ข้ามสู่เนื้อหาหลัก

น้ำวุ้นตาเสื่อมเสี่ยงทำให้ตาบอด

ภัยใกล้ตัวไม่ควรมองข้าม

 

             ปัจจุบันภาวะตะกอนน้ำวุ้นตา หรือที่เรียกว่า "น้ำวุ้นตาเสื่อม" กลายเป็นอาการที่พบเห็นได้ในทุกเพศทุกวัย และยังมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆ

 

             พญ.เกวลิน เลขานนท์ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะน้ำวุ้นตาเสื่อม ว่า ในภาวะปกติน้ำวุ้นตาจะประกอบด้วยน้ำ และส่วนที่เป็นโครงสร้างซึ่งได้แก่ โปรตีนคอลลาเจนและสารไฮยารูโรนิก โดยจะมีลักษณะเป็นเจลใส บรรจุอยู่ภายในลูกตาส่วนหลัง ทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้แสงผ่าน ให้สารอาหารแก่จอประสาทตาและเซลล์ผนังลูกตาชั้นใน

 

             หากเสื่อมลง น้ำวุ้นตาจะกลายสภาพจากเจลไปเป็นของเหลว และตัวโปรตีนคอลลาเจนก็อาจจะจับตัวกันกลายเป็นตะกอนแขวนลอยอยู่ ส่งผลให้การมองเห็นเหมือนมีจุดหรือคราบดำๆ ลอยไปลอยมา โดยเฉพาะเมื่อมองไปยังพื้นผิวที่เรียบ สว่าง และเป็นสีอ่อน แต่อาการดังกล่าวจะเกิดขึ้นเป็นบางครั้งบางคราว โดยทั่วไปไม่อันตราย เนื่องจากเป็นภาวะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ อาจเกิดขึ้นจากอายุที่เพิ่มขึ้น หรือเกิดจากการใช้สายตามากเกินไป

 

             จริงๆ แล้วไม่ต้องกังวล ยกเว้นแต่ในบางคนที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น เคยประสบอุบัติเหตุทางดวงตา เคยผ่าตัดตา หรือเคยมีการอักเสบภายในลูกตา รวมทั้งมีภาวะสายตาสั้นมากๆ จะมีโอกาสเกิดวุ้นลูกตาเสื่อมได้เร็วและมากกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้ น้ำวุ้นตาที่เสื่อมเหลว และเป็นตะกอนดังกล่าวก็อาจไปรั้งจอประสาทตา จนทำให้เกิดรูฉีกขาดขึ้น และนำไปสู่จอประสาทตาลอกหลุดก็อาจทำให้ตาบอดได้

 

             หากมีอาการรุนแรง จำพวกมองเห็นจุดดำๆ ลอยไปลอยมาเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน หรือตลอดเวลา หรือรู้สึกมีแสงสว่างคล้ายฟ้าแลบ หรือไฟแฟลชกล้องถ่ายรูปเกิดขึ้นในลูกตา ต้องรีบไปปรึกษาจักษุแพทย์ทันที เพื่อตรวจจอประสาทตาอย่างละเอียดว่า น้ำวุ้นตาที่เสื่อมนี้ก่อให้เกิดการฉีกขาดของจอประสาทตาหรือไม่ ซึ่งหากมีจะรักษาโดยการยิงเลเซอร์ แต่หากจุดดำๆ ที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดความรำคาญเพียงอย่างเดียว ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ไม่ส่งผลอันตรายต่อการมองเห็น

 

 

 

 

 

 

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน  

 

 

 

Update: 14-12-52

อัพเดทเนื้อหาโดย: ภราดร เดชสาร

แสดงความคิดเห็น