ข้ามสู่เนื้อหาหลัก

การฏิบัติตัวขณะตั้งครรภ์

โภชนาการมีบทาทต่อการเจริญเติบโตของทารกอย่างมาก หากแม่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอจะคลอดทารกที่มีน้ำหนักน้อยกว่า ตัวสั้นกว่าทารกที่คลอดจากแม่ที่ได้รับอาหารเพียงพอ


การปฏิบัติตัวขณะตั้งครรภ์


ประเภทอาหารที่ต้องการ


1.โปรตีน มีความต้องการมากขึ้น เพื่อใช้ในการสร้างเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ ของแม่และทารก ต้องการสูงสุดในระยะที่ 3-4 เดือนก่อนคลอด ซึ่งเป็นช่วงที่อัตราการเจริญเติบโตทั้งร่างกายและสมองจะเติบโตเร็วที่สุด อาหารที่มีโปรตีนสูงได้แก่ เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว เป็นต้น


2.สารอาหารที่ให้พลังงาน ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน ไม่ควรรับประทานข้าว แป้ง น้ำตาล ขนมหวาน และไขมันมากเกินไป


3.เกลือแร่ เพื่อการเจริญเติบโตของทารก ได้แก่


-แคลเซียม ระยะตั้งครรภ์ ความต้องการแคลเซียมจะเพิ่มขึ้น เพื่อนำไปสร้างกระดูกและฟันของทารก โดยจะมีความต้องการเพิ่มมากขึ้นในเดือนที่ 4 และสูงสุดในระยะก่อนคลอด ประเภทอาหารได้แก่ นม ปลาตัวเล็ก รับประทานทั้งกระดูก ผักบุ้ง ผักคะน้า


-เหล็ก ความต้องการเพิ่มขึ้น เพื่อใช้ในการสร้างเม็ดเลือดแดงและร่างกายแม่ยังต้องการสะสมไว้สำหรับระหว่างการคลอด ความต้องการเพิ่มขึ้นในระยะ 3 เดือนก่อนคลอด หากได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ จะเกิดโรคโลหิตจาง มารดาจะทนต่อการสูญเสียเลือดในระหว่างการคลอดได้น้อย เพื่อป้องกันโรคโลหิตจางแพทย์จะสั่งยาบำรุงเสริมธาตุเหล็กให้คุณแม่ได้รับประทานอาหาร


-ไอโอดีน ในระหว่างการตั้งครรภ์ ต่อมไทรอยด์จะทำงานมากขึ้นทำให้ความต้องการไอโอดีนเพิ่มขึ้น ถ้าขาดไอโอดีนเพิ่มขึ้น จะทำให้ทารกตัวเล็กแคระแกร็น มีสติปัญญาต่ำ ไอโอดีนมีมากในอาหารทะเล


4.วิตามิน มีความสำคัญต่ออวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ช่วยให้การทำงานในร่างกายเป็นปกติ วิตามินที่สำคัญ คือ วิตามินเอ,ดี,อี และซี


-วิตามินเอ ต้องการเพิ่มจากเดิม 25% มีมากในผักใบเหลือง นม เนย


-วิตามินดี ช่วยสร้างกระดูกและฟัน ได้แก่ ไข่ ตับ เนย


-วิตามินอี ช่วยมิให้เกิดการแท้ง ได้แก่ ผักใบเขียว ถั่ว เนย ไข่แดง


-วิตามินซี สร้างเนื้อเยื่อช่วยดูดซึมธาตุเหล็ก ได้แก่ ผลไม้ ส้ม มะเขือเทศ


การผักผ่อน


-นอนหรือพักผ่อนโดยยกปลายเท้าสูงเล็กน้อย


-ควรนอนให้ได้วันละ 8 ชั่วโมง


-การนอนในตอนบ่ายจะมีประโยชน์เพิ่มขึ้นแก่คุณแม่และทารกในครรภ์


อาการที่พบขณะตั้งครรภ์


คลื่นไส้อาเจียน ที่เรียกว่าแพ้ท้อง พบได้แต่ประจำเดือนเริ่มขาด ควรรับประทานอาหารทีละน้อย แต่บ่อยครั้ง ควรลดอาหารทอดหรือที่มันมาก ไม่ควรเคร่งเครียดและกังวลจนเกินไป ถ้ามีอาการแพ้ท้องมากควรปรึกษาแพทย์


1.ท้องอืด ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ย่อยยาก ของหมักดอง อาหารหรือเครื่องดื่มที่ทำให้เกิดลมหรือแก๊ส


2.ท้องผูก ควรรับประทานอาหารที่มีกากใยเช่นผัก ผลไม้ให้มากขึ้น หรือดื่มน้ำลูกพรุน ออกกำลังกสายบ้าง แนะนำให้ดื่มน้ำสะอาดวันละ 6-8 แก้ว ถ้าท้องผูกมากควรปรึกษาแพทย์ ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง


3.ปัสสาวะบ่อยขึ้น เป็นเพราะมดลูกที่โตขึ้นไปเบียดกระเพาะปัสสาวะไว้นานๆ


4.ตกขาว พบได้ตลอดระยะตั้งครรภ์  ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้ามีตกขาวมากเป็นปกติ มีกลิ่นเหม็นหรือมีอาการคันร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์


5.ตะคริว มักเป็นที่ปลายเท้าและน่อง ควรนอนยกขาให้สูง รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่นดื่มนม 2-3 แก้วต่อวัน รับประทานกุ้ง ปลาตัวเล็กๆ ปลากระป๋อง ผักใบเขียวจัด เป็นต้น


6.ฝ้าและผิวหนังคล้ำขณะตั้งครรภ์ อาการเหล่านี้จะค่อยๆ หายไปเองหลังคลอด


7.ปวดหลัง ไม่ควรเดินทางระยะไกลจนเกินไป ควรเลือกเก้าอี้ที่เอนเล็กน้อย และควรสวมรองเท้าส้นเตี้ยพอดีกับเท้า สูงประมาณ 1 นิ้ว เพื่อป้องกันการปวดหลัง ข้อเท้าแพลงหรือหกล้มได้


สตรีมีครรภ์ที่ควรงดเพศสัมพันธ์


1.มีประวัติแท้งบ่อย ให้งดในช่วง 3 เดือนแรก


2.มีประวัติคลอดก่อนกำหนด ควรงดในระยะ 3 เดือนก่อนคลอด


3.มีเลือดออกทางช่องคลอด


4.ต้องครรภ์แฝด


5.รกเกาะต่ำ


6.มีน้ำเดิน


       


 



ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 

แสดงความคิดเห็น