คนเสียสติ ชีวิตที่ไร้ค่า

คนเร่ร่อนไม่ใช่ ขยะที่รอการเก็บกวาดจากสังคม

 

 

             ภาพแรกที่จะแวบขึ้นมาในสมอง เมื่อพูดถึงสนามหลวง นั่น คือภาพคนเร่ร่อนเนื้อตัวสกปรกมอมแมม บ้างนอน บ้างเดินไปเดินมา หรือนั่งยิ้มหัวเราะคนเดียว ซึ่งภาพเหล่านี้เราเห็นกันจนชินตา ทำให้หลงคิดไปว่า แม้เราจะไม่ยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือเค้าก็อยู่ได้ ทั้งที่จริงทุกอย่างอาจไม่เป็นอย่างที่เราคิด

 

             เมื่อไม่นานมานี้ ทางศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา ได้รับการประสานงานจากพลเมืองดี ว่า ขอให้ ศูนย์ข้อมูลคนหาย ช่วยนำตัว บี (นามสมมติ) หญิงสาวประมาณ 30 ปี ส่งโรงพยาบาล หรือ สถานสงเคราะห์แห่งใดแห่งหนึ่ง เพื่อให้เธอได้หลุดพ้นจากสภาพชีวิตที่เลวร้าย สิ่งที่ ศูนย์ข้อมูลคนหาย ได้ทราบมีเพียงว่า เธอมาใช้ชีวิตอยู่ที่สนามหลวงเป็นเวลา 1 เดือนแล้ว แต่ด้วยสภาวะจิตใจของเธอ ที่ถูกมองว่า เป็นคนบ้า เสียสติไม่น่าเข้าใกล้ จึงทำให้เธอกลายเป็นคนไร้ค่าในสายตาของคนทั่วไป

 

             แต่คนที่ถูกสังคมตราหน้าว่า เป็นคนเสียสติ กลับถูกคนที่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนอย่างเช่นเรานั้น ทำร้ายร่างกาย และจิตใจอยู่เกือบทุกคืนวัน ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ ไม่ใช่ว่าไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น เพราะคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในบริเวณสนามหลวงทราบกันดี แต่กลับไม่มีใครยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ เสมือนหนึ่งว่า เธอไม่ใช่ มนุษย์คนหนึ่ง

 

             ซึ่งเรื่องนี้ อาจยังไม่ใช่เรื่องเศร้าเรื่องเดียวที่เกิดขึ้นกับเธอ เพราะเมื่อทางศูนย์ข้อมูลคนหาย พยายามประสานงานไปยังโรงพยาบาล หรือแม้กระทั่งสถานสงเคราะห์ เพื่อขอให้รับตัวเธอไว้ในการดูแล แต่ทุกที่กลับปฎิเสธ โดยบอกว่า เธอ เป็นภาระสำหรับสถานที่เหล่านั้น แรกที่ได้ยินคำนี้ เราแทบจะไม่เชื่อว่าประโยคนี้ จะออกมาจากปากของผู้ที่บอกว่า ตนมีการศึกษาสูง จนเราเริ่มไม่แน่ใจว่า การศึกษานั้นได้เคยสอนเรื่องจริยธรรม หรือ มนุษยธรรม กับเราหรือไม่

 

             เมื่อทุกที่ต่างปฎิเสธที่จะรับตัวเธอ เราจึงไม่แน่ใจว่า สุดท้ายแล้วคืนนี้ เธอ ยังจะต้องประสบชะตากรรมเช่นทุกคืนที่ผ่านมาหรือไม่ จนกระทั่ง ศูนย์ข้อมูลคนหาย ได้ประสานงานไปยังโรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่ง ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง โดยแพทย์ ของที่นั่นยินดีที่จะรับตัวเธอไว้ในการดูแล นั่นย่อมแสดงว่า คืนนี้เธอจะได้รับการดูแลอย่างดีจากแพทย์ และพยาบาล ที่มองเห็นความเป็นมนุษย์ในตัวตนของเธออยู่

 

             นี่เป็นเพียงละครบทหนึ่งที่เกิดขึ้นในท้องสนามหลวง ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในพื้นที่ และนอกพื้นที่ ต่างทราบปัญหา แต่กลับไม่มีใครเข้ามาจัดการ ทั้งๆ ที่หน่วยงานเหล่านั้น ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว และยิ่งเลวร้ายขึ้นไปอีกที่บางหน่วยงานออกมาประกาศหน้าสื่อว่า หากมีปัญหาอะไรให้ติดต่อมาหาตนได้ เรายินดีให้ความช่วยเหลือ แต่เมื่อมีผู้โทรไปขอความช่วยเหลือ กลับปฎิเสธ โดยอ้างว่า ตนไม่ว่าง ไม่ใช่หน้าที่ของตน

 

            หากเรายังเหยียบย่ำ ลดค่าความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น เพียงเพราะเขาไม่เหมือนกับเรา ปล่อยปละ ละเลย เพิกเฉย ด้วยคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ และปล่อยให้คนเร่ร่อนเหล่านั้นกลายเป็นเพียง ขยะที่รอการเก็บกวาดจากสังคม สุดท้าย เราคงไม่เหลือความเป็น มนุษย์ เช่นเดียวกัน

 

 

 

 

 

 

ที่มา : นางสาวธิติมา หมีปาน ศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา

 

 

 

Update 13-10-51

ความคิดเห็น

จริงค่ะ

จริงอย่างที่คุณธิติมาว่า แต่หมอกอย่ากจะรู้ว่าเราจะช่วยเค้าได้ยังไงค๊ะ

เห็นแล้วก็สงสารเหมือนกันค่ะแต่หมอกก็ไม่รู้ว่าหมอกจะทำยังไง บางทีหมอกเห็นคนขอทานหมอกก็ให้ทานบ้างแต่ในใจลึกๆ แล้วไม่อยากเห็นคนๆ นั้นอยู่ในสภาพนี้เลยค่ะ  ถึงแม้หมอกจะไม่ใช่คนร่ำรวย แค่คนทำงานหาเช้ากันค่ำธรรมดาๆ แต่หมอกก็ไม่อยากเห็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอยู่ในสภาพที่เลยร้ายขนาดนี้นะค๊ะ

หมอกไม่เข้าใจว่าทำไมประเทศไทยถึงเป็นแบบนี้คนรวยก็รวยจนไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปทำอะไร

ส่วนคนจนก็จน  ซะจนที่มีจะกิน ไม่มีที่จะซุกหัวนอน

และอีกส่วนที่มีพอกิน ก็มีบ้างค่ะแต่ก็น้อย

ถ้าจะลองมองไกลๆ คนที่ขาดแคลนมากๆ ในต่างจังหวัดในเขตทุรกันดารยังมีมากมายเลยนะค๊ะ

ทำไมคนที่รวยๆ ไม่ลองเอาเงินของพวกเขาที่ซื้อของแพงๆ ของแบร์นดเนม ไปทำบุญทำประโยชน์อย่างอื่นมั่งหล่ะค๊ะ