"วัณโรคดื้อยา" มฤตยูร้าย ตายใน 3 ปี

รู้สึกว่าช่วงนี้สภาพจิตใจประชาชนอย่างเราๆ ดูจะแย่ลงทุกวัน ไหนจะกังวลกับเหตุการณ์บ้านเมืองที่ดูว่าจะยังไม่สงบเท่าที่ควร ไหนจะพิษเศรษฐกิจที่ทำเอาหลายคนต้องตกงาน บางครัวเรือนถึงกับไม่มีอันจะกิน แล้วล่าสุด !!! ยังต้องมาตื่นตระหนกกับเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 (H1N1) ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนักในหลายประเทศ ถึงแม้จะยังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อในบ้านเรา แต่ก็อย่านิ่งนอนใจเป็นอันขาด
เมื่อทุกคนมัวแต่หันไปให้ความสนใจกับเหตุการณ์ที่กำลังเป็นกระแสนิยมนั้น กลับมีมัจจุราชที่มาในคราบของโรคร้าย ที่ชื่ออาจจะฟังดูคุ้นหู เหมือนไม่น่าจะมีอะไรใหม่ แต่กลับมีวิวัฒนาการและเพิ่มความรุนแรง น่ากลัว จนถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งบางคนอาจมองข้าม และเป็นที่น่าตกใจเมื่อพบสถิติคนไทยป่วยเป็นโรคนี้กันมากขึ้นทุกวัน นั่นคือ “วัณโรคดื้อยา” ดูเหมือนไม่น่าจะมีอะไรต้องตกใจ แต่คุณรู้หรือไม่??? ว่ามันสามารถคร่าชีวิตคนที่คุณรักไปได้โดยที่คุณคาดไม่ถึง
ซึ่งนายแพทย์ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ออกมาบอกเกี่ยวกับเชื้อวัณโรคว่า วัณโรคเป็นเชื้อแบคทีเรียที่เข้าไปทำลายปอดและอวัยวะอื่นๆ และคุกคามชีวิตความเป็นอยู่อย่างมาก ทำให้ผอมแห้ง ไม่มีแรงทำงาน โดยกว่าร้อยละ 80 ของผู้ป่วยในผู้ใหญ่ติดเชื้อปอด ส่วนในเด็กพบติดเชื้อที่อวัยวะอื่น เช่น ต่อมน้ำเหลือง เยื่อหุ้มสมอง กระดูก เด็กมักจะได้รับเชื้อจากผู้ใหญ่ที่เป็นวัณโรคระยะแพร่เชื้อ โดยเชื้อจะแพร่กระจายในอากาศ จากการไอจาม ในห้องที่ทึบอับแสง เชื้อวัณโรคอาจมีชีวิตอยู่ได้ถึง 1 สัปดาห์ ถ้าเสมหะที่มีเชื้อลงสู่พื้นที่ไม่มีแสงแดดส่อง เชื้ออาจอยู่ได้นานถึง 6 เดือน เชื้อจะกระจายอยู่ในอากาศ และเข้าสู่ร่างกายทางการหายใจเอาเชื้อเข้าไป บางครั้งเชื้ออาจผ่านจากแม่ไปยังลูกในท้องโดยผ่านทางรกได้
+++ส่วนกลุ่มที่เสี่ยงติดวัณโรคสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ ได้แก่ กลุ่มผู้ต้องขัง ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โรคเบาหวาน โรคไตวาย+++

ปัจจุบัน องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดอันดับให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 18 ของโลกที่มีผู้ป่วยวัณโรคชนิดรุนแรงและเสียชีวิตแล้วมากถึงกว่า 7 พันรายต่อปี ที่สำคัญยังมีผู้ป่วยที่แพทย์ยังไม่เจอตัว และพร้อมจะแพร่เชื้อถึง 25% และนั่นก็แสดงถึงความเสี่ยงที่คนไทยจะมีโอกาสติดเชื้อสูงตามไปด้วย
โดย นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ ประธานกรรมการกองทุนวิจัยวัณโรคดื้อยา ศิริราช มูลนิธิในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เปิดเผยว่า เป็นที่น่าวิตกกังวลมาก เมื่อมีการตรวจพบผู้ป่วยวัณโรคสายพันธุ์ดื้อยาชนิดรุนแรง หรือ "เอ็กซ์ ดี อาร์ ทีบี" เพิ่มมากขึ้น โดยปี 2550 พบผู้ป่วย 13 ราย จากการสุ่มตรวจเชื้อของผู้ป่วยทั่วประเทศ 1 หมื่นคน แต่ในปี 2551 พบตัวเลขเพิ่มเป็น 33 ราย จากการสุ่มตรวจ 1.2 หมื่นราย
"จากการสุ่มตรวจจากกลุ่มเล็กๆ พบเพิ่ม 20 คนใน 2 ปี ถือว่าเยอะมาก ตอนนี้ตัวเลขคาดการณ์มาจากเชื้อที่ส่งมาตรวจ 2 หมื่นราย พบ 33 ราย รวมกับข้อมูลล่าสุดจากโรงพยาบาลโรคปอด ที่พบเชื้อเอ็กซ์ดีอาร์ ทีบี ประมาณ 90 คน ถ้าตรวจหาเชื้อดื้อยาชนิดรุนแรงในผู้ป่วยวัณโรคทั้งหมด 9 หมื่นราย ก็น่าจะพบไม่ต่ำกว่าปีละกว่า 80 ราย หากสะสมเป็น 3 ปี ก็เพิ่มเป็นกว่า 250 ราย ซึ่งเป็นเรื่องน่ากลัวมาก" นพ.มนูญ กล่าวย้ำ
จริงอยู่!!! เชื้อวัณโรคดื้อยานี้อาจจะไม่ใช่ประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาชนเท่าเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แต่ด้วยเชื้อของมันนี้ สามารถติดต่อกันได้ง่ายมาก โดยเฉพาะตามที่สาธารณะทั่วไป หรือในสถานที่ที่เราใช้ชีวิตดำเนินอยู่เป็นประจำ อย่างเช่น รถประจำทาง รถแท็กซี่ เป็นต้น เราจึงจำเป็นต้องหันมาสนใจเรื่องเหล่านี้
.......แล้วเชื้อนี้มันติดกันได้อย่างไร…..
เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.มนูญ ได้กล่าวถึงการแพร่กระจายของเชื้อวัณโรคว่า วัณโรคสามารถติดต่อกันได้ง่าย ติดต่อกันทางการหายใจ เราไม่จำเป็นต้องไปสัมผัสกับคนไข้โดยตรง เพียงแค่อยู่ในบริเวณที่ใกล้ชิด หายใจเอาอากาศร่วมกัน เพียงแค่คนไข้ไอหรือจามออกมา เชื้อโรคก็จะล่องลอยอยู่ในอากาศได้นานถึง 15 นาที ยิ่งถ้าเป็นห้องปรับอากาศหรือรถยนต์ เชื้อสามารถลอยอยู่ได้เป็นวันๆ เพราะฉะนั้นถ้าเราโชคร้ายหายใจเอาอากาศที่มีเชื้อเข้าไป เราก็เสี่ยงต่อการติดเชื้อวัณโรคได้โดยไม่รู้ตัว
ในส่วนของอาการก็ไม่แตกต่างจากการเป็นวัณโรคแบบธรรมดา โดยจะเริ่มจากการมีอาการไอเรื้อรังนาน ประมาณ 2 สัปดาห์ บางรายไอแห้งๆ บางรายอาจมีเสมหะสี เหลือง เขียว หรือไอปนเลือด เจ็บแน่นหน้าอก มีไข้ต่ำๆ ตอนบ่ายหรือเย็น เหนื่อยหอบ อ่อนเพลีย และเบื่ออาหาร น้ำหนักลด ถ้าคุณมีอาการใกล้เคียงกับอาการเหล่านี้ นั่นแสดงว่าคุณเสี่ยงเป็นวัณโรคสูง
.....ติดเชื้อแล้วต้องทำไง......
หากจะพูดถึงยารักษา มันก็มี แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่า ค่ายารักษานั้น แพงมาก หากเป็นวัณโรคทั่วไปเสียค่ารักษาประมาณ 2,000 บาท แต่ถ้าเป็นวัณโรคดื้อยาหลายขนานต้องเสียเพิ่มเป็น 2 แสนบาท ส่วนผู้ที่มีเชื้อวัณโรคเอ็กซ์ดีอาร์ ทีบี ซึ่งดื้อยาชนิดรุนแรงที่สุดต้องเสียค่ารักษาไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท แล้วก็รักษาได้ไม่นาน ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตภายใน 3 ปี ที่สำคัญคนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าเชื้อวัณโรคร้ายแรง แพร่ระบาดในหมู่คนงานหรือพวกต่างด้าว เขมร พม่า แต่ที่จริงแล้วผู้ที่มีเชื้อวัณโรคร้ายแรงส่วนใหญ่เป็นคนในเมืองหลวง หรือคนทั่วไปที่เดินตามท้องถนน
หลายคนฟังแล้วอาจจะรู้สึกกังวล ทั้งติดต่อก็ง่าย ค่ายาก็สูงลิบ คงไม่มีใครอยากเป็นกันแน่ ฉะนั้น หากรู้สึกว่าตนเองหรือคนรอบข้าง มีอาการใกล้เคียงกับที่กล่าวข้างต้น ให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อตรวจให้แน่นอน ถ้าพบว่าเป็นโรคนี้จะได้รักษาเสียแต่เนิ่นๆ เป็นการป้องกันมิให้โรคลุกลามและมิให้แพร่เชื้อให้ผู้อื่นต่อไป

ในส่วนของผู้ที่แพทย์ระบุว่าเป็นวัณโรคแล้ว ควรสวมใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ไปติดคนที่อยู่ใกล้ชิด โดยเฉพาะเวลาที่ต้องเดินทางออกไปข้างนอกบ้าน เช่น ขึ้นรถปรับอากาศหรือเครื่องบิน รวมถึงการไปเดินห้างสรรพสินค้าด้วย
…...ประเทศไทยจะมีการควบคุม วัณโรค อย่างไร....
เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายแพทย์หม่อมหลวงสมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค บอกว่า ในปี 2552 นี้ ทางกรมควบคุมโรคจะเน้น 4 ยุทธศาสตร์หลักควบคุมวัณโรค นั่นก็คือ 1.เร่งรัดค้นหาผู้ป่วยที่ยังหลงเหลืออยู่ในกลุ่มพิเศษ ได้แก่ กลุ่มผู้ต้องขัง ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคไตวาย เป็นต้น 2.เมื่อพบผู้ป่วยระยะแพร่เชื้อต้องรับตัวรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลา 2 สัปดาห์ 3.กำหนดผู้รับผิดชอบเรื่องวัณโรค ในโรงพยาบาลทุกแห่ง 4.พัฒนาคุณภาพระบบการกินยาแบบมีพี่เลี้ยง โดยให้ อาสาสมัครและญาติช่วยกันกำกับไม่ให้ขาดยา มั่นใจว่าหากสามารถดำเนินการได้ครอบคลุมผู้ป่วยรายใหม่มากกว่าร้อยละ 90 จะสามารถลบชื่อไทยออกจากประเทศที่มีวัณโรคชุกในโลกได้สำเร็จ
วัณโรค แม้ทั่วโลกจะมองว่าเป็นเพียงไข้หวัดเล็กน้อย การสวมหน้ากากอนามัยสามารถระงับการแพร่กระจายของเชื้อได้ และที่สำคัญถือเป็นการรับผิดชอบที่น่าชื่นชมของผู้ป่วยไปด้วยในตัว แต่ไม่รู้ทำไมคนไทยเราที่ยังดูเขินอายกับการสวมหน้ากากอนามัยอยู่ ทั้งๆ ที่มันช่วยไม่ให้ “ติดเชื้อได้ง่าย”
ยังมีโรคใหม่ๆ และเชื้อโรคที่พร้อมพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ทั้งไข้หวัดนก รวมถึงวัณโรคดื้อยา และล่าสุด ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 (H1N1) วงการแพทย์เองก็ไม่สามารถคิดค้นวิธีการรักษาได้ทัน การป้องกันตนเองไว้ก่อนเบื้องต้นน่าจะช่วยได้ดีที่สุดในตอนนี้......
เรื่องโดย: ณัฐภัทร ตุ้มภู่ Team Content www.thaihealth.or.th
Update : 07-05-52
อัพเดทเนื้อหาโดย : สุนันทา สุขสุมิตร


แสดงความคิดเห็น