ระวัง! อันตรายสารพัดพิษภัยจากขยะ
ภาพขยะกองโตในช่วงน้ำท่วม ขยะที่ไปปิดกั้นทางเดินของน้ำในคูหนอง คลอง ตลอดจนเส้นทางสัญจร ที่กลายเป็นน้ำไปแล้วในขณะนี้ นอกจากปัญหาทางทัศนียภาพ กลิ่นเน่าเหม็น ที่สัมผัสได้แล้ว ปัญหาต่อไปที่คนกรุง หรือผู้ประสบภัยในเมืองใหญ่ต้องเผชิญก็คือ เชื้อโรคสารพัดชนิดที่มากับขยะ โดยเฉพาะใน กทม. เพราะหลังน้ำลดจะมีขยะให้จัดการมากถึง 3 ล้านตันเลยทีเดียว

แน่นอนว่า ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้ ขยะเหล่านี้จะเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคที่อาจทำให้เกิดโรคระบาดขึ้นมาได้ นับเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุข ที่อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัว หรือคนที่มีภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำจำเป็นต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง
จากปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้น สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งได้รายงานสถานการณ์ในมุมมองต่างๆ หนึ่งในนั้นคือ ปัญหาจากขยะ น้ำสีดำและกลิ่นเหม็นเน่าจากสิ่งปฏิกูล รวมทั้งเริ่มมีการแพร่พันธุ์ของยุง ที่จะทำให้เกิดไข้มาลาเรีย และไข้เลือดออกตามมา สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น กล่าวว่า หากสถานการณ์น้ำท่วมขังยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที อาจทำให้มีโรคติดต่ออย่างท้องร่วง ไข้เลือดออกและมาลาเรีย ที่อาจแพร่ระบาดในอีกไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าได้
ด้านหนังสือพิมพ์เดอะวอลสตรีท เจอร์นัลรายงานว่า กรุงเทพฯ กำลังเผชิญกับขยะจำนวนมหาศาลที่ลอยมากับสายน้ำ ทั้งโฟม พลาสติก ขยะสดอย่างเศษอาหาร สิ่งปฏิกูล ซากสัตว์ และขยะปนเปื้อนสารพิษต่างๆ ซึ่งไม่เฉพาะความเสี่ยงต่อแหล่งสะสมและการแพร่เชื้อโรคอย่างดีเท่านั้น แต่ยังหมายถึงตัวการสำคัญของการกีดขวางทางเดินของน้ำที่จะระบายออกสู่ทะเลอีกด้วย
จากการสำรวจของกรมควบคุมมลพิษ พบว่าคุณภาพน้ำหลายจุดมีค่าออกซิเจนละลายน้ำ (ดีโอ) ไม่ถึง 1 มิลลิกรัมต่อลิตรซึ่งหมายถึงคุณภาพของน้ำอยู่ในภาวะเสื่อมโทรมมาก ที่สำคัญ คือ มีขยะจำนวนมากที่เพิ่มพูนขึ้นจากการโยนทิ้งลงน้ำที่ไหลท่วมอยู่รอบบ้าน
นอกจากปัญหาขยะและโรคระบาดที่อาจตามมาแล้ว ในสถานการณ์น้ำท่วมขัง ซึ่งยังคงไม่มีทีท่าว่าจะบรรเทาให้หมดไปในเร็ววัน ปัญหาต่างๆ ที่ Hospital & Healthcare ได้ไปรวบรวมมาให้คนที่ยังต้องใช้ชีวิตอยู่กับน้ำระวังไว้ก็คือภัยใกล้ตัวที่ไม่อาจมองข้ามจากขยะ โดยเฉพาะขยะอันตรายที่สามารถพบได้ในบ้านพักอาศัยหลังน้ำลด
1) สารทำความสะอาด เมื่อน้ำท่วมอาจทำให้สารเหล่านี้รั่วหรือซึมออกมาภายในบ้าน เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาเช็ดกระจก น้ำยาถูพื้น
2) สารเคมีหรือของเหลวที่ใช้กับรถยนต์ เช่น น้ำมันเครื่อง น้ำมันก๊าด แบตเตอรี่
3) อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น วิทยุ คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ กล้องถ่ายรูป
4) ผลิตภัณฑ์อันตรายในสวน เช่น ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช
5) ผลิตภัณฑ์หรือสารเคมีอื่นๆ เช่น สีและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสีในห้องเก็บของ เครื่องสำอางและยา หลอดไฟ เทอร์โมมิเตอร์ สารเคมีที่ใช้สำหรับสระว่ายน้ำ สารเคมี และสารไวไฟอื่นๆ
ผลิตภัณฑ์และสารต่างๆ ที่ยกตัวอย่างให้เห็นนั้น เมื่อเราเข้าไปเก็บกวาดในบ้านอาจทำให้เกิดอันตรายทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อสุขภาพได้ เนื่องจากเป็น "ขยะอันตราย" เพราะมีส่วนผสมของโลหะหนัก และสารเคมีต่างๆ มากมาย เช่น ปรอท ตะกั่ว แคดเมียม นิกเกิล แมงกานีส สารหนู หากเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดความผิดปกติได้อย่างที่เราแทบไม่อยากเชื่อ เช่น ถ่านไฟฉาย มีสารแคดเมียม อันตรายต่อโครงสร้างกระดูก ปอด และไต ส่วนแมงกานีส จะส่งผลทำให้อารมณ์แปรปรวน ประสาทหลอน สมองอักเสบได้
หรือจะเป็นหลอดไฟฟลูออเรสเซนส์ ถ่านกระดุม ที่มีสารปรอท ซึ่งจะไปทำอันตรายต่อระบบประสาทส่วนกลาง แบตเตอรี่รถยนต์ มีธาตุตะกั่วที่สามารถทำอันตรายต่อระบบการสร้างเม็ดเลือดแดง และพัฒนาการของสมองเด็ก ซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นสารก่อมะเร็งชั้นเยี่ยม เป็นต้น
นอกจากจะเป็นผลิตภัณฑ์และสารเคมีที่มีอันตรายต่อสุขภาพแล้ว หลังจากทำความสะอาดอาคารบ้านเรือน โดยการสวมถุงมือยาง รองเท้าบูท และเคลื่อนย้ายสารพิษอย่างระมัดระวังแล้ว จำเป็นที่ "ทุกคน" จะต้องเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการแยกขยะมีพิษออกจากขยะทั่วไปให้เหมาะสม เช่น เก็บใส่ถุงดำให้เรียบร้อยแล้วเขียนป้ายระบุเป็นวัตถุอันตราย เพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเก็บแยกได้ง่ายขึ้น ไม่ทิ้งสารเคมีตกค้างลงแหล่งน้ำหรือสิ่งแวดล้อม หากพบวัตถุอันตราย หรือไม่แน่ใจให้แจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาเก็บกู้ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ทุกคนจะมีจิตสำนึก และรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการทิ้งขยะให้เป็นที่ ไม่ทิ้งขยะลงในแม่น้ำลำคลองร่วมกันคัดแยกขยะเพื่อลดปริมาณขยะจำนวนมหาศาลโดยการนำกลับมาใช้ใหม่ หรือเราจะยังอยู่ในวังวนเดิมๆ ในแบบ "ทำอะไรตามใจคือไทยแท้" มักง่าย และไม่รู้ร้อนรู้หนาวหรือเรียนรู้จากมหันตภัยที่เกิดขึ้นเลย
ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง:


แสดงความคิดเห็น