สสส. หนุนชุมชนผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์
ส่งเสริมเกษตรกรไทยพึ่งพาตนเองในระยะยาว

ชาวนาไทยทั่วทุกภูมิภาคของประเทศในอดีต ล้วนมีวิถีชีวิตที่ผูกพันอยู่กับวัฒนธรรมข้าวมาอย่างยาวนาน มีการคิดค้นและพัฒนาระบบการเกษตรที่เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพทางภูมิศาสตร์ ก่อให้เกิดพันธุ์พืชและพันธุ์ข้าวจำนวนมากมายนับหมื่นสายพันธุ์ ที่มีความเหมาะสมตามสภาพภูมิประเทศทั้งภูเขา ที่ดอน ที่ลุ่มหรือที่ชุ่มน้ำ ทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ในสภาพพื้นที่ๆ แตกต่างกันสามารถปลูกข้าวได้เช่นเดียวกัน
ดังนั้น ความหลากหลายทางพันธุกรรม ก็คือความมั่นคงทางทรัพยากรของท้องถิ่น และเป็นฐานทรัพยากรของชุมชน ซึ่งมีความสำคัญต่อการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรไทยมาเนิ่นนาน จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติเขียว ที่เน้นการปลูกเชิงเดี่ยว มีการส่งเสริมการปลูกข้าวเพียงไม่กี่ชนิดเพื่อการส่งออก เกษตรกรไม่จำเป็นต้องแสวงหาและคัดเลือกสายพันธุ์ด้วยตนเอง สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการทำลายพันธุกรรมพืชพื้นบ้าน เมล็ดพันธุ์ข้าวต่างๆ สูญหายไปจากระบบและพบว่าไปอยู่ในธนาคารเมล็ดพันธุ์ในต่างประเทศ ซึ่งนำไปใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงพัฒนาใหม่ แล้วนำกลับมาขายในลักษณะผูกขาดทำกำไร ทั้งเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยและสารเคมี ที่ต้องใช้ร่วมกันเพื่อให้ผลผลิตในปริมาณที่ต้องการ
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก จ.สุรินทร์ องค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านการส่งเสริมเกษตรยั่งยืน จึงร่วมกับกลุ่มเกษตรธรรมชาติตำบลทมอ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดทำโครงการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุกรรมพื้นบ้าน โดยการสำรวจข้อมูลพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน รวบรวมจัดเก็บ พัฒนาและขยายพันธุ์ เพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ ลดการนำเข้าหรือซื้อเมล็ดพันธุ์จากเอกชน และช่วยให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้
นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้จัดการแผนกฐานทรัพยากรอาหาร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ระบุว่าที่ผ่านมาพันธ์ข้าวพื้นบ้านของไทยสูญหายไปจากการส่งเสริมพันธุ์ข้าวใหม่ที่เน้นเรื่องปริมาณและผลผลิตทั้งๆ ที่พันธุ์ข้าวพื้นบ้านของเรามีคุณค่าทางโภชนาการ วิตามิน สารอาหารต่างๆ สูงมาก จึงมีการส่งเสริมให้มีการรื้อฟื้นนำพันธุ์ข้าวเหล่านี้มาปลูก ในด้านหนึ่งก็ตอบสนองต่อเรื่องโภชนาการเพราะมีคุณค่าทางอาหาร อีกด้านก็ลดต้นทุนการผลิตเพราะไม่ต้องพึ่งพาปุ๋ยและสารเคมี
"โครงการนี้ จะทำให้เกิดการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรไทยในระยะยาว โดยไม่ต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์จากเอกชนหรือบริษัทข้ามชาติซึ่งมีราคาแพงและต้องใช้ปุ๋ย ใช้ยาในปริมาณที่สูง ทำให้เกษตรกรต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ข้อดีอย่างแรกคือชาวบ้านได้กินข้าวที่มีคุณค่าทางอาหารสูง สองคือลดต้นทุนการผลิต เพราะพันธุ์ข้าวพื้นบ้านส่วนใหญ่ถูกปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพนิเวศน์ของท้องถิ่น จึงไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยและสารเคมี" นายวิฑูรย์กล่าว
นายอารัติ แสงอุบล ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก จ.สุรินทร์เผยว่า คณะทำงานมีแนวทางในการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ในระบบเกษตรยั่งยืนให้กับเกษตรในพื้นที่ด้วยการปลูกพืชที่หลากหลาย ให้ชาวบ้านพึ่งตนเองได้โดยใช้พันธุกรรมท้องถิ่นที่เหมาะสมและสอดคล้องกับชุมชน ซึ่ง ต.ทมอ อ.ปราสาท เป็นเครือข่ายที่รวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์ได้สำเร็จ โดยมีเกษตรกรร่วมกว่า 35 ครอบครัว เป็นนักพัฒนาสายพันธุ์ข้าวถึง 15 ครอบครัว มีพื้นที่ใช้คัดและพัฒนาเมล็ดพันธุ์ 60 ไร่เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพให้กับสมาชิก
นายภาคภูมิ อินทร์แป้น เกษตรกรนักพัฒนาพันธุ์ข้าวบ้านโดนเลงใต้ ต.ทมอ เล่าว่าเข้าร่วมเป็นสมาชิกเกษตรกรรมทางเลือกตั้งแต่ปี 2543 ปลูกข้าวแบบเกษตรอินทรีย์ โดยพัฒนาพันธุ์ข้าวใช้เองทำให้ได้ข้าวที่มีคุณภาพ ได้กินอาหารที่ปลอดภัยและลดต้นทุนการผลิตทั้งค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยและสารเคมี ปัจจุบัน มีพันธุ์ข้าวที่ชาวบ้านกำลังปลูกและพัฒนาอยู่ 23 สายพันธุ์
"สมัยก่อนต้องเสียเงินซื้อพันธุ์ข้าว ซึ่งข้าวที่ได้มาก็ไม่บริสุทธิ์มักมีพันธุ์ข้าวอย่างอื่นปะปนมา พอมาทำพันธุ์ข้าวใช้เองข้อดีก็คือลดค่าใช้จ่าย แก้ปัญหาพันธุ์ข้าวอื่นปะปนได้ ซึ่งการพัฒนาพันธุ์ข้าวชาวบ้านทำเองได้และน่าจะทำได้ดีกว่าภาครัฐเสียด้วยซ้ำ และสร้างให้ชาวบ้านตระหนักในการพึ่งพาตนเอง ไม่ต้องผูกขาดเรื่องเมล็ดพันธุ์จากเอกชนหรือรัฐบาล" นายภาคภูมิกล่าว
ท่ามกลางปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลก พันธุ์ข้าวพื้นบ้านถือว่าเป็นความมั่นคงด้านอาหารของชาติ เพราะในปัจจุบันมีบริษัทข้ามชาติหลายรายเข้ามามีบทบาทในการครองครองปัจจัยการผลิตต่างๆ เมล็ดพันธุ์ข้าวจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ชาวบ้านจะต้องร่วมกันอนุรักษ์ไว้และพัฒนาต่อไป
ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
Update 25-11-51
- อ่าน 347 ครั้ง