง ได้เมียใหม่ เป็นสาว ... เมียก็ติดใจ ในความปึงปั๋งของลุงกำนัน ..ส่วนลุงกำนันก็ติดใจเมียสาวเพราะเธอกินซันคลาร่า ผลิตภัณฑ์ซันคลาร่า ช่วยให้คุณผู้หญิงผิวสวยหน้าใส ภายในกระชับดับกลิ่น แก้ปัญหา เรื่องปวดประจำเดือน เรื่องตกขาว หน้าหมองคล้ำ เพียงทานครึ่งแผงแรกก็เห็นผล” ผมได้รับคำบอกเล่า เรื่องราวจากข้อความข้างต้นนี้ครั้งแรก เมื่อจัดเวทีกับเครือข่าย ผู้บริโภคภาคประชาชน ในเขตภาคกลาง และเมื่อมีโอกาสไปร่วมเวทีกับเครือข่ายผู้บริโภคจาก ภาคต่างๆ ร่วมกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ถึงได้รับทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผลิตภัณฑ์นี้มันกำลังแพร่ ระบาดไปทั่วภาคใต้ อาสาสมัครท่านหนึ่งที่มาร่วมเวที อุตส่าห์ไปหาตัวอย่างกล่องยามาให้ดู ซึ่ง ผมดูแล้วมันขึ้นทะเบียนเป็นอาหาร มีทะเบียนอาหาร ระบุ อย.ชัดเจน แต่การโฆษณากลับ อวดอ้างสรรพคุณเป็นยา เมื่อถามถึงราคาก็ตกใจที่ผลิตภัณฑ์นี้ ค่อนข้างสูงตั้งแต่กล่องละ 800 ถึง 1000 บาท แต่กลับมีคนนิยามซื้อกันมากมาย อาสาสมัครยังเล่าให้ฟังอีกว่า ผลิตภัณฑ์ แปลกๆ พวกนี้ยังมีอีกหลายชนิด มีลูกอมเม็ดละ 200 บาท โฆษณาว่าทานแล้วปึ๋งปั๋ง ผมเชื่อว่าในพื้นที่อื่นๆ สถานการณ์การโฆษณายาและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ถูกต้อง ยังคงมีอยู่ น้องๆ เภสัชกรในพื้นที่มักมาบ่นด้วยความท้อแท้ในการแก้ไขปัญหาให้ฟังอยู่บ่อยๆ เพราะกวดขันปราบปรามเท่าไรก็ไม่หมด การที่ต้องมาออกแรงแบบนี้มันแก้ปลายเหตุ คำถามคือ จะจัดการอย่างไรที่ต้นน้ำ ขนาดคุณป้า ช.ช้างที่ขายน้ำหมักผ่านดาวเทียมโดน อย.ลุยดำเนินคดี ไปแล้ว ทุกวันนี้ก็ยังคืนชีพมาขายผ่านดาวเทียมอีก และท่าว่าน่าจะขายดีกว่าเก่า ถึงขนาดมี ปฏิทินแจกจ่ายลูกค้ามากมาย เรื่องแบบนี้ไม่ทราบ อย.
รู้บ้างหรือเปล่า
12 ทันสถานการณ์
โดย > ปฏิยุทธ์ กาศเมฆ เจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องเรียน ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดพะเยา
การจัดการปัญหาการโฆษณา ผ่านวิทยุชุมชนเชิงบูรณาการ:
บทเรียนและประสบการณ์จากพะเยา
ศู
นย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดพะเยาได้ดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายวิทยุชุมชนในระดับ พื้นที่ในการประชาสัมพันธ์ให้คนในจังหวัดพะเยาได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิทธิของ ผู้บริโภคด้านต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้และเท่าทันต่อสถานการณ์ของสื่อโฆษณาใน ปัจจุบัน ที่ผ่านมาศูนย์ฯ ได้มีการดำเนินร่วมกับแกนนำเครือข่ายผู้บริโภคเพื่อเฝ้าระวังสื่อ โฆษณาของวิทยุชุมชนแต่ละสถานี โดยเริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ ปี 2553 และพบว่ามีการโฆษณา ขายสินค้าผ่านทางการจัดรายการ พบการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณยา อาหารเสริม เกินจริง ทำให้ ผู้บริโภคหลงเชื่อสื่อคำโฆษณา ซึ่งอาจก่อให้เกิดการใช้ยาที่ผิด ใช้ยาเกินจำเป็น หรือในบางรายอาจ ทำให้แพ้ยา และเมื่อไปพบแพทย์ประชาชนส่วนใหญ่ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นยาอะไร ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดพะเยาจึงได้มีการประชุมร่วมกับทางคณะกรรมการระดับ จังหวัดเพื่อหาแนวทางแก้ไข โดยได้จัดให้มีการทำงานร่วมกับวิทยุชุมชนคลื่นจริงของคนในพื้นที่ คือ คลื่น 86.00 คลื่นคนรักถิ่น ดำเนินการจัดรายการคู่ขนานกับรายการวิทยุคลื่นอื่นๆ ที่มีการ โฆษณาอวดอ้างสรรพคุณยาหรืออาหารเสริม โดยการนำเสนอข้อมูลเพื่อให้รู้เท่าทันสื่อ รวมถึงสิทธิ ของผู้บริโภค แกนนำเครือข่ายของศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคเป็นผู้จัดรายการเองและมีการเปิด หน้าไมค์ให้ผู้ที่รับฟังรายการได้โทรเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนหรือซักถามปัญหาเกี่ยวกับสิทธิผู้บริโภค และอื่ น ๆ รวมถึ ง มี ก ารดำเนิ น งานเรื่ อ งของการเฝ้ า ระวั ง สื่ อโฆษณาวิ ท ยุ ที่ มี ก ารโฆษณาที่ อ้ า ง สรรพคุณทางยาด้วยการบันทึกเสียงรายการในครั้งนั้นไว้ด้วย หลังจากที่มีการบันทึกเสียง แล้วจึง นำเอาข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ร่วมกันว่ารายการใดบ้างที่เข้าข่าย หากพบจะนำข้อมูลที่ได้ไปประสาน
13 ทันสถานการณ์
กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และสำนักงาน สคบ.จังหวัด เพื่อดำเนินการกับสถานีวิทยุนั้นๆ โดยมีมาตรการตามลำดับดังนี้คือ เบื้องต้นเมื่อพบว่าสถานีวิทยุชุมชนนั้นผิดจริงในการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณยาฯ ทางหน่วยงาน ที่รับผิดชอบจะเรียกเจ้าของ-ผู้จัดรายการสถานีวิทยุนั้นมาตักเตือนด้วยวาจา พร้อมทั้งส่งจดหมาย ตักเตือนอย่างเป็นทางการถึงเจ้าของสถานี และถ้าพบว่าสถานีนั้นๆ ยังมีการโฆษณาฯ อยู่อีก หน่วยงานที่รับผิดชอบจะดำเนินการปรับตามระเบียบฯ ที่มี ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการกับสถานี วิทยุชุมชนหลายสถานีโดยการเปรียบเทียบปรับเป็นจำนวน 5,000 บาท นับว่ากระบวนการดำเนินงานเฝ้าระวังสื่อโฆษณาของศูนย์คุ้มครองสิทธิฯ จังหวัดพะเยา ในการจัดการปัญหาการโฆษณาผ่านวิทยุชุมชนเชิงบูรณาการระดับพื้นที่เป็นตัวอย่างหนึ่งในการ ปกป้องผู้บริโภคที่มีประสิทธิภาพเห็นผลจริง ประเทศไทยมีการจัดรายการวิทยุชุมชนในทุกจังหวัด และด้วยความสามารถในการเข้าถึงประชาชนของสื่อฯ ประเภทนี้ ทำให้มั่นใจได้ว่าน่าจะต้องมี สถานการณ์ปัญหาเช่นเดียวกันนี้ในอีกหลายจังหวัด ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละพื้นที่ย่อมมีลักษณะปัญหา และวิธีการในจัดการกับปัญหาแตกต่างกันไป แผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา จึงใคร่ขอ เชิญท่านเข้าร่วมนำเสนอบทเรียนและประสบการณ์ในการจัดการปัญหาการโฆษณาผ่านวิทยุชุมชน เชิ ง บู ร ณาการในพื้ น ที่ ข องท่ า น ในงานสมั ช ชาสุ ข ภาพแห่ ง ชาติ ค รั้ ง ที่ 4 ระหว่ า งวั น ที่ 2-4 กุมภาพันธ์ 2554 โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์
+ รู้ทันสุขภาพ กับแอพพลิเคชั่นดีๆ DoctorMe
คอลั ม น์ แ นะนำเวบฯ ฉบั บ นี้ ขอเปลี่ ย นบรรยากาศมาเป็ น การแนะนำ แอพพลิเคชั่นใส่ใจสุขภาพอย่าง DoctorMe บน iOS ตัวแรกสำหรับคนไทยที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับโรคภัย ไข้เจ็บเบื้องต้น DoctorMe เป็นแอพพลิเคชั่นที่ถูกพัฒนาโดยการร่วมมือกัน ระหว่าง สถาบัน ChangeFusion สสส. มูลนิธิหมอชาวบ้าน และ บริษัท โอเพ่นดรีม จำกัด วิธีการใช้แอพฯ นี้ก็ง่ายดาย ด้วยหน้าแรกที่แสดงส่วนต่างๆ ของร่างกายให้ เลือกว่า ป่วยส่วนไหน สมมุติว่าปวดหัว ก็เลือกที่ศีรษะ เมื่อเลือกที่ศีรษะแล้วจะ มีลักษณะอาการป่วยต่างๆ แสดง เราก็เลือกอาการที่ใกล้เคียงอาการป่วยที่เป็น มากที่สุด เมื่อเลือกแล้ว จะมีรายละเอียดของอาการ และวิธีการปฐมพยาบาล เบื้องต้นแสดงให้ดู ซึ่งนอกจากข้อมูลเกี่ยวกับอาการป่วย วิธีการรักษาเบื้องต้น แล้ ว ยั ง มี ข้ อ มู ลโรคที่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ อาการที่ มี แ สดงให้ ดู ด้ ว ย หรื อ จะใช้ วิ ธี search หาข้อมูลจากชื่อโรค หรืออาการป่วย หรือชื่อยา ก็สามารถได้ข้อมูล รายละเอียดต่างๆ ของอาการ วิธีการรักษาฯ ได้เหมือนกัน แหล่งข้อมูล: http://www.thaiware.com/main/review_view?id=98
เอกสารแนบสําหรับเนื ้อหาในหน้ า 3 - 6
ร่าง .. สมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 4 ระเบียบวาระที่ 2.x (ฉบับล่าสุด)
การจัดการปัญหาโฆษณายาและผลิตภัณฑ์สขภาพทีผดกฎหมาย ุ ่ ิ ทางวิทยุทองถิน เคเบิลทีวี โทรทัศน์ดาวเทียม และ อินเทอร์เน็ต ้ ่ ้
นิยาม ผลิตภัณฑ์สุขภาพ หมายถึง ผลิตภัณฑ์ทางยาและสุขภาพที่ กระทรวงสาธารณสุ ข มี อ ำนาจหน้ า ที่ ใ นการควบคุ ม และกำกั บ ตาม กฎหมาย และรวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นที่อวดอ้างสรรพคุณเป็นยาหรือส่ง ผลต่อสุขภาพ วิ ท ยุ ท้ อ งถิ่ น 1 คื อ วิ ท ยุ ข นาดเล็ ก เพื่ อ ประกอบกิ จ การเชิ ง พาณิชย์หรือแสวงกำไรผ่านรายได้จากการโฆษณา เคเบิ้ลทีวี คือ ระบบโทรทัศน์ที่ส่งสัญญาณผ่านสายเคเบิ้ล โทรทัศน์ดาวเทียม คือ ระบบโทรทัศน์ที่สัญญาณจะถูกส่งไปยัง ดาวเทียมโคจรแล้วขยายสัญญาณส่งกลับไปยังโลก อินเทอร์เน็ต คือ เครือข่ายของคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อม โยงคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน โดยอาศัยเครือข่ายโทรคมนาคมเป็น ตั ว เชื่ อ มโยง หมายรวมถึ ง เว็ บ ไซต์ เครื อ ข่ า ยสั ง คมออนไลน์ จดหมายอิเลคทรอนิก และการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ สถานการณ์ปัญหา 1. มูลค่าของการโฆษณายาและผลิตภัณฑ์สขภาพมีแนวโน้มเพิม ุ ่ ขึนเป็นเท่าตัว การโฆษณายาสู่ผู้บริโภคในช่วงปี พ.ศ.2549 - 2552 มี ้ มูลค่าสูงกว่า 2.5 พันล้านบาทต่อปี ส่วนการโฆษณาอาหารมีมูลค่า การโฆษณาสูงถึง 1.7 หมื่นล้านบาท และมีมูลค่าการโฆษณาสูงกว่า ปีพ.ศ. 2539 ถึง 12 เท่า1 โดยเฉพาะมูลค่าการโฆษณาผลิตภัณฑ์ใน กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ข้อมูลจากบริษัทผลิตสื่อโฆษณาบริษัท เดียว ในปี พ.ศ.2545 พบว่าการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมี มูลค่าสูงถึง 821 ล้านบาท2 และขยายตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เข้าถึง ผู้ บ ริ โ ภคมากขึ้ น ผ่ า นสื่ อ หลายรู ป แบบ โดยเฉพาะอย่ า งยิ่ ง วิ ท ยุ ท้ อ งถิ่ น เคเบิ้ ล ที วี โทรทั ศ น์ ด าวเที ย ม และอิ น เทอร์ เ น็ ต ในปี พ.ศ.2553 วิทยุท้องถิ่นทั่วประเทศไทยมีมากกว่า 7,700 แห่ง และ คาดการณ์ ว่ า มี จ ำนวนครั ว เรื อ นมากกว่ า 12 ล้ า นครั ว เรื อ นหรื อ ประมาณเป็นร้อยละ 60 ของจำนวนครัวเรือนในประเทศไทยที่เข้าถึง สื่ อ เคเบิ้ ล ที วี โทรทั ศ น์ ด าวเที ย ม ทั้ ง นี้ ป ระมาณการว่ า มี เ ม็ ด เงิ น โฆษณาผ่านเคเบิ้ลทีวีและดาวเทียมราว 2,000-3,000 ล้านบาทต่อปี3,4 2. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นกลุ่มสินค้าที่มีการโฆษณาในวิทยุ ท้องถิ่นมากที่สุด3 โดยมีกลยุทธ์ สร้างแรงจูงใจและตอกย้ำบ่อยๆ จากข้ อ มู ล ของศู น ย์ พิ ทั ก ษ์ สิ ท ธิ ผู้ บ ริ โ ภค สมาคมผู้ บ ริ โ ภคจั ง หวั ด ขอนแก่น พบการโฆษณาผ่านวิทยุท้องถิ่นและเคเบิ้ลทีวีที่ฉายวนไป วนมาทั้งวันอย่างน้อย 4 ครั้ง และสูงสุดถึง 11 ครั้งต่อวัน5 และใน จังหวัดเชียงใหม่ พบว่ามีคลื่นวิทยุท้องถิ่นหลายแห่งที่มีผู้ประกอบการ รายเดียวเหมาโฆษณาทั้งวัน6 ซึ่งสอดคล้องกับผลของการดำเนินคดี ผลิตภัณฑ์อาหารยี่ห้อเจนิฟู้ด ซึ่งพบการโฆษณาผ่านเคเบิ้ลทีวีและสื่อ โทรทัศน์ดาวเทียม โดยแนะนำผลิตภัณฑ์เป็นช่วงๆ ตลอดทั้งวันและ มีการโฆษณาในลักษณะเดียวกันมากถึง 11 ช่อง7 นอกจากนั้นยังมี กลยุทธ์ที่ทำให้ผู้บริโภคตกเป็นเหยื่อ ผ่านรูปแบบการโฆษณาหลาย
1
รูปแบบ เช่น การพูดสดและรับประกันคุณภาพโดยนักจัดรายการที่ มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับ การโฆษณาโดยภาษาถิ่น การสนทนา ระหว่างนักจัดรายการกับผู้ที่อ้างว่ามีประสบการณ์ในการใช้ผลิตภัณฑ์ การอ่ า นจดหมายจากผู้ ฟั ง ทางบ้ า นที่ เ ขี ย นมาเล่ า สรรพคุ ณ ของ ผลิ ต ภั ณ ฑ์ และการแฝงโฆษณาโดยให้ บุ ค ลากรด้ า นสุ ข ภาพเป็ น วิ ท ยากรให้ ค วามรู้ ซึ่ ง ทั้ ง หมดนั้ น เป็ น การให้ ข้ อ มู ล เพื่ อ การ โฆษณาชวนเชื่ อให้ ผู้ บ ริ โ ภคหลงเชื่ อ และซื้ อ ผลิ ต ภั ณ ฑ์ นั้ น มาใช้ ใ น ที่สุด6,8 ผู้บริโภคส่วนใหญ่เชื่อว่าผลิตภัณฑ์ที่นำมาโฆษณาผ่านสื่อ ดังกล่าว เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัยและผ่านการรับรองจาก ภาครัฐแล้ว6 3. จากการศึกษาการโฆษณายาและผลิตภัณฑ์สุขภาพผ่านวิทยุ ท้องถิ่นในจังหวัดขอนแก่น ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ ชัยภูมิ เชียงใหม่ และสงขลา 6,9-10 พบว่ า มี ก ารโฆษณาที่ ผิ ด กฎหมายเข้ า ข่ า ยฝ่ า ฝื น พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 สูงถึงร้อยละ 64.0 และฝ่าฝืนตาม พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 สูงถึงร้อยละ 95.2 และเมื่อ พิจารณาเนื้อหาของโฆษณาที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อผู้บริโภค พบว่า โฆษณายามีสูงถึงร้อยละ 55.9 ในขณะที่โฆษณาอาหารมีสูงถึง ร้อยละ 74.5 4. ผลิ ต ภั ณ ฑ์ เ สริ ม อาหารเป็ น กลุ่ ม สิ น ค้ า ที่ มี ก ารโฆษณาใน อินเทอร์เน็ตมากที่สุดอีกสื่อหนึ่ง โดยรูปแบบของการโฆษณาส่วน ใหญ่ร้อยละ 52.5 เป็นการกล่าวอ้างรับรองประสิทธิภาพและความ ปลอดภัยของผลิตภัณฑ์โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)13 และจากสถิติการเฝ้าระวังการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพทาง อินเทอร์เน็ต โดยศูนย์เฝ้าระวังและรับร้องเรียนผลิตภัณฑ์สุขภาพ อย. ตั้งแต่ ตุลาคม 2553 ถึง กันยายน 2554 พบว่ามีการเฝ้าระวัง และรับเรื่องร้องเรียนผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีการโฆษณาผิดกฎหมาย หรือไม่ถูกต้อง จำนวน 1,461 เรื่อง จำแนกเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร 556 เรื่องยา 335 เรื่อง เครื่องสำอาง 319 เรื่องเครื่องมือแพทย์ 208 เรื่อง และวัตถุอันตราย 73 เรื่อง นอกจากนั้น มีการตรวจจับคดี โฆษณาสรรพคุณผลิตภัณฑ์เสริมทางอินเทอร์เน็ตเกินจริงจากเดิม 160 คดีในปี 2551 เพิ่มเป็น 237 คดีในปี 2554 และ ตั้งแต่เดือน มกราคม 2552 ถึง กรกฎาคม 2553 อย. ปิดเว็บไซต์ที่มีโฆษณาเกิน จริง 62 เว็บไซต์ รวม 719 URL และปิดเว็บบอร์ด 155 เว็บไซต์ รวม 349 URL4 ผลกระทบ 5. แม้ว่ายังไม่มีการศึกษาผลกระทบเชิงเศรษฐศาสตร์ จาก ปัญหาการโฆษณาดังกล่าว แต่ในรายงานสุขภาพคนไทย ปี 2554 ระบุ ว่ า ธุ ร กิ จ ประเภทนี้ มี มู ล ค่ าไม่ ต่ ำ กว่ า หมื่ น ล้ า นบาท 4 แสดงว่ า คนไทยต้องเสียเงินเป็นจำนวนมากสำหรับการใช้ยาและผลิตภัณฑ์ สุขภาพอย่างไม่เหมาะสมหรือเกินจำเป็น 6. เพิ่มความเสี่ยงหรืออันตรายให้แก่ผู้บริโภค เช่น การใช้
วิทยุท้องถิ่น ตามนิยามข้างต้น ไม่รวมถึง สื่อวิทยุกระจายเสียงที่มีใบอนุญาตประกอบกิจการบริการชุมชน ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งจะหารายได้จากการ โฆษณาไม่ได้
“น้ำมหาบำบัด”ของป้าเช็ง หยอดตาแล้วทำให้ผู้บริโภคตาบอด11 การ รับประทาน “เอนไซม์บำบัด” จนได้รับอันตรายอย่างรุนแรงจนต้องเข้า รับการรักษาในโรงพยาบาล การรับประทานยากวาวเครือขาวของหญิง สู ง อายุ จนทำให้ ไ ด้ รั บ อั น ตรายถึ ง กั บ ต้ อ งเข้ า รั บ การขู ด มดลู ก ที่ โรงพยาบาล หรือ กรณีการรับประทาน “ไวน์คาวตองแม็กซ์” แล้ว ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง มีการติดเชื้อจนต้องส่งเข้ารับการ รักษาในโรงพยาบาล12 รวมถึง การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของนักเรียน นักศึกษาที่สั่งซื้อยาลดความอ้วนจากเว็บไซต์มารับประทาน4 นโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง 7. การควบคุมโฆษณาตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 และ พระราชบั ญ ญั ติ อ าหาร พ.ศ.2522 ในปั จ จุ บั น กำหนดให้ ต้ อ งขอ อนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก่อนจึงโฆษณาได้ โดยต้ อ งไม่ โ อ้ อ วดสรรพคุ ณ เกิ น จริ ง ไม่ เ ป็ น เท็ จ และปฏิ บั ติ ต าม เงื่อนไขอื่นที่กำหนด โดยเฉพาะในกรณีการโฆษณาอาหารต้องไม่แสดง สรรพคุณในการป้องกัน รักษาโรค 8. การกำกับดูแลสื่อตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการ กระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 กำหนดให้ผู้ประกอบ กิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ต้องมาขอใบอนุญาตประกอบ กิจการฯ จากคณะกรรมการฯ และปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ สัดส่วนเนื้อหารายการ ลักษณะและระยะเวลาในการโฆษณา รวมทั้ง ห้ามมิให้ออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ของประชาชนอย่างร้ายแรง และที่สำคัญคณะกรรมการฯ มีอำนาจสั่ง ระงับการออกอากาศ พักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตฯ ได้ 9. การกำกับดูแลเว็บไซต์ ตามพระราชบัญญัตวาด้วยการกระทำ ิ่ ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มีบทลงโทษ ผู้ที่นำเข้าสู่ ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่า จะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และ สามารถระงับการ แพร่หลายข้อมูลที่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีได้ 10. ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ อวดอ้ า งสรรพคุ ณ เกิ น จริ ง หลอกลวง สามารถฟ้ อ งเรี ย กร้ อ งค่ า เสียหาย ได้ตามพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น จากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 11. การสร้างพลังอำนาจผู้บริโภค โดยการปรับเปลี่ยนค่านิยม ทัศนคติและพฤติกรรมของผู้บริโภค สร้างจิตสำนึกให้ผู้บริโภครู้จัก ปกป้องและรักษาสิทธิของตนเอง เพื่อให้ผู้บริโภครู้เท่าทันสื่อ ช่วยเฝ้า ระวังปัญหาและจัดการปัญหาโฆษณาในระดับพื้นที่นั้น เป็นมาตรการที่ หลายหน่วยงานร่วมดำเนินการ เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานกองทุน สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) องค์กรพัฒนาเอกชนด้านการ คุ้ ม ครองผู้ บ ริ โ ภค เป็ น ต้ น และคาดหวั งให้ อ งค์ ก รปกครองส่ ว น ท้องถิ่น เข้ามาร่วมดำเนินมาตรการนี้ด้วย 12. ได้ มี ก ารริ เ ริ่ ม พั ฒ นาข้ อ กำหนดทางจรรยาบรรณของ ผู้ประกอบธุรกิจสื่อสารมวลชน ผู้จัดรายการ ผู้ผลิตสื่อโฆษณา โดย องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ปัญหาการดำเนินการในปัจจุบัน 13. แม้ ว่ า กฎหมายว่ า ด้ ว ยยาและอาหาร จะกำหนดให้ ต้ อ ง ขอนุญาตโฆษณาจาก อย. ก่อนจึงโฆษณาได้ แต่กลับพบการลักลอบ
ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างกว้างขวาง เนื่องจากการดำเนินคดีทางกฎหมายมี หลายขั้ น ตอน ไม่ ค ล่ อ งตั ว แนวปฏิ บั ติ ที่ ไ ม่ ชั ด เจน ไม่ เ ท่ า ทั น เล่ห์เหลี่ยมของผู้ขาย ขาดการเข้าถึงฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์ รวมทั้งมีสื่อ จำนวนมากและกระจายได้รวดเร็ว ทำให้ไม่สามารถจัดการปัญหาได้ ทันเหตุการณ์ ประกอบกับบทลงโทษไม่รุนแรงเมื่อเทียบกับรายได้จาก ธุรกิจ นอกจากนี้กฎหมายว่าด้วยยายังไม่เท่าทันการโฆษณาผ่านทาง สื่ออินเทอร์เน็ต 14. แม้ว่าจะมีบทลงโทษ ผู้ที่นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูล คอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือประชาชน ตามมาตรา 14(1) พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำ ความผิ ด เกี่ ย วกั บ คอมพิ ว เตอร์ พ.ศ.2550 แต่ ก ารตามหาเจ้ า ของ เว็บไซต์ยาก (บางครั้งอยู่ต่างประเทศ) ในขณะที่การเปิดเว็บไซต์นั้น ง่ายมาก เนื่องจากไม่มีกลไกการให้เจ้าของเว็บไซต์ มาขออนุญาตก่อน เปิด ส่วนกระบวนการระงับการแพร่หลายข้อมูลที่ไม่เหมาะสมและผิด กฎหมายในเว็บไซต์ ตามมาตรา 20 ต้องใช้เวลามาก ในการรวบรวม หลักฐานเพื่อพิสูจน์ต่อศาลว่าเว็บไซต์ดังกล่าวกระทบกระเทือนต่อความ มั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือ ศีลธรรมอันดี 15. ระบบเฝ้าระวังการโฆษณายังไม่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่ เ ท่ า ทั น เทคโนโลยี ตลอดจนขาดการมี ส่ ว นร่ ว มจากภาคส่ ว นที่ เกี่ยวข้องและชุมชนในการเข้ามาแก้ไขปัญหา และขาดเอกภาพในการ ทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 16. ปั จ จุ บั น แม้ มี ห น่ ว ยงานที่ รั บ ผิ ด ชอบกำกั บ ดู แ ลสื่ อ คื อ คณะกรรมการกิ จ การกระจายเสี ย ง กิ จ การโทรทั ศ น์ และกิ จ การ โทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แต่อยู่ระหว่างการดำเนินการในระยะ แรก และยังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำประกาศระเบียบหรือหลักเกณฑ์ ต่างๆ ในการกำกับดูแล ตลอดจนออกใบอนุญาตเพื่อกำกับดูแลการ ประกอบกิ จ การให้ เ ป็ นไปตามกฎหมายว่ า ด้ ว ยการประกอบกิ จ การ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม จึงทำให้ขาด เครื่องมือในการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคม 17. ขาดกลไกในการสร้างความเข้มแข็งให้ผู้บริโภค ให้ผู้บริโภค เท่าทันสื่อ มีค่านิยมที่เหมาะสมในการบริโภคยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ สามารถเลือกบริโภคได้อย่างมีเหตุผลและมีสติ ตระหนักถึงการใช้สิทธิ ผู้บริโภค รวมถึงสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ จำเป็นต่อการตัดสินใจได้ 18. ขาดกลไกที่มีประสิทธิภาพในการกำกับ ดูแลจรรยาบรรณ ของกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจด้านสื่อสารมวลชน รวมถึงผู้ประกอบวิชาชีพ ด้านสุขภาพ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ครู ทนายความ ฯลฯ ที่แสดงตน เป็นผู้รับรองสรรพคุณยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมาย 19. ขาดแผนยุทธศาสตร์ ที่จะจัดการปัญหาได้รอบด้าน มี ประสิทธิภาพ ต่อเนื่อง ยั่งยืนและเท่าทันช่องทางการสื่อสารใหม่ๆ ที่ จะเกิดขึ้นในอนาคต แนวทางแก้ไขปัญหา 1. ปรั บ ปรุ ง กฎหมายที่ เ กี่ ย วกั บ ผลิ ต ภั ณ ฑ์ สุ ข ภาพ และการ กระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ให้ทันสมัย เท่าทันสถานการณ์ปัญหา และเพิ่มบทกำหนดโทษให้เหมาะสม รวมทั้ง กำหนดหลักเกณฑ์ในการ ประกอบกิจการการะจายเสียง กิจการโทรทัศน์และโทรคมนาคมที่ เกี่ยวข้องกับการโฆษณายาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ
2. พัฒนากลไกการเฝ้าระวังการโฆษณายาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ อย่างมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยให้อยู่ในรูปคณะกรรมการ และ ให้ อ งค์ ก รปกครองส่ ว นท้ อ งถิ่ น สนั บ สนุ น งบประมาณและการ ดำเนินงานขององค์กรชุมชน เครือข่ายภาคประชาชน องค์กรวิชาชีพ ด้านสุขภาพ สื่อสารมวลชน สถาบันการศึกษา และภาคธุรกิจ 3. พัฒนาระบบการดำเนินคดี เพื่อให้บังคับใช้กฎหมายได้อย่าง รวดเร็วและเข้มงวด โดยกำหนดเป็นแนวทางมาตรฐานและใช้ปฏิบัติ ร่วมกัน รวมทั้งจัดให้มีการเผยแพร่ฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมาย อย่างทั่วถึง เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่และผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ และทันต่อสถานการณ์ 4. ให้ อ งค์ ก รวิ ช าชี พ ต่ า งๆ เช่ น ครู เจ้ า หน้ า ที่ ส าธารณสุ ข ทนายความ ฯลฯ ควบคุมสมาชิกในองค์กรมิให้โฆษณาหรือรับรอง สรรพคุ ณ ยาและผลิ ต ภั ณ ฑ์ สุ ข ภาพที่ ผิ ด กฎหมาย และให้ อ งค์ ก ร วิชาชีพด้านสื่อ ดูแลจรรยาบรรณของกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจด้านสื่อสาร มวลชน 5. สนับสนุนให้ประชาชนรู้เท่าทันสื่อ มีค่านิยมที่เหมาะสมใน
การบริโภคยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ สามารถเลือกบริโภคได้อย่างมี เหตุผลและมีสติ ตระหนักถึงการใช้สิทธิผู้บริโภค รวมถึงสามารถ เข้าถึงฐานข้อมูลด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพที่จำเป็นต่อการตัดสินใจได้ โดย ให้สถาบันการศึกษา องค์กรวิชาการ องค์กรวิชาชีพ ให้ความรู้ด้าน ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ถูกต้อง รอบด้าน ครบถ้วนและทันการณ์ และ ประชาชนเข้าถึงโดยง่าย 6. การจัดทำแผนยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาโฆษณายาและ ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมายทางวิทยุท้องถิ่น เคเบิ้ลทีวี โทรทัศน์ ดาวเทียม อินเทอร์เน็ต และให้ครอบคลุมช่องทางการสื่อสารใหม่ๆ ที่ จะเกิดขึ้นในอนาคต 7. ให้มีการประเมินผลกระทบจากการโฆษณายาและผลิตภัณฑ์ สุขภาพที่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ประเด็นพิจารณาของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ขอให้สมัชชาสุขภาพแห่งชาติพิจารณาเอกสาร สมัชชาสุขภาพ 4 / ร่างมติ 3
เอกสารอ้างอิง 1. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ (บรรณาธิการ). (2551). รายงานการสาธารณสุขไทย 2548-2550 สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก. 2. สร้างสุขภาพไม่พึ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร. [ออนไลน์] [อ้างเมื่อ 22 สิงหาคม 2554. จาก http://www.consumerthai.org. 3. สุเทพ วิไลเลิศ. (2553). รายงานสถานการณ์สิทธิเสรีภาพของวิทยุขนาดเล็กในประเทศไทยปี 2553: แบ่งแยกเพื่อควบคุมเสียงและสิทธิเสรีภาพของวิทยุขนาดเล็กภายใต้รัฐไทย. กรุงเทพมหานคร: คณะกรรมการ รณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ. 4. ชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา และ คณะ. (2554). โฆษณาสุขภาพเกินจริงไร้การควบคุม ใน สุขภาพคนไทย 2554: เอชไอเอ กลไกพัฒนานโยบายสาธารณสุขเพื่อชีวิตและสุขภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 1. นครปฐม: สถาบันวิจัย ประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล. 5. ASTV ผู้จัดการออนไลน์. องค์กรผู้บริโภคภาคอีสานเผยโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพไม่ได้รับอนุญาตเพียบวอน อย.จัดการ. [ออนไลน์] [อ้างเมื่อ 22 สิงหาคม 2554]. จาก http://www.manager.co.th/Local/ ViewNews.aspx?NewsID=9540000064549. 6. มัลลิกา จันทรวงศ์ หทัยกาญจน์ เชาวนพูนผล และ พักตร์วิภา สุวรรณพรหม. (2554). สถานการณ์และผลกระทบของโฆษณายาและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีปัญหาตามกฎหมายทางสื่อวิทยุกระจายเสียงชุมชน ต่อ ผู้บริโภคในจังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. 7. สำนักงานคณะกรรมอาหารและยา. (2554). อย. สั่งฟันโฆษณาผลิตภัณฑ์เอนไซม์ เจนิฟู้ด อวดอ้างรักษาสารพัดโรค. ข่าวเพื่อสื่อมวลชน วันที่ 14 มกราคม 2554. 8. จักรพงษ์ ชันธุระและไพบูลย์ สุขนาแซง. (2554). การเปิดรับสารโฆษณาจากสื่อวิทยุชุมชนของประชาชนอำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี. ปริญญานิพนธ์ คณะวิทยาการจัดการโปรแกรมวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี. 9. กรแก้ว จันทภาษา (2554) รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ การโฆษณาผลิตภัณฑ์บาและผลิตภัณฑ์สุขภาพทางวิทยุในจังหวัขอนแก่น. 10. สงวน ลือเกียรติบัณฑิต และ อรอุษา สุวรรณมณี. (2554). รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ การโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่เข้าข่ายเป็นยาโดยผิดกฎหมายทางวิทยุท้องถิ่น. 11. กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข. ข่าวประชาสัมพันธ์. [ออนไลน์] [อ้างเมื่อ 18 มีนาคม 2554]. จาก http://www.moph.go.th/ops/iprg/iprg_new/include/admin_hotnew/show_hotnew.php?idHot_new=30803. 12. สุภาวดี เปล่งชัย. (2554). การเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์จากยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพจากสถานพยาบาลสู่ชุมชน. เอกสารประกอบการประชุมวิชาการเพื่อพัฒนาระบบยา ประจำปี 2554 การขับเคลื่อนระบบยา: ภารกิจร่วม กพย.และเครือข่าย. วันที่ 22-23 สิงหาคม 2554. กรุงเทพมหานคร: แผนงานสร้างกลไกเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา. 13. เนตรนภา รัตนพงษ์จินดา. (2554). การสำรวจข้อมูลโฆษณาผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักและผลิตภัณฑ์ที่ทำให้เข้าใจว่าช่วยลดน้ำหนักซึ่งเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต. เอกสารการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ภ.ม. สาขาวิชา เภสัชกรรมชุมชน มหาวิทยาลัยนเรศวร. (ที่ปรึกษา: รองศาสตราจารย์ ดร.ภิญญุภา เปลียนบางช้าง). ่
สมัชชาสุขภาพ 4 / ร่างมติ 3.ร่าง 1 สมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 4 ระเบียบวาระที่ 2.x (ฉบับล่าสุด)
การจัดการปัญหาโฆษณายาและผลิตภัณฑ์สขภาพทีผดกฎหมาย ุ ่ ิ ทางวิทยุทองถิน เคเบิลทีวี โทรทัศน์ดาวเทียม และ อินเทอร์เน็ต ้ ่ ้
ได้ พิ จ ารณารายงานเรื่ อ งการจั ด การปั ญ หาโฆษณายาและ ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมายทางวิทยุท้องถิ่น เคเบิ้ลทีวี โทรทัศน์ ดาวเทียม และอินเทอร์เน็ต กังวล ต่อสถานการณ์การโฆษณายาและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ อวดอ้างสรรพคุณทางยา โอ้อวดเกินจริง ผ่านทางวิทยุทองถิน เคเบิลทีวี ้ ่ ้ โทรทัศน์ดาวเทียม และอินเทอร์เน็ต ในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นการ โฆษณาที่ผิดกฎหมายและมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นมากอย่างรวดเร็ว ห่วงใย ว่าการโฆษณาที่มีปัญหาเหล่านี้มีอิทธิพลต่อผู้บริโภค และเมื่อต้องเผชิญกับเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ผ่านวิทยุท้องถิ่น เคเบิ้ลทีวี โทรทัศน์ดาวเทียม และอินเทอร์เน็ต ระบบและกลไกรวมถึง กฎหมายและระเบียบที่มีอยู่ล้าสมัย จึงไม่สามารถบังคับใช้ได้ ตระหนั ก ถึ ง ความสำคั ญ ของระบบและกลไกการกำกั บ และ ติดตามที่เหมาะสมและเพียงพอ และเห็นถึงโทษภัยต่อสุขภาพของ ผู้บริโภค รวมถึงความสูญเปล่าด้านเศรษฐกิจของประเทศชาติที่เกิด จากอิทธิพลของการโฆษณาผิดกฎหมาย ชื่นชม ต่อความตระหนักของทุกภาคส่วนที่ต้องการพัฒนาระบบ และกลไกการเฝ้ า ระวั งโฆษณายาและผลิ ต ภั ณ ฑ์ สุ ข ภาพ ผ่ า นวิ ท ยุ ท้องถิ่น เคเบิ้ลทีวี โทรทัศน์ดาวเทียม และอินเทอร์เน็ต ให้ปราศจาก สื่ อโฆษณาที่ ผิ ด กฎหมาย โอ้ อ วดสรรพคุ ณ เกิ น จริ ง เป็ น เท็ จ และ หลอกลวงผู้บริโภค เห็นว่า ทุกภาคส่วนในสังคมไทยมีหน้าที่สำคัญในการช่วยแก้ไข พลิ ก ฟื้ น สถานการณ์ ใ ห้ ดี ขึ้ น ได้ แ ก่ ภาครั ฐ ภาคการศึ ก ษา
สภาวิชาชีพ หน่วยบริการสุขภาพ ภาคอุตสาหกรรม สื่อมวลชน เครือข่ายศาสนธรรมและภาคประชาสังคม จึงมีมติดังต่อไปนี้ 1. ขอให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาและสำนักงาน คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นหน่วยงานหลักดำเนินการ 1.1 เฝ้ า ระวั ง จั ด การ และดำเนิ น คดี กั บโฆษณายาและ ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมายอย่างมี ประสิทธิภาพ โดยกำหนด เป็นแนวทางมาตรฐานและใช้ปฏิบัติร่วมกัน 1.2 ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับโฆษณายาและผลิตภัณฑ์ สุขภาพ ให้มีประสิทธิภาพ ตลอดจนเพิ่มบทลงโทษ และประกาศ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฏหมาย 1.3 สนั บ สนุ น การจั ด ทำฐานข้ อ มู ล เกี่ ย วกั บโฆษณาที่ ทั น ต่ อ สถานการณ์เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่และผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ เช่ น ข้ อ มู ล การอนุ ญ าต การกระทำผิ ด กฎหมาย โฆษณาที่ ต้ อ ง เฝ้าระวัง และข้อเท็จจริงเชิงวิชาการของผลิตภัณฑ์ 1.4 ทำการประเมินผลกระทบจากการโฆษณายาและผลิตภัณฑ์ สุขภาพที่ฝ่าฝืนกฎหมาย อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง และนำผลมา ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง 2. ขอให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ดำเนินการ ประกาศและบั ง คั บใช้ ห ลั ก เกณฑ์ ใ นการประกอบกิ จ การ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และโทรคมนาคมที่เกี่ยวข้องกับการ โฆษณายาและผลิตภัณฑ์สุขภาพและมีกลไกการกำกับดูแลในระดับ พื้นที่อย่างชัดเจน 2.1 ให้ ผู้ รั บใบอนุ ญ าตประกอบกิ จ การฯ จั ด สรรเวลาให้ หน่วยงานหรือองค์กรคุ้มครองผู้บ ริโ ภค ได้นำเสนอข้อมูล เพื่อให้ เท่าทันโฆษณายาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ 2.2 จั ด สรรงบประมาณจากกองทุ น วิ จั ย และพั ฒ นากิ จ การ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์ สาธารณะ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนมีความรู้และทักษะในการรับสื่อ อย่างเท่าทัน 3. ขอให้ ส ำนั ก งานคณะกรรมการอาหารและยา สำนั ก งาน คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กสทช. และกระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ 3.1 จัดทำแผนยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาโฆษณายาและ ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมายทางวิทยุท้องถิ่น เคเบิ้ลทีวี โทรทัศน์ ดาวเทียม และอินเทอร์เน็ต รวมทั้งช่องทางสื่อสารอื่นๆ แบบมีส่วน ร่วมจากหน่วยงานทุกระดับ โดยเน้นการจัดการด้านกฎหมาย ระบบ ฐานข้อมูล การจัดการความรู้เพื่อให้เท่าทันสื่อ การเฝ้าระวัง และ การควบคุมกำกับจรรยาบรรณ ให้แล้วเสร็จภายในปี พ.ศ.2555 3.2 สนับสนุนให้สถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานวิจัย เช่น สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข แผนงานสร้างกลไกเฝ้าระวังและพัฒนา ระบบยา แผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ เป็นต้น ดำเนินการ (1) พัฒนาระบบการเฝ้าระวังการโฆษณาแบบมีส่วนร่วมกับ เครือข่ายภาคประชาชน ภายในระยะเวลา 1 ปี (2) ทำการประเมินผลกระทบจากการโฆษณายาและผลิตภัณฑ์ สุขภาพที่ฝ่าฝืนกฎหมาย อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง (3) พัฒนากระบวนการเรียนการสอนด้านการรู้เท่าทันสื่อให้กับ นักเรียน นักศึกษา ประชาชน รวมทั้งจัดการความรู้เพื่อปรับค่านิยม และตระหนักถึงการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี
4. ขอให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 4.1 บู ร ณาการระบบเฝ้ า ระวั ง ข้ อ มู ล การโฆษณาผลิ ต ภั ณ ฑ์ สุขภาพที่ไม่ถูกต้อง รวมไปกับความผิดอื่นๆ ตามพระราชบัญญัติว่า ด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 เพื่อให้เกิด ประสิทธิภาพและมีเอกภาพ 4.2 ปรับปรุงพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ให้สามารถจัดการกับช่องทางการสื่อสารที่อยู่ ภายใต้บังคับของกฎหมาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว 5. ขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนงบประมาณ และการดำเนินงานขององค์กรชุมชน เครือข่ายภาคประชาชน องค์กร วิชาชีพด้านสุขภาพ สื่อสารมวลชน สถาบันการศึกษา และภาคธุรกิจ เพื่อพัฒนากลไกการเฝ้าระวังการโฆษณายาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ อย่างมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยให้อยู่ในรูปคณะกรรมการ 6. ขอให้องค์กรวิชาชีพสื่อสารมวลชน วิชาชีพสุขภาพ วิชาชีพ อื่นๆ เช่น ครู ทนายความ กำหนดมาตรการและแนวทางการกำกับ ดูแลจรรยาบรรณ จริยธรรม ในการสื่อสารเรื่องยาและผลิตภัณฑ์ สุขภาพสู่ผู้บริโภค 7. ขอให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพและ สำนั ก งานคณะกรรมการอาหารและยา ร่ ว มกั บ ภาคี เ ครื อ ข่ า ยทุ ก เครือข่าย เร่งดำเนินการสื่อสารประชาสัมพันธ์เพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับ กฎหมายการโฆษณาและตระหนักในเรื่องการใช้สิทธิผู้บริโภค การ ปรับเปลี่ยนค่านิยมและพฤติกรรมของผู้บริโภคเกี่ยวกับการโฆษณายา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ 8. ในระยะยาวขอให้องค์การอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ทำ หน้าที่ติดตาม ตรวจสอบการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวกับการโฆษณา ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ 9. ขอให้สมาชิกสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ทั้งหมด มุ่งมั่น สัญญา ในการนำข้ อ เสนอเชิ ง นโยบายไปหารื อ ร่ ว มกั บ ภาคี เ ครื อ ข่ า ย เช่ น เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค เครือข่ายสื่อ เครือข่ายธุรกิจด้านสุขภาพ เครื อ ข่ า ยศาสนธรรม เพื่ อ สร้ า งความตระหนั กในประเด็ น ปั ญ หา ร่วมกันให้ได้ข้อเสนอที่สามารถขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ จริง รวมทั้งขอให้สมาชิกสมัชชาสุขภาพแห่งชาติร่วมเป็นเครือข่ายใน การเฝ้าระวังสื่อในพื้นที่และประสานงานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ แก้ไขปัญหาต่อไป 10. ขอให้เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ 10.1 เร่ ง ประสานหน่ ว ยงานรั ฐ ที่ เ กี่ ย วข้ อ งดำเนิ น การตาม ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2552 หมวด 8 การ คุ้มครองผู้บริโภค ข้อ 74 และหมวด 9 การสร้างและเผยแพร่องค์ ความรู้ด้านสุขภาพ ข้อ 85 10.2 เสนอคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ พิจารณาให้ความ เห็นชอบมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติข้างต้น เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี พิ จ ารณาให้ ค วามเห็ น ชอบและมอบหมายให้ ห น่ ว ยงานต่ า งๆ ที่ เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการต่อไป 10.3 รายงานความก้าวหน้าต่อที่ประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 6 และให้เผยแพร่ต่อสาธารณชน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
เนื้อหานี้เผยแพร่ภายใต้ลิขสิทธิ์ ครีเอทีฟ คอมมอนส์ 3.0 ประเทศไทย โดยแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


แสดงความคิดเห็น