ข้ามสู่เนื้อหาหลัก

ต้นทุน "รักษ์โลก" มีค่าเท่าไร

แม้วันคุ้มครองโลกซึ่งตรงกับวันที่ 22 เมษายน ของทุกปีจะผ่านมาแล้วแต่วันนี้ก็เป็นวันที่กระตุกให้ผู้คนหันมาตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น


ต้นทุน "รักษ์โลก" มีค่าเท่าไร


แต่นอกเหนือจากอาการของโลกที่เราต้องใส่ใจแล้ว เทรนด์รักษ์โลกก็มีต้นทุนที่ต้องจ่ายไม่ใช่น้อยๆ ผลสำรวจของแฮร์ริส พบว่า 34% ของผู้ใหญ่ที่ตอบแบบสอบถาม มีความกังวลเกี่ยวกับโลก ลดลงจาก 43% ในปี 2552 ขณะที่หน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ชาวอเมริกันใช้เงินปีละประมาณ 1.75 แสนล้านดอลลาร์ ในการซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม


อย่างกรณี ของเครื่องทำความสะอาดอากาศภายในอาคาร ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ใช้ชีวิตมากถึง 90% ของทั้งหมดภายในอาคาร ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาด้านสุขภาพตามมา การทำความสะอาดอากาศภายในบ้าน เพื่อกำจัดคาร์บอนมอนนอกไซด์ ก๊าซเรดอนที่ก่อให้เกิดมะเร็ง สารฟอร์มัลดีไฮที่มากับอุปกรณ์กำจัดกลิ่น และเศษซากผิวหนังของสัตว์ ทำให้ชาวอเมริกันควักเงินราว 2 พันล้านดอลลาร์ ซื้ออุปกรณ์เพิ่มคุณภาพอากาศภายในบ้านในปี 2554 อาทิ เครื่องทำความสะอาดสารที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ แบคทีเรีย และรา ราคาประมาณ 450-1,000 ดอลลาร์


การประหยัดน้ำ ราว 70% ของโลก คือ น้ำ แต่มีไม่ถึง 1% ที่ดื่มได้ ข้อมูลจากหน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมระบุว่า ครัวเรือนที่มีสมาชิก 4 คน ใช้น้ำทุกวัน วันละ 400 แกลลอนซึ่งราว 27% มาจากการกดน้ำชักโครก ยกตัวอย่าง  หัวฝักบัวที่ลดการใช้น้ำเหลือ 1 แกลลอนต่อนาที และสามารถประหยัดได้ปีละ 100 ดอลลาร์ มีต้นทุน 42 ดอลลาร์ ส่วนชักโครก "กลาเซียร์ เบย์" ที่ใช้น้ำแกลลอนเดียวในการกดน้ำ มีราคา 198 ดอลลาร์


พืชกำจัดสารพิษที่อาจสร้างผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม เช่น ว่านหางจระเข้ ที่ช่วยกำจัดฟอร์มัลดีไฮด์และเบนซิน  ที่มาพร้อมน้ำยาทำความสะอาดและสีทาบ้าน เจ้าพืชชนิดนี้มีราคา 14 ดอลลาร์


กระดาษเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ชาวอเมริกันใช้ผลิตภัณฑ์กระดาษ 68 ล้านตัน ซึ่งทั้งกระดาษเช็ดมือ เช็ดปาก ทิชชู ที่เป็นมิตรควรมาจากการรีไซเคิล 100% และในปี 2551 ชาวอเมริกันใช้เงิน 4.8 พันล้านดอลลาร์ไปกับกระดาษดีต่อโลก


ที่นอนสีเขียว ซึ่งผลิตจากฝ้ายหรือเส้นใยออร์กานิก น่าจะช่วยปกป้องผิวจากการระคายเคืองและสารเคมี อย่างที่นอนยางลาเท็กซ์ธรรมชาติสลีป เทค ขนาดควีนไซส์ ราคาอยู่ที่ 2,800 ดอลลาร์


เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ ทั้งเครื่องซักผ้า ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ เครื่องล้างจาน คอมพิวเตอร์ ทีวี สามารถลดต้นทุนได้ด้วยการประหยัดพลังงานและการใช้น้ำ โดยชาวอเมริกันควักเงินราว 8.67 หมื่นล้านดอลลาร์ ซื้อผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่ง 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ซื้อโทรทัศน์


หลอดไฟ มีสัดส่วน 18% ของเม็ดเงินที่ใช้ซื้อผลิตภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน ล่าสุด "ฟิลิปส์" เปิดตัวหลอดไฟเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมรุ่นใหม่ราคา 60 ดอลลาร์ แต่มีอายุใช้งานนานกว่า 20 ปี


เครื่องควบคุมอุณหภูมิแบบตั้งโปรแกรม แต่ละครัวเรือนจ่ายค่าไฟเฉลี่ย 2,200 ดอลลาร์ต่อปี ซึ่งอาจช่วยประหยัดได้ราว 180 ดอลลาร์ต่อปี หากใช้อุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิแบบนี้ และยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย เช่น เครื่องของฮันนีเวลล์ที่ขายในราคา 255 ดอลลาร์


ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดก็กรีนได้ อาทิ ใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายทางชีวภาพ โดยในปี 255 ชาวอเมริกันใช้เงิน 735 ล้านดอลลาร์ไปกับผลิตภัณฑ์เหล่านี้


หน้าต่าง ประตู ช่องแสงบนหลังคา หากเปลี่ยนมาใช้แบบที่ผ่านมาตรฐานประสิทธิภาพเอเนอร์ยี สตาร์ จะช่วยให้ผู้ใช้ลดรายจ่ายค่าไฟและลดการปล่อยคาร์บอน ฟุตปรินท์ 7-15%


พลังงานแสงอาทิตย์ ราคาบ้านที่ติดตั้งระบบนี้เต็มที่จะมีค่าใช้จ่าย 35,000 ดอลลาร์  ส่วนปุ๋ยหมักนอกชายคา โดยเอาขยะที่ย่อยสลายได้มาหมักเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้ในสวน โดยถังหมักปุ๋ยที่ทำจากพลาสติกรีไซเคิล "ซอยล์เซฟเวอร์" มีราคา 100 ดอลลาร์


ขณะที่ รถไฮบริดทางเลือกใหม่ หากจอดรถยนต์ทิ้งไว้บ้านสัก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ สามารถช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ 1,600 ปอนด์ต่อปี ดังนั้นจึงควรขับให้น้อยลงและใช้วิธีคาร์พูลมากขึ้น ขณะที่รถยนต์ไฮบริดเป็นทางเลือกของคนซื้อรถ โดยยอดขายรถไฮบริดในปี 2554 อยู่ที่ 272,948 คัน ในปี 2554


อีกวิธีช่วยประหยัดต้นทุนพลังงาน คือ การใช้ฉนวนบนผนัง หน้าต่าง ประตู และพื้น ซึ่งหากผ่านมาตรฐานเอเนอร์ยี สตาร์ จะช่วยประหยัดต้นทุนได้ 20%


อาหาร ต้องหลีกเลี่ยงการใช้วัตถุดิบที่ใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง ทำให้อาหารออร์กานิกมีราคาแพงขึ้น โดยยอดขายอาหารออร์กานิกเพิ่มขึ้นจาก 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2551 เป็น 2.67 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2553


ผลิตภัณฑ์ส่วนบุคคลอย่างเครื่องสำอาง น้ำหอม ครีมกันแดด สบู่ แชมพู ล้วนมีส่วนทำให้เกิดมลภาวะเพิ่มขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม ชาวอเมริกันควักเงิน 490 ล้านดอลลาร์ ซื้อผลิตภัณฑ์เพอร์ซันนอล แคร์ ในปี 2554


         


 


 


ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

แสดงความคิดเห็น