ทำไมต้องดื่มน้ำมากๆ
น้ำเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย แต่ละคนอาจจะต้องการปริมาณน้ำที่ไม่เท่ากัน ในแต่ละวันต้องการน้ำปริมาณเท่าไหร่ เป็นคำถามง่าย ๆ แต่ก็ตอบละเอียดได้ยาก ทั่ว ๆ ไปจะแนะนำให้ได้วันละ 2 ลิตร หรือวันละ 8 แก้ว แต่อันที่จริงแล้วมีปัจจัยที่แตกต่างกัน รวมถึงโรคประจำตัว และกิจกรรมที่ทำในแต่ละวันด้วย

น้ำจำเป็นกับร่างกายอย่างไร
น้ำเป็นส่วนประกอบหลักของร่างกาย ประมาณ 60 % ของน้ำหนักตัว คือ น้ำ ทุกระบบของร่างกายต้องการน้ำ เพื่อให้การทำงานเป็นปกติ ตัวอย่างเช่น เพื่อขับถ่ายของเสียหรือสารพิษต่าง ๆ จากอวัยวะในร่างกายไม่ว่าจะเป็นตับหรือไต การนำสารอาหารต่าง ๆ ไปเลี้ยงร่างกาย การสร้างความชุ่มชื้นให้กับระบบทางเดินหายใจ หูคอจมูก ถ้าหากว่าขาดน้ำ จะทำให้สูญเสียพลังงาน รู้สึกอ่อนเพลีย และระบบต่าง ๆ ของร่างกายเสียสมดุลไป
ปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องการ?
ทุกวันร่างกายจะสูญเสียน้ำออกไปทางระบบทางเดินหายใจ เหงื่อ ทางเดินอาหาร ทางเดินปัสสาวะ เพื่อให้ร่างกายทำงานได้ตามปกติ เราต้องเติมน้ำเข้าเพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียออกไป โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้ดื่มน้ำประมาณ 8 แก้วต่อวัน แต่เพื่อให้ได้ความแม่นยำมากขึ้นอาจจะคำนวณจาก
■การชดเชยน้ำที่เสียไป Replacement approach ปริมาณปัสสาวะต่อวันจะประมาณ 1.5 ลิตร จากการหายใจ เหงื่อ และทางเดินอาหารอีกเกือบหนึ่งลิตร จากอาหารที่รับประทานเข้าไปจะได้รับน้ำประมาณ 20% ของน้ำที่ร่างกายได้รับ และจากการดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มอีกประมาณ 2 ลิตร จะเพียงพอต่อการชดเชยน้ำที่เสียไปต่อวัน
■น้ำวันละแปดแก้วต่อวัน ใช้หลักคือดื่มน้ำ 8 ออนซ์ วันละ 8 แก้วต่อวัน Eight 8-ounce glasses of water a day. ถึงแม้ว่าวิธีการนี้จะไม่ได้มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์โดยตรง แต่ก็เป็นการง่ายที่จะแนะนำและจดจำทำตาม
■คำแนะนำทางด้านโภชนาการ Dietary recommendations สถาบันทางการแพทย์ The Institute of Medicine แนะนำว่าผู้ชายควรจะดื่มน้ำให้ได้วันละประมาณ 3 ลิตร หรือน้ำ 13 แก้ว ส่วนผู้หญิงควรดื่มให้ได้ 2.2 ลิตร หรือน้ำ 9 แก้ว
นอกเหนือจากวิธีการข้างต้น ถ้าคุณดื่มน้ำได้มากพอ คุณจะไม่รู้สึกหิวน้ำ และมีปัสสาวะใส หรือแค่เหลืองอ่อน ๆ ก็แปลว่าคุณได้รับน้ำอย่างเพียงพอ
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องการความต้องการน้ำต่อวัน
ในบางครั้งต้องมีการปรับเปลี่ยนปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องการต่อวัน ขึ้นกับกิจกรรมที่ทำ อุณหภูมิที่อยู่ โรคประจำตัว หรือสุขภาพ การตั้งครรภ์ การให้นมบุตร
■การออกกำลังกาย ถ้าคุณออกกำลังกายแล้วทำให้มีเหงื่อมาก อาจจะต้องการน้ำเพิ่มขึ้นอีก 400 – 600 มิลลิลิตร แต่ถ้าออกกำลังกายมากกว่าหนึ่งชั่วโมงอาจจะต้องการน้ำมากยิ่งขึ้น ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ทำ นอกจากนี้อาจจะเสริมน้ำเกลือแร่เพื่อชดเชยโซเดียมที่เสียไปกับเหงื่อด้วย การขาดน้ำและเกลือแร่อาจจะทำให้เป็นลมได้
■สิ่งแวดล้อม อากาศร้อน จะทำให้เสียน้ำมากขึ้น ส่วนในที่อุณหภูมิเย็นจัดก็อาจจะทำให้มีการปัสสาวะมากขึ้น เช่นเดียวกับการขึ้นที่สูงกว่า 2,500 เมตร ทำให้ต้องการน้ำมากขึ้น
■ความเจ็บป่วย และสุขภาพ เมื่อมีไข้ หรือมีอาเจียนท้องเสีย จะทำให้เสียน้ำออกไปมากขึ้น ถ้าหากรับประทานได้อาจชดเชยด้วยน้ำเกลือแร่ หากมีการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะหรือมีนิ่วในทางเดินปัสสาวะก็ควรดื่มน้ำให้มากขึ้นด้วย ในทางกลับกันหากมีโรคหัวใจ หรือโรคไตบางชนิด จำเป็นต้องจำกัดการดื่มน้ำไม่ให้มากเกินไปเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคดังกล่าว
■การตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร ในผู้หญิงตั้งครรภ์ควรดื่มน้ำให้ได้ 2.3 ลิตรต่อวัน หรือประมาณ 10 แก้ว ในหญิงให้นมบุตรควรดื่มน้ำ 3.1 ลิตรต่อวัน หรือประมาณ 13 แก้ว ถึงแม้ว่าคุณไม่สามารถดื่มน้ำได้ตามที่กำหนด แต่คุณสามารถเลือกทานอาหารอื่นที่มีปริมาณมาก ๆ ได้เช่นกัน เช่น ผลไม้อย่างแตงโม หรือ ผัก เช่น มะเขือเทศ ก็มีน้ำเป็นส่วนประกอบมาก พวกเครื่องดื่ม เช่น นม หรือน้ำผลไม้ก็สามารถนำมารวมคำนวณได้ แต่ต้องดูเรื่องแคลอรีประกอบด้วย
คุณอาจจะใช้เทคนิคง่าย ๆ ในการป้องกันการขาดน้ำโดย
■ดื่มน้ำทุกครั้งก่อนทานอาหาร นอกจากช่วยป้องกันขาดน้ำ ยังช่วยให้ไม่ทานมากเกินไปด้วย และดื่มน้ำในแต่ละช่วงพักของวันด้วย
■ดื่มน้ำก่อน ระหว่างและหลังออกกำลังกายให้เพียงพอถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยพบคนที่ดื่มน้ำปริมาณมากเกินไป แต่หากดื่มน้ำมากเกินไปจะทำให้ไตเสียเกลือแร่ออกมาด้วยทำให้ โซเดียมในเลือดต่ำเกินไปได้ และถ้าคุณดื่มน้ำบ่อย หรือหิวน้ำบ่อยเกินไป อาจจะต้องทำการตรวจดูว่ามีโรคอะไรแอบแฝงอยู่หรือไม่ เช่นโรคเบาหวาน เป็นต้น
อย่าลืมดื่มน้ำให้ได้ 8 แก้วต่อวันนะครับ
ที่มา : Dr.carebear www.facebook.com/drcarebear
เรื่องที่เกี่ยวข้อง:


แสดงความคิดเห็น