มัคคุเทศก์ชุมชน เยาวชนบ้านฮ่องอ้อ
สร้างป่าให้เป็น “ป่าช้า” แนวคิดใหม่เด็กฮ่องอ้อ
เด็กหญิง เด็กชายตัวน้อยๆ นั่งหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานบนเสื่อที่ปูกับผืนดิน มองไปเห็นลำน้ำมูนกว้างสุดตา ครั้นเห็นขบวนผู้ใหญ่ทั้งหลายเดินมาก็เริ่มนั่งตัวตรง มีความตื่นเต้น อยากรู้แฝงอยู่ในดวงตาคู่น้อย
ทันทีที่กองทัพผู้ใหญ่ทั้งหลายมาจากหลายหน่วยงาน ทั้งจากสื่อมวลชน เครือข่ายภาคี ภายใต้การนำทีมของสำนักงานกองทุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งเป็นผู้ให้การสนับสนุนในการจัดทำโครงการฐานทรัพยากรอาหาร (การทำวังปลา) บ้านฮ่องอ้อ ต.ท่าช้าง อ.สว่างวีรวงศ์ จ.อุบลราชธานีมาถึง เด็กๆ เริ่มนั่งกันแบบพับเพียบเรียบร้อย
ชุมชนฮ่องอ้อแห่งนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำมูน แต่เดิมเรียกว่า "หาดฮ่องอ้อ" เป็นท่าน้ำให้ช้างบรรทุกสินค้าจากป่าและท่อนซุงเข้าไปขายในเมือง และเป็นที่พ่อค้าใช้พักแรม จึงเรียกบริเวณนี้ว่า "ท่าช้างข้าม" ต่อมาเมื่อมีผู้คนอพยพมาอยู่อาศัยกันมากขึ้น จึงก่อตั้งเป็นหมู่บ้านท่าช้าง ชุมชนฮ่องอ้อเป็นคุ้มบ้านเล็กๆ ของหมู่บ้านแห่งนี้
คนฮ่องอ้อหาอยู่หากินกับแม่น้ำ มีสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านเคยจับกุ้งหอยปูปลาเลี้ยงชีวิต มีปลาหลายชนิด เช่น ปลาปึ่ง ปลากะมัน ปลาค้าว ปลาชะโด ปลาอีตู๋ ปลาแตบ ปลาปาก ปลาหมู ปลากะแยง เป็นต้น
ริมน้ำมูนยังมีป่าบุ่ง ป่าทาม ให้คนฮ่องอ้ออาศัยเก็บหาหน่อไม้ ไข่มดแดง เก็บเห็ด เก็บแฝก คนฮ่องอ้อส่วนน้อยที่พอมีที่นาเป็นของตนเอง ก็จะปลูกข้าวเพื่อบริโภคในครัวเรือน แต่ก็จะทำนาในเฉพาะหน้าแล้งเท่านั้น เนื่องจากน้ำท่วมที่นาในฤดูฝน
บริเวณชุมชนฮ่องอ้อเป็นพื้นที่ต่ำน้ำท่วมถึง จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่บริเวณชุมชนฮ่องอ้อเคยถูกน้ำท่วมหลายครั้ง แต่ช่วงน้ำท่วมใหญ่ได้แก่ ในปี พ.ศ.2485, 2493, 2521 และ 2545 บางครั้งน้ำหลากล้นสูงจนเกือบถึงหลังคาบ้าน ชาวบ้านต้องอพยพไปอยู่ในที่สูง หรือไม่ก็อพยพไปอยู่กับญาติพี่น้อง แต่ระยะหลังเมื่อน้ำลดระดับ ชาวบ้านกลับคืนสู่บ้านฮ่องอ้อด้วยความผูกพันในถิ่นอาศัยของตน
นอกจากประสบกับภัยธรรมชาติแล้ว ชุมชนฮ่องอ้อยังคงต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงอีกหลายประการ อาทิ ผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูล ทำให้จำนวนสัตว์น้ำลดลง การเข้ามาของสัมปทานท่าทราย การกว้านซื้อที่ดิน ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติที่เคยอุดมสมบูรณ์ถูกทำลาย และร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสภาวะปัญหาที่รายล้อมชุมชนฮ่องอ้อ คนทั้งชุมชนฮ่องอ้อไม่ได้ยอมจำนนต่อชะตากรรม กลับลุกขึ้นมารวมตัวกันเพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง เพื่อให้ลูกหลานได้ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อไป
เด็กๆ ในหมู่บ้านแห่งนี้ได้รับการปลูกฝัง และถูกสอนให้รักและเห็นคุณค่า หวงแหนในหมู่บ้านของตน
หลังจากการทำพิธีการแล้ว พวกเราจึงถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม เพื่อสำรวจหมู่บ้าน คือกลุ่มที่ไปทางเรือ ภาพที่เห็นข้างหน้าคือความกว้างใหญ่ สะอาดสะอ้านของลำน้ำมูน ซึ่งหล่อเลี้ยงชุมชน เด็กๆ เหล่านี้สามารถตอบได้ว่า ในแม่น้ำของพวกเขามีปลาอะไร และหากถูกเรือดูดทรายแล้วจะมีผลกระทบอย่างไร
นั่งเรือไปสักพัก ไปขึ้นแพที่คนหาปลาใช้เป็นจุดที่พัก การหาปลาต้องมีกติกา พวกที่มาทางเรือเปลี่ยนเส้นทางด้วยการเลือกเดินกลับ
มัคคุเทศก์ตัวน้อยทั้งชายหญิงนำหน้าพวกเรา ชี้ชวนชมดูกอไผ่ พร้อมกับขุดหน่อไม้ให้ดู บอกว่าเอาไปไว้ทำกับข้าวกิน ส่วนน้องอีกคนก็เด็ดผักที่พวกเราเห็นแต่ว่าเป็นใบไม้ธรรมดา แต่เด็กๆ รู้ว่ากินได้
หนูน้อยยังชี้ให้ดูเห็ด แต่บอกเราว่านี่กินไม่ได้ ถามว่าทำไมถึงรู้ เขาบอกว่ามันแปลก และไม่เคยถูกสอนให้กิน ที่สำคัญคือแข็งกว่าเห็ดปกติ
บรรยากาศตามเส้นทางที่เดินร่มครึ้ม บางมุมมีซุ้มไผ่ให้ลอด มีดอกไม้ป่าแปลกๆ สวยงาม คนที่ชอบเดินป่าคงหลงเสน่ห์สิ่งที่อยู่ในป่าแบบ เพราะในรายละเอียดของต้นไม้แต่ละต้นมีความแปลกแตกต่างกัน ที่สำคัญต้นไม้หลายต้นมีการติดป้ายชื่อ รวมทั้งสรรพคุณที่ใช้ในการรักษาโรคไว้เสร็จสรรพพ้นป่า เด็กๆ ชี้เราดูป้าย เขียนตัวโตเบ้อเริ่มว่า "ป่าช้า" เล่นเอาคณะที่มาขนลุกตาม
มัคคุเทศก์ตัวน้อยบอกว่า เป็นป่าช้าคนจะได้ไม่กล้าเข้าไปตัดไม้ ไปทำลายป่า ถ้าทำลายก็ไม่มีหน่อไม้ ไม่มีผักให้เก็บกิน ดูข้างหน้าป่าช้าสิ นายทุนมาซื้อทำป่ายูคาลิปตัส ตัดต้นไม้ไปหมดแล้ว
เด็กๆ เหล่านี้เล่าเรื่องหมู่บ้านของเขาให้เราฟังด้วยความภาคภูมิใจ ถามว่ารักบ้านตัวเองไหม พวกเขาพยักหน้า ถามว่าโตขึ้นจะไปทำงานในเมืองไหม เขาบอกยังไม่รู้ แต่สิ่งที่เราเชื่อแน่การปลูกฝังให้เยาวชนเหล่านี้ภาคภูมิใจในบ้านเกิดของตนเองน่าจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้พวกเขามีทางเลือกในชีวิต นอกจากเข้ามาขายแรงงานเพียงอย่างเดียว
ที่สำคัญโรงเรียนเองก็ให้ความร่วมมือด้วยการจัดหลักสูตรให้เหมาะกับท้องถิ่น นำสิ่งใกล้ตัวมาสอน ให้เด็กๆ ให้ความสำคัญ
โครงการมัคคุเทศก์น้อยนี้เป็นหนึ่งในผลงานที่ต่อเนื่อง จากโครงการที่ สสส.ให้การสนับสนุน แต่ผลที่ได้รับกลับเกินคาด อาจารย์
เรากลับมาจากการเยี่ยมชม หมู่บ้านที่ยังเป็นหมู่บ้าน หมู่บ้านที่รักหมู่บ้าน ทั้งผู้ใหญ่รักและหวงแหนสิ่งที่เป็นทรัพยากรของหมู่บ้าน เพราะรู้ว่าเงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง
อาหารที่ชาวบ้านจัดมาเลี้ยงดูพวกเราวันนั้นยังอยู่ในความทรงจำ หน่อไม้จากป่า ผักจากต้น ซูเปอร์มาร์เก็ตในบ้านเกิด
ที่สำคัญคือ เพลงฮ่องอ้อ ที่เด็กๆ พร้อมใจร้องให้พวกเราฟังกันนั้นยังก้องอยู่ในความทรงจำไปอีกนานแสนนาน
"ตะวันสาดแสง ลมแรงพัดพา
สายน้ำเมฆา ล่องลอยใสงาม
ออกเรือ เก็บหอยกุ้งปลา
จับจ่ายซื้อหา ผ้าผืนห่มหาย..."
ที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.
Update 11-07-51

แสดงความคิดเห็น