"นิคม ไวยรัชพานิช" อย่าใช้งาน "หัวใจ" โดยไม่ดูแล
ร่างกายของคนไม่เหมือนเครื่องยนต์ที่สามารถเปลี่ยนได้ใหม่เมื่อหมดอายุการใช้งาน แม้หลายคนจะรู้ข้อจำกัดที่ว่าเป็นอย่างดี แต่ยังคงใช้งาน ‘ร่างกาย’ แบบสมบุกสมบัน เติมความเสี่ยงให้กับชีวิตไม่หยุดหย่อน ต่อเมื่อมีสัญญาณเตือนภัยเกิดขึ้น จึงค่อยเริ่มตระหนัก ซึ่งบางทีก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว

นิคม ไวยรัชพานิช’ รองประธานวุฒิสภา ซึ่งผ่านวินาทีที่อยู่ห่างจาก ‘ความตาย’ เพียงเสี้ยวลมหายใจ เป็นผู้หนึ่งที่เคยใช้ชีวิตอยู่บนความประมาท จนเกือบไม่มีโอกาสได้แก้ตัว
“แต่ก่อนผมก็ใช้ชีวิตเหมือนคนหนุ่มทั่วไป กินเหล้าสูบบุหรี่มาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย และไม่ออกกำลังกายประกอบกับเป็นคนคิดเร็ว ทำเร็ว ทำให้เราเครียดง่าย ยิ่งหลังเรียนจบผมเข้าทำงานก็ยิ่งเครียด และทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ กลางคืนก็ทำงานไปดื่มเหล้าไป”
กลางดึกคืนหนึ่งในปี 2528 หลังกล่าวลาวงเหล้าและเพื่อนร่วมงาน ขับรถกลับบ้าน ร่างกายที่ถูกใช้งานอย่างหนักก็ไม่อาจจะฝืนทนไหว เขา ‘หลับใน’ ทำให้รถเสียหลักชนเข้ากับเสาไฟฟ้าอย่างแรง ผลทำให้กล้ามเนื้อตาฉีก สายตาโฟกัสไม่ได้ มองเห็นภาพไม่ชัดเจน ไปไหนก็เดินชนสิ่งของ เตะอะไรต่อมิอะไร ตกบันไดก็เคย ทำให้เขาคิดอยากจะลาออกจากราชการ เพราะทนรับสภาพตัวเองที่เป็นแบบนั้นไม่ได้
“ช่วงที่ผมเครียดจากการทำงานมากๆ รู้สึกว่าตัวเองท้องอืด ก็ซื้อยาธาตุกิน ท้องอืดทุกวันผมก็กินยาธาตุทุกวัน แต่ช่วงหลังเริ่มรู้สึกเหนื่อยเดินขึ้นบันไดก็เหนื่อย และแน่นที่หน้าอก ผมก็เริ่มใช้วิธีทุบที่หน้าอกตัวเอง ทุบเบาๆ มันก็หาย ช่วงหลังก็เริ่มทุบหนักขึ้น จนวันหนึ่งผมเป็นอย่างนั้น 3 ครั้ง จนหน้าทิ่มร่วงลงไปกองกับพื้น โชคดีที่มีคนมาช่วยพาผมส่งโรงพยาบาล ตอนนั้นผมรู้สึกว่ามันเจ็บปวดมาก ร้าวไปหมดจนทนแทบไม่ไหว ทำสมาธิก็แล้ว อะไรก็แล้ว หมอฉีดมอร์ฟีนให้ผม สักครู่ผมก็หาย แต่อีกพักเดียวก็กลับมาปวดอีก คราวนี้หนักกว่าเดิม ถึงขนาดว่าผมบอกหมอว่า ฆ่าผมเถอะ ผมทนไม่ไหวแล้ว จนสุดท้ายเกิดอาการช็อค มันรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว ความคิดที่แวบเข้ามา ตอนนั้นผมคิดว่าผมตายไม่ได้เพราะลูกยังเล็ก หลังจากนั้นผมก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย จนกี่วันไม่รู้ที่ผมฟื้นขึ้นมาอยู่ในห้องไอซียู”
แม้จะพ้นจากเงื้อมเงาของมัจจุราชแต่การตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ร่างกายที่เคยใช้งานได้กลับขยับเขยื้อนไม่ได้ ไม่ว่าจะทำสิ่งใดต้องมีคนคอยช่วยเหลือ คอยอุ้มคอยพยุง และต้องกลับมาหัดเดินใหม่อีกครั้ง และผลจากการ ‘ล้ม’ ครั้งนั้น การกลับมาครั้งนี้หัวใจไม่เหมือนเดิม เพราะคุณหมอพบว่ามีเส้นเลือดในหัวใจตีบถึง 3เส้น โดยตีบ 75%จำนวน 2เส้น และตีบ 50%อีก 1เส้น
“ปัจจัยเสี่ยงทั้งหมดที่ผมสะสมมา มาแสดงออกเป็นอาการของโรคหัวใจ” นิคม สรุปพร้อมชี้มือลงบนหน้าอกด้านซ้ายของตัวเอง
“ผมเหมือนเด็กทารกที่เพิ่งตั้งไข่หัดเดิน แม้แต่จะเปิดประตูบ้านยังเปิดเองไม่ได้ และต้องบันทึกอัตราการเต้นของหัวใจเอาไว้เพื่อให้คุณหมอใช้เป็นข้อมูลในการรักษา แต่ผมก็ต้องเดิน จากเดินวนอยู่ในบ้านผมก็เริ่มเดินออกนอกบ้าน เดินออกไปถนนใหญ่ ผมตื่นตั้งแต่ตี 3 เดินจนถึง 6 โมงเช้าทุกวัน ตอนนั้นผมเกิดแรงบันดาลใจจากการอ่านหนังสือของ ศ.นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม คุณหมอบอกว่าไม่ว่าจะเดินทางไปประเทศไหนก็พกรองเท้าไปวิ่งด้วยทุกครั้ง ผมคิดว่าผมต้องวิ่งให้ได้”
แต่ผลพวงจากการใช้ร่างกายโดยไร้การดูแล เมื่อถึงคราวอยากใช้งานกลับไม่เป็นอย่างใจนึก เพราะเมื่อไหร่ที่ขยับเท้าจากเดินเป็นวิ่งความเจ็บปวดก็จะแล่นเข้าสู่หัวใจ ที่สุดเขาก็ทำได้เพียงการเดิน และเพิ่มระยะทางให้ไกลขึ้นในทุกๆ วัน ซึ่งในแต่ละวันจะออกเดินเป็นระยะทางกว่า 5-8 กิโลเมตร
“ผมถูกรถชนขณะเดินออกกำลังกายในช่วงเช้ามืดอีก 2 ครั้ง ลงไปนอนบนฟุตบาท และกลางซอย ผมเลยเปลี่ยน หันกลับมาจับไม้กวาดกวาดซอย กวาดถนน กวาดบ้าน ดูแลต้นไม้ และล้างรถ เป็นงานในบ้าน งานใกล้ตัว ที่เราทำได้ กลายเป็นกิจกรรมที่ผมทำมาจนกระทั่งทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจหากเข้าไปที่ซอยบ้านผมแล้วเห็นคนแก่คนหนึ่งกวาดถนน นั่นคือผมเอง”
ทุกวันนี้ ‘นิคม ไวยรัชพานิช’ ในตำแหน่งรองประธานวุฒิสภาวัย 64 ปี ยังขันแข็งในการทำงานเพื่อส่งเสริมสุขภาพให้กับคนไทย โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตจากเดิมเลิกดื่มเหล้า สูบบุหรี่ หันมาออกกำลังกาย และบริโภคเนื้อสัตว์แต่น้อย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้อาการเจ็บป่วยดีขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ไม่เพียงแต่การปรับพฤติกรรมเท่านั้นเขายังเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ‘ทำงานด้วยความสนุก ทำงานด้วยใจ ทำงานด้วยความสุข’
“วิธีการดูแลสุขภาพ คือ 1.เราต้องเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเหล้า บุหรี่ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่เคยส่งเสริมให้ใครดี หรือเท่ห์ 2.ออกกำลังกาย ซึ่งทุกคนจะบอกว่าไม่มีเวลา ทั้งที่ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน 3.อาหาร ต้องไม่ตามใจปากเลือกกินในสิ่งที่ดีกับร่างกาย และกินในปริมาณที่พอเหมาะ และ 4.อารมณ์ ต้องพยายามไม่ให้ตัวเองเครียดยิ่งเราทำงานกับประชาชน หากเราเครียดความรู้สึกนั้นก็จะถูกส่งต่อออกไปทันที”
“อย่างที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. รณรงค์ไม่ให้สูบบุหรี่นั้น ผมต้องขอชื่นชม และเห็นว่าเป็นเรื่องที่ทำแล้วได้ผลดีมาก ซึ่ง สสส.ประสบความสำเร็จอย่างมากในการประสานกับหน่วยงานภาคส่วนต่างๆ และใช้สื่อเผยแพร่ไปยังวงกว้าง ก็ขอให้พยายามกระจายงานไปสู่องค์กรอื่นๆ ที่มีเครือข่าย ผลักดันให้ทุกองค์กรได้ทำงานร่วมกัน จะทำให้ทุกอย่างเร็วขึ้น เมื่อเราทำจนมีต้นแบบที่ดีก็จะมีคนเอาอย่าง ซึ่งผมเห็นว่า สสส.ทำเรื่องเหล่านี้ได้ดี แต่ต้องบูรณาการทุกเรื่องเข้าด้วยกัน การสร้างสังคมให้น่าอยู่ไม่ใช่แค่สุขภาพดี มันรวมไปถึงเรื่องระเบียบวินัย และพลังด้านอื่นๆ ของคนในชาติด้วย”
เรื่องโดย: คีตฌาณ์ ลอยเลิศ Team content www.thaihealth.or.th
เรื่องที่เกี่ยวข้อง:


แสดงความคิดเห็น