'น้ำท่วมว่าทุกข์แล้ว น้ำลดทุกข์จะมากกว่า'
"มหาอุทกภัย" ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยปี 2554 ส่งผลให้ 63 จังหวัดถูกประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติอย่างเป็นทางการ (ข้อมูลตั้งแต่เดือนสิงหาคม-21 พฤศจิกายน) รวมไปถึงกรุงเทพมหานครที่ 36เขต จาก 50 เขตถูกประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติเช่นกัน (บางเขตน้ำท่วมไม่เต็มพื้นที่ แต่ประกาศเพื่อสะดวกต่อการทำทะเบียนผู้ประสบภัย) จนต้องอพยพประชาชนออกจากพื้นที่

ความรุนแรงของกระแสน้ำหนนี้จึงไม่เพียงแต่พัดพาความเสียหายจำนวนมากมาสู่ประเทศไทย แต่ยังปลุกให้ "คนไทย" ทั้งประเทศ เกิดความตระหนักถึงคำว่า "ภัยธรรมชาติ" ที่กลายเป็นภัยใกล้ตัว และทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน
ปัญหาภัยพิบัติเป็นปัญหาระดับชาติ ที่ไม่ใช่คนใดคนหนึ่งจะแก้ไขได้ แต่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
วันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สสส. และเครือข่ายภาคีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่เคยได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ได้ร่วมกันประชุมหารือเรื่อง "แผนฟื้นฟูหลังอุทกภัย" นัดแรก ความเห็นจากการประชุมวันนั้นสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าการจัดการกับปัญหาภัยพิบัติที่ดี ต้องเริ่มตั้งแต่การป้องกันก่อนภัยพิบัติจะมา การรับมือที่มีปัญหามากมายอย่างปัจจุบัน เพราะชุมชนและท้องถิ่นขาดการวางแผนและเตรียมการที่ดี และจากประสบการณ์ในหลายพื้นที่ที่เคยประสบภัยพิบัติพูดตรงกันว่า "หลังจากน้ำลดแล้วปัญหาจะหนักกว่าตอนที่น้ำท่วมอยู่อย่างมาก" ดังนั้น เราต้องเริ่มเตรียมการเพื่อฟื้นฟูหลังจากน้ำลดตั้งแต่ตอนนี้ ถ้ารอจนน้ำลด เราก็จะวิ่งตามปัญหาเหมือนเช่นเดิม และความสูญเสียก็จะตามมาอย่างมากมายจนรับมือไม่ไหว
"ข่าวดี" เราพบว่าหลายจังหวัดและหลายพื้นที่ปริมาณน้ำลดลงและเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ "ข่าวร้าย" คือสิ่งที่ "น้องน้ำ" ทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า ก่อนจากลาไปคือ "ความเสียหาย" ในทุกๆ มิติ อาทิ ปัญหาขยะล้นเมือง...ข้อมูลจากเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา ชี้ให้เห็นว่าภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2553 ขยะจากเดิม 180 ตัน เพิ่มขึ้นเป็น 30,000 ตัน
โรคระบาดหนัก...ทั้งโรคไข้เลือดออกจากยุงลายที่เพาะพันธุ์ในจุดที่มีน้ำขังหรืออหิวาตกโรค ท้องร่วง และโรคฉี่หนู ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ หากไม่สามารถกำจัดขยะได้ภายใน 7 วัน เพราะแมลงวันจะเต็มเมือง และกองทัพหนูจะออกอาละวาด
โรคเครียด...ที่เกิดจากการอาศัยอยู่ในพื้นที่ภัยพิบัตินานเกินไป รวมถึงเกิดขึ้นกับคนที่สูญเสียบ้าน ครอบครัว และอาชีพการงาน
ความเสียหายที่ซ่อมแซมได้...หลังน้ำลดจะพบเห็นซากความเสียหายของรถยนต์ รถจักรยานยนต์ จักรยาน และยานพาหนะอื่นๆ จำนวนมาก ปัญหาคือขาดแคลนช่างซ่อมจำนวนมากไม่พอต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
ตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียงบางส่วนของปัญหาที่จะผุดขึ้นหลังน้ำลด แต่ความหนาแน่นของปัญหา มีปัจจัยเป็นสภาพพื้นที่ สภาพความเข้มแข็งของคนในชุมชนนั้นๆ ด้วย
ทั้งนี้ ขอยกตัวอย่างท้องถิ่นที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติ แต่สามารถบริหารจัดการปัญหาได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ เพื่อจะเป็นประโยชน์กับท้องถิ่นอื่นๆ ที่กำลังประสบอุทกภัยในขณะนี้
"เทศบาลนครหาดใหญ่" จ.สงขลา เป็นท้องถิ่นต้นแบบที่มีรูปแบบการจัดการปัญหาที่น่าสนใจ เมื่อครั้งที่ อ.หาดใหญ่ โดนน้ำท่วมหนักเมื่อปลายปี 2553 แม้น้ำจะท่วมหนักเพียง 3 วัน แต่จำเป็นต้องใช้ "การบริหารจัดการในช่วงวิกฤติ" (Crisis management) เพื่อขจัดปัญหาความขัดแย้งทั้งเรื่องการพังพนังกั้นน้ำ หรือข่าวลือต่างๆ
ที่นี่มีรูปแบบการจัดการขยะหลังน้ำลดที่ดีมาก โดยมีการศึกษาและคาดการณ์ล่วงหน้าว่าปริมาณขยะจะเพิ่มขึ้นจากเดิมหลาย 100 เท่า ที่สำคัญส่วนใหญ่เป็นขยะอินทรีย์ที่เน่าเสียได้ ดังนั้น หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่จัดการใดๆ จะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคชั้นดี จึงต้องมีการจัดการขยะที่เป็นระบบ เริ่มต้นจากการกำหนดจุดให้ชาวบ้านนำขยะมาทิ้ง จากนั้นต้องเปิดรับอาสาสมัครคัดแยกขยะ เพื่อส่งต่อขยะที่คัดแยกแล้วให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบต่อไป นอกจากนี้ ยังกำหนดวัน Big Cleaning Day เพื่อให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการทำความสะอาด
"ชุมชนผู้ประสบภัยสึนามิ บ้านน้ำเค็ม" จ.พังงา ก็เป็นเพียงอีกหนึ่งชุมชนที่มีระบบจัดการหลังเกิดภัยพิบัติได้อย่างดีเยี่ยม
โดยเฉพาะการจัดการ "สภาพจิตใจ" ให้กับชาวบ้านที่ผู้ประสบภัยที่เกิดความเครียด มีความรู้สึกถูกทอดทิ้ง และไม่มั่นใจว่าตนเองจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้ ส่งผลต่อเนื่องไปยังระดับชุมชนก็จะไม่สามารถจัดการปัญหาในพื้นที่ของตนเองได้อีก และทำได้เพียงรอความช่วยเหลือจากภายนอกเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดนี้คืออาการของ "โรคผู้ประสบภัย"
แนวทางการรักษาโรคนี้คือ "การพัฒนาตนเอง" เพื่อเปลี่ยนให้ผู้ประสบภัยกลายเป็นผู้ให้การช่วยเหลือชุมชนอื่นๆ เช่น การจัดฝึกอบรมการเตรียมรับมือภัยพิบัติให้ชุมชนที่ประสบภัย เพื่อให้พวกเขาดูแลตนเองได้ และเข้มแข็งพอที่จะเผยแพร่ความรู้ให้กับชุมชนอื่นๆ ต่อไป
ทั้ง 2 กรณีตัวอย่างนี้ ตอกย้ำความสำคัญของกระบวนการมีส่วนร่วมที่ต้องสร้างให้มีในทุกระดับ และต้องให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นศูนย์กลางในการทำงาน ส่วนคนนอกเป็นเพียงส่วนช่วยหนุนเสริมเท่านั้น
ด้วยแนวคิดนี้ สสส.จึงมีแผนที่จะสนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นใน 26จังหวัด ที่ประสบภัยน้ำท่วม ให้ลุกขึ้นมาทำแผนฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นของตนเอง เป็นแผนที่ชาวชุมชนได้ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมจัดลำดับความสำคัญของเรื่องที่จะฟื้นฟู แทนที่จะเป็นแผนที่หน่วยงานภายนอกมาบอกให้ทำ ซึ่งอาจไม่ตรงกับความต้องการของชุมชนเอง
ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ โดย ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

แสดงความคิดเห็น