ข้ามสู่เนื้อหาหลัก

แนะใช้ยาสามัญประจำบ้าน

คนเราหากเจ็บป่วยเล็กน้อย ก็มักจะหันไปพึ่งยาสามัญประจำบ้าน แม้มีประโยชน์ แต่ถ้าใช้ไม่ถูกก็เป็นอันตรายได้เช่นกัน


แนะใช้ยาสามัญประจำบ้าน


ตัวอย่างเช่น พาราเซตามอล เป็นยาลดไข้แก้ปวดที่ใช้กันมากที่สุด มีความปลอดภัย ไม่ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร แต่ก็ไม่ควรใช้ยาเกิน 8เม็ดต่อวัน และในเด็กให้ใช้ 10-15มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1กิโลกรัม สิ่งสำคัญคือ ถ้าใช้ยาเกินขนาด เช่น มากกว่า 20เม็ดต่อวัน จะเป็นพิษต่อตับ และทำให้ตับวาย อันตรายถึงชีวิตได้ค่ะ


ส่วน คลอร์เฟนิรามีน เป็นยาที่ใช้ลดน้ำมูกใสๆ และบรรเทาอาการแพ้ หรืออาการคัน ยานี้จะทำให้ง่วงนอน จึงไม่ควรใช้ ถ้าต้องขับรถ หรือทำงานกับเครื่องจักรกล เพราะอาจเกิดอันตรายได้ และการใช้ยาอาจทำให้คอแห้ง ใจสั่น หรือมีเสมหะเหนียวข้น ขับออกยาก ผู้ที่ไอ และมีเสมหะจึงไม่ควรรับประทานยาชนิดนี้


และยาที่นิยมใช้แก้ไอ ชนิดน้ำดำ ที่ถูกต้องควรรับประทานตามเวลาที่กำหนด คือ วันละ 3-4ครั้ง แต่ส่วนใหญ่มักใช้จิบเวลาไอ ซึ่งจะทำให้ได้รับทิงเจอร์ ฝิ่นมากเกินไป เกิดอาการง่วง มึนงง คลื่นไส้ ท้องผูก และต้องระวัง หากนำไปใช้กับผู้ที่ไอ และมีเสมหะเหนียว หรือไอจากหลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ จะทำให้เสมหะเหนียวมากขึ้นและไปอุดกั้นทางเดินหายใจทำให้หยุดหายใจได้เช่นกัน


สำหรับการรับประทานยาให้ได้ผล ถ้าเป็นยาก่อนอาหาร ให้รับประทานในช่วงท้องว่าง ประมาณ 1ชั่วโมง เพื่อให้ยาถูกดูดซึมและออกฤทธิ์ได้เต็มที่ ส่วนยาหลังอาหาร โดยทั่วไปควรรับประทานหลังอาหาร ประมาณ 15-30นาที ยกเว้นยาบางชนิดที่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร ควรรับประทานหลังอาหารทันที สำหรับยาก่อนนอน ควรรับประทานก่อนเข้านอนประมาณครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง จะช่วยให้ยาออกฤทธิ์ในช่วงกลางคืน


อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยามีหลากหลายชนิด และมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ดังนั้น การใช้ยาควรเพิ่มความระมัดระวัง ใช้ยาให้ถูกโรค ถูกคน ถูกเวลา และถูกขนาด ตามที่แพทย์ หรือเภสัชกรกำหนด และไม่ควรวิเคราะห์สาเหตุของโรคแทนผู้อื่น หรือนำยาที่ตนเองเคยใช้ไปให้ผู้อื่นรับประทาน ซึ่งจะทำให้เกิดอันตรายจากการใช้ยาโดยไม่รู้ตัว


 


 


ที่มา :หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการโดย ผศ.พญ.สมฤดี ฉัตรสิริเจริญกุล ภาควิชาเภสัชวิทยา


 


 

แสดงความคิดเห็น