พลัง+งาน ปฏิบัติการพลังงานเพื่อชุมชน ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2553 - ตุลาคม 2553
โดย webmaster | วันที่ 11 มกราคม 2555
เปนอยางไรกันบางคะ กับการความเขมขนที่เพิ่มมากขึ้นของ “พลัง+งาน” ตั้งแตฉบับที่ผานมา...ชอบหรือไมชอบอยางไร หรือ อยากแนะนําสิ่งใด ขออยาไดเกรงใจ สงสารผานชองทางใดก็ได ที่ทานผูอานสะดวกที่สุดเขามาไดเลย
“พลัง+งาน” ฉบับนี้ ยังคงมีเรื่องนารู ในหลากหลายรูปแบบมานําเสนออีกเชน เคยนะคะ พวกเรายกทีมงานขนาดกระทัดรัดบุกไป หลายพืนทีเชียวละ ไลมาตังแตโนน...เชียงราย ้ ่ ้ ไดพบกับโรงเรียนกลางหุบเขาชือมีเสนหยงนัก ่ ิ่ อยางมอนแสงดาว...ตอดวย สิ่งมหัศจรรย ทั้งจากบานแมหลาย และในเมืองแพร...ตบ ทายดวยการควากําไร 2 เดงจากเศษขยะ ของชาวตลาดสามชุก สุพรรณบุรี... สวนเรื่องราวจะเปนอยางไร หาอานกัน ไดในหนังสือเลมกระทัดทัดฉบับนี้ไดเลยคะ ใชวาจะสนุกหรรษาเฉพาะทีมงานเทานัน ้ คอลัมนิสตมากหนาหลายตาของเราก็ยัง สรรหาเรื่องราวนารู และชวนใหคิด มาฝาก กันเสมอ เรียกวามีอาหารบํารุงสมองให ครบถวนเชียวละ ทิงทายอีกนิดวา พลาดอาน “พลัง+งาน” ้ ฉบับไหน ติดตามยอนหลังไดผาน www.energygreenhealth.com หรืออยากสมัครสมาชิกนิตยสาร “พลัง+งาน” ก็ยังยินดีสงใหฟรีเหมือนเดิม แลวพบกันใหม กับเรื่องราวสนุกๆ ใน หลากหลายแงมุมของเรื่องพลังงานคะ
อวยพร แตชูตระกูล email : energymag@hotmail.com
ที่ปรึกษา : รศ. นพ. กําจร ตติยกวี, นพ. ชาตรี เจริญศิริ, งามจิตต จันทรสาธิต,
วิฑูรย เพิ่มพงศาเจริญ, วีรพงษ เกรียงสินยศ, ดร. ทวารัฐ สูตะบุตร, ดร. สราวุธ แกวตาทิพย กองบรรณาธิการ : ดร. เดชรัต สุขกําเนิด, อวยพร แตชูตระกูล, ฐิตินันท ศรีสถิต, รุงทิพย สุขกําเนิด, ศุภกิจ นันทะวรการ, นาวิน โสภาภูมิ, กัลยา นาคลังกา ผูประสานงาน/โฆษณา/สมาชิก : กัลยา นาคลังกา, ยวิษฐา พิทักษวัชระ โทร 02-920 9691-2 บรรณาธิการศิลปกรรม : ดวงกมล กุลฉันทรุจิกร hellonong_@hotmail.com ศิลปกรรม : สุกัญญา วชรเนตร จัดพิมพโดย : มูลนิธินโยบายสุขภาวะ เลขที่ 87/495 หมูบานภัสสรรัตนาธิเบศร ซ.31 ถ.บางกรวย-ไทรนอย ต.บางรักใหญ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี 11110 โทร 02-920 9691-2 แฟกซ 02-920 8845 email : energygreenhealth@yahoo.com สนับสนุนโดย : ชุดโครงการสนับสนุน จัดการความรู และประเมินผล โครงการวิจัยและพัฒนา “พลังงานทางเลือกเพื่อสุขภาพในชุมชน” สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ (สสส.) ผลิตโดย : ทีมงาน “เมล็ดพันธุสีเขียว” 211/2 ถ.งามวงศวาน ซอย 31 ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 โทร 087-4978087 email : energymag@hotmail.com พิมพที่ : บริษัท ออฟเซ็ท ครีเอชั่น จํากัด โทร 02-882 5486-7
กังหันตองลมที่นนทบุรี
34
ปนเมืองแป...เที่ยวบานโบราณ ชมวัดลานนา
46
สารบัญ
ถามมา-ตอบไป :
จะผลิตไฟฟาแบบหมุนเวียนตลอดไป ทําไดหรือไม?
42
3 4 6 10 18 22 26 27 30
เมื่อยางรถยนตเปนเหตุ กังหันตองลมที่นนทบุรี
มหัศจรรยกับไกไรหัว แตยังมีชีวิต
พลังงานจากตางแดน :
ชีวิตทันสมัย ไมสราง “ขยะ”
มลพิษติดปลายนวม : ขุมพลังขางบาน : รูทัน...พลังงาน :
การลงทุนดานพลังงานในโครงการไทยเขมแข็ง
32 34 36 38 40 42 46 48 50 51 52
ชุมชนตนแบบ : เรื่องจากปก : หองรับแขก :
“มอนแสงดาว” หองเรียนชีวิตของเด็กหญิงชนเผา จาก “แมหลาย” ถึง “สามชุก” เมื่อพลัง (งาน) ชุมชน “เบงบาน” เปดใจ...เชาวรัช ทองแกว นักวางแผนพลังงานชุมชนรุนบุกเบิก
พลังคน-พลังคลื่น : จับเขาเลาเรื่อง : ชีพจรลงเทา :
เปลี่ยนเครือขาย ไมตองเปลี่ยนเบอร ‘ทรนง ณ ธรณี’ ประจวบคีรีขันธ 6 ปหลังการจากไปของเจริญ วัดอักษร ปนเมืองแป...เที่ยวบานโบราณ ชมวัดลานนา
พลังงานนารู : ฉลาดใช :
นิวเคลียรยามอัสดง : ความจริงที่คนไทยควรรู แยกขยะ “แลก” กับโลกที่นาอยู
การลงทุนสีเขียว : ขอมูลชวนคิด :
สัตวมหัศจรรย : ประลองยุทธ : โลกออนไลน :
เบื้องหลัง ธ.กรุงไทย ควารางวัลอนุรักษพลังงาน ประหยัดไฟ...สบายกระเปา ชวยชาติ
ไกอู ไกโตง ไกตะเภา ฯลฯ รวมมิตรเรื่องไก (เอาใจแมยก เสธฯไกอู)
6 ป หลังการจากไปของเจริญ วัดอักษร
40
รื้อความทรงจําวัยเด็กดวย www.milliontoymuseum.com
ตม-ยํา-ทํา-แกง : สมุนไพรใกลรั้ว :
ไมหอม ยอมใจใฝสันติ
แหนมหมู แหนมกระดูกหมู และไสกรอกอีสาน
: ปฏิบัติการพลังงานเพื่อชุมชน ฉบับที่ 8 สิงหาคม - ตุลาคม 2553
พลังงานจากตางแดน
เรื่อง : ดาวพลูโต
ชีวิตทันสมัย
บานเรายังมะงุมมะงาหราวาจะ “หาม” ถุง พลาสติกในรูปแบบไหนดี ขณะที่การใชชีวิตของ คนรุนใหมในตางแดนกลับกาวไกลไปถึงขั้น “บอกลา” ภาชนะหอหุมสินคาทุกรูปแบบ
“ขยะ”
ไมสราง
01
02
03 เรียบเรียงจาก : www.msnbc.com/id/37515691/ns/us_news-environment ที่มาภาพ
สํานักขาวเอพีรายงานถึงการใช ชีวิตที่ไมสราง “ขยะ” วากลายเปน กระแสหลักของหลายครอบครัวชนชัน ้ กลางในประเทศสหรัฐอเมริกามากขึน ้ เรื่อยๆ โดยเฉพาะครอบครัวของบี จอหน สัน ที่ตระเตรียมความพรอมกอนไป ซื้อของจากซูเปอรมาเก็ต ดวยการนํา ถุงผาที่เย็บจากผาปูที่นอนผืนเกา สําหรับบรรจุของแหงทั่วไป พรอมกับ พกภาชนะมีฝาปดสําหรับใสเนื้อสัตว ติดตัวไปดวย แนนอนทีสดวา ขาวของทุกชินทีซอ ุ่ ้ ่ ื้ ลวนปราศจากบรรจุภณฑ เชน สบูกอน ั หนําซ้ำบรรดาขาวของเครื่องใชใน ครัวเรือนจําพวกน้ำยาทําความสะอาด ครอบครัวจอหนสันก็ทําเอง...ใชเอง สวนขวดใสนมก็จะถูกสงกลับคืนใหกบ ั ผูขายสินคาเพื่อนํากลับมาใชซ้ำ แตสิ่งที่ครอบครัวจอหนสันยังคง ตองเดินหนาฝาฟนตอไปไมนอยกวา อาทิตยละ 3 ครั้งก็คือ การโทรศัพท ไปหาบริษัทผูผลิตสินคา เพื่อขอให หยุดสงใบปลิวโฆษณามาให จนกลาย เปนขยะรกบาน บีบอกวา การใชชีวิตที่ตั้งใจวาจะ ไมสรางขยะเชนนี้ ชวยประหยัดเงิน ในกระเปาไดดวย คิดงายๆ แคการ พกน้ำดื่มใสกระบอกติดตัวไปทุกที่ นอกจากไดดื่มน้ำสะอาดแลว ยัง ประหยัด และไมสรางขยะจากขวด พลาสติกอีกดวย เมื่อรูปแบบการใชชีวิตที่เปนมิตร กับสิ่งแวดลอมอยางเขมขนมากขึ้น เรื่อยๆ แบบเดียวกับครอบครัวจอหน สัน กําลังไดรับความนิยมเพิ่มมากขึ้น
01 www.southernliving.com/healthyl...0007806
ขอบคุณภาพบางสวนจาก www.flickr.com search - no plastic bag
4
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
04
www.readersdigest.co.uk/greenli...-69.html
05
บี จอหนสัน เปดลิ้นชักโชวภาชนะที่ พกพาไปในยามซื้อของเขาบาน 04 05
06
www.treehugger.com/2009/06/ 14-week/
เห็นไดชัดจากการที่บีไดเผยแพรเรื่อง ราวของเธอผานเว็บบล็อก ก็ไดมีผูคน มากมายสนใจเขามาชม กระทั่งทําให บีกลายเปนผูรูที่คอยใหคําแนะนํา วา...ทําอยางไรจึงจะใชชีวิตที่ไม ทํารายโลก บริษัทธุรกิจผูผลิตสินคาก็ปรับตัว ตาม ดวยการผลิตสินคาที่ปราศจาก บรรจุภัณฑ เพื่อลดขยะ และลด คาใชจายในการคิดคนรูปแบบเพื่อ ใหสินคาสะดุดตาและนาซื้อ ซาราห เคนเนดี้ ซึ่งทํางานอยูใน บริษัทผูผลิตสินคาและอาหารที่ ซานฟรานซิสโก เปนผูหนึงทีเฝาจับตา ่ ่ กับการเปลียนแปลงครังนี้ และขยับตัว ่ ้ อยางรวดเร็วดวยการเสนอขายสินคา สารพัดชนิด ตั้งแตแชมพูสระผม จนถึงสาหราย ในรูปแบบใหม นั่นคือ ปราศจากบรรจุภัณฑชิ้นเล็กชิ้นนอย แตขายรวมกันเปนกองโต
02 http://freshneasybuzz.blogspot.com/ 2009/04/earth-day-2009california-based-grocers.html
การเปลี่ยนแปลงดังกลาว ถูก ขานรับอยางชัดเจนจากภาครัฐ เมื่อ ผูวาการรัฐแคลิฟอรเนียคนดังอยาง อารโนล ชวาสเนเกอร ออกกฎหมาย หามรานคาใชถุงพลาสติก โดยมีรัฐ อื่นๆ เริ่มทยอยเขารวมขบวนการ ขณะทีหนังสือหลายเลมทีถายทอด ่ ่ เรื่องราวของการใชชีวิตที่ไมทําลาย สิ่งแวดลอมวาสงผลดีตอสุขภาพอยาง เห็นไดชัด ก็วางแผงตามมา โคลิน บีแวน ชาวนิวยอรก เปน อีกครอบครัวหนึงทีทดลองปรับเปลียน ่ ่ ่ มาใชชีวิตที่ปราศจากขยะบรรจุภัณฑ ทั้งยังเพิ่มความเขมขนยิ่งขึ้นดวยการ ไมใช ไฟฟา ก็ถายทอดเรื่องราวผาน หนังสือ “No Impact Man” โดย ยอมรับวา เพียงแคหันมาหลีกเลี่ยง สินคาที่ถูกหอหุมดวยบรรจุภัณฑ เยายวนใจ คุณก็จะไดอาหารที่สด ไดสินคาที่มีคุณภาพโดยอัตโนมัติ
03 www.gardenmandy.com/10ways-to-g...are-you/
ปจจุบันครอบครัวบีแวนหันมาซื้อ อาหารสดจากตลาดที่เปดโอกาสให เกษตรกรนําสินคาจากฟารมมาขาย เอง ทําใหภาชนะบรรจุสินคาทั้งขวด นม และกลองใสไข ถูกหมุนเวียนกลับ มาใชใหมจากลูกคาหนาเกาที่นํากลับ ไปคืนใหใชซ้ำ ความทันสมัยของการใชชีวิตใน รูปแบบนี้ กลายเปนความทาทาย ใหมของหลายครอบครัว เพราะหาก ตั้งใจวาตองทําใหได ก็ตองอาศัยการ วางแผน เตรียมการเพื่อนําภาชนะ สําหรับใสสินคาไปใหพรอม บางคน ทําไดถึงซื้อขาวสาร ถั่ว แปง และขาว โอต โดยไมตองใชถุงพลาสติกของ ทางรานคาเลยแมแตใบเดียว เพียง แคเตรียมถุงผาหรือถุงพลาสติกใบ เกาไปจากบานเทานั้น สําหรับประเทศไทย ขอบอกวา เรืองนีไมใชเรืองใหมสาหรับใครหลาย ่ ้ ่ ํ คน เพราะบางคนแคลองทําดู ก็พบวา สนุกกวาทีคด และไมไดเพิมภาระใดๆ ่ ิ ่ แถมยังทําใหหัวใจพองโตไดไมรูเนื้อ รูตว เมือผลการซือของครังไหน จบลง ั ่ ้ ้ ได โดยไมตองอาศัยถุงพลาสติกจาก หาง หรือรานคาแมแตใบเดียว ลองทําดู แลวจะรูวาสนุกและ งายชะมัด
06
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
5
ชุมชนต้นแบบ
เรื่องและภาพ : ฐิตินันท์ ศรีสถิต และ อวยพร แต้ชูตระกูล
ม่อนแสงดาว
ห้องเรียนชีวิต
ของเด็กหญิง
ชนเผ่า
แม้การเรียนในวัยเยาว์จะสำคัญถึงขั้นชี้นำเส้นทางชีวิตช่วงที่เหลือ ก็ใช่ว่าเด็กทุกคน จะสามารถเอื้อมถึงโอกาสทางการศึกษาโดยง่าย ยิ่งเป็นเด็กหญิงชนเผ่าซึ่งเกิด และเติบโตในพื้นที่ชายขอบของประเทศ ยิ่งนับว่ายากนักสำหรับการ พาตัวเองเข้าสู่โลกแห่งการเรียนรู้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า... จะหมดโอกาสเสียทีเดียว เพราะยังมี “ที่นี่” ที่พร้อมเปิดประตูต้อนรับพวกเธอ
ห่างจากตัวเมืองเชียงรายไป 20 กว่ากิโลเมตร บนถนน สายเดียวกับที่มุ่งหน้าสู่ภูชี้ฟ้า และเลี้ยวจากถนนใหญ่เข้ามาอีก ไม่กี่อึดใจของการขับรถ คุณจะพบกับห้องเรียนในอ้อมกอด สีเขียวของต้นไม้ โดยมีทิวเขาเรียงซ้อนเป็นฉากหลังอยู่ไกลๆ ที่นี่คือ “ศูนย์การเรียนรู้ม่อนแสงดาว” หรือบ้านหลังใหญ่ ของเด็กหญิงชาวอาข่า ลาหู่ ม้ง ปกาเกอะญอ ประมาณ 30 ชีวิต พวกเธอใช้ชีวิตร่วมกันตลอดเทอม ซึมซับความรู้ผ่าน ตำราและการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อนำไปประกอบอาชีพใน บ้านเกิดหรือเป็นพื้นฐานศึกษาต่อระดับที่สูงขึ้น พะเยามานานกว่า 20 ปี แม้ จ ะมี ส ถานภาพเพี ย งแค่ “ศู น ย์ ก ารเรี ย นรู้ ” แต่ ม่อนแสงดาวซึ่งเปิดสอนมาตั้งแต่พฤศจิกายน พ.ศ. 2542 ก็ทำหน้าที่หยิบยื่นทางเลือกชีวิตที่ดีกว่าให้เด็กหญิงชนเผ่ามา อย่างต่อเนื่อง บางคนเกิดคำถาม...ทำไมต้องเด็กหญิงชนเผ่า? “ครูตั้ม” เทวินฏฐ์ อัครศิลาชัย ผู้อำนวยการสมาคมฯ หรือ “พ่อ” ของเด็กๆ ที่นี่ เล่าให้ฟังว่า ในอดีตพื้นที่แถบนี้มี ปัญหา “ตกเขียว” รุนแรงมาก และเหยื่อส่วนใหญ่ก็คือเด็ก หญิงชนเผ่า หลังจากสมาคมฯ เข้ามาทำงานได้ 3-4 ปีจงแก้ ึ ปัญหาด้วยการแจกทุนการศึกษาระดับชั้นมัธยมฯ สำหรับแก่ เด็กกลุ่มนี้ เพื่อช่วยยืดเวลาให้พวกเขาเดินเข้าสู่กระบวนการค้า ประเวณีช้าลง ขณะเดียวกันก็หวังลึกๆ ว่า ความรู้จะช่วย เปลี่ยนแปลงและแก้ปัญหาได้ในระยะยาว ทว่าการประเมินผลหลังจากแจกทุนไปแล้ว 7 ปี กลับพบว่า
ดั่งแสงดาวนำทาง
ศูนย์การเรียนรูมอนแสงดาวเป็นหนึงในผลผลิตของสมาคม ้ ่ ่ สร้างสรรค์ชีวิตและสิ่งแวดล้อม องค์กรพัฒนาเอกชนที่มุ่งมั่น ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและเด็กในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและ
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
เมื่อได้รับโอกาส ทางการศึกษา เขาก็มี อาวุธทางปัญญาที่ จะแยกแยะถูกผิด
เทวินฏฐ์ อัครศิลาชัย “พ่อตั้ม” แห่งศูนย์การเรียนรู้ม่อนแสงดาว
วิชาศิลปะวันนี้ ครูให้วาดภาพผักที่เด็กๆ ลงมือปลูกในแปลง
ยังไม่สามารถตอบโจทย์ได้ครบถ้วน เด็กหลายรายได้รับทุนแต่ ก็ไปเรียนไม่ได้ ด้วยสาเหตุ...ต้องช่วยพ่อแม่ทำงาน โรงเรียนอยู่ ไกลบ้านเดินทางไม่สะดวก และพ่อแม่อยากให้รีบมีครอบครัว เพื่อจะได้แรงงานจากลูกเขยมาช่วยทำมาหากิน เป็นต้น จึงคิดว่า...น่าจะมีสถาบันการศึกษาขึ้นมารองรับเด็กกลุ่มนี้ โดยเฉพาะ ในที่สุดก็เกิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ม่อนแสงดาวซึ่งมีลักษณะ เหมือนโรงเรียนประจำ คือให้นักเรียนทุกคนใช้ชีวิตกินนอนอยู่ ที่นี่เลยเพื่อลดอุปสรรคเรื่องการเดินทาง ที่สำคัญ ให้เรียนฟรี จนจบการศึกษา โดยใช้เกณฑ์สำคัญในการพิจารณารับเข้าเรียน 4 ข้อ หนึ่ง...อยู่ในครอบครัวที่มีความเสี่ยง เช่น ยากจน พ่อแม่ ติดคุก ติดยาเสพติด หรือค้ายาเสพติด สอง...อยู่ในชุมชนที่มีความเสี่ยง ไม่มีที่พักเป็นหลักแหล่ง มั่นคง มีแนวโน้มจะโดนอพยพโยกย้ายเพราะโครงการพัฒนา ของรัฐ สาม...พ่อแม่หรือผู้ปกครองสนับสนุนหรือเต็มใจยินยอม ให้เด็กมาเรียน
และสี่...ตัวเด็กเองต้องมีความสนใจจะเรียนด้วย สำหรับชื่อ “ม่อนแสงดาว” ครูตั้มเฉลยว่า ได้มาจากเด็ก นักเรียนรุ่นแรก เข้ามาเรียนใหม่ บรรยากาศเหงาๆ กลางคืน ก็ล้อมวงร้องเพลงกัน “เด็กคนนึงบอกกับผม พ่อ…ดาวทีนทำไมสวยกว่าทีบานหนู ่ ี่ ่ ้ ดาวที่ นี่ ส วยมากเลย ดาวที่ บ้ า นหนู ไ ม่ ส วยไม่ ใ สเหมื อ นที่ นี่ คำพู ด นั้ น จุ ด ประกายเรา ที่ จ ริ ง แล้ ว ดวงดาวทุ ก ที่ เ หมื อ นกั น หมด แต่การจะให้ค่าว่าสวยหรือไม่...อยู่ที่ใจ ความใสสว่างอยู่ที่ ใจของเขากำหนด” เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า เด็กคนนี้กำลังจะถูกส่งไปขายตัวที่ กรุงเทพฯ เขาเครียดมาก ร้องไห้ทุกวัน เมื่อเข้ามาสู่อ้อมกอด ของที่นี่จึงรู้สึกเหมือนมีโลกใหม่ มีแสงสว่าง มีทางรอด ชีวิต สดใส ก็พลอยเห็นดวงดาวใสสว่างไปด้วย “ก็เลยตกลงกันคืนนั้น ให้ที่นี่ชื่อม่อนแสงดาว ให้เป็นแสง เล็กๆ ส่องนำทางเด็กที่อยู่ในมุมมืด” ครูตั้มพูดพลางยิ้ม และการติดตามผลเด็กหญิงที่จบออกไปตั้งแต่รุ่นแรกจนถึง ปัจจุบัน พบว่า...ไม่มีใครตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์เลย แม้แต่คนเดียว
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
สวนกล้วย...อีกหนึ่งแหล่งอาหารของเด็กนักเรียน
บ่อเลี้ยงปลาและบรรยากาศร่มรื่นของศูนย์การเรียนรู้ฯ
ศึกษาเพื่อเคารพธรรมชาติ
การเรียนการสอนที่ม่อนแสงดาวดำเนินไปตามหลักสูตร ทางเลือก (เทียบเท่ากับระดับชั้นมัธยมศึกษา) ซึ่งออกแบบมา ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตชนเผ่า โดยมีการปรับ และพัฒนาหลักสูตรอยูตลอดเวลาเพือให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ่ ่ ที่เปลี่ยนแปลงไป แต่สิ่งที่ยังคงไว้อย่างเสมอต้นเสมอปลายคือ ฐานคิดเรื่อง การดูแลทรัพยากรธรรมชาติและหลักเศรษฐกิจพอเพียง ควบคู่ กับการส่งเสริมทักษะด้านการเกษตรและงานศิลปะ ด้ ว ยเหตุ ผ ลสำคั ญ ...พ่ อ แม่ ข องเด็ ก ส่ ว นใหญ่ มี อ าชี พ เกษตรกรรม แต่เป็นเกษตรเคมี เด็กๆ จึงเติบโตมาด้วยความ คุ้นเคยกับสารพัดสารเคมีการเกษตร ส่วนศิลปะก็เป็นต้นทุนที่ มีในสายเลือดกันอยู่แล้ว “เราพยายามจะเปลี่ยนความคิดของเด็ก ให้เขารู้ว่าเกษตร เคมีไม่ดีอย่างไร แล้วสอนการทำเกษตรอินทรีย์ ให้เขาใช้ปุ๋ย ชีวภาพ ให้เรียนรู้เทคนิคต่างๆ ซึ่งสามารถนำไปประกอบ อาชีพได้ ขณะเดียวกัน เด็กชาวเขาทุกคนมีทักษะการปักผ้า อยู่แล้ว พ่อแม่ทอผ้า ลูกสัมผัสเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็ก มาเรียนที่นี่ ทุกคนเอาผ้ามาปักกันหมดเลยนะ เวลาว่างก็นั่งปักผ้ากัน” ครูตั้มอธิบาย ...ม่อนแสงดาวเพียงทำหน้าที่ชี้ทิศทางที่ดี เปิดโอกาสให้ เด็กๆ ลองลงมือด้วยตนเองเสียหน่อย พวกเขาก็มีของดีติดตัว ไปประกอบอาชีพได้แล้ว โดยเฉพาะหลักคิดเรื่องสิ่งแวดล้อม ถือเป็นปรัชญาที่ สืบทอดจากสมาคมสร้างสรรค์ชีวิตและสิ่งแวดล้อมมาถึงศูนย์ การเรียนรู้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง “เคารพวิถีธรรมชาติ นอกจากจะเป็นปรัชญาของม่อนแสง ดาวแล้ว ยังเป็นปรัชญาของโลก ของทุกคนด้วย เพราะแท้จริง แล้วธรรมชาติเป็นศูนย์กลาง มนุษย์เป็นแค่ส่วนหนึ่งของ ธรรมชาติ จึงต้องศึกษาและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน มากกว่าจะศึกษาเพื่อเอาชนะธรรมชาติ ทำลายธรรมชาติคือ
ทำลายตัวเอง” ครูตั้มย้ำชัดเจน ภายในบริเวณกว้างๆ ของศูนย์เรียนรู้ มีทั้งบ่อเลี้ยงปลา สวนกล้วย เรือนเพาะชำกล้าไม้ และแปลงผักอินทรีย์ แม้ไม่ เพียงพอต่อการเลี้ยงทุกปากท้องที่อยู่ร่วมกันที่นี่ อย่างน้อย เด็กๆ ก็ได้เรียนรู้การผลิตอาหาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการ พึ่งพาตนเอง ทุกครั้งที่เปิดภาคการศึกษาใหม่ นั่นหมายถึงการเริ่มต้น หน้าที่รับผิดชอบแปลงผัก โดยให้เด็กๆ จับคู่กัน แต่ละคู่จะได้ โควตาแปลงผัก 3-4 แปลง และเลือกปลูกผักที่ตัวเองชอบหรือ สนใจได้โดยเสรี จากนั้นก็ต้องหมั่นรดน้ำ พรวนดิน เติมปุ๋ย ดูแลแปลงผักโดยไม่พึ่งพาสารเคมี จนกระทั่งงอกงามและ สามารถนำมาประกอบอาหารได้ ...เป็นการเรียนรู้ที่ผ่านกิจวัตรประจำวัน ซึ่งในที่สุดก็กลาย เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตนั่นเอง
เห็ดตับเต่าที่เด็กๆ ช่วยกันเก็บภายในบริเวณ ศูนย์การเรียนรู้ฯ เพื่อนำมาประกอบอาหาร
เราสอนให้เด็กมีทักษะ ชีวิต เรียนรู้สังคม รู้จักแยกถูกผิด เคารพ ธรรมชาติ และมี จิตสาธารณะ
เทวินฏฐ์ อัครศิลาชัย “พ่อตั้ม” แห่งศูนย์การเรียนรู้ม่อนแสงดาว
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
คิดไว้แล้วว่า จบจาก ที่นี่จะไปเรียนต่อ อาชีวะ ด้านคหกรรม อาหาร
นภาพร อำไพปรีดา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
เป็นครอบครัว เป็นพี่น้อง
เพราะต้องใช้ชีวิตร่วมกัน ทั้งกิน นอน และเรียนหนังสือที่ ศูนย์การเรียนรู้ม่อนแสงดาว จึงไม่แปลกที่ครูประจำจำนวน 2-3 คนที่รับผิดชอบดูแลเด็กๆ ทั้งหมดจะเอ็นดูเด็กๆ เหมือน ลูกๆ ในครอบครัว ขณะที่เด็กหญิงจากหลากชนเผ่าก็เกื้อกูล กันเหมือนเป็นพี่เป็นน้อง ที่พักของเด็กหญิงเหล่านี้คือบ้านชั้นเดียวหลังเล็กๆ อยู่ อาศัยได้หลังละ 4-6 คน มีห้องน้ำอยู่ภายนอก ห้องเรียนก็ไม่ จำเป็นต้องอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมที่มีผนังล้อมรอบมิดชิด เพราะ ทุกบริเวณสามารถสร้างบรรยากาศการเรียนรูให้เด็กๆ ได้ทงสิน ้ ั้ ้ นอกจากแปลงผักแล้ว ทุกคนที่นี่ยังต้องแบ่งกลุ่มกัน รับผิดชอบเรื่องการจัดเตรียมอาหาร โดยในแต่ละวันจะมีหนึ่ง กลุ่มที่สวมบทแม่ครัว ทั้งคิดรายการอาหาร ออกไปจ่ายตลาด เก็บพืชผักภายในศูนย์ฯ มาเป็นวัตถุดิบประกอบอาหาร รวมถึง การลงมือหุงข้าวและปรุงอาหาร กลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นเวรทำ อาหารก็จะต้องรับหน้าที่ทำความสะอาดและดูแลความเป็น ระเบียบเรียบร้อยของบริเวณต่างๆ ทั่วศูนย์การเรียนรู้ กรณีเกิดปัญหาข้อขัดแย้งในหมู่นักเรียน เด็กๆ จะรวมตัว กันประชุมสภานักเรียน เพือช่วยกันหารือข้อสรุปในการแก้ปญหา ่ ั หากไม่สามารถตกลงร่วมกันได้จริงๆ จึงจะปรึกษาและขอคำ แนะนำจากคุณครู นภาพร อำไพปรีดา 1 ใน 2 ของนักเรียนปกาเกอะญอ แห่งม่อนแสงดาว ซึงรับหน้าทีเป็นแม่ครัวใหญ่ในวันที่ พลัง+งาน ่ ่ แวะไปเยียมเยือน เล่าถึงความรูสกและบรรยากาศความเป็นอยู่ ่ ้ึ ให้ฟังว่า “ตอนแรกที่มา ร้องไห้เป็นเดือน เก็บกระเป๋าทุกวัน จะกลับบ้าน”
นภาพร อำไพปรีดา นำทีมน้องๆ ปรุงอาหารหน้าเตา
แต่เมือมาถึงวันนี้ เธอปรับตัวได้อย่างสบาย แถมยังวางแผน ่ ชีวิตการเรียนหลังจบจากที่นี่ไว้เรียบร้อยแล้ว นภาพรเล่าต่อไปว่า การเรียนร่วมกับเด็กหญิงจากชนเผ่า อื่นๆ ทำให้เธอได้ภาษาแถมกลับไปด้วย “เมื่อก่อนพูดลาหู่ไม่ได้ ตอนนี้พูดเป็นแล้ว แต่ภาษาม้ง และอาข่า แค่พอฟังออกเท่านั้น” แม้จะอยู่ห่างไกลถึงขนาดที่สัญญาณโทรศัพท์มือถือขาด หายเป็นช่วงๆ แต่พวกเธอก็ยังได้ติดตามความเป็นไปของบ้าน เมืองอย่างสม่ำเสมอผ่านทางโทรทัศน์ ซึ่งมีไว้เพื่อเสพข่าวสาร ในช่วงหัวค่ำเป็นหลัก ครูตั้มบอกว่า “พยายามหลีกเลี่ยงการดูละคร ช่วงกลาง คืนก็อาจจะเลือกฉายภาพยนตร์ดีๆ สักเรื่อง ให้ล้อมวงดูด้วย กัน แล้วช่วยกันแสดงความคิดเห็นหลังจากดูจบ” ...ละครไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยประเทืองปัญญา ดูไปก็เสีย เวลาเปล่า แถมยังอาจป้อนทัศนคติชีวิตที่ผิดๆ ให้เด็กๆ ต่าง กับการดูภาพยนตร์ที่ผ่านการคัดสรรจากครูแล้วว่า ชมแล้ว ต้องได้แง่คิดอะไรติดไปบ้าง แม้ห้องเรียนทางเลือกแห่งนี้จะรองรับนักเรียนได้คราวละ ไม่มาก แต่ศูนย์การเรียนรู้ม่อนแสงดาวก็ช่วยชี้เส้นทางชีวิตที่ดี ให้แก่เด็กหญิงชนเผ่า ทังยังสะท้อนให้เห็นพลังของคนกลุมเล็กๆ ้ ่ ที่ตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาสังคม มิใช่แค่คิด แต่ยังลงมือให้ เป็นรูปธรรม ...นี่จึงเป็นอีกหนึ่งต้นแบบที่น่าชื่นชม
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
เรื่องจากปก
เรื่องและภาพ : อวยพร แตชูตระกูล และ ฐิตินันท ศรีสถิต
“แมหลาย”
จาก
“สามชุก”
ถึง
พลัง (งาน)ชุมชน
ขยะทวมทนเปนสิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกชุมชน ทั้งในเมืองใหญเมืองเล็กไปจนถึงเขตชนบท ชาวบานใน ต.แมหลาย อ.เมือง จ.แพร และ ต.สามชุก อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี ก็ หนีไมพนปญหานี้เชนกัน ซึ่งแมจะจัดการ ดวยวิธงายๆ คือรณรงคคดแยกขยะตังแต ี ั ้ ตนทาง ทวามันกลับใหผลลัพธพเศษกวา ิ ชุมชนอื่น
เมื่อ
เบงบาน
เพราะไมเพียงสามารถลดปริมาณขยะ กองโตไดสําเร็จ แตยังเปดประตูพาผูคนจาก ทั้งสองชุมชนไปสูการตอยอดเรียนรูเรื่อง พลังงาน ซึ่งสรางกําไรคืนมาอยางเหนือ ความคาดหมาย ...และทําใหพวกเขาไดสัมผัสกับความเบง บานของ “พลัง (งาน) ชุมชน” ที่นาภูมิใจ
10
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
บรรยากาศสีเขียวๆ ภายในศูนยเรียนรู การเกษตรพอเพียงของพอมนูญ
“ปจจัยแรกที่ทําใหเราประสบความสําเร็จก็คือ การมีสวนรวมอยางมากๆ ของคนในชุมชน สองคือเปนเรื่องใหมที่ทาทายคนในชุมชน สามคือวิกฤตราคาพลังงานที่แพงขึ้น สี่คือ เรื่องภาวะโลกรอน”
สุเทพ สุมณฑกุล
จุดประกายจากกองขยะ ชื่อของ “แมหลาย” โดงดังขึ้นในแวดวงพลังงานเมื่อ ชวง 3-4 ปที่ผานมา งานนี้นอกจากชาวบานจะแข็งขัน เอาจริงเอาจังอยางตอเนื่อง ยังมีหนวยงานระดับทองถิ่น อยางสํานักงานเทศบาลตําบลแมหลายเปนกองหนุน ทํา หนาที่พี่เลี้ยงคอยคลุกวงในชี้แนะชองทางและขอมูลที่เปน ประโยชน ประสานความรวมมือระหวางชาวบานกับนัก วิชาการและในหมูชาวบานดวยกันเอง และใหการ สนับสนุนดานงบประมาณ สุเทพ สุมณฑกุล ในฐานะที่ปรึกษานายกเทศมนตรี ตําบลแมหลาย เปดฉากเลาถึงจุดเริ่มตนกอนที่ชุมชน แมหลายจะกลายเปนแหลงศึกษาดูงาน ของบุคคลและ หนวยงานจากทั่วประเทศเชนทุกวันนี้วา “เราเริ่มกันในป 2547 เพราะมีปญหาเรื่องขยะ จาก การที่คนในชุมชนใชชีวิตแบบคนเมืองมากขึ้น ขณะที่บอ ขยะของเทศบาลเมืองแพรที่ใชบริการอยูประจําถูกปดลง เนืองจากสงกลินเหม็นรบกวนจนถูกรองเรียน ชุมชนของเรา ่ ่ ก็เลยตองมารวมกันคิดแกปญหาวาทํายังไงใหขยะลดลง” ทั้งนี้ทีมผูบริหารเทศบาลตําบลแมหลายเห็นตรงกันที่ จะขอความชวยเหลือและคําปรึกษา จากนักวิชาการของ มหาวิทยาลัยแมโจ-แพร เฉลิมพระเกียรติ จึงเกิดเปน “โครงการจัดการขยะโดยชุมชนมีสวนรวม” ซึ่งเนนการ ใหความรูเรื่องการคัดแยกขยะแกชาวบานแมหลายทั้ง 8 หมูบาน และเปดโอกาสใหชุมชนมีสวนรวมจริงๆ มิใช เพียงถอยคําดูดีที่แปะไวทายชื่อโครงการ เพียงออกสตารทลงมือคัดแยกขยะ ชาวบานแมหลายก็ แสดงศักยภาพพลังชุมชนใหเปนที่ประจักษ ปริมาณขยะ ลดลงทันที 50 เปอรเซ็นต แนนอนวาเกินความคาดหมาย ของเทศบาลตําบลแมหลายซึ่งเปนผูริเริ่มโครงการยิ่งนัก ขยะอินทรีย ขยะรีไซเคิล และขยะอันตราย กลายเปน
ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตําบลแมหลาย
เรืองจัดการงายดายของชาวบานแมหลายไปเรียบรอย...แต ่ ความสําเร็จ ทีเกิดขึนอยางไมทนตังตัวกลับกลายเปนความ ่ ้ ั ้ ทาทายใหมของคนในชุมชนและนํามาซึงโครงการประกวด ่ หมูบานรักษาความสะอาดและสิ่งแวดลอมในป 2548 ระหวางทีการพบปะเพือแลกเปลียนขอมูลความรูในหมู ่ ่ ่ ชาวบาน เจาหนาทีจากสํานักงานเทศบาล และนักวิชาการ ่ กําลังเดินหนาอยางเขมขนและตอเนื่อง สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น ตามมาและปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ ก็คือความตื่นตัวของผูคน ที่สะสมเพิ่มพูนวันละเล็กวันละนอยจนกลายเปนความ เขมแข็งของชุมชน สิงนีขยายผลเปนความภาคภูมใจในปถดมา เมือชุมชน ่ ้ ิ ั ่ แมหลายควารางวัลที่ 4 จากโครงการประกวดเมืองนาอยู ซึ่งมีเทศบาลทั่วประเทศเขารวม 201 แหง และใหคะแนน การตัดสินโดยเนนเรื่องธรรมาภิบาล ความโปรงใส และ ความรับผิดชอบเขามาสรางกระบวนการมีสวนรวมของชุมชน นับจากนันเปนตนมา ความสําเร็จทีสมผัสไดจากทุกครัง ้ ่ั ้ ทีคนในชุมชนรวมแรงรวมใจกัน ก็นามาซึงการเปลียนแปลง ่ ํ ่ ่ ครั้งยิ่งใหญและนาจดจําของชาวบานแมหลาย...
ตามหา...พลัง (งาน) ชุมชน เมื่อกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพลังงานรวมกัน ดําเนินโครงการจัดทําแผนพลังงาน 80 ชุมชนในป 2550 เพื่อสนับสนุนใหแตละชุมชนรูจักวางแผนพลังงานและหา ทางออกดานพลังงานที่เหมาะสมกับชุมชนของตนเอง เทศบาลตําบลแมหลายไมรอชาทีจะสมัครเขารวมโครงการ ่ ...นับจากนั้นการระดมสมองรวมกันเพื่อจัดทําแผน พลังงานชุมชนก็เริ่มขึ้นอยางเต็มรูปแบบ นันคือชาวบานทุกครัวเรือน เจาหนาทีเทศบาลทุกฝาย ่ ่ ...ในฐานะผูปฏิบัติ โดยมีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัย แมโจ-แพร เฉลิมพระเกียรติ และจากมหาวิทยาลัยแมโจสิงหาคม - ตุลาคม 2553
11
ชาวบานหมู 3 ตําบลแมหลาย หนึ่งในคณะกรรมการ ใหคะแนนการประกวดหมูบานตัวอยาง
ทรงพล รัตนเมืองสอง
“ชุมชนแมหลายมีวันนี้ไดเพราะมหาวิทยาลัยแมโจ เทศบาล แลวก็พลังงานจังหวัดที่ใหโอกาสชาวบาน ไดไปดูของจริง จนเกิดแรงบันดาลใจเอามาทํา บาง...ตอนนี้เทศบาลจะทําอะไรก็ตาม ตองมีเรื่อง พลังงานเขาไปบรรจุอยูดวยทุกครั้ง เพราะแมหลาย ของเราใหความสําคัญเรื่องพลังงานเต็มรอย”
แกลบที่ผานการเผาไหมเก็บไวอัดเปนถานแทง เตาแกสพลังแกลบ
เชียงใหม สํานักงานพลังงานจังหวัดแพร และสํานักงาน พลังงานภูมิภาคที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก...รวมเปนคณะที่ ปรึกษาคอยสนับสนุนดานวิชาการ เมื่อทีมงานพรอม แผนการก็เริ่มนับหนึ่งดวยการเริ่ม โหมโรงประโคมขาวดวยกลยุทธสารพัดรูปแบบ ทั้ง “อูกํา เมือง” ซ้ำแลวซ้ำเลาผานหอกระจายขาวประจําหมูบาน พรอมกับเชิญผูนําชุมชน ชาวบาน และหนวยงานตางๆ ทั้งวัด โรงเรียน มาประชุมรับทราบขาวสาร และรับฟง ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน จากนั้นก็คัดเลือกตัวแทนชุมชนขึ้นมารับตําแหนง นักวางแผนพลังงานชุมชนและผูชวยนักวางแผนพลังงาน ชุมชน รวมทังสงไปอบรมความรูเกียวการวางแผนพลังงาน ้ ่ ชุมชนที่ จ.พิษณุโลก แลวจึงกลับมาเก็บขอมูลเชิงลึกผาน แบบสอบถามเกี่ยวกับการใชพลังงาน 3 ประเด็นหลักคือ ไฟฟา เชื้อเพลิง และกาซหุงตม แตละหมูบานใชหลอดไฟประเภทใด จํานวนเทาไหร มีเครื่องใชไฟฟาอะไรบาง มีรถยนต มอเตอรไซด รถไถนา กีคน เครืองสูบน้ำกีเครือง ใชกาซหุงตมมากนอยเพียงใด... ่ ั ่ ่ ่ ขอมูลเหลานี้ถูกนํามาวิเคราะหและสะทอนผลกลับไปยัง ชาวบานเพือใหเกิดการเรียนรูและเปรียบเทียบซึงกันและกัน ่ ่ ขั้นตอนตอไปก็คัดเลือกตัวแทนของแตละหมูบานไป ศึกษาดูงานพลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทน โดยจะ ไดเห็นตัวอยางจากของจริงที่ จ.พิษณุโลก ซึงในขันตอนนีเอง ่ ้ ้ ที่ทําใหชุมชนแมหลาย “ตอยอด” จากการดูงานครั้งนี้ อยางเต็มเม็ดเต็มหนวย เมื่อกลับมาถึงบานแมหลาย แตละหมูบานก็ตองเปนผู พิจารณาเลือกเอาเองวา จะหยิบเอาเทคโนโลยีตัวไหนที่ได ไปดูไปเห็นมาใชในชุมชนของตนเอง ใหเหมาะกับวัตถุดิบ และภูมิปญญาที่มีอยูในทองถิ่น โดยมีทีมที่ปรึกษาเขามา ชวยใหคําแนะนํา และมีงบประมาณจากกระทรวงพลังงาน และเทศบาลตําบลแมหลายชวยสนับสนุนดวย
...ดูเหมือนวา เตาเผาถาน 200 ลิตร เตาแกสพลัง แกลบ และไบโอดีเซลเขยามือ จะเปนตัวเลือกที่ไดรับ ความนิยมจากหลายหมูบาน
โหมไฟดวยงานรณงค ดวยขอจํากัดเรื่องงบประมาณที่ไมครอบคลุมคาใชจาย ทั้งหมด ทําใหชาวบานแตละหมูบานตองลงแรงกายใน การกอสรางและเจียดแรงเงินมาซื้อวัสดุกอสรางกันเอง ซึ่ง สอดรับกับเงื่อนไข “ใหชุมชนมีสวนรวม” ไปโดยปริยาย หากแตหนทางเพื่อไปสูความสําเร็จของการวางแผน พลังงานชุมชนของบานแมหลายยังมีมากกวานั้น นั่นคือ การรณรงคประหยัดพลังงานในระดับครัวเรือนที่เริ่มขึ้นใน หวงเวลาเดียวกัน โดยใชการกระตุนผานโครงการ ประกวดหมูบานตัวอยางการลดใชพลังงาน เพื่อสราง จิตสํานึกในการใชพลังงานใหเขาไปสูการใชชีวิตประจําวัน อยางแทจริง ตลอดระยะเวลา 6-7 เดือนของการจัดทําแผนพลังงาน ชุมชน ชาวแมหลายทั้ง 8 หมูบาน รวม 1,635 ครัวเรือน หรือ 4,566 คน ในอาณาบริเวณ 13.5 ตารางกิโลเมตร ไดรับขอมูลปาวรองไมเวนแตละวัน รวมทั้งแจกแผนพับ บอกวิธีการประหยัดพลังงานใหกับเด็กนักเรียนตาม โรงเรียนตางๆ ทายที่สุดก็กระตุนใหแตละครอบครัวทยอยเขารวม ขบวนการประกวดเพิ่มขึ้น โดยมีขอตกลงรวมกันทั้งกติกา การแขงขัน และของรางวัลเล็กๆ นอยๆ มอบใหพอชุมชื่น หัวใจ แตไดใชประโยชนแนนอน เชน หลอดไฟประหยัด พลังงาน เตาอั้งโลประสิทธิภาพสูง ฯลฯ บรรยากาศของตําบลแมหลายในหวงเวลานั้นอบอวล ดวยความคึกคักและสีสันของกิจกรรมประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะการทําตามกติกาที่วา แตละบานตองติด ขอความรณรงคไวหนาบานอยางนอย 1 ปาย และสมาชิก
12
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
“เพราะเรื่องพลังงานทดแทน โดยเฉพาะ เตาเผาถาน 200 ลิตร ชวยสรางรายไดเสริม ที่ดีมาก สามารถปลดหนี้ มีเงินเก็บเงินออมได”
มนูญ วงศอรินทร
ปราชญชาวบานแหงชุมชนแมหลาย
พอมนูญกับจักรยานสูบน้ำที่สรางเอง
ในบานจะตองบอกวิธีประหยัดพลังงานไดอยางนอย 3 วิธี คณะกรรมการซึ่งมาจากตัวแทนของแตละหมูบานจะเปนผู สุมตรวจและใหคะแนน สําคัญที่สุดคือแบบฟอรมบันทึกคาไฟฟาแตละเดือน ซึ่งเปนตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดวา แตละครัวเรือนใชไฟฟา มากขึ้นหรือนอยลง ถาเดือนนี้ยังทําไมสําเร็จ ก็พยายาม แกตัวใหมกันในเดือนหนา โดยมีการแลกเปลี่ยนกันวา แตละบานใชกลยุทธใดบางในการประหยัดพลังงานใหได ผลจริงๆ ปาสุคนธพันธุ ศศิภัทรกุล หนึ่งในคณะกรรมการให คะแนนการประกวดเลาใหฟงวา “วันที่เราไปสุมตรวจ ใหมๆ ชาวบานก็ตื่นเตน แตพอนานๆ ไปก็รูสึกธรรมดา แตรูสึกวาพอโครงการเขาไปในชุมชน ก็สามารถประหยัด คาไฟไปไดกันเยอะเลย โดยเฉพาะหมู 1 และหมู 8 ไดใช ไฟฟาฟรีกันเยอะ” สุเทพยืนยันวา “ถือวาการประกวดหมูบานตัวอยาง ของเราประสบผลสําเร็จมาก” แมแตอาจารยศิริพร พันธุลี หนึ่งในทีมที่ปรึกษา จาก มหาวิทยาลัยแมโจ-แพร เฉลิมพระเกียรติ ยังออกปาก “ชาวบานที่นี่ใหความรวมมือดีทั้ง 8 หมูบาน ตองชมเชย แกนนําชาวบานวาใหความสําคัญและดึงเอาชาวบานเขา มารวมดวยในทุกขั้นตอน” ...และความสําเร็จที่ยิ่งใหญกวามาเยือนชุมชนแหงนี้ เมื่อผลงานของพวกเขาเขาตากระทรวงพลังงาน กระทั่ง โครงการจัดทําแผนพลังงานชุมชนควารางวัลรองชนะ เลิศระดับประเทศ ประจําป 2550 มาครองไดสําเร็จ
แมบาน พนักงานบัญชี และเลขาสวนตัวของพอมนูญ
ธีรวรรณ วงศอรินทร
“ชีวิตที่เปนอยางนี้ สบาย สนุก สุขภาพจิตดี อยูกับบานก็มีรายได ไมตองไปหาตลาด ขายสินคาที่ไหน ตื่นเชาขึ้นมาก็มีรายไดเขามาแลว”
ของดีที่แมหลาย ถึงวันนี้พลังงานยังคงเปนสวนสําคัญในชีวิตชาว แมหลาย เพราะไมวาจะมีกิจกรรมใดเรื่อง “พลังงาน” ก็ จะถูกสอดแทรกเปนสวนหนึ่งเสมอ ไมเวนแมกระทั่งเรื่อง
เกษตรและสุขภาพที่ถูกเชื่อมโยงถึงกัน อีกทั้งฟนเฟองสําคัญที่คอยผูกรอยเรื่องราวของคนที่นี่ เขาไวกับพลังงานชุมชนอยาง พีระพัฒน ธีระวรรธนะสิริ หัวหนากองสาธารณสุขและสิ่งแวดลอม เทศบาลตําบล แมหลาย ก็ควารางวัลผูนําวางแผนพลังงานชุมชนดีเดน ประจําจังหวัดแพร ประจําป 2552 ไมเพียงเทานั้น การจัดตั้งศูนยเรียนรู ขึ้นในแตละ หมูบานยังเปดทางใหเพชรงามไดฉายประกาย ที่โดดเดน คอนขางมากและมีผูคนตางถิ่นแวะเวียนมาตักตวงความรู อยางไมขาดสาย เห็นจะเปนศูนยเรียนรูการเกษตรพอเพียง ประจําหมู 5 ของมนูญ วงศอรินทรนั่นเอง ปราชญชาวบานที่ใครๆ เรียกขานวา “พอมนูญ” พา เยี่ยมชมสถานที่ซึ่งเปนทั้งบานและศูนยเรียนรู พื้นที่เล็กๆ ขนาด 1 ไร 30 ตารางวาแหงนี้แนนขนัดไปดวยพืชอาหาร นานาชนิด ทั้งพริก มะเขือ กระเจี๊ยบ ตําลึง ผักหวาน กลวย มะละกอ และโรงเพาะเห็ดฟาง รวมถึงสัตวเลี้ยง สรางรายไดอยางปลาดุก กบ เปด ไก และหมู ที่ขาดไมไดก็คืออุปกรณเกี่ยวกับพลังงานทดแทนที่ใช งานไดจริง ไมวาจะเปนเตาเผาถาน จักรยานสูบน้ำ เตาแกส พลังแกลบ เตาปงยาง...เจาพวกนี้แหละที่ทําใหครอบครัว วงศอรินทร ไมตองควักกระเปาซื้อกาซหุงตมเขาบานมา นานหลายป เดิมทีชายรางเล็กเปนเพียงผูทขยันปลูกผักและเลียงสัตว ี่ ้ จนไดรับยกยองจาก เกษตรตําบลใหเปนแบบอยางแก
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
13
ใชงานจริง ไมตองพึ่งแกสหุงตม
เตาเผาถาน 200 ลิตรที่มีหมุนเวียนใหใชงานไดทุกวัน
เกษตรกรรายอื่น แตเมื่อไดเขารวมเปนหนึ่งในตัวแทน ชาวบานที่เดินทางไปเรียนรูเรื่องพลังงานทดแทนที่ จ.พิษณุโลก ชีวิตของพอมนูญก็พบกับความเปลี่ยนแปลง ครั้งใหญ “คือผมปลูกผัก แลวมีแมลงชนิดหนึ่งมารบกวน ธกส. ก็เอาน้ำสมควันไมมาใหลองใช พอไปเห็นเตาเผาถาน 200 ลิตรวาผลิตน้ำสมควันไมออกมาไดดวย ผมก็สนใจ มาก แอบหนีไปดูที่เตาเผาถานเปนพิเศษ” พอมนูญกลับจากการดูงานครั้งนั้นดวยความ กระตือรือรนอยางยิ่ง เขาไมไดรอเงินงบประมาณจากทาง เทศบาลฯ ซึ่งตองใชเวลาอีก 1-2 เดือนกวาจะรูคําตอบ แตเลือกที่จะใชทุนสวนตัวเพื่อลงมือสรางเตาเผาถาน 200 ลิตรขึ้นทันที “ผมกลัววาพอทิ้งไวนานๆ แลวจะลืม” เขาใหเหตุผล ผลงานชินแรกของพอมนูญใชงานไดดเยียม แนนอนวา ้ ี ่ ไมใชเรื่องเกินความคาดหมายในสายตาของ “ปาติ๋ว” ธีรวรรณ วงศอรินทร ผูที่เปนทั้งภรรยาและพนักงาน สารพัดตําแหนงในศูนยเรียนรูแหงนี้ “มั่นใจวาพี่มนูญตอง เอากลับมาทําเองได เพราะทีผานมาทําโนนทํานีเองตลอด” ่ ่ หลังใชงานเตาเผาถาน 200 ลิตรไปสักระยะ พอมนูญ ก็ดัดแปลงปลองระบายควันโดยตอใหสูงขึ้นกวาตนแบบที่ เห็นมาเพื่อลดการรบกวนเพื่อนบานขางเคียง ซึ่งให
ผลพลอยไดอีกตอหนึ่งก็คือ เก็บน้ำสมควันไมเพิ่มขึ้นเปน 2 จุด โดยไดปริมาณน้ำสมควันไมจาก 3-4 ลิตร เปน 7 ลิตร ที่สําคัญก็คือ น้ำสมควันไมจากฝมือพอมนูญยังไดรับ การรับรองคุณภาพจากมหาวิทยาลัยแมโจ กอนจะนําไป วางจําหนายอีกตางหาก หนําซ้ำเศษผงถานชินเล็กชินนอย ้ ้ ก็อยาคิดวาจะถูกทิ้งลงถังขยะ...ไมมีทาง เพราะจะถูกนําไป อัดเปนแทงออกมาวางขายไดอีก ปจจุบันจํานวนเตาเผาถานที่นี่เพิ่มขึ้นเปน 4 เตา ใหสะดวกแกการหมุนเวียนใชงานไดทุกวัน จึงมีถาน คุณภาพดี น้ำสมควันไม และถานอัดแทง ออกจําหนาย อยางตอเนื่อง นอกจากผลผลิตดานพลังงานแลว ผลงาน จากฝมือการสรางของพอมนูญก็ขายดีไมแพกัน ทั้งเตาเผา ถาน 200 ลิตร เตาปงไก เตาแกสพลังแกลบ ...ที่กําลังมาแรงก็คือ จักรยานสูบน้ำที่ผลิตขึ้นจาก จักรยานเกาที่กองทิ้งไวในรานขายเศษเหล็กนั่นเอง ความสําเร็จของพอมนูญประกอบขึ้นจากหลายปจจัย ทั้งความขยัน บวกเขากับหลักคิดที่การใชชีวิตที่มุงลดราย จายในครัวเรือน เพิ่มพูนรายไดจากทรัพยากรที่มี พึ่งพา ตนเองใหมาก ไขวควาความรูเพิ่มเติม และลงมือทําอยาง จริงจังและเอาใจใส ลวนเปนเรื่องสําคัญไมแพกัน
ดี-เดน-ดัง แบบสามชุก แมตลาดรอยปจะผลักดันใหชื่อของ “สามชุก” เปนที่ รูจักของคนทั่วไป แตสําหรับวงการพลังงาน ต.สามชุก อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี มี “ดี-เดน-ดัง” อยูทโครงการ ี่ พัฒนาระบบผลิตกาซชีวภาพจากขยะในระดับชุมชน ซึ่งการันตีความเจงดวยการควารางวัลชมเชยจากการ ประกวด Thailand Energy Award ประจําป 2552 มาแลว โครงการดังกลาวเปนผลงานการผลักดันและวางแผน
พงษวิน ชัยวิรัตน นายกเทศมนตรีตําบลสามชุก สมาน ทองชู ผูอํานวยการกองสาธารณสุข และสิ่งแวดลอม
14
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
ขั้นตอนแรก...เทเศษผักเศษอาหารใสสายพานลําเลียง
ผานเครื่องบดแลวไหลลงบอสูบ
บอหมักกาซชีวภาพจากขยะอินทรีย
พลังงานชุมชน โดยมีหนวยงานทองถิ่นอยางสํานักงาน เทศบาลตําบลสามชุกเปนหัวเรี่ยวหัวแรงสําคัญ แถมยังเริ่มตนจากการแกปญหาขยะลนเมือง...เหมือน ที่เกิดขึ้นกับชุมชนแมหลาย พงษวน ชัยวิรตน นายกเทศมนตรีตาบลสามชุก เสริมทัพ ิ ั ํ ดวยฝายปฏิบตการขนานแทอยาง สมาน ทองชู ผูอานวยการ ั ิ ํ กองสาธารณสุขและสิ่งแวดลอม และณิชกมล สิริภาพ หัวหนาฝายบริหารงานสาธารณสุขฯ ชวยกันบอกเลา ความเปนมาในฐานะเจาของโครงการ “ตัวจริง-เสียงจริง” “ปญหาขยะของสามชุกคือ ไมมีที่ทิ้ง ไมมีบอกําจัด ถา ตองขนสงไปกําจัดที่อื่น ก็สิ้นเปลืองคาใชจายมากถึงตันละ 750-800 บาท ไหนจะคาน้ำมันรถอีก” เมื่อคูณดวยจํานวนขยะที่มากถึงวันละกวา 10 ตัน ยิ่ง กลายเปนภาระหนักหนาสาหัสที่สํานักงานเทศบาลตําบล สามชุกตองแบกรับ ขอเสนอที่วา “รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ลงทุนไม มาก ไมตองจายแพง ไดกาซหุงตมใชฟรี แถมยังตอยอดถึง การผลิตไฟฟาขายดวย” จึงเปนทางออกที่นาสนใจและ บังคับเลือก...เพื่อผลประโยชนรวมกันของชาวสามชุกกวา 15,000 คน จาก 5,000 ครัวเรือน การตัดสินใจดังกลาวนํามาซึ่งความรวมมือระหวาง เทศบาลตําบลสามชุกกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและ อนุรักษพลังงานที่ออกเดินกาวแรกในป 2549 โดย เทศบาลฯ ควักกระเปาสมทบทุนไป 7 แสนบาท ขณะที่ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษพลังงานเปนผู สนับสนุนรายใหญ 6 ลานบาท ...การนําขยะอินทรียจากบานเรือนและรานอาหารมา เปนวัตถุดิบผลิตกาซชีวภาพและไฟฟา จึงคอยๆ เปนรูป เปนรางมากขึ้น
“เราเริ่มจากเจาะคุยทําความเขาใจเปนบานๆ ไปเลย โดยเฉพาะรานอาหารซึงเปนกลุมเปาหมายของเราโดยตรง ่ ในฐานะที่เปนผูผลิตขยะอินทรียมากที่สุด เพื่อสอนใหเขา คัดแยกขยะออกมา รานอาหารนี่เขารวมโครงการเกือบ 100 เปอรเซ็นต” นายกฯ พงษวิน อธิบาย การอธิบายใหความรูเกี่ยวกับวิธีแยกขยะ เกิดขึ้น ควบคูไปกับการรณรงคประชาสัมพันธ การแจกแบบฟอรม ใหเขารวมโครงการดวยความสมัครใจ รวมถึงการแยก ระบบการจัดการอยางชัดเจน ผูรวมโครงการจะไดรับแจกถังพลาสติกสีขาว สําหรับ ทิงขยะอินทรียจาพวกผักและเศษอาหารโดยเฉพาะ และใน ้ ํ ยามเชาของทุกวันรถเก็บขยะอินทรียของเทศบาลฯ ก็จะ ออกตระเวนเพื่อปฏิบัติภารกิจรวบรวมจากบานเรือนและ รานอาหาร ไมนาเชื่อ...เพียงแคเริ่มตนคัดแยกเฉพาะเศษอาหารที่ ตนทาง ปริมาณขยะในเขตเทศบาลก็ลดลงฮวบฮาบ เรียก ไดวาเห็นผลเปนที่นาพอใจเลยเชียว
ปลายทางที่โรงผลิตกาซ ในตอนสายของทุกวัน เมื่อขยะอินทรียเดินทางถึงโรง ผลิตกาซก็ไดเวลาที่พนักงาน 4 คนจะปฏิบัติหนาที่และ เดินเครื่องควบคุมทั้งหมด เริ่มจากเทเศษผักเศษอาหารใส สายพานลําเลียง พรอมกับกวาดสายตาคนหาขยะไมยอย สลายที่อาจแปลกปลอมปะปนมา เพื่อหยิบออกดวยความ วองไวกอนที่มันจะไหลเขาสูเครื่องบด ...ขั้นตอนนี้เองที่โชยกลิ่นรบกวนถึงบานเรือนขางเคียง แตมันก็เปนความรําคาญจมูกเพียงชวงเวลาสั้นๆ เพราะเมื่อสงเศษผักเศษอาหารที่เริ่มเนาเขาเครื่องบด มัน จะเคลือนตอไปยังบอสูบในสภาพแหลกละเอียด ผสมกับน้ำ ่
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
15
“แมจะไมไดใชกาซฟรี เพราะบานอยูไกลจากโรงผลิต กาซ แตก็รูสึกดี ที่ขยะของเรา ถูกนําไปใชประโยชนตอ”
นันทพงศ กลับสงวน
เจาของรานอาหาร “ครัวน้ำคาง” ผูเขารวมโครงการคัดแยกขยะอินทรีย
กาซชีวภาพสงผานทอ เหมือนน้ำประปา
จากบอหมักสุดทายซึ่งเปนน้ำที่ไหลวนอยูแลวในระบบปด ของการผลิตกาซชีวภาพ แลวกวนใหเขากัน จากนันเปดปม ้ สูบของเหลวทั้งหมดเขาสูคลองวนเวียนและบอหมัก ...กระบวนการทั้งหมดมักเสร็จสิ้นภายในเวลาไมเกิน 11.30 น. ที่เหลือก็ปลอยใหเปนหนาที่ของจุลินทรียในการยอย สลายเศษอาหารเหลานั้นอยางชาๆ ภายในบอหมักและ ใหผลตอบแทนเปนกาซที่สามารถใชทดแทนกาซหุงตม สังเกตไดจากผาใบสีดําที่ปดคลุมเหนือบอซึ่งจะคอยๆ ปูด โปงขึ้นเมื่อมีกาซสะสมอยูภายใน สวนน้ำที่ชวยพาเศษอาหารบดละเอียดใหไหลลื่นไป ตามบอตางๆ ตามลําดับของระบบการผลิตกาซ จะเออลน จากบอหมัก ผานเขาสูบอน้ำเสีย กระทังไปถึงบอน้ำสุดทาย ่ เพือรอเวลาใหสบกลับมาใชผสมกับเศษอาหารบดในขันตอน ่ ู ้ แรกอีกครั้ง...หมุนเวียนเชนนี้ไปเรื่อยๆ โรงผลิตกาซชีวภาพจากขยะอินทรียแหงแรกของสามชุก ออกแบบใหสามารถรองรับเศษผักเศษอาหารไดมากถึง วันละ 15 ตัน แมขณะนี้จะมีขยะอินทรียปอนเขาระบบ ประมาณวันละ 3 ตันก็ผลิตกาซไดในปริมาณทีเพียงพอแลว ่ สําหรับแจกจายครัวเรือนละแวกใกลเคียงจํานวน 23 หลัง ในอนาคตถาปริมาณขยะอินทรียเพิมจํานวนมากกวานี้ ่ ก็ยิ่งผลิตกาซได ในปริมาณที่เหลือเฟอและนาจะเอื้อถึงการ ตอยอดผลิตไฟฟาไดอยางไมตองกังวล แมในหวงที่ “พลัง+งาน” ยกทีมลงพื้นที่ โรงผลิตกาซ แหงนี้จะยุติการจายกาซชั่วคราว เนื่องจากระบบเกิดการ รั่วซึมของกาซที่ไดจากการหมักและอยูในระหวางการรอ ชางผูชํานาญมาดําเนินการซอมบํารุง ผอ.สมาน ก็ยืนยันวา “ระบบไมไดซับซอนอะไร เรายัง เดินเครื่องเพื่อยอยขยะปอนเขาบอหมักทุกวัน เพียงแต ไมมีกาซแจกจายผานทอใหชาวบานใชงานไดตามปกติ เทานั้น เพราะมันซึมออกไปตามรอยรั่วของระบบ”
ทังนีหากความบกพรองไดรบการซอมแซมเสร็จเรียบรอย ้ ้ ั นันหมายถึง กาซหุงตมจะกลับมาแจกจายใหใชฟรีอกครัง... ่ ี ้ หลังจากหยุดพักไปนานเกินเดือน
เสียงสะทอนจากชุมชน ขึ้นชื่อวา “ขยะ” ใครๆ ก็ไมอยากใหเอามาไวใกลบาน เชนเดียวกับชาวบานทีอยูรายรอบโรงผลิตกาซชีวภาพแหงนี้ ่ ทุกคนพูดตรงกันวา “ตอนแรกชาวบานก็คัดคาน ทํา ประชาคมหมูบานก็ไมผาน เพราะกลัววาจะมีกลิ่นเหม็น” แมทางสํานักงานเทศบาลสามชุกจะรับประกันวา “กลินไมมี แกสใหใชฟรี” รวมทังเดินหนาอธิบายชีแจงครัง ่ ้ ้ ้ แลวครั้งเลา ชาวบานก็ยังมิอาจมั่นใจไดรอยเปอรเซ็นตวา โรงผลิตกาซจากขยะอินทรียจะไมลากความเดือดรอนเขา มาสูชุมชน ถึงที่สุดก็เกิดเปนขอตกลงรวมกันระหวางเทศบาล ตําบลสามชุกและชาวบานวา “ถามีกลิ่นเหม็นเมื่อไหร ตองเลิกทันที” โครงการนี้จึงไดฤกษเดินหนากอสรางจน สําเร็จและแจกจายกาซใหชาวบานไดใชฟรีเปนครั้งแรก เมื่อ 5 ธันวาคม 2550 เมื่อไดพูดคุยสอบถามความเห็นจากชาวบานที่ผาน การใชงานกาซหมักขยะ ทังหมดตอบเปนเสียงเดียวกันวา ้ ...ดีเยี่ยมและชวยลดรายจายจากการซื้อกาซหุงตมไดจริง! แมจะมีเสียงบนเล็กๆ ถึงกลิ่นรบกวนที่สรางผลกระทบ ตามทิศทางการพัดพาของกระแสลมอยูบาง แตดูเหมือน จะเปนความรําคาญที่พวกเขายอมรับไดอยางงายดาย “ชวงแรกชาวบานอาจจะไมคอยชินกับการใชกาซที่สง มาใหผานทอเหมือนน้ำประปา แตเดี๋ยวนี้ พอไมมีกาซสง ใหใชก็ชักเอ็ดตะโรกันแลว เริ่มมีเสียงบนกันแลว” นายกฯ พงษวิน เลาพลางหัวเราะถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หากถามวาการตัดสินใจครั้งนี้ไดผลเกินคาดหรือไม นายกเทศมนตรีทานนี้ยอมรับตรงๆ วา...
16
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
“ดีมากๆ เลย กนหมอไมดํา ไฟก็แรง พวกในตลาดก็อิจฉา อยากไดบาง”
เจาของรานกวยเตี๋ยวและอาหารตามสั่ง ซึ่งตั้งอยูใกลกับโรงผลิตกาซชีวภาพ
ถังพลาสติก สีขาวสําหรับ แยกทิ้งขยะ อินทรีย
สมชาติ โลมาแจม
“ไมนาเชื่อวาจากความตั้งใจเดิมที่คิดวาตองการหา หนทางชวยเทศบาลกําจัดขยะไดแคนั้นก็พอแลว เพราะ ขยะหายไปวันละ 3 ตัน เทศบาลก็ประหยัดเงินไปไดวันละ 2,000 บาท เดือนหนึงก็ปาเขาไป 60,000-70,000 บาท ่ ยังไมนับรวมถึงคาน้ำมันรถอีก สรุปวาประหยัดไปได ประมาณเดือนละ 1 แสนบาท แตพอทําไปเรื่อย กลับขาย ไฟฟาไดอีกตอหนึ่ง ถือวาไดกําไร 2 เดงเลยทีนี้” ทันทีทโรงผลิตกาซทํางานเต็มศักยภาพ ไมเพียงการให ี่ บริการกาซฟรีจะดําเนินไปตามปกติวันละ 2 เวลา คือ
ชวงเชา 05.30-07.30 น. และชวงเย็น 17.00-18.30 น. แตเครืองผลิตกระแสไฟฟาจากกาซชีวภาพสวนทีเหลือแจก ่ ่ ก็พรอมเดินหนาขายกระแสไฟฟาเขาสูระบบของการไฟฟา สวนภูมิภาค สรางรายไดเขาสูสํานักงานเทศบาลสามชุก ไดอีกตอหนึ่ง ...กําไร 2 เดงจึงเปนเชนนี้ ปจจุบันทั้งเทศบาลตําบลแมหลายและเทศบาลตําบล สามชุกยังคงเก็บเกี่ยวผลกําไรจากพลังงานที่มีอยูในชุมชน อยางไมหยุดยั้ง พวกเขาไมเพียงยินดีแบงปนประสบการณ หรือชวยชีแนะชองทางใหชมชนอืนไดเดินตามรอยโดยสะดวก ้ ุ ่ แตยังฝากสงกําลังใจถึงทองถิ่นอื่นๆ ใหคนพบเสนทางที่ นําไปสูความ “เบงบาน” ของพลัง (งาน) ชุมชนเชนกัน ...เมือนันชาวบานจะสามารถยืนบนขาของตัวเองและ ่ ้ ฉวยใชพลังงานทีมในทองถินไดอยางไมมวนหมดจริงๆ ่ ี ่ ีั
อิ่มนี่ ้แมหลาย ที
มาเยือนชุมชนแมหลาย อ.เมือง จ.แพร ทั้งที มีหรือที่ “เจาถิ่น” จะปลอยใหพลาดของอรอยเจาประจําทั้ง “ขาว ซอยไก” และ “ขนมครก” รานนกนอย ซึ่งตั้งอยูยานคึกคักของถนนยันตรกิจ โกศล ของตําบลแมหลาย กลายเปนสถานที่ฝากทองของ ทั้งขาประจําและขาจร เพราะบรรเลง “ขาวซอยไก” ได เขมขนจนเลืองชือลือชาในราคาสบายกระเปาแค 30 บาท... ่ ่ อิ่มของคาว ก็ตองตอดวยของหวานอยางขนมครก แมหลาย ทําจากกระทิสดๆ อยางนี้ กลองละ 20 บาท เทานั้น ไปชาระวังอดกิน เพราะขายหมดเร็วซะดวยสิ...
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
17
หองรับแขก
เรื่องและภาพ : อวยพร แตชูตระกูล และฐิตินันท ศรีสถิต
เปดใจ...
เชาวรัช ทองแกว
18
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
นักวางแผนพลังงานชุมชนรุนบุกเบิก
ไดชื่อวารวมเปนหนึ่งในทีมงานรุน “บุกเบิก” ดานการวางแผนพลังงาน ชุมชน ของกระทรวงพลังงาน ปจจุบัน...วิศวกรหนุมวัย 33 ปจากมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีพระจอมเกลา พระนครเหนือ เชาวรัช ทองแกว ยังคงสานตอและ ผลักดันใหพลังงานชุมชน กาวเดินตอไปอยางเขมแข็งในฐานะผูเชี่ยวชาญพิเศษ ดานการวางแผนพลังงานระดับทั่วไป ทามกลางความเชื่อมั่นที่เจาตัวยืนยันวา “เรื่องพลังงานไมใชพระเอก ถายังเชื่อมโยงกับชีวิตประจําวันของชาวบานไมได”
พลัง+งาน : ขอถามถึงลักษณะของงานที่ทําอยูวาเปน อยางไรบาง เชาวรัช : คือกระทรวงพลังงานเริ่มทําแผนพลังงาน ชุมชนอยางจริงจังในป 2546 ชวงนั้นกระทรวงฯ ก็ ติดตอกับสมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสม ซึ่งมีโครงการที่ ชื่อวาพลังงานยั่งยืนไทย-เดนมารก โดยทดลองทําใน พืนทีอสาน 5 ตําบล ทีนกระทรวงพลังงานโดย ดร.ทวารัฐ ้ ่ี ี้ สูตะบุตร ก็มาเห็นวานาสนใจก็เลยขอใหชวยฝกหัดเจา หนาทีของกระทรวงพลังงาน แลวก็พฒนาตัวโครงการตอ ่ ั โดยทําเปนการวางแผนพลังงานระดับภูมิภาครวมกับ เดนมารก และป 2549 เริ่มทําโครงการนํารองกับ 12 ชุมชน ถือเปนจุดเริ่มตน แลวขยายตอโดยใชเงินทุนของ กระทรวงเองเปน 80 ชุมชน 162 ชุมชน และ 300 ชุมชนทั่วประเทศไทย แตปปจจุบันลดจํานวนลงเหลือ 75 ชุมชน พลัง+งาน : จํานวนชุมชนที่ลดลงจาก 300 เหลือ 75 ชุมชน ดวยเหตุผลใด เชาวรัช : สวนหนึ่งเพราะมองเห็นวากําลังของ พลังงานจังหวัดมีนอย แตละจังหวัดจะมีเจาหนาที่ 5-10 คน เราก็จะเปนคนประสานงาน สวนเรื่องการวางแผน พลังงานชุมชน ก็จะเนนเรื่องการเปลี่ยนทัศนคติของ คนในชุมชนใหถือวาพลังงานเปนเรื่องใกลตัว เขา สามารถจัดการมันได ไมใชพอพูดถึงเรื่องพลังงานแลว มองเห็นแต ปตท. หรือวากระทรวงพลังงาน แตวาตัว เขาเองสามารถหยิบยกเอาสิ่งใกลตัวมาปรับใช เพื่อลด การใชพลังงานจากภายนอก แลวก็เนนใหเหมาะสมตาม ศักยภาพของพื้นที่จริงๆ ตรงกับความตองการของชุมชน จริงๆ แตละพืนทีเราจะเกาะติดอยู 4 ป เพราะเรามองเรือง ้ ่ ่ ความยั่งยืน ตอเนื่อง เพราะวาบทเรียนที่เกิดขึ้นก็คือ เวลาเราไปสงเสริมปเดียวแลวยายไปที่อื่น มันก็จะวูบ หายไป เลยคิดวา 4 ปก็นาจะพอทําใหเขาเดินเองไดแลว พลัง+งาน : ผานไป 4 ป คงมีหลายพื้นที่ตอยอดเติบโต ขึนเรือยๆ ขณะทีบางพืนทีกลมเหลวไป เปนเชนนันหรือไม ้ ่ ่ ้ ่็ ้ เชาวรัช : ก็มี บางพืนทีกคยกับพลังงานจังหวัดเหมือนกัน ้ ่็ ุ วาพอจะมีทางไปรือฟนขึนมาใหมไดหรือเปลา แตชวงหลัง ้ ้ ที่ทํางานมา ก็จะเห็นไดชัดวา เรื่องการเมืองทองถิ่นมีผล คอนขางเยอะมาก พอเปลี่ยนฐานอํานาจปุบ สิ่งตางๆ ที่ทําไวก็จะหายไปเลย นี่ก็เปนปญหาที่พบประมาณ 30-40 เปอรเซ็นต หรือบางพื้นที่ยังมีการทําตอเนื่อง แตวาไมไดมีการขยายไปในสเกลที่เราฝนไว ยังเปน เพียงกลุมคนไมกี่คนในชุมชน พลัง+งาน : ความคาดหวังของเราที่มีตอชุมชน ถึงขั้น ตองการใหทุกครัวเรือนผลิตพลังงานใชเอง หรือวารวม กลุมกันทําเปนสมบัติของกองกลาง เชาวรัช : มันแลวแตละพื้นที่เลยฮะ ไมสามารถไป กําหนดไดวาตองเปนกองกลางนะ หรือวาเปนของสวนตัว ขึ้นอยูกับคณะทํางานดานพลังงานของชุมชนที่จะตกลง กันเองวาแบบไหนจะเหมาะสมสําหรับเขา พลัง+งาน : ถาจะใหยกตัวอยางวามีชุมชนไหนบางที่ เขาไปทํางานดวยแลวพบวา มีความกระตือรือรนมาก สามารถตอยอดเองได เชาวรัช : ถาชุมชนที่ยังไดยินเรื่องราวตลอด คือที่ แมหลาย จ.แพร เขายกระดับเรื่องพลังงานไปสูเรื่อง
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
19
“เรื่องพลังงานไมใชพระเอก ถา ยังเชื่อมโยงกับชีวิตประจําวัน ของชาวบานไมได”
กลายเปนอนุสาวรียก็มี สวนมากแลวโครงการที่ชุมชน เลือกจะผานการวิเคราะหมาระดับหนึ่ง แตก็อาจจะมี บางที่วิเคราะหแลววาดี แตพอทําจริงๆ แลวไมเวิรก พลัง+งาน : มีพลังงานชนิดไหนบางที่เห็นวาชุมชนของ ไทยมีศักยภาพหมายเลข 1-2-3 เชาวรัช : ถาตอนนี้จะเปนพลังงานประเภทเชื้อเพลิง หุงตม ถาเขาไปจะเปนอันดับ 1 เลยที่ชาวบานสนใจ มาก อยางเรื่องเตาเผาถาน 200 ลิตร เตาหุงตม ประสิทธิภาพสูง เตาชีวมวล หรือแมกระทังเรืองของไบโอ ่ ่ แกสขนาดเล็ก เพราะวาพอเขาทําแลวสามารถลดการใช แกสแอลพีจีลงได คือตัวชาวบานเองจะประหยัดคาไฟ อยูแลว ไมใชก็ปด แตเขาไมรูวาจะมีวิธีที่สามารถ ประหยัดเพิ่มขึ้นไดอยางไร สวนเรื่องน้ำมันเนี่ย ชาวบานก็พยายามคิดวาทาง ใกลก็ปนจักรยาน แตมันก็ไมถึงกับเปนกิจวัตรประจําวัน ก็เปนเพียงกิจกรรมครั้งคราว พลัง+งาน : สามารถสรุปไดหรือไมวาเรื่องพลังงาน ชุมชนจะไดรับความนิยมมากนอยแคไหน ขึ้นอยูกับ ปจจัยสําคัญคือราคาน้ำมัน เชาวรัช : ใชฮะ ชวงป 2551 ชาวบานจะสนใจมาก ทุกคนเขามาอยากทําเรืองพลังงาน เพราะวาน้ำมันพุงขึน ่ ้ ไปลิตรละเกือบ 50 บาท แตพอป 2552 ราคาน้ำมัน ลดต่ำลงเยอะ เราก็พยายามคุยกับพลังงานจังหวัดวาให พูดคุยกับชาวบานวา เรื่องราคาน้ำมันอาจไมใชประเด็น หลัก แตมันเปนเรื่องสิ่งแวดลอม เรื่องโลกรอน เพราะ ผมเขาใจวาชาวบานแทบทุกคนรูจักเรื่องโลกรอนแลว ชวงปแรกที่ทํางานก็จะชูเรื่องราคาคาพลังงานวา เปนสัดสวนที่สูงมาก เมื่อเทียบกับรายไดของคนใน ชุมชน คิดเปน 30-40 เปอรเซ็นตของรายได สมมติวา วันหนึ่งเขาหารายไดมา 100 บาท ก็ตองเอาไปจายคา พลังงาน 30-40 บาท ซึ่งสูงมาก แลวก็โยงใหเห็นวา
สุขภาวะแลว มีสาธารณสุขเปนกลไกขับเคลื่อนในชุมชน เรื่องพลังงานถูกนําไปผนวกกับเรื่องตางๆ แลวก็ไดรับ การสนับสนุนจาก อบต.ทุกป ปจจุบันก็ถึงขั้นขอแหลง ทุนจากที่อื่น เชน สสส. พลัง+งาน : เราเนนใหแตละชุมชนใชพลังงานชนิดเดียว หรือวาหลากหลาย เชาวรัช : ดูตามศักยภาพของพื้นที่เปนหลัก จะไมเนน วาเขาไป 1 ชุมชนแลวจะตองมีทุกอยาง แตแรกๆ เจา หนาที่ของเราก็ยังจับทางไมถูก ไปสงเสริมแบบเปนเปด มันก็มีโอกาสอยู ทีนี้ผานไป 1-2 ป ก็จะรูวาที่นี่นาจะ ทําเรื่องนี้เปนหลัก ชวงปแรกๆ ที่ทําชวงนั้นน้ำมันแพง ไบโอดีเซลก็เลยดังมาก หลายชุมชนก็อยากจะทํา แตเรา ก็พยายามเนนยําวาการวางแผนพลังงานจะตองอาศัย การเรียนรู คอยๆ วิเคราะหวาน้ำมันจะไปหาจากไหน ไดมาแลวจะขายยังไง เมื่อวิเคราะหไดก็จะชวยใหไม อยากได แลวซื้อทันที เพราะถาทําเชนนั้นโอกาสจะ
20
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
ชีวิตของเขานั้นไมไดมีรายไดเพิ่มขึ้น แตรายจายเพิ่มขึ้น โอกาสจะเก็บเงินไดก็นอยลง แตเปนหนี้มากขึ้น ก็จะพูด เรื่องนี้ หรือเรื่องเตาเผาถาน มันไมไดมองแคเรื่องการ ประหยัด แตเปนเรื่องของการจัดการปาไมของชุมชน เพราะเห็นวาแตกอนถาเปนเตาหลุมจะตองใชไมใหญ แลวก็มีควันสะเปะสะปะ แตพอใชเตา 200 ลิตรก็เห็น เลยวาใชแคไมเล็ก แลวควบคุมควันได ปาไมกจะคงอยูได ็ แตเรื่องแบบนี้ก็ไมใชทุกคนจะมองทะลุ ตองเปนคนที่คิด เชื่อมโยงได เราก็พยายามจะสรางคนเหลานี้ขึ้นมา
“เรื่องราคาน้ำมัน อาจไมใชประเด็น หลัก แตมันเปน เรื่องสิ่งแวดลอม เรื่องโลกรอน”
“พลังงานเปนเรื่องใกลตัว เขาสามารถ จัดการมันได ไมใชพอพูดถึงเรื่องพลังงาน แลวมองเห็นแต ปตท. หรือวากระทรวง พลังงาน”
พลัง+งาน : ทํางานมาหลายป หากเทียบศักยภาพของ พลังงานชุมชนกับการนํามาใช สัดสวนเปนอยางไร เชาวรัช : มองแบบภาพรวมเลย ผมวาเขายังใชไมเต็มที่ ดูงายๆ เลยอยางเตาอั้งโลที่เคยเห็นตั้งแตโบราณ ก็ยัง ถูกใชอยูเยอะมาก เพราะวาหนึ่ง-ราคาถูก ชาวบานก็ไม ไดคิดวาถานมีมูลคามากมายสําหรับเขา ทั้งๆ ที่ราคา ถานแพงมากขึ้น แตวาเตาประสิทธิภาพสูงเนี่ยประหยัด ถานไดถึง 30 เปอรเซ็นต แคใชกันทุกครัวเรือนก็ สามารถประหยัดไปไดมหาศาลแลว โอเค ราคาเตาอาจ จะแพง ลูกละประมาณ 180 บาท แตวามันใชไดนาน บางคนก็มองวานาจะปนเองได ก็พยายามเชื่อมโยงให เห็นวานอกจากจะไดลดการใชพลังงานแลว ยังสราง อาชีพไดดวย ผมยังมองวาเมืองไทย ยังมีโอกาสที่จะพัฒนา ศักยภาพการใชพลังงานในครัวเรือนใหมีประสิทธิภาพ สูงขึ้นไดอีกคอนขางเยอะ เชน มูลสัตว บางบานเลี้ยงวัว 2-3 ตัว ก็นํามาทําไบโอแกสขนาดเล็กไดแลว ซึ่ง เทคโนโลยีก็จะคอยๆ พัฒนาเรื่อยๆ พลัง+งาน : งานที่ทําดูเหมือนจะเนนพลังงานชุมชนใน ตางจังหวัด แลวมีโครงการพลังงานกับชุมชนเมืองบาง หรือไม เชาวรัช : ชุมชนเมืองเนี่ย ถาเปนรอบๆ กทม. สวนมาก จะเปนเรืองของการจัดการขยะ และเรืองของการประหยัด ่ ่ พลังงาน การอนุรักษพลังงานที่จะแทรกอยูในโรงเรียน อยางทีคลอง 3 จ.ปทุมธานี เขาก็มองวาขยะคือปญหา ่ ใหญ เราก็ดูวาเรื่องขยะจะไปเชื่อมกับเรื่องพลังงาน อยางไร สวนหนึ่งเขาก็บอกวาหมูบานของเขาตองเปด เครื่องบําบัดน้ำเสีย แลวก็ตองจายคาไฟแพงมากเกือบ ลานบาท เพราะเปนหมูบานใหญ ก็มองวาถาเอาขยะ เปยกมาหมักใหไดจลนทรีย แลวเอามาเทใสในทอน้ำเสีย ุิ ปรากฏวาปนั้นเขาลดคาไฟไดเปนแสนบาท ก็จะเปน ลักษณะอยางนี้ พลัง+งาน : ปจจุบันทํางานงายขึ้นหรือไม เพราะดู เหมือนผูคนจะรับรูมากขึ้นวาเรื่องพลังงานเปนรายจาย แลวทําอยางไรจึงจะลดรายจายลงได เชาวรัช : สวนหนึ่งก็งายขึ้น เพราะตัวชาวบานหันมา สนใจ แตที่ผานมาอาจขาดโอกาส ไมรูวาจะเริ่มตน อยางไร เคยดูทีวีเห็นวาเอาขี้หมูมาผลิตพลังงานได แต เอะ...จะไปหาใคร แลวจะทําไดอยางไร ซึ่งพอเราเขาไปก็ ลงล็อคกับเขา เพราะเขาอยากไดอยูแลว
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
21
พลังงานน่ารู้
เรือง : เดชรัต สุขกำเนิด email : tonklagroup@yahoo.com ่
นิวเคลียร์ ยามอัสดง:
ความจริงที่ คนไทยควรรู้
ปี พ.ศ.2553 เป็นปีที่กระทรวง พลังงานได้เคยกำหนดไว้ว่า จะเป็น ช่วงเวลาที่มีการตัดสินใจเกี่ยวกับ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์และสถานที่ตั้ง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แม้วา สังคมไทยเราจะได้รบทราบ ่ ั ข่าวการเตรียมความพร้อมในการ ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นอยมาก ้ แต่เรากลับได้รับทราบถึงการโหม กระแสโฆษณาข้อดีของโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์แทน
www.justmeans.com/UK-Policy-Nucl...883.html
พลังงานน่ารู้ฉบับนี้จึงได้นำรายงานสถานภาพของอุตสาหกรรม นิวเคลียร์โลก (The World Nuclear Industry Status Report) ซึ่งจัดทำ โดยนักวิชาการจากหลายประเทศ ทั้งจากฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา เพือเสนอต่อกระทรวงสิงแวดล้อม อนุรกษ์ธรรมชาติ ่ ่ ั และความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2552 มาเล่าสู่กันฟัง เพือให้สงคมไทยได้เห็นความจริงอีกด้านหนึง ทีมกจะถูกปิดบังจาก ่ ั ่ ่ ั หน่วยงานรัฐ
นิวเคลียร์ในวันถดถอย
ปัจจุบัน (ณ เดือนสิงหาคม พ.ศ.2552) ในโลกของเรามีโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์ทเดินเครืองผลิตไฟฟ้าอยูทงหมด 435 โรง น้อยลงกว่าปีกอน ี่ ่ ่ ั้ ่ ถึง 9 โรง ทั้งนี้ จำนวนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลกได้พุ่งถึงจุดสูงสุดที่ จำนวน 444 โรงเมื่อ 8 ปีก่อน (ปี พ.ศ.2545) คำโฆษณาที่สำคัญประการหนึ่งที่มักจะกล่าว กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ โดยภาพรวมแล้ว ในช่วงเวลานี้ แต่ละปีโลก อ้างกันก็คือ “ทั่วโลกกำลังมุ่งสู่โรงไฟฟ้า ของเรามีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เลิกใช้งาน มากกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ นิวเคลียร์” ใหม่เสียอีก อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงที่พบจากข้อมูลที่เป็น ขณะนี้ การใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จำกัดอยู่ใน 31 ประเทศ หรือ ทางการของหน่วยงานระหว่างประเทศกลับไม่เป็น เช่นนั้น เพราะสิ่งที่พบก็คือ อุตสาหกรรมโรงไฟฟ้า ประมาณร้อยละ 16 จาก 192 ประเทศทั่วโลก และจะว่าไปหากนับ นิวเคลียร์กำลังใกล้วันอัสดงในหลายภูมิภาคทั่วโลก เฉพาะ 6 ยักษ์ใหญ่ (สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เยอรมัน รัสเซีย และกำลังถดถอยเช่นกันเมื่อพิจารณาในภาพรวม และเกาหลีใต้) ก็จะมีการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถึง 2 ใน 3 ของการผลิตนิวเคลียร์ทั้งโลก ของทั้งโลก
22
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จงลดน้อยถอยลงเรือยๆ ึ ่
ในปี พ.ศ.2551 กำลังการผลิตติดตั้งของโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์ทั่วโลกเท่ากับ 370,000 เมกะวัตต์ (ลดลงจากปี ก่อน 1,600 เมกะวัตต์) ผลิตกระแสไฟฟ้ารวมกัน 2.6 ล้าน ล้านหน่วย ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 14 ของการผลิตพลังงานไฟฟ้า ทั่วโลก ทั้งนี้ สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ ลดลงอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 16 ในปี พ.ศ.2548 ดังนั้น ในภาพรวมของโลก ความสำคัญของการผลิต นิวเคลียร์ในวันที่ไม่มีน้องใหม่
ปีแรกในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ที่ ไม่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่เข้าสู่ระบบเลย ี
ดังนั้น ในภาพรวมของโลก ความสำคัญของการผลิตไฟฟ้า
จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จึงลดน้อย ถอยลงเรื่อยๆ
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ไม่ work
ในจำนวนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีอยู่ทั้งหมด 435 โรง ใน ปี พ.ศ.2551 มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่แจ้งต่อทบวงพลังงาน ปรมาณูนานาชาติหรือ IAEA ว่าปิดยาว (หรือ long-term shutdown) อยู่ทั้งสิ้น 5 โรง มีอยู่โรงหนึ่งในญี่ปุ่น (Monju fast breeder reactor) ปิดยาวตั้งแต่เกิดการรั่วไหลของ โซเดียมและไฟไหม้ในปี พ.ศ.2538 หรือปิดยาวตั้งแต่ 10 กว่าปีก่อนโน้น และในปีเดียวกันนั้น ทั่วโลกมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ไม่มี การเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเลยทั้งปี (แต่ยังไม่แจ้งกับ IAEA ว่า ปิดยาว) อยู่อีก 17 โรง โรงหนึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ใน ญีปนชือ Hamaoka เป็นโรงไฟฟ้าทีไม่มการผลิตไฟฟ้าต่อเนือง ่ ุ่ ่ ่ ี ่ ยาวนานที่สุด โดยไม่มีการผลิตไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 หรือ 7 ปีนับตั้งจนถึงปี พ.ศ.2551 การใช้พลังงานนิวเคลียร์จึงไม่ใช่แนวทางการสร้างความ มั่นคงในระบบไฟฟ้าโดยปราศจากความเสี่ยงตามที่ฝ่าย ราชการกล่าวอ้าง ทั่วโลกมุ่งสู่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จริงหรือ? สิ่งหนึ่งที่เป็นความหวังของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ และ มักจะนำมาใช้โฆษณาในประเทศไทย คือ ความตื่นตัวใน การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ และโดยเฉพาะความตื่นตัว ในประเทศใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาก่อน เราจำเป็นจะต้องเจาะลึกในข้อมูลข้อเท็จจริงให้ถ่องแท้ ก่อนที่คล้อยตามหรือโตแย้ง ซึ่งรายงานฉบับดังกล่าวได้ ประมวลให้เห็นว่า
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ในปี พ.ศ.2551 ถือเป็น
ในช่วงที่ตลาดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูมสุดๆ ในรอบแรก เมือปี พ.ศ.2517 ตอนนันโลกของเราจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ่ ้ ใหม่จ่ายไฟเข้าสู่ระบบปีละ 26 โรง และในการบูมรอบที่สอง เมื่อปี พ.ศ.2527 และ 2528 ตอนนั้น มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ใหม่เข้าสู่ระบบปีละ 33 โรง หรือพูดง่ายๆ ตอนนั้นมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โรงใหม่เข้าสู่ ระบบทุกๆ 11 วัน แต่ตอนนี้ ทังปีกลับไม่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ้ ี ใหม่เข้าสู่ระบบเลยแม้แต่โรงเดียว หากเปรี ย บเที ยบกับพลังงานหมุนเวียน พบว่า ในปี เดียวกัน (พ.ศ.2551) โลกของเรามีพลังงานลมใหม่ผลิต ไฟฟ้าเข้าสู่ระบบถึง 27,000 เมกะวัตต์ มีพลังงานน้ำขนาด เล็กใหม่ผลิตไฟฟ้าเข้าสูระบบ 6,000 เมกะวัตต์ และมีพลังงาน ่ แสงอาทิตย์ใหม่ผลิตไฟฟ้าเข้าสูระบบ 5,400 เมกะวัตต์ ่ ดังนั้น หากเทียบกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ ในปี พ.ศ.2551 เรามีพลังงานหมุนเวียนใหม่ผลิต ไฟฟ้าเข้าสู่ระบบเทียบเท่ากับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถึง 38 โรง (บูมยิงกว่าตอนนิวเคลียร์กำลังรุงเสียอีก) ในขณะทีโรงไฟฟ้า ่ ่ ่ นิวเคลียร์กลับไม่มีเข้าสู่ระบบเลย นี่คือ สัญญาณของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ยาม
อาทิตย์อัสดงอย่างแท้จริง
23
เพราะฉะนั้น ที่บอกว่า ทั่วโลกมุ่งสู่นิวเคลียร์ก็คงเป็น เพียงคำโฆษณาเกินจริง
จากข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม พ.ศ.2552 ทบวงพลังงาน ปรมาณูนานาชาติ รายงานว่า มีโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 52 โรงทีอยูในระหว่างการก่อสร้าง (หรือ under construction) ่ ่ ซึ่งเพิ่มขึ้น 18 โครงการจากปี พ.ศ.2550 ซึ่งหากดูตัวเลขนี้ ก็เห็นว่ามีความตื่นตัวในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่มขึ้น แต่ถ้าเปรียบเทียบกับช่วงเวลาที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูม พบว่า ในปี พ.ศ. 2530 มีโครงการโรงไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้าง ถึง 120 โครงการ (มากกว่าปัจจุบัน 2 เท่า) และในปีช่วงปี พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นช่วงที่การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูม สูงสุด มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์พร้อมกันถึง 233 โครงการ (หรือมากกว่าปัจจุบันถึง 4 เท่า) จากข้อเท็จจริงนีกนบว่า ความตืนตัวในปัจจุบนยังห่างไกล ้ ็ ั ่ ั กันมากกับภาวะนิวเคลียร์บูม หากเจาะลึกลงไป พบว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ๆ นั้น เกิดขึ้นในเอเชียและยุโรปตะวันออกเป็นส่วนใหญ่ โดย 47 จาก 52 โครงการ (หรือร้อยละ 90) ตั้งอยู่ในสองภูมิภาคนี้ เท่านั้น จะว่าไปแล้ว สองในสามของโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์ (หรือ 36 โครงการ) นั้นจำกัดอยู่ใน 4 ประเทศ คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน อินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้ เท่านั้น เพราะฉะนัน ทีบอกว่า ทัวโลกมุงสูนวเคลียร์กคง ้ ่ ่ ่ ่ ิ ็ เป็นเพียงคำโฆษณาเกินจริง โครงการนิวเคลียร์เจ็ดชั่วโคตร
ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งจากรายงานดังกล่าวก็คือ ใน โครงการที่กำลังก่อสร้างจำนวนครึ่งหนึ่ง (26 โรง) กำลัง เผชิญกับความล่าช้าในการก่อสร้างเป็นอย่างมาก ยิ่งไปกว่า นั้นคือ ในโครงการโรงไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างทั้งหมด 52 โรง
http://media.englishrussia.com/atomic_station
มีจำนวน 13 โครงการหรือประมาณหนึ่งในสี่ ของทั้งหมด ได้แจ้งว่าอยู่ระหว่างการก่อสร้าง มานับเป็นเวลา 20 ปีแล้ว!!! ในบรรดาโครงการเจ็ดชั่วโคตรนี้ มีโครงการโรงไฟฟ้า โรงหนึ่งในสหรัฐอเมริกา (ชื่อโครงการ Watt-Bar-2) ซึ่ง เริ่มต้นก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ.2515 หรือเกือบ 40 ปีมาแล้ว และปัจจุบันก็ยังสร้างไม่เสร็จ คำถามที่น่าสนใจก็คือ หากโอกาสทีจะเกิดความ ่ ล่าช้าในการก่อสร้างมีสงถึงขนาดนี้ โรงไฟฟ้า ู นิวเคลียร์จะสร้างความมันคงให้กบระบบพลังงาน ่ ั ของไทยได้อย่างไร น้องใหม่นิวเคลียร์ยังเป็นเพียงแค่ฝัน
ความฝันที่สำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับวงการนิวเคลียร์ คือ การมีประเทศใหม่ๆ ทีไม่เคยมีประสบการณ์ดานโรงไฟฟ้า ่ ้ นิวเคลียร์มาก่อน เช่น ไทย เวียดนาม จะหันมาลงทุนใน โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มากขึ้น ตัวเลขที่เป็นทางการของทบวงพลังงานปรมาณูระหว่าง ประเทศบอกว่า ขณะนี้มี 12 ประเทศที่ไม่เคยมีโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์มาก่อน ได้ให้ความสนใจและเตรียมตัวอย่างจริงจัง ที่จะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และมีอีก 38 ประเทศที่แสดงถึง ความสนใจในการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อการผลิตกระแส ไฟฟ้า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2549-2551) มีประเทศ น้องใหม่นิวเคลียร์ได้ร้องขอความช่วยเหลือทางเทคนิคจาก ทบวงพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศถึง 43 ประเทศ ทำให้ทบวงพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศจึงคาดหมายว่า
24
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
ในปี พ.ศ.2573 น่าจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศน้อง ใหม่อย่างต่ำ 5 ประเทศ และอย่างสูง 20 ประเทศ หากพิจารณาจากตัวเลขนี้ก็นับว่า น่าตื่นเต้นสำหรับ วงการนิวเคลียร์ แต่หากเจาะลึกลงไปในทั้ง 51 ประเทศ น้องใหม่ที่สนใจในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์พบว่า 30 จาก 51 ประเทศยังอยูในขันตอนการแนะนำและการพิจารณาเบืองต้น ่ ้ ้ เท่านั้น และมี 7 ประเทศมีแผนการเตรียมการแต่ยังไม่มี การตัดสินใจขั้นสุดท้าย (เช่น ประเทศไทย) ในแง่การตัดสินใจพบว่า มีเพียง 4 ประเทศจาก 51 ประเทศที่ได้ตัดสินใจและจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน แต่ก็ ยังไม่ได้เปิดประมูลการก่อสร้าง พอพิจารณาไปถึงขั้นตอน การเปิดประมูลพบว่า มีเพียงประเทศเดียวที่ไปถึงขั้นตอนนี้ และหากลึกลงไปถึงขั้นการก่อสร้าง ก็จะพบว่ามีประเทศ
น้องใหม่ประเทศเดียวทีกำลังก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ่ อยู่ในขณะนี้ นั่นคือ ประเทศอิหร่าน
www.slocounty.ca.gov/OES/NPPInfo...ning.htm
แบบนี้ก็คงจะพอมองเห็นว่า จนกระทั่งวันนี้ ความหวัง ของวงการนิวเคลียร์เรื่องน้องใหม่นิวเคลียร์ จึงยังคงเป็น ความฝันมากกว่าความเป็นจริง
ความซบเซาในวงการศึกษา
ความซบเซาของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์มได้จำกัดอยูเฉพาะ ิ ่ ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เท่านั้น แม้แต่ในวงการศึกษา เรื่องนิวเคลียร์ในสถาบันอุดมศึกษาก็มีความซบเซาลงด้วย เช่นกัน ในช่วงปี พ.ศ.2523 มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกามีการ จัดหลักสูตรการศึกษาด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์รวมกัน 65 หลักสูตร แต่ปัจจุบัน (พ.ศ.2551) กลับเหลือเพียงแค่ 31 หลักสูตรเท่านัน โดยมีนกศึกษาเข้าเรียนทังหมด 1,300 คน ้ ั ้ และมีผู้จบการศึกษาด้านนิวเคลียร์ในปีดังกล่าวประมาณ 850 คน แต่ปญหาทีสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ั ่ ในสหรัฐอเมริกาในขณะนี้คือ ผู้จบการศึกษาด้านนิวเคลียร์ ส่วนใหญ่ไม่เลือกที่จะทำงานในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยใน รายงานดังกล่าวพบว่า ในปี พ.ศ.2551 มีบัณฑิต (ทั้งตรี โท เอก) เข้าทำงานในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพียง 169 คน หรือประมาณร้อยละ 25 ของบัณฑิตจบใหม่เท่านั้น ปัญหานี้กำลังส่งผลกระทบรุนแรงขึ้น เมื่อพบว่า ร้อยละ 40 ของพนักงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในสหรัฐอเมริกากำลัง
จะเกษียณอายุภายใน 5 ปีข้างหน้า เช่นเดียวกับ EDF (หรือ การไฟฟ้าฯของฝรั่งเศส) ก็กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ พนักงานประมาณร้อยละ 40 กำลังจะเกษียณอายุในปี พ.ศ.2558 นี้ เมื่อรวมสองปัญหาเข้าด้วยกัน กระทรวงพลังงานแห่ง สหรัฐอเมริกาจึงสรุปว่า ขณะนี้วิศวกรสำหรับโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องต่างๆ กำลังอยู่ ในภาวะขาดแคลน และกำลังจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับ อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ในอีก 5 ปีข้างหน้า
ยังมีความจริงที่ซ่อนเร้น
สิ่งที่นำเสนอในฉบับนี้เป็นเพียงความจริงที่ถูกซ่อนเร้น ส่ ว นหนึ่ ง เท่ า นั้ น ที่ ชี้ ใ ห้ เ ห็ น ถึ ง ภาวะความซบเซาของ อุตสาหกรรมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในปัจจุบัน แต่ความจริงที่ถูกซ่อนเร้นเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อีกมาก ไม่ว่าปัญหาเรื่องความมั่นคงของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ความล่าช้าและคอขวดในการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ปัญหาที่ตามมาจากภาระทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากโรงไฟฟ้า เป็นต้น ฉบับหน้าเราจะมาเจาะลึกถึง “ทุกขลาภ” ของการสร้าง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยเฉพาะกรณีตัวอย่างในฟินแลนด์ เพื่อเปิดอีกหนึ่งด้านของความจริงที่ถูกซ่อนเร้นในสังคมไทย
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
25
เรื่อง
:
รุ่งทิพย์
สุขกำเนิด
email
:
tiffunnies@hotmail.com
แยกขยะ
“แลก”
กับโลกทีนาอยู
่ ่ ่
วันจันทร์ที่ผ่านมา
อยู่ๆ
ก็มีถังขยะลึกลับมาตั้งหน้าบ้าน
แถมยังมีขยะล้น ออกมาทั้งเศษอาหารและบรรจุภัณฑ์อีกลังใหญ่
เจอแบบนี้แล้ว...ใครจะ ไหวคะ
“ขยะ”
เป็นสิ่งที่ทุกคนสร้างกัน
แต่ กลับยกหน้าที่ไปให้คนอื่นดูแล
“ยิ่งส่งไป ให้ไกลตัวเท่าไรยิ่งดี”
แต่ในที่สุดปัญหา
“ขยะ”
ก็กลับมาพันพัวกับเราอีกจนได้
ไม่ว่าจะเป็นเศษขวดแก้วตามชายหาด
น้ำเสียจากแหล่งทิงขยะทีปนลงสูนำใต้ดน ้ ่ ่ ้ ิ และแหล่งน้ำสาธารณะ
เป็นต้น
หลายครั้งขยะก็ก่อให้เกิดสงคราม ย่อยๆ
ไปแล้ว…
ภายใต้สิ่งที่เลวร้ายก็ยังมีสิ่งที่ดีๆ
อยู่
เพราะประเทศต่างๆ
ในโลกล้วนตระหนัก เรื่องปัญหาจากขยะอยู่มาก
จึงคิดหาวิธี การต่างๆ
ทีจะกำจัดขยะแต่ได้ผลประโยชน์ ่ อื่นๆ
กลับคืนมาด้วย
ตัวอย่างเช่น
บริษัทไนกี้ผลิตชุดแข่ง ฟุตบอลโลก
9
ประเทศในปี
2553
ด้วย โพลีเอสเตอร์ที่ได้จากขวดน้ำพลาสติกที่ นำมาหลอมผลิตเป็นเส้นด้ายใหม่เพียง
8
ขวด
ใส่แล้วแห้งและเย็นสบาย
แถม ยังลดการใช้พลังงานได้ถง
30
เปอร์เซ็นต์
ึ ทีอนเดียเริมคิดทำถนนจากส่วนผสม ่ิ ่ ของขยะพลาสติกกับยางมะตอยมาตั้งแต่ ปี
2539
และเป็นที่มาของถนน
Rajpur
ถนนพลาสติกแห่งแรกในเดลี
ซึ่งถนน
ดังกล่าวสามารถป้องกันน้ำในฤดูฝนได้ดี กว่าถนนยางมะตอยธรรมดาซึ่งจะหลุด ร่อนเป็นหลุมบ่อเมื่อถูกฝน
บริษท
SCG
paper
ค้นคว้าเทคโนโลยี ั นำเศษวัสดุการเกษตร
เช่น
กากอ้อย
และกระดาษใช้แล้ว
100
เปอร์เซ็นต์
มาผลิตเยื่อกระดาษที่มีคุณภาพที่เรียก ว่า
EcoFiber
ทำให้ไม่ต้องตัดต้นไม้ใหม่
ดร.พระสถาปนา
พุ ท ธิ วั ง โส
วั ด สุวรรณารามราชวรวิหาร
นำเศษวัสดุ รีไซเคิลมาผสมปูนซีเมนต์
แล้วสร้าง ปฏิมากรรมสัตว์ป่า
น้ำตก
ทางเดิน
เพื่อ ตกแต่งเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจได้ อย่างงดงาม
วิ ธี ก ำจั ด ขยะแบบง่ า ยๆ
และได้ ผ ล คุ้ ม ค่ า ก็ มี น ะคะ
เริ่ ม จากการแยกขยะ
คำแสดรีสอร์ตซึงมีชอเสียงด้านสิงแวดล้อม ่ ื่ ่ และพลังงาน
แนะนำให้แยกฝาพลาสติก ออกจากขวด
เพราะขวดขายได้กิโลกรัม ละ
7
บาท
ในขณะที่ฝาขวดขายได้ถึง กิโลกรัมละ
40
บาท
ข้อมูลในหนังสือ
“โลกนี้ไม่มีขยะ?”
บอกเราว่า
ขยะที่สร้างกันนั้น
จริงๆ
แล้ว มีส่วนผสมมาจากขยะอินทรีย์ถึง
46
เปอร์เซ็นต์,
ขยะที่นำมารียูส/รีไซเคิลได้ มี
42
เปอร์ เ ซ็ น ต์ ,
ขยะทั่ ว ไป
ซึ่ ง ย่ อ ย ยากไม่คอยมีใครรับซือ
ต้องส่งให้เทศบาล ่ ้ ไปกำจัดหรือเผาเป็นพลังงาน
มีอยู่
9
เปอร์เซ็นต์
และที่เหลือเป็นขยะพิษ/ขยะ อันตรายอีก
3
เปอร์เซ็นต์
จะเห็นว่าหากเราเริ่มเอาจริงกับการ แยกขยะ
จะมี ข ยะที่ ส ามารถสร้ า งเงิ น หรื อ สร้ า งบุ ญ คุ ณ
(หากใช้ วิ ธี บ ริ จ าค)
ให้ เ ราได้ ถึ ง
88
เปอร์ เ ซ็ น ต์ ข องที่ เ รา ผลิ ต ออกมา
และเหลื อ ทิ้ ง เพี ย ง
12
เปอร์เซ็นต์
ซึ่ ง
9
จาก
12
เปอร์ เ ซ็ น ต์ นั้ น
ก็ สามารถนำไปแปรรูปเป็นพลังงานได้อีก
แม้เงินนั้นจะไม่ได้เข้ากระเป๋าเรา
แต่ก็ คุ้มมากเมื่อเทียบกับ
“การแลกโลกที่
น่าอยู่ให้กลับคืนมา”
ที่มา
•
www.baanmaha.com
•
www.gotoknow.org/blog/poldejw/353731
•
www.stapana.net/
•
โลกนี้ไม่มีขยะ?,2552.
สารคดี
สิงหาคม
-
ตุลาคม
2553
เรื่องและภาพ : คู่หูสี่ขา
การลงทุนสีเขียว
เบื้องหลัง ธ.กรุงไทย
คว้ารางวัล อนุรักษ์พลังงาน
แม้จะเริ่มต้นประหยัดพลังงานแบบไม่ตั้งใจ แต่ผลลัพท์ที่ได้กลับเกินร้อย ถึงขั้นคว้ารางวัลระดับอาเซียน มาครองครั้งแล้วครั้งเล่า ธนาคารกรุงไทยในวันนี้จึงวางเป้าหมายว่าจะเป็นสถาบันทางการเงิน ที่มีการประหยัดพลังงาน...คือวัฒนธรรมขององค์กร ทัศพร กลิ่นเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายอาคารและจัดการ ทรัพย์สิน ธนาคารกรุงไทย คือหัวเรือใหญ่ที่ผลักดันให้ สถาบันทางการเงินแห่งนี้ ก้าวเดินไปบนเส้นทางอนุรักษ์ พลังงาน แม้เจ้าตัวจะยอมรับตรงๆ ว่า “เริมต้นจากความไม่ร” ่ ู้ นันเพราะอาคารหลายแห่งของธนาคารกรุงไทย ใช้มเตอร์ ่ ิ ไฟฟ้าขนาด 1,000 กิโลวัตต์ขนไป เข้าข่ายต้องอยูภายใต้การ ึ้ ่ บั ง คั บ ใช้ ข องกฎหมายที่ชื่อว่า พ.ร.บ.อาคารควบคุมการ อนุรักษ์พลังงาน ปี 2535 ซึ่งมีขั้นตอนที่จะต้องดำเนินการ มากมาย มีกฎระเบียบค่อนข้างเคร่งครัด และหากฝ่าฝืนก็มี บทลงโทษทั้งอาญาและแพ่ง จากความไม่รวาจะต้องดำเนินการอย่างไร ทำให้ธนาคาร ู้ ่ กรุงไทยเข้าไปร่วมหารืออย่างใกล้ชิดกับกระทรวงพลังงาน จนกลายเป็นทีมาของการเข้าประกวดอาคารประหยัดพลังงาน ่ ในเวลาต่อมา ศูนย์ฝกอบรมเขาใหญ่ คืออาคารแห่งแรกทีสงเข้าประกวด ึ ่่ และสร้างแรงกระตุ้นชั้นดีเมื่อสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ ระดับประเทศไทย ประเภทอาคารในภูมิภาคร้อนชื้น (Tropical Building) เมือปี 2547 ทังยังคว้ารางวัลรองชนะเลิศ ่ ้ อันดับ 1 ในระดับอาเซียนอีกด้วย ผอ.ทัศพรเล่าว่า “ตอนที่ส่งอาคารศูนย์ฝึกอบรมเขาใหญ่ เขาประกวด เราไม่ได้ดัดแปลงใดๆ เลย แค่หยิบสิ่งที่เรามี อยู่แล้วขึ้นมาเท่านั้น เพราะคนออกแบบอาคารนี้มีวิสัยทัศน์ ที่ดี จัดวางตัวอาคารให้รับทิศทางของแดดและลมได้ดี มีสระน้ำอยู่ด้านหน้า เวลาลมพัดมาก็ช่วยให้มีความเย็น เข้าสู่ตัวอาคาร การใช้แมกไม้เยอะๆ และการจัดวางภูมิทัศน์ ต่างๆ ช่วยลดความร้อนได้ แม้แต่การออกแบบให้ตัวอาคาร บังเงาซึงกันและกัน ก็ชวยลดการใช้พลังงานภายในอาคารได้” ่ ่ ข้อมูลทีตองกรอกลงไปในใบสมัครกว่า 30 หน้า ล้วนนำมา ่ ้ ซึ่งความรู้มากยิ่งขึ้นว่าสิ่งใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับการประหยัด พลังงาน ทั้งอุปกรณ์ต่างๆ และสภาพแวดล้อม แม้เจ้าตัวจะบอกว่า “ฟลุก” ที่ได้รางวัลที่ 1 ของประเทศ ไทยและที่ 2 ของอาเซียน จากการเข้าประกวดครังแรก แต่การ ้ ไต่ระดับความรู้หลังจากนั้นก็ทำให้ผู้รับผิดชอบดูแลด้าน อาคารของธนาคารกรุงไทยเข้ามาคลุกวงใน เพื่อทำให้การ ประหยัดพลังงานเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติหน้าที่ ตามสายงานอย่างเข้มข้นมากขึ้น
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
27
แรงจูงใจแรกคือ คุณทำได้เท่าไหร่ ก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายของสาขาคุณ ได้เท่านั้น กำไรก็มีมากขึ้น หนำซ้ำเอากลับไปทำที่บ้าน ก็ช่วยประหยัดค่าไฟให้ที่บ้าน ได้เช่นกัน
และเมื่อถึงเวลาที่ธนาคารกรุงไทยต้องปรับปรุงอาคาร สำนักงานใหญ่ทั้งอาคารนานาเหนือ และอาคารสุขุมวิท ก็ไม่พลาดทีจะทำให้การประหยัดพลังงานเป็นโจทย์ขอสำคัญ ่ ้ แม้ต้องควักกระเป๋าก้อนใหญ่ในการลงทุนครั้งแรก แต่เพื่อ การประหยัดค่าไฟในระยะยาวที่ได้ผลคุ้มค่ากว่า ทังการใช้อะลูมเนียมมาทำกรอบของอาคาร การใช้กระจก ้ ิ ทีมราคาแพงกว่าปกติถง 2 เท่าตัว แต่สามารถถ่ายเทความร้อน ่ ี ึ ให้เข้าสู่ตัวอาคารได้น้อย การใช้ระบบไฟฟ้าที่ช่วยประหยัด พลังงานทังการใช้หลอดไฟและโคมไฟ รวมทังใช้แสงธรรมชาติ ้ ้ เข้ามาช่วย ทั้งยังเปลี่ยนระบบทำความเย็นให้ทันสมัยยิ่งขึ้น นั่นคือใช้กำลังไฟน้อยลง แต่ได้ความเย็นมากขึ้น แน่นอนว่า ทันทีที่เปิดใช้งานอาคารภายใต้การปรับปรุง ใหม่ ค่าไฟก็ลดลงทันตาเห็น ผอ.ทัศพรบอกว่า “จากเดิมเรา ใช้ไฟเดือนละ 7 แสนกว่าหน่วย เหลือประมาณ 5 แสนกว่า หน่วยๆ ละเกือบ 2 บาท ก็ลดลงไปเดือนละ 2-3 แสนบาท” และการลงทุนปรับปรุงอาคารทั้ง 2 แห่งก็สร้างชื่อเสียง ให้ธนาคารกรุงไทยอีกครั้ง เมื่อคว้ารางวัลชนะเลิศประเทศ ไทย และรองชนะเลิศระดับอาเซียน ในประเภทอาคารที่ใช้ แล้วปรับปรุงให้ประหยัดพลังงาน และประเภทอาคารใหม่ ใช้งานได้เลย เมื่อผลการทำงาน นำมาซึ่งความภาคภูมิใจให้องค์กร หลายครังหลายครา แต่สำหรับผูรบผิดชอบอย่างผูอำนวยการ ้ ้ั ้ ฝ่ายอาคารฯ กลับมีเป้าหมายไกลกว่านัน เพราะเจ้าตัวยอมรับ ้ ว่ า การปรั บ เปลี่ ย นหรื อลงทุนเฉพาะเครื่องไม้เครื่องมือ
อุปกรณ์ทันสมัยเพื่อให้ประหยัดพลังงาน “ยังไม่ค่อยภูมิใจ เท่าไหร่” แต่การประหยัดพลังงานที่ทำได้โดยไม่ต้องใช้เงิน กลับ “ท้าทาย” กว่า ปี 2551 โครงการนำร่องประหยัดพลังงานโดยไม่ต้องใช้ เงินก้อนโต ก็เริมต้นขึนทีธนาคารกรุงไทยในพืนที่ จ.เชียงใหม่ ่ ้ ่ ้ รวม 19 สาขา 11 หน่วยงาน โดยมีกติการ่วมกันคือลดใช้ พลังงาน โดยพยายามทีจะไม่ตองใช้เงินไปปรับปรุงเปลียนแปลง ่ ้ ่ อะไรมากมายนัก ทีสำคัญก็คอ “ทำแล้วลูกค้าต้องไม่เดือดร้อน ่ ื การให้บริการยังเป็นปกติ” การเริ่มต้นเดินสายบรรยายเพื่อทำความเข้าใจและ แสวงหาความร่วมมือจากพนักงานในพื้นที่นำร่องจึงเริ่มต้น ขึ้นด้วยวิธีการง่ายๆ นั่นคือ การยกตัวอย่างให้เห็นว่า เพียง แค่ปรับเปลียนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ เท่านัน ก็ชวยประหยัด ่ ้ ่ ค่าไฟฟ้าได้แล้ว เช่นจากเดิมเคยเปิดแอร์ตั้งแต่ 6 โมงเช้า ก็ขยับออกไป เปิดตอน 7 โมงเช้าแทนก็ได้ ช่วงเย็นก็ปิดแอร์เร็วขึ้นสักครึ่ง ชั่วโมง ความเย็นก็ยังคงอยู่ ไม่มีใครเดือดร้อนจากการเปิด ช้านิด...ปิดเร็วขึ้นหน่อย แต่การกระทำมีผลมาก เพราะแอร์ คือตัวที่ใช้ไฟฟ้ามากถึง 40-50 เปอร์เซ็นต์ของค่าไฟฟ้าทั้ง ระบบ หรือแม่บ้านมาทำงานตั้งแต่ตีห้าครึ่งแล้วเปิดไฟสว่าง หมดทั้งแบ้งก์ ก็ไม่ต้องทำอย่างนั้น เปิดเฉพาะโซนที่จะ ทำความสะอาด ไล่ไปเรื่อยๆ บางจุดเปิดไฟสว่างจ้าเกินไปก็ไม่มีประโยชน์ หลอดไฟ
28
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
จาก 4 หลอด ถอดเหลือ 3 หลอดก็ยังสว่างพอ หรือใช้การ ทำความสะอาดโคมเข้ามาช่วย ไฟก็สว่างขึ้นได้ ห้องน้ำที่มีบานเกล็ด ไม่จำเป็นต้องเปิดไฟก็ได้ ประตูทางเดินที่เปิดทิ้งไว้ แอร์ก็ต้องทำงานหนักขึ้น ฯลฯ รวมถึงต้องมีกลยุทธ์ที่ทำให้พนักงานทุกคนเข้ามามีส่วน ร่วมลงมือทำด้วยกัน เช่นจากเดิมค่าไฟฟ้าของแต่ละสาขา จะมีผู้รับรู้เพียงแค่ผู้จัดการกับสมุห์บัญชีเท่านั้น ก็เปลี่ยนมา เป็นการติดประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ว่าค่าไฟแต่ละเดือน เป็นเท่าไหร่ แล้วต่อไปจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไรก็ขึ้นอยู่ กับพฤติกรรมของทุกคน เพียงแค่โครงการนำร่องในพื้นที่เขตเดียวคือเชียงใหม่ ก็พบว่าความสำเร็จของการประหยัดพลังงานคือสามารถ ประหยัดค่าไฟไปได้ปีละ 7 แสนกว่าบาท โดยมีหัวใจสำคัญ อยู่ที่ผู้บริหารสูงสุดต้องเอาจริงเอาจัง ต้องมีการติดตาม ประเมินผลเป็นระยะ และมีมาตรการที่ชัดเจน...เพียงแค่นี้ ก็ลดค่าไฟฟ้าลงได้แล้ว เมือความสำเร็จจากโครงการนำร่อง กลายเป็นความท้าทาย ่ ครังใหม่ เมือ ผอ.ทัศพรวางเป้าหมายในปี 2553 ว่า ธนาคาร ้ ่ กรุงไทยกระจายอยู่ทั่วประเทศถึงกว่า 60 เขต มีภาระค่าไฟ ปีละ 300-400 ล้านบาท ถ้าลงมือประหยัดพลังงานพร้อมๆ กัน ผลที่ได้จะมหาศาลขนาดไหน การเดินสายเพื่อบรรยายถึงการประหยัดพลังงาน โดย เชื่อมโยงกับผลกระทบเรื่องภาวะโลกร้อน จึงเริ่มต้นอีกครั้ง ซึ่ง ผอ.ทัศพรบอกว่า
“แรงจูงใจแรกคือ คุณทำได้เท่าไหร่ก็ช่วยลดค่าใช้จ่าย ของสาขาคุณได้เท่านั้น กำไรก็มีมากขึ้น หนำซ้ำเอากลับไป ทำทีบาน ก็ชวยประหยัดค่าไฟให้ทบานได้เช่นกัน แต่ประเด็น ่ ้ ่ ี่ ้ สำคัญยิงกว่านันก็คอ ได้ชวยเหลือสังคมโดยรวม ช่วยลูกหลาน ่ ้ ื ่ ของเราในเรื่องโลกร้อนได้ด้วย เพราะการประหยัดพลังงาน จะช่วยลดใช้ทรัพยากร ลดการใช้น้ำมันลงได้ทันที ก๊าซเรือน กระจกก็ลดลงตามไปด้วย” แม้ปฏิบัติการประหยัดพลังงานในทุกสาขาของธนาคาร กรุงไทยครั้งนี้ ปราศจากเงื่อนไขและไร้ข้อบังคับ แต่ทัศพร กลิ่นเจริญ กลับเป็นผู้หนึ่งที่เฝ้ามองว่า หากทำให้ทุกคน ร่วมใจประหยัดพลังงานได้ ก็จะถือว่าเป็นความภูมิใจสูงสุด ทังยังฝันว่าจะทำให้การประหยัดพลังงาน กลายเป็นวัฒนธรรม ้ ประจำองค์กร โดยมีพนักงานกว่า 10,000 คนกระจายกัน อยู่เกือบ 1,000 สาขา เป็นพลังสำคัญของการเปลี่ยนแปลง ที่จะเกิดขึ้น ธนาคารกรุงไทย ซึ่งคว้ารางวัลอนุรักษ์พลังงานทั้งระดับ ประเทศและระดับนานาชาติมาหลายครั้งหลายหน กำลัง ก้าวเดินไปบนความท้าทายครังใหม่ทนาสนใจและเฝ้าติดตาม ้ ี่ ่ ต่อไปว่า พลังของคนเล็กๆ จะสร้างวัฒนธรรมประจำองค์กร ได้สำเร็จหรือไม่
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
29
ขอมูลชวนคิด
เรื่อง : ยวิษฐา พิทักษวัชระ email : car_acar@yahoo.com
ประหยัดไฟ...
“อากาศรอนจัด” ทําคน ไทยใชไฟฟาสูงลิ่ว ทุบสถิติ สูงสุดเปนครั้งที่ 10 ในรอบป อยูที่ 24,009.9 เมกะวัตต (10 พ.ค. 53) สูงกวาปที่ แลวถึง 8.9% แถมสูงกวา ประมาณการที่คาดไวใน แผนพีดีพี 2010 อีกดวย ขอความขางตนเปนขาวที่สราง ความตื่นตระหนกใหกับใครหลายๆ คนในชวงเดือนพฤษภาคมที่ผานมา รัฐบาลก็เปนหวงเรื่องการ ขาดแคลนไฟฟาใชในอนาคต หาก การใชไฟฟายังขยายตัวอยางตอเนื่อง และคงจะหลีกเลี่ยงไมไดที่จะเริ่ม โครงการกอสรางโรงไฟฟาแหงใหม แตหากเราลองมองในอีกแงมุมที่ แตกตางออกไปวา แทนที่เราจะ กอสรางโรงไฟฟาเพิม ซึงเปนการผลิต ่ ่ เพื่อสนองความตองการใชพลังงานที่ เพิมขึนทุกป เพียงทางเดียว ยอมกอให ่ ้ เกิดปญหาหลายประการตามมา เชน ทรัพยากรพลังงานที่นับวันจะหมดไป ปญหาสิ่งแวดลอมจากมลภาวะที่เกิด จากการเผาผลาญพลังงาน เปนตน ทําไมเราจึงไมหันมาชวยกันประหยัด พลังงาน เพือลดความตองการใชไฟฟา ่ กันดูบาง หากพูดถึงการประหยัดพลังงาน หลายๆ ทานอาจจะคิดถึง “การบังคับ
สบายกระเปา
ช ว ย ช า ติ
ตนเอง เพื่อใชพลังงานใหนอยลง” ซึ่ง แนนอนวาความจริงแลวไมใชอยางนัน ้ เสมอไป เชน รถยนตทั่วไปใชน้ำมัน โดยเฉลีย 14.5 ก.ม./ลิตร แตรถยนต ่ ไฮบริด สามารถวิ่งไดมากกวา 30 ก.ม./ลิตร ดังนั้นหากใชรถยนตไฮบริดแมจะ ขับรถตามปกติก็สามารถประหยัด พลังงานได นั่นแสดงใหเห็นวา ถาจะใหได ผลลัพธที่เหมือนกัน สิ่งสําคัญของ การประหยัดพลังงานจะอยูที่การ เลือกใชอุปกรณที่มีประสิทธิภาพสูง สําหรับการจัดการดานการใช ไฟฟา (Demand-Side Management: DSM) หรือ การสงเสริมการใชไฟฟา อยางมีประสิทธิภาพ (Promotion of Electricity Energy Efficiency) การ ไฟฟาฝายผลิตแหงประเทศไทย (กฟผ.) ไดเริ่มดําเนินโครงการอยาง เปนทางการเมื่อป พ.ศ. 2536 และ ไดดําเนินโครงการตอเนื่องจนถึง
ปดแอร 12.00-13.00 น. ปดไฟ 1 ชม. ทุกวัน ขับรถไมเกิน 90 กม./ชม.
ปจจุบัน เชน โครงการฉลากเบอร 5 หองเรียน สีเขียว การเปลียนหลอดไฟ ่ เปนตน ซึ่งสามารถลดการใชพลังงาน ไฟฟาไดประมาณ 8,369 ลานหนวย/ ป หรือลดการใชไฟฟาสะสมประมาณ 1,471 เมกะวัตต (Tira Foran และ คณะ, 2010) แตจริงๆ แลวคุณรูหรือไมวา... ภาคครัวเรือนอยางพวกเรามีศกยภาพ ั ในการลดการใชไฟฟาไดมากกวานี้ อีกนะ ผลการศึกษาลาสุดของ ดร.ธีระ ฟอแรน และคณะ เกียวกับเรืองการใช ่ ่ พลังงานอยางมีประสิทธิภาพของ เครื่องใชไฟฟาสําหรับครัวเรือนใน ประเทศไทย โดยทําการวิเคราะห การใชพลังงานของเครื่องใชไฟฟา 5 ชนิด ไดแก ตูเย็น, เครื่องปรับอากาศ พัดลม หลอดไฟ และหมอหุงขาว ใน ชวงระยะเวลาทีมการดําเนินโครงการ ่ ี จัดการดานการใชไฟฟาของ กฟผ.
30
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
กิกะวัตต ช.ม./ป
15,000
กราฟที่ 1
29%
10,000
18%
5,000
12% 5%
0
2554
2559
2564
2569
ป พ.ศ.
การพัฒนาความสามารถในการประหยัดไฟฟาของเครื่องใชไฟฟา 5 ชนิด
โดยเฉพาะการติดฉลากเบอร 5 พบวาหากมีการวางยุทธศาสตร ดานการจัดการพลังงาน เชน การ สรางสรรคนวัตกรรมใหมๆ การสราง แรงจูงใจในการผลิตเครื่องใชไฟฟาที่ มีประสิทธิภาพ และการจัดการกับ การผลิตเครื่องใชไฟฟาที่ไมได
มาตรฐาน เปนตน ภายในป พ.ศ. 2559 เราจะสามารถลดการใช พลังงานได 12 เปอรเซ็นต และเพิ่ม ขึ้นเปน 29 เปอรเซ็นต ในป พ.ศ. 2569 (กราฟที่ 1) หากเราลองตั้งเปาลดการใช พลังงานลงครึ่งหนึ่งของผลการศึกษา
หรือประมาณ 15 เปอรเซ็นต ในป พ.ศ. 2569 ที่มีการพยากรณความ ตองการไฟฟาสูงสุดที่ 45,621 เมกะวัตต เราจะสามารถลดการใช ไฟฟาสูงสุดไดประมาณ 6,800 เมกะวัตต หรือเทากับการกอสราง โรงไฟฟาถานหิน 800 เมกะวัตต ประมาณ 8 โรง หรือลดการลงทุน ในการกอสรางโรงไฟฟาใหม ประมาณ 204 พันลานบาทเลยที เดียว นอกจากภาคครัวเรือนที่มีความ สามารถในการลดการใชพลังงาน แลว ในภาคอุตสาหกรรม เชน อุตสาหกรรมโรงงานน้ำตาล และ การผลิตกระดาษ (กราฟที่ 2) ก็ แสดงใหเห็นถึงศักยภาพในการเพิ่ม ประสิทธิภาพการใชพลังงานไดเปน อยางดี ดังนั้นหากทุกภาคสวนของ สังคมไทยรวมกันใช พลังงานอยางมี ประสิทธิภาพแลว นอกจากจะทําให เราสบายกระเปาตัวเอง ยังชวยชาติ ประหยัดตนทุนมหาศาลอันเกิดจาก การลงทุนกอสรางโรงไฟฟาใหม ตบ ทายดวยการชวยลดโลกรอนไดเปน อยางดีอีกดวย
เอกสารอางอิง
1) Tira Foran, Peter T. du Pont, Panom Parinya, Napaporn Phumaraphand, 2010, Securing energy efficiency as a high priority : scenarios for common appliance electricity consumption in Thailand. 2 ) การ ไฟฟาฝายผลิตแหงประเทศไทย, เม.ย. 53, สรุปแผนพัฒนากําลังผลิต ไฟฟาของประเทศไทย พ.ศ. 25532573 3) http://thaiinsider.info/2009news/ the-news/economy/7089--104) http://www2.egat.co.th/dsm
กราฟที่ 2
กิกะวัตต ช.ม./ป
15,000 10,000 5,000
2542
2543
2544
2545
2546 ป พ.ศ.
การใชพลังงานของอุตสาหกรรมโรงงานน้ำตาลและการผลิตกระดาษ
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
31
มลพิษติดปลายนวม
เรื่อง : เสมอชน ธนพัธ email : flickandfilm@gmail.com
ยางรถยนต
เขมาดําและควันไฟที่ลอย ตลบอบอวล ทั่วฟากรุงเทพฯ เมื่อไมนานมานี้ ยังคงเปนภาพ หลอนในจิตใจคนไทยสวนใหญ ทั้งประเทศ สาเหตุเกิดจากผูชุมนุมเรียกรอง ประชาธิปไตยบางสวนที่นิยมความ รุนแรงไดนํายางรถยนตจํานวนมาก มาจุดไฟเผา เพื่อขัดขวางการปฏิบัติ งานของเจาหนาที่ทหารในการเขา สลายการชุมนุม รวมทั้งบางคนมีจุดประสงคราย ที่ตองการเผาอาคารรานคาเพื่อใหเกิด ความวุนวาย ชวงเวลาเดียวกันนั้น สื่อมวลชน หลายสํานักก็ตางนําเสนอขอมูลพิษภัย ของสารเคมีทเกิดจากการเผายางรถยนต ี่ วาไมไดมีเพียงเปลวเพลิง เขมาควัน และฝุนละอองอยางที่ตาเห็น หากแตยังเต็มไปดวยสารพิษ มากมาย ทั้งกาซคารบอนไดออกไซด กาซคารบอนมอนอกไซด กาซที่มี กํามะถันเปนองคประกอบ กาซ ไฮโดรเจนซัลไฟด สารไฮโดรคารบอนตางๆ เชน เบนซิน โทลูอีน สไตรรีน ไซลีน ฯลฯ โลหะหนักตางๆ เชน สารหนู แคดเมียม นิกเกิล สังกะสี ปรอท โครเมียม วาเนเดียม ฯลฯ รวมถึงไดออกซินและฟวแรน ซึ่ง เปนสารพิษตกคางยาวนานที่มี อันตรายรายแรง สารเหลานี้นอกจากจะสงผล กระทบตอระบบทางเดินหายใจและ ระบบทางเดินอาหารแลว หลายชนิด ยังเปนสารกอมะเร็งอีกดวย ในขณะทีประเทศไทยเกิดเหตุการณ ่ ความไมสงบ อีกซีกหนึ่งของโลก ที่รัฐ อิลลินอยส ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็มี ขาวความพยายามผลักดันกฎหมาย ผานสภาของรัฐ ใหการนํายางรถยนต มาเผาเพื่อผลิตพลังงานเปนหนึ่งใน พลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานสีเขียว ทั้งนี้ฝายสนับสนุนใหความเห็นวา ขอบัญญัติดังกลาวจะชวยแกปญหาขยะ จากยางรถยนตที่ในแตละปมีจํานวน มหาศาล อีกทั้งยังเกิดผลพลอยไดเปน พลังงานตอบแทนกลับมา หากการผลักดันสัมฤทธิ์ผล อุตสาหกรรมประเภทนี้จะไดรับสิทธิ ประโยชนดานเงินกูดอกเบี้ยต่ำ และ คาดวาจะเติบโตอยางรวดเร็ว เนืองจากกอนหนานีรฐบาลทองถิน ่ ้ั ่ ไดกําหนดใหบริษัทผลิตพลังงานทั้ง หลายตองใชพลังงานหมุนเวียนผลิต กระแสไฟฟาอยางนอย 10 เปอรเซ็นต ในป พ.ศ.2558 และไมต่ำกวา 25 เปอรเซ็นต ในป พ.ศ. 2568 สวน ผูประกอบการทีผลิตไฟฟาจากพลังงาน ่ แสงอาทิตยและพลังงานลม ก็อาจหันมา เผายางรถยนตเพื่อผลิตพลังงานกัน มากขึ้น งานนีไมเพียงแตขอครหาวานายทุน ้ มีเอี่ยวในการผลักดันขอกฎหมาย แนนอนวาหลายองคกรก็สงเสียงคัดคาน เซ็งแซวาการเผายางรถยนตมนจะสีเขียว ั ไดอยางไร ขอมูลในป พ.ศ. 2546 ระบุวา แตละปสหรัฐอเมริกามีการทิ้งยาง รถยนตประมาณ 290 ลานเสน เกือบ 45 เปอรเซ็นต หรือประมาณ 130 ลานเสน ถูกนําไปเผาเปนเชื้อเพลิง รวมกับถานหินและน้ำมันเพื่อผลิต พลังงาน โดยจะใชยางรถยนตเปน สัดสวนในราว 10-25 เปอรเซ็นต อยางไรก็ดี ที่ผานมามีรายงานการ ศึกษาจํานวนมากทีบงชีถงปญหามลพิษ ่ ้ึ จากการผลิตพลังงานในรูปแบบนี้ องคการพิทักษสิ่งแวดลอมของรัฐ แคลิฟอรเนียเปดเผยวา ยางรถยนตมี สารคลอรีนเปนสวนประกอบมากกวา ถานหิน 2-5 เทา ตอกย้ำดวยผลการศึกษาเปรียบ เทียบระหวางโรงงานที่ใชยางรถยนต
เมื่อ
32
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
ขอบคุณภาพประกอบจาก www.flickr.com search - burning tire in Thailand
เปนเชื้อเพลิงรวมกับถานหิน กับ โรงงานที่ใชถานหินเปนเชื้อเพลิงเพียง อยางเดียว พบวาหากมีการเผายาง รถยนตรวมดวย ก็จะมีการปลอย ไดออกซินและฟวแรนออกมามากกวา อยางเห็นไดชัด เพราะคลอรีนเปนองค ประกอบสําคัญของไดออกซินและฟวแรน นอกจากนี้ยังพบดวยวาโลหะหนัก ในยางรถยนต ไมวาทองแดง เหล็ก แมงกานีส นิกเกิล สังกะสี รวมไปถึง โซเดียม เปนตัวเรงปฏิกริยาชั้นดีที่ทํา ใหเกิดไดออกซินหลังจากที่มีการเผา ไหม ในสวนของโลหะหนัก พบวายาง รถยนตมีโลหะหนักเปนองคประกอบ ราวๆ 20 ชนิด แตทวาไมมีชนิดใดเลย ที่สามารถถูกทําลายไดดวยการเผา กรณีการทดสอบเตาเผาซีเมนตแหงหนึง ่ ในรัฐโคโลราโดเมื่อป พ.ศ. 2545 ปรากฏในทํานองเดียวกันวา การใช ยางรถยนตเปนเชื้อเพลิงดวยนั้น กอให เกิดสารปรอทเพิ่มขึ้น 8 เปอรเซ็นต สําหรับทางออกของปญหาขยะจาก ยางรถยนต เอาเขาจริงก็ไมแตกตาง จากการจัดการขยะประเภทอื่น นั่นคือ ลดการบริโภค ใชซ้ำ และนํากลับมา ใชใหมหรือรีไซเคิล ซึ่งสามารถนํามา ผลิตขาวของเครื่องใชไดสารพัดสารพัน
เชน รองเทาบูต เสื้อกันฝน ปูพื้นสนาม กีฬา เปนตน ขอมูลจากเว็บไซตของเครือขาย ความเปนธรรมดานพลังงาน (Energy Justice Network) ระบุวา โดยปกติแลว ยางรถยนตทวไปทีมคณภาพดี สามารถ ั่ ่ ี ุ นํากลับมาใชซ้ำได 3 ครั้งดวยการหลอ ดอกใหม ขณะที่ยางรถยนตขนาดใหญ เชน ยางรถบรรทุก สามารถนํากลับมาใช ซ้ำไดถง 12 ครัง แตเปนเรืองนาเสียดาย ึ ้ ่ ที่แมแตในสหรัฐอเมริกาเอง ก็มีการ นํายางรถยนตเกากลับมาใชซ้ำเพียง 10 เปอรเซ็นตเทานั้น ยอนกลับมาพิจารณาประเทศไทย ครั้งหนึ่งสภาอุตสาหกรรมไดเคย ประมาณการณวา มีปริมาณขยะยาง รถยนตเกิดขึนประมาณ 3 ลานตันตอป ้ แตเมื่อลงไปสํารวจตามอูรถยนต กลับ แทบไมพบยางรถยนตเกา ในขณะทีฝง ่ ผูประกอบการโรงปูนที่ใชยางรถยนต มาเผาเปนเชื้อเพลิงก็ชี้แจงวา วัตถุดิบ สวนใหญเปนเศษยางที่ไดรับปอนมา จากโรงงานผูผลิตยางรถยนตโดยตรง ประเด็นที่เปนขอนาสงสัยก็คือ แลวยางรถยนตเกาจํานวนมากมายนั้น หายไปไหน เชื่อวาสวนหนึ่งนาที่จะถูก นํากลับไปรีไซเคิล แตอีกสวนหนึ่งก็คง
สําหรับทางออกของ ปญหาขยะจากยาง รถยนต เอาเขาจริง ก็ไมแตกตางจากการ จัดการขยะประเภทอืน ่ นั่นคือลดการบริโภค ใชซ้ำและนํากลับมาใช ใหมหรือรีไซเคิล
กระจัดกระจายปะปนไปกับขยะทั่วไป ซึ่งเมื่อผุพังเสื่อมสภาพ สารเคมีหลาย ชนิดทีเปนองคประกอบของยางรถยนต ่ ก็สามารถแพรกระจายสูสิ่งแวดลอม เปนอันตรายกับมนุษย สวนในเรื่องมลพิษจากโรงปูน แมวาลักษณะการเผาจะแตกตางจาก การเผายางรถยนต ในที่โลงแจงทั่วไป เพราะใชอุณหภูมิในการเผาที่สูง แตก็ เปนธรรมดาของสังคมไทย หากไม ประทวง หากไมเรียกรอง การเฝาระวัง การตรวจสอบ และการเปดเผยขอมูล อยางชัดแจง ก็มักไมเกิดขึ้น นับจากนี้ ยางรถยนตเปนสิ่งที่ สังคมไทยไมควรมองขามอีกตอไป
แหลงขอมูลประกอบการเขียน : www.energyjustice.net, www.chicagotribune.com
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
33
ขุมพลังข้างบ้าน
เรื่อง : เดชรัต สุขกำเนิด email : tonklagroup@yahoo.com
กังหัน
ที่นนทบุรี
ภาพที่ 1 กังหันลมที่ร้านขวัญนนท์ ถนนราชพฤกษ์
ขุมพลังข้างบ้านฉบับนี้เป็นขุมพลังข้างบ้านของผู้เขียน แบบตัวจริงเสียงจริง เพราะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รอบบ้านของผู้เขียนที่ อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี มีการติดตั้งกังหันลม กันหลายพื้นที่ จนคิดว่า สักวันจะต้องนำมาเล่าสู่กันฟัง บ้าง... กังหันลมตัวแรกที่อยากเล่าให้ฟังเป็นกังหันลมเห็น เด่นชัด หากขับรถเข้ามาสู่ตลาดบางบัวทอง และมอง ทางซ้ายมือ พอถึงแยกถนนจันทร์ทองเอี่ยม ซึ่งเป็นถนน เลียบคลอง ก็จะพบโครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าเพื่อ บำบัดน้ำเสีย ซึ่งเป็นโครงการที่จังหวัดนนทบุรีร่วมกับ
เทศบาลเมืองบางบัวทอง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลธัญบุรี นำพลังงานลมมาใช้ร่วมกับพลังงาน แสงอาทิตย์ในลักษณะพลังงานร่วม (Hybird) ด้วยการ ติดตั้งกังหันลม ขนาด 1,000 วัตต์ จำนวน 5 ตัว พร้อม โซลาร์เซลล์ ระบบปั๊มน้ำ และน้ำพุเพื่อใช้ในการบำบัด น้ำเสีย กังหันลมตัวที่สอง ต้องขับรถจากบางบัวทองมาตาม ถนนราชพฤกษ์ขาเข้า พอข้ามคลองอ้อมนนท์ เข้าสู่เขต อบต.บางกร่าง อำเภอเมืองนนทบุรี มองทางซ้ายเมือง จะพบกับป้ายร้านขวัญนนท์สูงเด่นเห็นแต่ไกล และเนื่องจากป้ายร้านที่สูงอยู่แล้ว อย่างกระนั้นเลย
34
สิงหาคม
-
ตุลาคม
2553
ภาพที่ 2 กังหันลม ริมน้ำเจ้าพระยา ที่โรงเรียนศรีบุญญานนท์
ภาพที่ 3 กังหันลม ที่วัดสังฆทาน จ. นนทบุรี
ภาพที่ 4 อาจารย์และนักเรียน ที่มาร่วมอบรมการทำกังหันลม รุ่นที่ 3 เพื่อนำไปทดลองติดตั้ง ที่โรงเรียนศรีบุณยานนท์ จังหวัดนนทบุรี
ทางร้านขวัญนนท์ก็เลยติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าเข้าไป ด้วย เนื่องจากจุดที่ติดตั้งอยู่สูงและริมถนนใหญ่ทำให้ลม ดีมาก เวลาผมผ่านไปผ่านมาก็มักจะเห็นกังหันลมตัวนี้ พัดฉิวอยู่เสมอ เพิ่มสง่าราศีให้กับร้านอีกด้วย หากใคร ต้องการทบทวนภาพความหลังของเมืองนนท์ ก็แวะไป อุดหนุนร้านขวัญนนท์กันได้ กังหันลมตัวสุดท้ายที่อยากจะเล่าให้ฟังเป็นกังหันลม ทำโดยฝีมือของนักเรียนจากโรงเรียนศรีบุญญานนท์ ทำเลที่ตั้งดีมาก เพราะตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ลมจึง พัดโชยทั้งวันสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง แถมยังเป็นกระบวนการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์สำหรับ นักเรียนได้เป็นอย่างดี ภาพกังหันลมทั้งสามตัวคือ ตัวอย่างของการปรับใช้ พลังงานหมุนเวียนสำหรับคนเมือง (นนท์) ได้อย่าง
เหมาะสมกับสภาพที่ตั้ง จุดเด่น (เช่น ริมน้ำ หรือป้าย สูง) และปัญหา (เช่น น้ำเสีย) ของตนเอง เพราะฉะนั้น ใครที่เคยที่คิดว่า คนเมืองคงเป็นผู้ใช้พลังงานเพียง อย่างเดียว ก็คงต้องปรับความคิดกันเสียใหม่ได้แล้วครับ หากผู้อ่านท่านใด รู้สึกสนใจอยากจะทำกังหันลม ผลิตไฟฟ้าขึ้นมาบ้าง ผมขอแนะนำให้เยี่ยมชมบล็อคลม สยามของคุณนที ศรีทอง ปราชญ์ชาวบ้านด้านพลังงาน ลม ที่ http://natee2007.thaiza.com/ และ http:// lomsiam.thaiza.com/ ในบล็อคดังกล่าวมีรูปแบบกังหัน ลมหลายชนิดให้เลือกปรับใช้พร้อมนำไปทำเองที่บ้านได้ ด้วยครับ
สิงหาคม
-
ตุลาคม
2553
35
รู้ทัน...พลังงาน
เรื่อง : นาวิน โสภาภูมิ email : navinpang@yahoo.com
ด้านพลังงาน
ในโครงการ
ไทยเข้มแข็ง
1
หลังการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 1 ภายใต้ ชื่อ “โครงการไทยเข้มแข็ง” ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ สิ้นสุดลงในราว
ปี 2552 คณะรัฐบาลซึ่งมองตัวเองเป็นเครื่องยนต์หลักในการ
ขับเคลือนเศรษฐกิจ ได้จดทำ “แผนปฏิบตการไทยเข้มแข็ง 2555”
่ ั ั ิ ซึ่งเป็นโครงการลงทุนภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 (ปี 2553-2555) เพื่อสร้างงานและสร้างรายได้ โดยเน้นการลงทุน ในโครงการของภาครัฐที่จะสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศในอนาคต พร้อมกับสร้างโอกาสของภาคเอกชนใน การลงทุน ในที่นี้จะเรียกชื่ อ สั้ น ๆ ว่ า โครงการไทยเข้ ม แข็ ง 2555 โครงการไทยเข้มแข็ง 2555 กำหนดงบประมาณทั้งโครงการ ไว้ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท สำหรับกรอบงบประมาณสำหรับ การลงทุนเพือสร้างความมันคงด้านพลังงานและพลังงานทางเลือก
่ ่ คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 2 แสนกว่ า ล้ า นบาท แบ่ ง เป็ น งบประมาณ สำหรับปี 2553 ประมาณ 8 หมื่นกว่าล้านบาท งบประมาณปี 2554 จำนวน 5 หมื่นกว่าล้านบาท และงบประมาณปี 2555 ประมาณ 7 หมื่นกว่าล้านบาท งบประมาณเหล่านี้ถูกวางแผนไว้ว่าจะใช้ไปในการก่อสร้าง โรงไฟฟ้าใหม่ (ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าโรงไฟฟ้าประเภทใด) และ พัฒนากังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้า รวมทั้งพัฒนาพลังงานทางเลือก 2
อื่นๆ เพื่อลดความเสี่ยงด้านการจัดหา ความผันผวนทางด้าน ราคา ลดต้นทุนการผลิต รวมทังเพือสร้างความมันคงด้านพลังงาน ้ ่ ่ และอุตสาหกรรมต่อเนื่องของประเทศ เห็นตัวเลขงบประมาณที่รัฐบาลจะนำมาใช้ในการลงทุนด้าน พลังงานแล้ว หลายคนคงดีใจว่าด้วยวงเงินลงทุนขนาดนี้ ถ้าใช้ เงินเป็นและเลือกการลงทุนด้านพลังงานที่เหมาะสม ประเทศ ไทยคงลดการพึ่ ง พาพลั ง งานจากต่ า งชาติ ล งได้ ม ากและอาจ
พึ่งตนเองด้านพลังงานได้อย่างแท้จริง แต่เมือพิจารณา โครงการลงทุนด้านพลังงาน ทีเกิดขึนภายใต้ ่ ่ ้ ชุดโครงการไทยเข้มแข็ง พบว่า ตั้งแต่ดำเนินโครงการมาจนถึง ปัจจุบัน มีโครงการด้านพลังงานเพียงโครงการเดียวที่ได้รับงบ ประมาณ คือ โครงการ 1 ชุมชน 1 สวนป่า 1 โรงไฟฟ้าชีวมวล
ที่ดำเนินการโดยองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ได้รับงบประมาณ 174 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.20 ของงบประมาณทั้งหมดที่
ตั้งไว้ในปี 2553 สำหรับการลงทุนด้านพลังงาน (ดูรายละเอียด ในเว็ปไซด์ www.tkk2555.com) น่าตกใจนะครับ นี่ก็กลางปี 2553 แล้ว แต่การลงทุนด้าน พลังงานเพื่อหนุนให้ “ไทยเข้มแข็ง” ยังถือว่าทำได้ไม่ดีนัก และ หวังว่าช่วงปลายปีหรือช่วงสุดท้ายของโครงการ คงไม่มีโครงการ ก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่แบบที่ใช้เชื้อเพลิงที่สังคมต่อต้าน (เช่น ถ่านหิน นิวเคลียร์) ใช้เงินลงทุนหลายหมื่นหลายพันล้าน มาแซงทางโค้ง ฉกเอางบประมาณไปใช้ แล้วถูกจัดเข้าเป็นโครงการ ภายใต้โครงการไทยเข้มแข็งหน้าตาเฉย
อย่าทำอย่างนั้นเลยนะครับ ผิดวัตถุประสงค์ของโครงการ ชัดๆ ปัญหาความขัดแย้งที่ทำให้ “ไทยไม่เข้มแข็ง” จะตามมาอีก หลายประการ
การลงทุน
36
สิงหาคม
-
ตุลาคม
2553
3
2
1 www.rakbankerd.com/agriculture/w...%3D12360 2 www.vcharkarn/vcafe/138086/2 3 www.gotoknow.org/blog/trainingcenter...i/331012 4 www.vcharkarn/vcafe/138086/2
4
ประเทศไทยต้องการการเปลี่ยนแปลงด้านการจัดการความมั่นคงทางพลังงานอย่างมหาศาล
โดยเฉพาะการจัดการพลังงานทางเลือกในกลุ่มพลังงานหมุนเวียนจำพวกแสงแดด
ลม
ชีวมวล
ขยะ
และไบโอดีเซล
ฯ
ให้นำมาใช้งานเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานได้จริงๆ
ประเทศไทยต้องการการเปลี่ยนแปลงด้านการจัดการความ มั่นคงทางพลังงานอย่างมหาศาล โดยเฉพาะการจัดการพลังงาน ทางเลือกในกลุ่มพลังงานหมุนเวียนจำพวกแสงแดด ลม ชีวมวล ขยะ และไบโอดีเซล ฯ ให้นำมาใช้งานเพื่อสร้างความมั่นคงด้าน พลังงานได้จริงๆ ให้รกนไปว่าด้วยเงินลงทุนนับหมืนนับแสนล้านบาท ประเทศ ู้ ั ่ ไทยและคนไทยจะนำมาใช้ในการจัดการพลังงานหมุนเวียนให้ เป็นแหล่งพลังงานที่สร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติไม่ได้ ถ้าตอนนี้รัฐบาลยังคิดไม่ออกว่าจะเอาเงินสองแสนล้านไป ลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานได้อย่างไร ผมขอเป็นคน ไทยคนหนึ่งที่อยากเสนอความคิดเห็นตามโครงการ “6 วัน 63 ล้านความคิด” ก็แล้วกัน ขอเสนอให้มีโครงการเพื่อสร้างความ เปลี่ยนแปลงด้านพลังงานในประเทศไทย ดังนี้ หนึง การศึกษาวิจยเกียวกับการกระจายอำนาจด้านพลังงาน ่ ั ่ ไปสู่ท้องถิ่น ชุมชนและครัวเรือน โดยมุ่งเน้นให้ท้องถิ่น ชุมชน และครัวเรือนสามารถจัดการผลิต ใช้และจำหน่ายไฟฟ้าหรือ
เชื้อเพลิงต่างๆ ได้ตามความเหมาะสมกับท้องถิ่น และสามารถ ขายให้กับระบบพลังงานของประเทศได้ สอง
การส่งเสริมให้มีการศึกษาและวิจัยเกี่ยวเทคโนโลยี ด้านพลังงานหมุนเวียนอย่างเต็มที่ โดยเปิดให้สถาบันการศึกษา บริษัทเอกชนและหน่วยงานรัฐดำเนินการร่วมกัน โดยมุ่งหวังว่า จะเกิดความรู้ นักวิชาการ และเทคโนโลยีด้านพลังงานหมุนเวียน ที่เอาไปใช้งานได้จริง สาม การเปิดให้มการร่วมทุนกับต่างชาติในการสร้างเศรษฐกิจ ี เชิ ง สร้ า งสรรค์ จ ากพลั ง งานหมุ น เวี ย นกลุ่ ม ที่ มี ผ ลกระทบต่ อ
สิ่งแวดล้อมน้อย เช่น ลม และขยะ เป็นต้น โดยการเปิดให้บริษัท ต่างชาติเข้ามาลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนร่วมกับหน่วยงานรัฐ บริษัทเอกชนไทย หรือหน่วยงานระดับท้องถิ่น ด้วยการถือหุ้น ร่วมกันและมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างกัน
ข้อเสนอของผม คงไม่ยากเท่า “แผนปรองดองและการปฏิรูป ประเทศ” ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ และหากทำได้ ตามทีผมเสนอ ผมมันใจว่าจะช่วยก่อให้เกิดการปฏิรปด้านพลังงาน ่ ่ ู ของประเทศขนานใหญ่ และกลุ่มประชาชนที่บาดหมางกับรัฐบาล อันเนื่องจากการได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ก็น่าจะ หันมาปรองดองและหนุนรัฐบาลมากขึ้น ขณะที่ผู้คนในสังคมก็มีทางเลือกในการประกอบอาชีพและ สร้างรายได้มากขึ้น จากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนที่กระจายไป
ทัวประเทศ เรียกได้วา “รัฐบาล” คงได้คะแนนนิยมพุงขึนแน่นอน
่ ่ ่ ้ แต่อาจจะขัดใจผู้มีอำนาจในระบบพลังงานไทยได้ แต่คงไม่เป็นไร ก็เราเป็นสังคมประชาธิปไตย ถ้าประชาชน สนับสนุนนโยบาย รัฐบาลภายใต้การนำของคุณอภิสิทธิ์ก็น่าจะ ได้เป็นรัฐบาลต่อไปมิใช่หรือ เลือกชนะใจประชาชนด้วยนโยบาย ดีกว่านะครับ โดยเฉพาะนโยบายการปฏิรูประบบพลังงานของ ประเทศให้ประชาชนทุกระดับได้มีส่วนร่วมอย่างแต้...แต้
สิงหาคม
-
ตุลาคม
2553
37
พลังคน-พลังคลื่น
เรือง : สุกรานต์ โรจนไพรวงศ์ สถาบันคุมครองผูบริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) ่ ้ ้ email : sukranbor@yahoo.com
เปลี่ยน เครือข่าย
ดังนั้นแทนที่จะเปลี่ยนเบอร์ หลายคนจึงเลือกที่จะซื้อซิม (sim) ใหม่และใช้สองเบอร์ โดยอาจพกมือถือสองเครื่องบ้าง หรือหากใช้เครืองรุนทีรองรับสองซิมก็ไม่จำเป็นต้องพกพาหลาย ่ ่ ่ เครื่อง แต่ ท างออกแบบที่ เ ป็ น อยู่ ไ ม่ ใ ช่ ก ารแก้ ปั ญ หาที่ ต รงจุ ด ความจริงแล้วมีวิธีแก้ปัญหาในเรื่องนี้ นั่นคือการให้บริการที่ เรียกว่า การคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือ Mobile Number Portability (MNP) บริการนี้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถขอให้ ผู้ให้บริการโอนย้ายเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตนไปใช้ บริการของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายอื่นได้ คือเบอร์จะ ติดตามเราไป ไม่ว่าจะย้ายเจ้าหรือย้ายเครือข่ายกี่ครั้งก็ตาม หลายคนจึงพากันเรียกว่าเป็นบริการ “เปลียนเครือข่าย-ไม่ตอง ่ ้ เปลี่ยนเบอร์” ความสำคัญของบริการนี้ก็คือการเอื้อให้ผู้บริโภคไม่ต้อง ยอมทนอยู่กับผู้ให้บริการรายที่เลือกไปในครั้งแรก ซึ่งเมื่อใช้ บริการแล้วอาจพบว่าเลือกผิด หรือเคยมีบริการที่ดี แต่ต่อมามี การเปลี่ยนแปลงที่ลดคุณภาพบริการลง บริการนีจงเป็นทังการเอืออำนวยความสะดวกให้แก่ผบริโภค ้ึ ้ ้ ู้ ส่ ง เสริ ม การแข่ ง ขั น ด้ า นคุ ณ ภาพในหมู่ ผู้ ใ ห้ บ ริ ก าร อี ก ทั้ ง เป็นการใช้ทรัพยากรเลขหมายโทรศัพท์อย่างมีประสิทธิภาพ บริการเปลี่ยนเครือข่ายไม่เปลี่ยนเบอร์มีการเริ่มต้นใช้ที่
ไม่ต้อง
เปลี่ยนเบอร์
เคยไหมที่เบื่อเหลือเกินกับค่ายมือถือที่ใช้บริการอยู่ แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะถ้าจะเปลี่ยนเจ้าย้ายค่าย เลขหมายโทรศัพท์ประจำตัวของเราก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย การต้องเปลี่ยนเลขหมายหรือเบอร์โทรศัพท์เป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดภาระและความยุ่งยากตามมา โดยเฉพาะสำหรับ เบอร์ที่ใช้นานและคนต้องติดต่อผู้คนจำนวนมาก การเปลี่ยนเบอร์ยังอาจทำให้เกิดความเสียหายหรือต้องสูญเสีย โอกาสอีกด้วย จากการพลาดการติดต่อ
ประเทศสิงคโปร์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 นอกจากนี้ยังใช้แล้วใน หลายประเทศทัวโลก เช่น ประเทศอังกฤษ ฝรังเศส สหรัฐอเมริกา ่ ่ ออสเตรเลีย และอินเดีย ซึ่งรายหลังเพิ่งเริ่มใช้เมื่อปี พ.ศ. 2552 สำหรับประเทศไทย คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ หรือ กทช. ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม ของประเทศ มีการเตรียมการจัดทำเรื่องนี้หลายปีมาแล้ว ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการประกอบ กิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 มาตรา 12 ที่ว่า ในการ คุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ใช้บริการ ให้คณะกรรมการกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ กำหนดแนวทางและหลักเกณฑ์ให้ผู้ใช้ บริการมีสิทธิใช้เลขหมายโทรคมนาคมเดิม เมื่อผู้ใช้บริการ ต้องการเปลี่ยนผู้ให้บริการ หลั ง จากการศึ ก ษา จั ด ทำแนวทาง ตลอดจนรั บ ฟั ง ความคิ ด เห็ น ผู้ เ กี่ ย วข้ อ งแล้ ว กทช. ก็ ไ ด้ จั ด ทำประกาศเรื่ อ ง หลักเกณฑ์การคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2552 เพื่อให้มีผล บังคับใช้ในวันถัดมา ตามประกาศนี้ ผู้ให้บริการต้องจัดให้มีบริการการคงสิทธิ เลขหมายโทรศั พ ท์ เ คลื่ อ นที่ ภ ายใน 3 เดื อ นนั บ แต่ วั น ที่ ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับ นั่นคือ นับตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2552 ดังนั้นแท้จริงแล้วผู้บริโภคในเมืองไทยควรต้องย้าย
38
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
โฆษณาเรืองคงสิทธิ ่ เลขหมายที่ สบท. ลงในหนังสือพิมพ์ ฉบับต่างๆ ในช่วง ปลายเดือน กรกฎาคมทีผานมา ่่
ความสำคัญของบริการนี้ก็คือ
การเอื้อให้ผู้บริโภคไม่ต้องยอมทน อยู่กับผู้ให้บริการรายที่เลือกไป
ในครั้งแรก
ซึ่งเมื่อใช้บริการแล้ว อาจพบว่าเลือกผิด
หรือเคยมี บริการที่ดี
แต่ต่อมามีการ เปลี่ยนแปลงที่ลดคุณภาพ
บริการลง
เครือข่ายผู้ให้บริการมือถือโดยยังคงใช้เลขหมายเดิมได้ตั้งแต่ เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2552 แล้ว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากตามประกาศมีการเปิดช่องไว้ว่า กำหนดเวลาดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้หากคณะกรรมการ เห็นว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ใช้บริการ เมื่อทางผู้ให้บริการ โทรศัพท์เคลื่อนที่หรือผู้ประกอบการทั้งหลายขอขยายกำหนด เวลาออกไปเป็น 9 เดือน โดยให้เหตุผลว่าเป็นการดำเนินการ ที่ไม่เคยมีมาก่อน และสอดคล้องกับประเทศต่างๆ ที่ล้วนใช้ เวลาดำเนินการมากกว่า 3 เดือน กทช. จึงเห็นชอบให้มีการ ขยายระยะเวลาดำเนินการตามที่ร้องขอมา กาลเวลาผันผ่านไป จนบัดนี้ยาวนานเกิน 12 เดือนแล้ว แต่คงสิทธิเลขหมายของโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็ยังไม่เกิดขึ้นใน ประเทศไทย ในช่วงตั้งแต่กลางปี 2553 มีกระแสข่าวจากทางฝั่ง กทช. ว่า กำหนดเริ่มใช้จะเป็นเดือนกันยายน แต่ยังไม่ทันพ้นเดือน กรกฎาคม ผู้ประกอบการก็ขอเลื่อนระยะเวลาออกไปอีก ตามข่าวที่ปรากฏในสื่อมวลชนคือ ขอเพิ่มอีกประมาณ 50 วัน นั่นหมายถึง กำหนดสิ้นสุดของการเลื่อนคราวนี้จะอยู่ที่ ปลายเดือนตุลาคม 2553 ถ้าไม่มีการเลื่อนอีกก็ถือว่า คนไทย จะได้ใช้สิทธินี้ล่าช้ากว่าที่กฎหมายกำหนดเกือบ 1 ปี แต่นั่นก็ยังไม่ใช่เรื่องที่จะยืนยันได้ เพราะการเลื่อนอาจจะ ยังไม่สิ้นสุดลงแน่แท้ ดังนั้นโอกาสที่เมืองไทยจะมีบริการ คงสิทธิเลขหมายอาจจะพ้นจากปี 2553 ก็เป็นได้
แน่นอนว่า เรื่องที่เป็นไปได้นี้คือเรื่องที่ไม่ควรจะเป็น แต่ตราบเท่าที่ผู้บริโภคทั้งหลายยังไม่ได้เข้ามามีส่วน กำหนดอนาคตเรื่องนี้ ความเป็นไปได้ของเรื่องที่ไม่ควรจะเป็น ก็จะยังคงดำรงอยู่และดำเนินต่อไป ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา สถาบันคุ้มครอง ผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม หรือ สบท. จึงเริ่มการรณรงค์ เพื่อให้ผู้บริโภควงกว้างขึ้นรับรู้ต่อเรื่องนี้ และร่วมกันจับตา ว่าผู้เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการ แทนที่จะมุ่งหน้าชะลอบริการ ต่อไป และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องเท่านั้น ในแง่ของการใช้ บริการคงสิทธิเลขหมายยังมีเงื่อนไขที่ผู้บริโภคควรต้องร่วม กำหนดด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกำหนดเวลาการดำเนิน การโอนย้ายสิทธิว่าควรจะต้องทำเสร็จในกี่วัน การย้ายแต่ละ ครั้งมีการค่าใช้จ่ายเท่าไร และระยะห่างระหว่างการย้ายแต่ละ ครั้งนานเพียงใด หากเกิดปัญหาจะมีกระบวนการแก้ไขกัน อย่างไร ฯลฯ เหล่านี้คือเงื่อนไขที่มีการกำหนดไว้แล้ว โดยที่ผู้บริโภค ส่วนใหญ่ซึ่งคือผู้ที่จะได้รับผลบวกหรือลบจากเงื่อนไขเหล่านี้ ยังไม่ทราบข้อมูลเลย สัญญาว่า คอลัมน์นี้ในครั้งหน้าจะพูดถึงค่ะ
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
39
เรื่อง : กฤษฎา ศุภวรรธนะกุล email : sk.kritsada@gmail.com
‘ทรนง
ณ
ธรณี’
หลังการจากไปของ
เจริญ
วัดอักษร
สุดท้าย ก็เข้าสู่โครงเรื่องเก่าแก่ซ้ำซาก ที่รัฐกับทุนจับมือกันดูดกลืนทรัพยากร จากท้องถิ่นประเคนให้ภาคอุตสาหกรรม
มีสุภาษิตคมๆ ของทิเบตบอกว่า ‘เราทุกคนล้วนต้องตาย แต่ทว่า...ไม่ เคยมีใครจากไป’ อันเป็นถ้อยความที่ ถูกใช้ในเชิงจิตวิญญาณ แต่ในเชิงความทรงจำ ผมคิดว่ามัน ก็ใช้ได้ดีไม่แพ้กัน 6 ปีแล้วกับการจากไปก่อนเวลา อันควรของ เจริญ วัดอักษร หัวขบวน คนบ่อนอกที่ลุกขึ้นมาคัดค้านโรงไฟฟ้า ถ่านหินขนาด 700 เมกะวัตต์ เคียงคู่ ไปกับ จินตนา แก้วขาว แห่งบ้านกรูด ทีถกรุกรานด้วยโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด ู่ 1,400 เมกะวัตต์ แต่การจากไปของ เจริญ ถ้าพูดแบบซ้ายเก่าก็คงต้องบอก ว่า เป็นการแตกดับที่ก่อเกิดเจริญอีก นับไม่ถ้วน 1
ณ ปัจจุบัน ผมคิดว่าคนบ่อนอกบ้านกรูดแข็งแกร่งเพียงพอจะต้านทาน นโยบายพลังงานที่ไม่โปร่งใสของภาค รั ฐ ได้ ใ นระดั บ หนึ่ ง ที่ ส ำคั ญ พวกเขา ยังกลายเป็นกระดูกสันหลังให้ชาวบ้าน หลายพื้นที่ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รับมือกับแผนนโยบายพัฒนาพื้นที่ ชายฝังทะเลภาคตะวันตกหรือเวสต์เทิรน ่ ์ ซีบอร์ด ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ พี่กระรอก...กรอุมา พงษ์น้อย ภรรยาของคุณเจริญ บอกผมว่า โรงไฟฟ้า บ่อนอก-บ้านกรูดที่ถูกยกเลิกไป ก็แค่ ตั ว ต่ อ ตั ว เล็ ก ๆ ของแผนเวสต์ เ ทิ ร์ น ซีบอร์ด แรงตบตีที่ใหญ่โตกว่าไม่ได้ลด ราวาศอกลง เพียงแต่เคลื่อนตัวไปยัง พื้นที่อื่นของประจวบฯ “มีแผนสร้างโรงไฟฟ้าที่ทับสะแก โดยมีกำลังการผลิต 2,100 เมกะวัตต์ ชัดเจนว่ากำลังการผลิตที่ถูกยกเลิก จากบ่อนอก-บ้านกรูด ถูกเอาไปบวก รวมอยู่ที่ทับสะแก กฟผ. (การไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย) ซื้อพื้นที่ไว้ เยอะ 4 พันกว่าไร่ ยุคที่เราต่อสู้ ปปช. (คณะกรรมการปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ) ก็ชี้มูลความผิดว่ามีการ ทุจริตไปกว่า 600 ล้านบาท นั่นแค่ ซื้อขายที่ดิน” ผูกโยงตัวละครและเรื่องราวเข้า ด้วยกัน อย่างที่เคยบอก ไม่มีคนสติดี คนไหนเอาโรงไฟฟ้าไปตั้งนิ่งๆ อยู่ กลางดงมะพร้าว โรงไฟฟ้าทับสะแก อันที่จริงก็คือแหล่งป้อนพลังงานให้กับ อุตสาหกรรมเหล็ก 5 แสนตันที่ชาว บางสะพานกำลังยื้อยุด สุดท้าย ก็เข้าสู่โครงเรื่องเก่าแก่ ซ้ำซาก ที่รัฐกับทุนจับมือกันดูดกลืน ทรัพยากรจากท้องถิ่นประเคนให้ภาค อุตสาหกรรม 2
ขณะที่ชาวบ้านแข็งแรงขึ้นจากการ เรียนรูตอสู้ อีกฟากฝังหนึงก็ดจะพัฒนา ้ ่ ่ ่ ู
40
สิงหาคม
-
ตุลาคม
2553
ลูกล่อลูกชนและเหลี่ยมคูทางกฎหมาย ไม่แพ้กัน ว่ากันว่าตอนนี้มีโรงไฟฟ้าชีวมวล ผุดขึ้นในประจวบฯ ในหลายพื้นที่ เช่น ในพื้นที่ตำบลห้วยยาง อำเภอทับสะแก สร้างเสร็จไปถึง 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว ถ้ามองแบบแตะๆ ไม่ดูรายละเอียดก็ คงต้องหมั่นไส้พอควร เพราะค้านไป หมด ขนาดเป็นโรงไฟฟ้าชีวมวลซึ่งเป็น พลังงานสะอาดก็ยังค้าน ใช่...ถ้าอะไรๆ ก็ค้านดะไปหมด แบบไม่ฟังอีร้าค่าอีรม ท่าจะแย่ทีเดียว แต่ ปั ญ หาของประเทศสาระขัณฑ์ที่ เป็นมา เป็นอยู่ และถ้าไม่ทำอะไรก็จะ เป็ น ไปอย่ า งนี้ คื อ ความโปร่ ง ใสและ ความพยายามหมกเม็ด “ทางโรงไฟฟ้าเขาอ้างว่าโรงงานนี้ เกิดก่อนรัฐธรรมนูญปี 50 แต่ผมไปดู ในรัฐธรรมนูญปี 40 มาตรา 56 กับ 59 ก็ระบุชดเจนว่าต้องศึกษาผลกระทบ ั และต้องมีความคิดเห็นประกอบจาก องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมหรือสถาบัน อุดมศึกษาที่จัดการเรียนการสอนเกี่ยว กับสิงแวดล้อม แต่นไม่ผานกระบวนการ ่ ี่ ่ ตรงนี้เลย ไม่ผ่านสภา เพียงแต่นายกฯ เซ็น และก็ผดขันตอนเยอะ” ครูสมเกียรติ ิ ้ ทอดสนิ ท จากโรงเรียนบ้านทุ่งยาว ตำบลห้วยยาง บอกอย่างนั้น “พอชาวบ้านเราขอให้ตรวจสอบ ก็พบว่าทางโรงไฟฟ้าขอให้ติดตั้งเครื่อง ผลิ ต ไฟฟ้ า ที่ อบต.ห้ ว ยยาง แค่ 4 เมกะวัตต์เท่านั้น แต่ใบอนุญาตที่ออก มาเป็นใบอนุญาต 5 เมกะวัตต์ เราเลย ทำหนังสือถึงจังหวัดเพื่อขอตรวจสอบ เขาก็สงเอกสารกลับมาให้เราดู ปรากฏ ่ ว่าเอกสารที่บอกว่า 5 เมกะวัตต์ ทาง บริษัททำขึ้นเอง ขณะนี้อยู่ในขั้นตอน ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมาย” ที่ ส นุ ก กว่ า นั้ น ...กำลังการผลิต
1 2
จริงๆ ของโรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งนี้กลับ สูงถึง 9.4 เมกะวัตต์ ซึ่งขาดไปแค่ 0.6 เมกะวัตต์ ก็จะเข้าเกณฑ์ทตองทำรายงาน ี่ ้ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ โรงไฟฟ้ายังบอกอีกว่าจะใช้ขุยและทาง มะพร้าวเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิต ไฟฟ้าที่สูงถึง 250 ตันต่อวัน...ฟังดูดี ครับ ติดอยู่นิดเดียวตรงที่ชาวบ้านเขา คำนวณออกมาแล้วว่า ต่อให้ใช้มะพร้าว หมดทั้งอำเภอทับสะแกก็คงไม่พอ เมื่อ ไม่พอ แล้วจะเอาเชื้อเพลิงที่ไหน เป็นความบังเอิญที่น่าสนใจว่า ใน ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานข้อที่ 1.4 ระบุไว้ว่า ถ้าผู้ประกอบการร้องขอ เปลียนเชือเพลิงก็ให้พจารณาตามเหตุผล ่ ้ ิ ซึ่งเป็นช่องว่างที่เปิดไว้ และชาวบ้าน คิดว่าเป็นช่องว่างที่รอถมด้วยถ่านหิน 3
ประจวบฯ ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ ใหญ่ของแผนเวสต์เทิร์นซีบอร์ด ซึ่งก็ ปะเหมาะพอดี ที่ ป ระจวบฯ มี ภ าค ประชาชนถักทอเครือข่ายอย่างเข้มแข็ง ตังแต่ตอนกลางจนถึงใต้สดของจังหวัด... ้ ุ กุยบุรี บ่อนอก อ่าวน้อย ทับสะแก บ้านกรูดและบางสะพาน จินตนา แก้วขาว หรือพี่หน่อยบอก ว่า ทั้ง 6 กลุ่มจะมีการประชุมหารือ
บอกเล่าสถานการณ์ และวางแผนขับ เคลื่อนทุกเดือน “การเรียนรู้มันเกิดจากพื้นฐาน เดิมของคนประจวบฯ พอมีเรืองโรงไฟฟ้า ่ ทับสะแกเกิดขึ้น มันก็มีฐานเดิมในการ ให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยน เราก็ใช้ฐาน เดิมก่อน โดยมีแนวร่วมในพืนทีทบสะแก ้ ่ ั ที่เคยสู้ร่วมกับเราคอยประสานงาน เราจั บ กลุ่ ม กั น ขยายพื้ น ที่ โ ดยใช้ มวลชนฐานเดิ ม จนได้ ก ลุ่ ม ใหม่ ที่ ทับสะแก ตอนหลังมีโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ ทับสะแกอีก ก็ไปจากฐานเดิมอีก” ถ้าวันนี้คุณเจริญยังมีชีวิตอยู่ เขา คงดีใจที่เห็นคนตัวเล็กตัวน้อยไม่ยอม หลบอยู่ในเงามืดแบบไร้ปากเสียงอีก ต่อไป แต่เรื่องจริงคือเขาจากไปแล้ว... อย่างไรก็ตาม ความตายของเขา แปรสภาพเป็นปุ๋ยชั้นดีบำรุงรากหญ้า หยัดยืนเป็นความ ‘ทรนง ณ ธรณี’ เป็นหลังพิงทางใจให้คนประจวบฯ และ เป็นขวากหนามชิ้นโตที่รัฐกับทุนไม่ อาจจะผ่านไปได้ง่ายดาย
ภาพ 1 tnews.teenee.com/etc/8361.html 2 http://www.flickr.com/search/
สิงหาคม
-
ตุลาคม
2553
41
สัตว์มหัศจรรย์
เรื่อง : น.สพ. รัฐพันธ์ พัฒนรังสรรค์ email : tomrattapan@yahoo.com
ไก่อู
ไก่โต้ง
รวมมิตรเรื่องไก่
(เอาใจแม่ยก
เสธฯไก่อู)
ไก่ตะเภา ฯลฯ
สวัสดีครับ ขอจับกระแสไก่อูฟีเวอร์ เอาเรื่องไก่มาเขียน ให้อ่านกันเล่นสนุกๆ นะครับ ขอเขียนเป็นปกิณกคดี (อ่านว่า ปะ-กิน-นะ-กะ-คะดี แปลว่า เรื่องเบ็ดเตล็ด) แต่แทรกแซมเกร็ดความรู้ไปด้วย นะครับ บางท่านอาจจะงงว่า “ไก่” เป็นสัตว์มหัศจรรย์หรือ ก็ เห็นเป็นไก่ธรรมดาๆ ลองติดตามอ่านไปจนจบ จะพบว่า ไม่ธรรมดาจริงๆ ครับ #ไก่อู ไก่ตะเภา ไก่แจ้ ไก่โต้ง ต่างกันอย่างไรบ้าง เริมจากคำว่า “ไก่อ” ก่อนเลยก็แล้วกันนะครับ “ไก่อ” นัน ่ ู ู ้ เป็นคำไทยค่อนข้างจะโบราณ เป็นคำรวมที่หมายถึงไก่ พื้นบ้านที่มีลักษณะตัวใหญ่ แข็งแรง ขนส่วนใหญ่เป็นสีดำ (สันนิษฐานว่า คำว่า อู มาจาก คำว่า โอว ในภาษาจีน ที่แปลว่า มีสีดำ) หงอนเป็นหงอนสั้นๆ ไม่ใช่ไก่ชน แต่รูป ทรงตัวเป็นแบบไก่ชน เป็นต้นตระกูลที่ใช้คัดไปเป็นไก่ชน ต่อๆ มา ส่วนคำว่า “ไก่ตะเภา” นั้น เป็นพันธุ์ไก่ที่นำมาจาก เมืองจีน มีลกษณะพิเศษทีเห็นได้ คือ ขายาว ขนตัวสีเหลืองๆ ั ่ เมื่อนำมาทำอาหาร เนื้อจะมีรสชาติอร่อยกว่าไก่ทั่วไป บางทีเรียกว่า ไก่ซาอึ้ง (แปลว่า สามเหลือง) เวลาที่เขา ขายในซูเปอร์มาร์เก็ตของคนจีน ตัวไก่ททำมาแล้ว ลวกน้ำร้อน ี่
ถอนขนเอาเครื่องในออกตามปกติ แต่ตัวไก่ที่ใส่ถาดโฟม มา เขาจะเอาขนใส่มาด้วยสามเส้นเพื่อเป็นการยืนยันว่า ไก่ตัวนี้เป็นไก่พันธุ์ขนเหลือง ข้าวมันไก่ไหหลำแท้ๆ จะใช้ ไก่พันธุ์นี้ “ไก่แจ้” เป็นไก่ไทยพื้นบ้าน พันธุ์ที่ตัวเล็ก ออกลูก เก่ง เลี้ยงลูกเก่ง ตัวผู้จะขยันป้อ (อากัปกิริยาต้อนหน้า ต้อนหลัง ตบปีก กระดกหาง เพื่อให้ตัวเมียสนใจ) ทำให้ คนไทยโบราณ เปรียบว่า เจ้าชู้ไก่แจ้ นิยมเลี้ยงเป็นไก่ สวยงาม เพราะตัวเล็ก ไข่เล็ก กินก็ไม่ค่อยได้เนื้อได้หนัง “ไก่โต้ง” ไม่ใช่พันธุ์ไก่แต่เป็นคำเรียกไก่ตัวผู้ ผม พยายามนึกถึงคำสำหรับไก่เพศเมีย หรือตัวเมีย ก็นึก ไม่ออก สงสัยว่าจะไม่มี อาจจะมีไก่สาว หรือแม่ไก่ แต่ ไม่ใช่ศัพท์เฉพาะแบบไก่โต้ง แถมพิเศษ สำหรับนักกิน “ไก่เบตง” คือพันธุ์ไก่ที่ นิยมเลี้ยงที่ อ.เบตง จ.ยะลา นำต้นพันธุ์มาจากมณฑล กวางสีของประเทศจีน จะมีลักษณะพิเศษคือ ขนตัวสีเหลือง แต่ขนปีก และขนหางไม่มี หนังจะหนา กรอบ เนื้อจะนุ่ม วิธีการทำไก่เบตง คือต้มไก่ในน้ำร้อนที่ไม่เดือด แล้วเอา ขึ้นแช่น้ำเย็นทันที จะทำให้หนังไก่กรอบ “ไก่เก้าชั่ง” เป็นไก่พันธุ์หนัก หนึ่งชั่งคือ หกร้อยกรัม เก้าชั่ง ก็ห้ากิโลกว่า ซึ่งก็น่าจะถึง เพราะตัวใหญ่มาก
46
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
1
ภาพที่ 1 Mike the headless chicken ลงหน้าปกนิตยสาร LIFE จากภาพเหมือนโดนตัดที่ฐานคอ แต่จริงๆ โดนตัดระดับคาง แต่ไก่งอคอ จึงเหมือนโดนตัดที่ฐานคอชิดอก ภาพที่ 2 ภาพไก่อู ที่เป็นไก่นะครับ
2
นำสายพันธุ์เข้ามาจากมาเลเซีย ตัวใหญ่ผสมพันธุ์ยาก คนเลี้ยงไว้โชว์ มากกว่าจะเลี้ยงไว้กิน “ไก่ดำ” เป็นพันธุ์ไก่ที่นำมาจากมองโกเลีย มีลักษณะ พิเศษคือ เนื้อดำ หนังดำ กระดูกดำ เครื่องในดำ เชื่อกันว่า มีสรรพคุณทางการเป็นยาบำรุง แต่ตัวเล็กและเนื้อน้อย จึงนำมาต้มซุปเป็นส่วนใหญ่ #ไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อนกัน คนทั่วไปจะคิดว่านี่ เป็นปัญหาโลกแตก แต่เราลองมาคิดกันดูไหมครับ เผื่อ จะมีคำตอบ ถ้านับว่าไข่นั้นเป็นไข่อะไรก็ได้ ก็ตอบได้ง่ายๆ เลยว่าไข่เกิดก่อน เพราะไดโนเสาร์ทุกชนิด เกิดก่อนไก่ และไดโนเสาร์ทุกชนิด ออกลูกเป็นไข่ แต่ถ้าจะถามว่า ไข่ไก่กับไก่ อะไรเกิดก่อน ก็แล้วแต่ นิยามแหละครับว่า ไข่ไก่นั้นคือไข่ที่ออกมาจากช่องทวาร ของไก่ หรือจะให้นิยามว่า คือสิ่งที่แตกออกมาแล้วเป็นไก่ ถ้านิยามแบบแรก ไก่ก็เกิดก่อน เพราะสัตว์เลื้อยคลานที่ วิวัฒนาการมาเป็นสัตว์ปีก มันไม่ได้มีเส้นขีดที่ชัดเจน แบบพ่อแม่หน้าไม่เหมือนไก่ แล้วจะออกลูกมาหน้าตา เป็นไก่ได้ในชั่วรุ่นเดียว แต่ใช้เวลาเป็นล้านปี #ไก่หัวขาด มีชีวิตต่อได้อีกปีครึ่ง เจอข้อนี้ มหัศจรรย์หรือยังครับ เรื่องเกิดเมื่อวันที่ 4 กันยายน ปี พ.ศ.2488 ที่เมือง Fruita รัฐ Colorado ประเทศ สหรัฐอเมริกา ชาวนาชื่อ Lloyd Olsen ใช้ขวานสับคอไก่ อายุห้าเดือนครึ่ง หัวขาดกระเด็น ทุกทีเขาจะตัดกลางๆ คอ แต่คราวนี้ แม่ยายมาเยี่ยม และแม่ยายชอบกินคอไก่
เขาจึงเอาใจแม่ยาย ตัดใกล้ๆ หัว เพื่อให้มีเหลือเนื้อที่คอ เยอะๆ ปกติไก่ที่โดนตัดหัว ก็อาจมีอาการกระตุก หรือวิ่ง มั่วๆ สักพักก็แน่นิ่ง แล้วก็สิ้นใจ แต่เจ้าไก่ตัวนี้ดิ้นหลุดไป แต่กลับมายืนได้เหมือนไก่ปกติ นายลอยด์จึงตัดสินใจ ไว้ชีวิตไก่ตัวนี้ ให้น้ำและอาหารด้วยการหยอดลงไปใน หลอดอาหาร ตลอดเวลา 18 เดือนจากน้ำหนักสองปอนด์ ครึ่ง จนหนักแปดปอนด์ นายลอยด์ ตั้งชื่อไก่ไร้หัวตัวนี้ว่า Mike และฉายาตามมา คือ the headless ได้รับการตรวจสอบจากนักวิชาการ พบว่า สมองบางส่วนยังอยู่กับตัว จึงยังทำหน้าที่ในการ หายใจและทรงตัวยืนอยู่ได้ นายลอยด์กับไก่ เดินสายโชว์ตัวทั่วอเมริกา ปัจจุบันนี้ ชาวเมือง Fruita ก็ยังจัดงานระลึกถึงเจ้า Mike และเจ้า Mike ก็ทันสมัยไม่หยอก เพราะมี website ของตัวเอง [www.miketheheadlesschicken.org ] แถมมี facebook อีกต่างหาก [http://www.facebook.com/pages/MikeThe-Headless-Chicken/74858598372?ref=ts] ตอนนี้ยังไม่มี twitter แต่เดี๋ยวคงจะมี สนใจ search หาอ่านต่อ ดูภาพได้ แล้วไก่ไร้หัวตัวนี้ ตายอย่ า งไร ติ ด ตามได้ ใ นฉบั บ หน้ า พร้ อ มกั บ เกร็ ด ความมหัศจรรย์อื่นๆ ของไก่กันต่อครับ
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
47
กลับมาเจอกันอีกครั้งสำหรับอักษรไขว้ วายร้ายส่งมาให้คิดและเติมคำตอบ กันแบบสบายๆ เหมือนเดิม ไม่ต้องเสียเวลาพูดพร่ำทำเพลงอะไรมากมาย หยิบดินสอปากกาพร้อมแล้ว...ลุยกันเลย
ชื่อ-นามสกุล
ที่อยู่
1 1 3
3 2
6 7
4 4 5 6 7
5
ตอบปริศนาในช่องว่างให้ครบถ้วน
กรอกชือ-นามสกุลและทีอยู
่ ส่งถึง ่ ่ นิตยสารพลัง+งาน
211/2
ซ.งามวงศ์วาน
31
ต.บางเขน
อ.เมือง
จ.นนทบุร
ี 11000
ภายในวันที
่ 8
ตุลาคม
2553
รางวัลสำหรับครังนีคอหนังสือ ้ ้ื เล่มเล็ก...
“พลัง+งาน
:
ฉบับคิดเป็นทำ เป็น”
ว่าด้วยเรืองก๊าซชีวภาพและ ่ เทคโนโลยีชวมวล
จำนวน
5
รางวัล
ี
เฉลยคำตอบในฉบับทีแล้ว เป็นดังนี้ ่
แนวนอน
1.
ธรรม
4
ข้อแห่งความสำเร็จ
2.
พืชที่เป็นอาหารของพะยูน
3.
ทะเลสาบน้ำจืดใหญ่ที่สุดใน
ประเทศไทย
4.
คนรุ่นใหม่ที่จะเป็นอนาคตของชาติ
5.
เหล้า
่ 6.
ของเหลวทีได้จากการเผาถ่านชีวมวล
7.
พรุ่งนี้ของศุกร์
เมื่อวานของอาทิตย์
แนวตั้ง
1.
สัตว์ปีกกินซาก
2.
อุทยานแห่งชาติที่ขึ้นชื่อเรื่อง
ความงามของแหล่งดำน้ำตื้น
3.
นึกถึงปลาสลิด
นึกถึงที่นี่
4.
แปรรูปจากถั่วเขียว
นิยมต้มจืดหรือ
อบกับกุ้ง
5.
ไม้ดอกกลีบบาง
6.
ไม่แพ้
7.
สัตว์เลื้อยคลาน
อาศัยในทะเล
มีกระดองเป็นหนังหนา
แผ่นดินไหว,
อะลูมิเนียม,
คางคก,
ห้องสมุด,
ชลประทาน,
หน่อไม้,
ทุเรียน,
มันสำปะหลัง,
นกพิราบ,
ข้าวกล้อง
และผูโชคดี 5 ท่านทีได้รบ “สมุด ้ ่ ั บันทึกประหยัดพลังงาน” เอือเฟือ ้ ้
โดยสำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน
ได้แก่
1.
รัมภา
รัตนภานพ
จ.นนทบุร
ี 2.
ชญานิษฐ์
ฮุนตระกูล
จ.ชุมพร
่ 3.
พัชราพร
มูลกะเยาว์
จ.ลำพูน
4.
นทิกานต์
ทองใหญ่
จ.นครศรีธรรมราช
5.
วิจตรา
หิรตพรม
จ.กาฬสินธุ
์ ิ ั
48
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
โลกออนไลน์
เรื่อง : เต่าทองคะนองเว็บ
รื้อความทรงจำ วัยเด็กด้วย
www.milliontoymuseum.com
“ของเล่น” เป็นความสนุกสนานทีผกพันกับทุกคน มันไม่เพียงทำให้เด็กในวันนี้ ่ ู หัวใจพองโต ยังช่วยฟืนความทรงจำสดใสวัยเยาว์ของเด็กในวันวานด้วย ้ ...จะดีแค่ไหน ถ้ามีใครสักคนรวบรวมของเล่นนับล้านชินมาไว้ในทีเดียวกัน ้ ่
ใครคนนั้นคือ รศ.เกริก ยุ้นพันธ์ ผู้ได้แรงบันดาลใจจากการเข้าชม พิพธภัณฑ์ของเล่นคีตาฮารา (Kitahara ิ Tin Toy Museum) เมื่อครั้งเดินทางไป ประเทศญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2525 เพื่อรับ รางวัลนอมา (NOMA) ทันทีที่กลับถึงเมืองไทย อาจารย์ เกริกจึงเริ่มลงมือสะสมของเล่นอย่าง จริงจังและต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 20 ปี กระทังมีโอกาสเหมาะถึงได้ซอทีดน ่ ื้ ่ ิ ริมแม่น้ำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อก่อร่างสร้างอาคารสองชั้นให้เป็น “พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่นเกริกยุ้นพันธ์” และเปิดให้คนทั่วไปได้เข้าเยี่ยมชมใน ราคาจ่ายสบายกระเป๋า ...ผู้ใหญ่ 50 บาท และเด็ก 20 บาท พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดแสดงของเล่น หลากหลายประเภทเรียงรายอยูในตูโชว์ ่ ้ ตั้งแต่โบราณสุดๆ อายุนับร้อยปีจนถึง ของเล่นยุคปัจจุบัน ทั้งของเล่นไทยๆ สมัยสุโขทัย อยุธยา รัตนโกสินทร์ รวมถึงของเล่นเก่าจากต่างประเทศ อาทิ ตุกตาเซลลูลอยด์ สารพัดของเล่น ๊ สังกะสี ของเล่นไขลาน ของเล่นที่ ขับเคลื่อนด้วยพลังจากถ่านไฟฉาย ของเล่นไม้ ของเล่นพลาสติก และอีก มากมายบรรยายไม่หมด นอกจากของเล่นแล้ว ทางพิพธภัณฑ์ ิ ยังจัดกิจกรรมดีๆ เช่น ชัวโมงเล่านิทาน ่ ศิลปะสำหรับเด็ก ค่ายนิทาน ให้คณพ่อ ุ คุณแม่จูงคุณลูกไปเข้าร่วมได้อีก ซึ่ง กิจกรรมเหล่านีไม่ได้จดทังปี แต่สามารถ ้ ั ้ ติดตามความเคลือนไหวผ่านทางเว็บไซต์ ่ ได้โดยง่าย เพียงช่วงเวลาสันๆ ทีคลิกดูภาพถ่าย ้ ่ ของเล่นในเว็บไซต์ หัวใจเด็กๆ ที่ซ่อน อยู่ก็กระโดดโลดเต้น หลายชิ้นไม่เคย เห็นไม่เคยเล่นดูช่างน่าตื่นตา บางชิ้น ทีเคยผ่านเข้ามาในชีวตวันวานก็ดงภาพ ่ ิ ึ ความทรงจำส่วนตัวเกี่ยวกับของเล่น ชิ้นนั้นให้โผล่ผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว รำลึกวัยเด็กผ่านหน้าจอพอหอม ปากหอมคอแล้ว ถ้ามีโอกาสก็ลองแวะ ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ล้านของเล่น เกริกยุ้นพันธ์กันบ้าง เขาเปิดให้เข้าชม ตั้งแต่เก้าโมงเช้าไปถึงสี่โมงเย็นและ ต้องจำไว้วาหยุดเฉพาะวันจันทร์นะจ๊ะ... ่ เดี๋ยวไปเก้อใจเหี่ยวกลับมาไม่รู้ด้วย
50
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
email : romsuan@hotmail.com เรื่อง : แมนอย
แหนมหมู แหนมกระดูกหมู
ไสกรอกอีสาน
และ
ทดลองทําแหนมหมูกนเอง ิ โดยอาศัยจากความทรงจำสมัย เรียนอยู ม.ปลาย เมื่อหลาย สิบปกอน เนือหมูปนมันสับใหเขากัน สมัยนี้ ้ หาไดงายเพราะมีหมูสับพรอมขายอยู แลว สวนประกอบอืนทีสาคัญก็มขาวสุก ่ ่ํ ี และกระเทียม เทานั้นที่ตองทําเพิ่ม วิธีทํา เริ่มจากปอกกระเทียม 1-2 กลีบ ตําพอแหลก สําหรับหมูสับ 2 ขีด ขาวกลองหุงสุก 1/3 ถวย เกลือนิดหนอย คลุกเคลาสวนผสมทั้งหมดเขากัน จากนันเอาสวนผสมทีคลุกเคลาดีแลว ้ ่ ใสถงพลาสติก อัดใหแนน มวนแลวใช ุ
ยางรัด ใสในกลองเพื่อรองรับเอาน้ำ ที่ไหลออกมาจากกระบวนการหมัก ไมใหเลอะเทอะ วางกลองไวในตูไมกันแสงแดด ทิ้งไว 2 วันก็ไดแหนมหมูแบบปลอด สารปรุงแตงรสที่เราไมพึงประสงค ทั้งผงชูรสและดินประสิว ลดความ เสี่ยงจากแหนมฉายรังสี ความรูจากวิธทาแหนมนี้ สามารถ ี ํ ดัดแปลงสูตรเพื่อทําแหนมกระดูกหมู ไดเชนกัน เพียงแตเลือกซีโครงกระดูก ่ หมูตรงชายโครงซึ่งเปนกระดูกออน แทนหมูสับเทานั้น หากเปนไสกรอกอีสาน ก็เพิ่มรส สัมผัสใหนุมอรอยขึ้นโดยใชวุนเสน ซึ่งมีสวนผสมคือ หมูสับ 1 ก.ก.
ตม-ยำ-ทำ-แกง
วุนเสนที่แชน้ำแลวหั่นเปนทอนๆ ได 1⁄2 ถวย ขาวกลองหอมมะลิแดงหุงสุก (ขาวสุกอยางอื่นก็ได) 2/3 ถวย เกลือ 1 ชอนโตะ กระเทียม 10-20 กลีบ ตําพอแหลก คลุกสวนผสมใหเขากันแลวอัดใส ลงในไสหมูที่ปลิ้นดานในออกมาลาง กับเกลือหลายๆ รอบจนสะอาด กรอกสวนผสมแลวมัดเปนปลอง ตามขนาดที่ชอบ เพื่อใหสะดวกใน การนํามาทอดหรือยางกิน ทิงไว 2 วัน ้ เพื่อใหมีรสเปรี้ยว แตถาชอบเปรี้ยว มากก็ปลอยทิ้งไวใหนานยิ่งขึ้น แตไม ควรนานเกินกวา 4 วัน หลังจากนั้น ควรถนอมมันไวในตูเย็นคะ
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
51
สมุนไพรใกลรั้ว
เรื่อง : กระรอกบาน
ไม ห อม
มาปลูกใหเต็มโรงเรียน ดวยเหตุผลงายๆ สั้นๆ วา เด็กและคนที่นี่ผานเหตุการณ โหดราย จิตใจของเขาหยาบกระดางและ แหงแลง โรงเรียนหลังใหมสอนอะไรเขา ไมไดหรอก แตดอกไมสีสวยกลิ่นหอมจะ ขัดเกลาจิตใจเด็กๆ ใหออนโยน ่ ุ ้ ชาวญีปนกลุมนีกลับไปพรอมกับการ เรียนรู ผูอานเรียนรูตรงกันหรือไม ? คนเราที่จิตดีงามอยากชวยผูอื่น ก็ มักวนเวียนกับเรื่องวัตถุและเงินๆ ทองๆ แตดานจิตใจเรามักคิดไมถึงเสมอ เชน ความงามและกลิ่นหอมของดอกไม หรือ ่ ั ธรรมชาติอนออนโยนตางหากทีชวยฟนฟู ่ ุ บูรณะไดอยางดี ชาวญีปนจึงกลับไปรวบรวม เมล็ดพันธุสงมาใหโรงเรียนแหงนั้น เหตุรายของเพื่อนบานนาจะทําให คนไทยไดคิดบาง แทนที่จะสรางวัตถุ หวานโปรยเงินทอง ลองสงเสริมใหปลูก พรรณไมหอมในบาน โรงเรียน ที่ทํางาน หรือที่ศาลาวาการทุกจังหวัดดีไหม? อันที่จริงแนวปฏิบัติเชนนี้อยูใน วัฒนธรรมไทยแตโบราณแลว เชน การ แนะนําใหปลูกไมหอมในบาน แตขาด ่ การสงเสริมและศึกษาพัฒนากันตอเนือง ทั้งๆ ที่กลิ่นหอมของพรรณไมตางๆ ที่ ปลูกอยูในบานมีประโยชนหลายมากมาย โดยเฉพาะกลิ่นหอมเย็นที่ชวยทําให กลามเนื้อคลายตัว ทําใหรางกายได พักผอนอยางเต็มที่เวลานอนหลับ ่ ิ ขอแนะนําพรรณไมหอมทีนยมปลูกไว ในบานของชาวไทยในอดีตสักตน คือ ตนเขี้ยวกระแตหรือพุทธชาด (บางที่ เขียนวา พุทธชาติ) (Jasminum auriculatum Vahl) หรือบางทองถิ่นก็
ยอมใจใฝสันติ
คติเตือนใจนี้มาจากการ สนทนาธรรมกับพระไพศาล วิสาโล พระผูทํางานดาน ศาสนธรรมกับการพัฒนาตน และสังคม เลาใหคิดวา เมื่อ ครั้งประเทศกัมพูชาตองเผชิญ ศึกสงครามโหดราย คนในชาติ รบราฆาฟน บานเมืองยอยยับ ทุกอยางเลวรายไปหมด เด็กๆ กลายเปนเหยื่อสงคราม ไมมี โรงเรียนใหไปเรียนหนังสือ มี แตโครงเสากับหลังคารั่วพอบัง แดดฝนบางเทานั้น
้ ่ ุ ่ มีชาวญีปนกลุมหนึงจิตใจดีงาม ตังใจ แนวแนจะนําเงินทองมาสรางอาคาร หรือ ซื้อขาวของใหแกเด็กๆ หรือครู เพื่อใชใน การสอนหนังสือ แตเมื่อเขาฝาฟนเดินมาถึง กลับงง และแปลกใจวา ความตองการของครูใน โรงเรียนหลังสมรภูมิรบ ไมไดตองการ เงินทองที่จะนํามาสรางอาคารหลังใหม หรือโตะเกาอี้ตัวใหมแตอยางใด ครูชาวเขมรเขาตองการอะไร ลอง ทายดู ? เขาเพียงตองการ “เมล็ดพันธุไมดอก ไมประดับนานาชนิด” เทานั้น เพื่อนํา
เรียกวา บุหงาประหงัน ตนไมนี้ถาดูจากประวัติศาสตรไมใช ไมไทยแท เปนพรรณไมที่มีถิ่นกําเนิด จากประเทศจีนและประเทศอินเดีย แต เปนไมที่นิยมปลูกตามบานและมีความ ผูกพันในสังคมไทยในอดีตมาก ั เด็กๆ ทุกคนโดยเฉพาะผูหญิงจะรูจก ไมชนิดนี้เปนอยางดี เพราะตองผานการ ้ ื ฝกฝมอใชดอกเขียวกระแต มารอยมาลัย อุบะ และงานดอกไมอื่นๆ ความสัมพันธของไมนี้ ปรากฏชัดเจน ในพระนิพนธกาพยเหเรือของเจาฟา ธรรมาธิเบศ วา “สายหยุดพุทธชาด บานเกลื่อนกลาดดาษดาไป นึกนองกรองมาไลย วางใหพี่ขางที่นอน” หรือจะดูวาคนสมัยตนรัตนโกสินทร ตางนิยมปลูกไมชนิดใดมากขนาดไหน ดูไดจากพระราชนิพนธ เรื่อง อิเหนา ของรัชกาลที่ 2 ไดกลาวไววา “พื้นเตียนเลี่ยนลาดศิลาลาย พฤกษารายรอบพลับพลาสะตาหนัน สายหยุดพุทธชาดมะลิวัลย เลื้อยพันกําแพงแกวเปนแถวทิว” ่ ่ ทานทีเคยดมกลินพุทธชาด จะสัมผัส กลิ่นหอมออน เย็นชื่นใจ คลายเครียด และชวยทําใหนอนหลับสบาย ในอดีตจึง นิยมทําเปนมาลัย หรือทําเปนชอไวใน หองนอน เปนยากลางบานที่ไมตองปรุง เพียงแคบํารุงดิน ชวยปลูกใหทั่วไทย นาจะทําให จิตใจสงบเย็น เห็นสันติเกิดไดในใจคน
52
สิงหาคม - ตุลาคม 2553
ภาพประกอบ www.google.com / www.flickr.com-คนหา ดอกพุทธชาด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
- พลัง+งาน ปฏิบัติการพลังงานเพื่อชุมชน ฉบับที่ 7 พฤษภาคม 2553 - กรกฎาคม 2553
- พลัง+งาน ปฏิบัติการพลังงานเพื่อชุมชน ฉบับที่ 6 กุมภาพันธ์ 2553 - เมษายน 2553
- พลัง+งาน ปฏิบัติการพลังงานเพื่อชุมชน ฉบับที่ 5 พฤศจิกายน 2552 - มกราคม 2553
- พลัง+งาน ปฏิบัติการพลังงานเพื่อชุมชน ฉบับที่ 4 สิงหาคม 2552 - ตุลาคม 2552
- พลัง+งาน ปฏิบัติการพลังงานเพื่อชุมชน ฉบับที่ 3 พฤษภาคม 2552 - กรกฎาคม 2552
- พลัง+งาน ปฏิบัติการพลังงานเพื่อชุมชน ฉบับที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 - เมษายน 2552
- พลัง+งาน ปฏิบัติการพลังงานเพื่อชุมชน ฉบับที่ 1 พฤศจิกายน 2551 - มกราคม 2552
เนื้อหานี้เผยแพร่ภายใต้ลิขสิทธิ์ ครีเอทีฟ คอมมอนส์ 3.0 ประเทศไทย โดยแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


แสดงความคิดเห็น