ข้ามสู่เนื้อหาหลัก

พลังสร้างภูมิคุ้มกันเด็กและเยาวชนไทย

ตนเอง เพื่อน ครอบครัว ปัญญา และชุมชนล้วนเกี่ยวข้อง

 

            การศึกษาวิจัยหลายรายงานที่เน้นให้เห็นความสำคัญของสถาบันครอบครัว โดยมีบทบาทของทั้งพ่อและแม่ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่รัดตัว และภาวการณ์ทุนนิยม ชี้ให้เห็นว่า ทฤษฏีเศรษฐกิจพอเพียง และการให้มีส่วนร่วมของพ่อแม่ในการดูแลลูกอย่างใกล้ชิด จะเป็นเกราะป้องกันวิกฤติการณ์ที่ถาโถมเข้าใส่เด็กและเยาวชน แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันประกอบกับยุคทุนนิยมทำให้เกิดการแข่งขันแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันทั่ว 

 

เริ่มตั้งแต่เด็กเล็กไปจนผู้ใหญ่สร้างค่านิยมใหม่และวัฒนธรรมใหม่ปลูกฝังจนเป็นนิสัย การรู้จักกันลดลงการมีกิจกรรมส่วนร่วมเริ่มหายไป ครอบครัวเล็กลงเริ่มปิดกั้นสร้างรั้วให้สูงขึ้น เด็กและเยาวชนรู้จักชุมชนลดลงและชุมชนก็รู้จักเด็กและเยาวชนลดลงเช่นกัน ความห่วงใยเอื้ออาทรกำลังจะหายไป ทดแทนด้วยการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ตัวชี้วัดความสำเร็จในเด็กและเยาวชนวัดที่ความสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนเท่านั้นเพราะวัดง่ายและจับต้องได้ ทำให้เกิดความเครียดจริงจังที่จะแย่งกันเรียนทั้งปกติและเรียนพิเศษ แย่งกันสอบเพื่อให้ชนะผู้อื่นได้ในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้หรือด้อยกว่า จนแตกเป็นสองขั้วคือเด็กเรียนที่วันๆเอาแต่เรียนจนลืมวัฒนธรรมการรู้จักพอและการรู้แพ้รู้ชนะ ในขณะที่เด็กอีกขั้วที่ยากแก่การที่จะเอื้อมถึงผลการเรียน ก็ปรากฏเป็นผลการกระทำที่ง่ายและได้ความสนใจแทนเช่นปัญหาวัยรุ่นในสังคมปัจจุบัน และนับวันช่องว่างนี้ถูกหล่อหลอมให้มากขึ้นจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่หวังแต่การแก่งแย่ง แย่งกันอยู่แย่งกันใช้เช่นกัน  ตัวชี้วัดที่ง่ายและจับต้องได้คือ เงิน ในขณะที่ผู้ที่เอื้อมไม่ถึงก็หวังโชคชะตาหรือหันมากระทำความผิดเพื่อให้ได้ เงิน ทั้งหมดนี้กำลังจะกลายเป็น

 

ตัวกัดกร่อน เศรษฐกิจพอเพียง สมานฉันท์ และรู้รักสามัคคี ให้อ่อนแอ

 

            รากฐานของปัญหาเกิดจากการมองเด็กและเยาวชนเชิงลบมากขึ้น และจิตสาธารณะของสมาชิก ครอบครัว ชุมชนอ่อนแอมากขึ้น ประกอบกับการกระตุ้นโดยสื่อสารเทคโนโลยี

           

การทำงานด้านเด็กและเยาวชนที่มองปัญหาเป็นที่ตั้ง(Problem-based) อย่างเดียวจะมองเด็กและเยาวชนเป็นวัยที่มีความเสี่ยงและเป็นปัญหา ให้ความสำคัญกับพฤติกรรมเสี่ยงมากกว่า ขาดการจัดการกับปํญหาโดยพยายามจะอุดรอยรั่วเท่าไรก็ไม่หมด มองการแก้ปัญหาต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ โดยการแก้ปัญหาจะขึ้นอยู่กับโครงการและความซับซ้อนของปัญหา เมื่อเกิดผลจากพฤติกรรมเสี่ยงจึงค่อยวางแผนการ(เสมือนวัวหายแล้วล้อมคอก) ดำเนินการได้จำกัดภายใต้งบประมาณที่ได้รับหากไม่มีงบก็ทำไม่ได้ และ สื่อให้เห็นความสลับซับซ้อนของปัญหายากแก่การแก้ไข

 

            ในขณะที่การทำงานด้านเยาวชนที่มองคุณค่าเป็นที่ตั้ง  (Positive youth-based)จะมองเด็กและเยาวชน เป็นวัยที่มีพลังความคิดสร้างสรรค์และมีศักยภาพมาก ให้ความสำคัญกับการมีกิจกรรมส่วนร่วมมาก สร้างการส่งเสริมคุณภาพไว้เป็นเกราะป้องกันจากภาวะเสี่ยงสร้างการมีส่วนร่วมกิจกรรมต่อชุมชนที่ชัดเจน มองการแก้ปัญหาแบบบูรณาการโดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่น สร้างทางออกที่หลากหลายแก่เยาวชนในการแก้ปัญหา ดำเนินการได้ตามชุมชนท้องถิ่นทุกแห่งตามทรัพยากรที่มีในพื้นที่ และสื่อให้เห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมเด็ก เยาวชน ชุมชน และครอบครัว

 

            แผนงานสุขภาวะเด็กและเยาวชน สสส. สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้พัฒนาเครื่องมือในการหัดจับถูกเด็กและเยาวชน (Developmental Assets) เพื่อร่วมกัน สร้างพลังภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชนไทยประกอบด้วย 5 พลัง กล่าวคือ พลังแห่งตัวตน พลังเพื่อนและกิจกรรม พลังครอบครัว พลังสร้างปัญญา และพลังชุมชน  โดยจะเริ่มดำเนินการในจังหวัดนำร่อง หลังการประกาศวาระเด็กและเยาวชนโดยฯพณฯนายกรัฐมนตรีเนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ

 

 

 

 

 

ที่มา: นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะเด็กและเยาวชน สสส.

ข้อมูล: dekplus.org

 

 

Update:12-09-51

 

แสดงความคิดเห็น