ข้ามสู่เนื้อหาหลัก

ลดเครียดเพิ่มสุข..สร้างงานแบบไม่ต้องลงทุน

 

แนวทางสร้างสุข หรือเพิ่มความสุขในองค์กร วิธีหนึ่งที่ไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย ก็คือ การส่งเสริมการลดความเครียดในที่ทำงาน ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับความเครียดในแง่มุมต่างๆ จาก นพ. ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล นายแพทย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ต่อไปนี้น่าจะจุดประกายให้ ผู้บริหารที่รับผิดชอบ การสร้างสุขในองค์กร เจ้าของกิจการ หรือ ฝ่ายบุคคล ให้หันมาสนใจ ลดระดับความเครียดของพนักงานไปพร้อมๆ กับการทำกิจกรรมสร้างสุข

ความจริงข้อแรกที่คงจะต้องยอมรับและหันมาให้ความสำคัญกับ การลดภาวะเครียดในองค์กรก็คือ โรคเครียดกำลังมาแรง และมาพร้อมกับยุคสมัย กับวิถีชีวิตที่เร่งรีบ ซึ่งมีทั้งความเครียดเพราะเจ็บป่วย ความเครียดเพราะรายได้ไม่พอรายจ่าย รวมถึงการทำงาน ล้วนมีผลต่อความสามารถในการทำงาน ซึ่งในรายที่เครียดมากๆ จะทำให้ การกิน การนอน และ สมาธิในการทำงานเสียไป อีกทั้งคุมอารมณ์ได้น้อยลง ทำให้ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน กับลูกค้าเสียไป

ทั้งนี้ ตามคำบอกเล่าของคุณหมอประเวช ในทางตรงกันข้าม การดูแลสุขภาพจิตของคนในที่ทำงานได้ดี จะให้ผลตอบแทนออกมา เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้น และสามารถสร้างสัมพันธภาพกับเพื่อนร่วมงานได้ดี ทำให้งานประสบผลสำเร็จ โดยเฉพาะปัจจุบันไม่มีงานไหนที่จะสำเร็จโดยใช้สาขาวิชาชีพเดียว ต้องอาศัยความร่วมมือ

ความเครียดจะทำให้ภูมิคุ้มกันตกลง และทำให้ความสามารถของร่างกายเสียไป คือป่วย มีการวิจัยในเรื่องขององค์กรที่พูดถึงการลงทุนทุกๆ 1 ดอลลาร์ จะได้ผลตอบแทนกลับมา 5-13 ดอลลาร์ สาเหตุเกิดจากการที่พอเราดูแลเรื่องความเครียดและปัญหาทางจิตใจของพนักงานได้ดีขึ้น เวลามาทำงาน เวลาที่เขาอยู่ เขาจะมีสมาธิยิ่งขึ้น การขาดงานก็น้อยลง การลาป่วยก็น้อยลง ฉะนั้นค่ารักษาพยาบาลทางกายก็ลดลง นี่ก็คือตัวที่บอกว่าได้ผลตอบแทนคืนมา

อีกประเด็นหนึ่งเกี่ยวความเครียด ที่เราจะต้องยอมรับ ก็คือ ความเครียดและความกังวลในชีวิต หากปล่อยไว้จะลุกลามและรุนแรงได้ จึงเป็นเรื่องที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องรีบจัดการ โดยคุณหมอให้แนวทางคือ

1. การฝึกวิธีคิด เวลาที่คนกังวลมันมีแนวโน้มอย่างหนึ่งคือเขามักจะคิดวนไปวนมา หรือบางทีก็เกิดจากการที่เรามองในมุมที่ทำให้เราไม่เข้าใจปัญหาดีพอ เช่นมองในมุมตัวเอง ก็ทำให้ปัญหาการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างคน จัดการไม่ได้ ส่วนหนึ่งเราจะมาจัดการระบบคิด

2. การฝึกผ่อนคลายทางกาย เพื่อช่วยสงบความคิดลง เพราะเวลาที่คนเราเคลื่อนไหว ความคิดมันจะลดลงเอง ก็จะเริ่มอยู่กับกาย ความสงบทางใจก็จะเริ่มโผล่มา ซึ่งวิธีที่ไม่เสียเงินเลยก็คือ การสอนวิธีฝึกหายใจให้ทำบ่อยๆ ช่วงพักเช้า พักเที่ยง หรือก่อนกลับบ้าน โดย ให้หายใจออกให้ยาวกว่าหายใจเข้า ซึ่งอาจใช้การนับเลขช่วย คือ หายใจเข้านับ 1-4 กลั้นไว้นับ 1-2 และหายใจออกนับ 1-6 ทั้งนี้การหายใจเข้าต้องให้ท้องพองออก กลั้นไว้ หายใจออก ท้องแฟบลง หรือ การฝึกหายใจแบบเต็มศักยภาพของปอด ซึ่งจะต้องหายใจลึกสุด กลั้นยาว

สำหรับวิถีชีวิตที่เร่งรีบ วิธีลดแรงเครียดคนทำงาน และมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ได้ดีนั้น คุณหมอแนะนำว่า ให้ลดละหรือตัดกิจกรรมที่กินพลังงาน กินเวลาลงไปบ้าง และหันมาดูแลตัวเองให้นอนอย่างมีคุณภาพ และกินอาหารเช้าเพื่อให้พลังงานในการทำงาน สำหรับการนอนที่ดีก็คือนอนก่อนสี่ทุ่ม เพื่อให้ฮอร์โมนการนอนเริ่มหลั่งออกมา ลดการคิดวางแผนเรื่องยาวๆ ที่กินพลังงาน หรือหยุดออกกำลังกายหนักๆ ก่อนนอน เพราะการออกกำลังกายหนักก็จะเหมือนกับการไปเร่งเครื่องยนต์

สำหรับเมนูอาหารมื้อเช้าซึ่งจะช่วยให้พลังงาน ลดเครียดได้ดีนั้น คุณหมอ แนะนำว่า ควรกินอาหารเช้าทุกวัน ส่วนเมนู ไม่ใช่กาแฟ ปาท่องโก๋ แต่ต้องเป็นเมนูโปรตีน เช่นไข่ เนื้อสัตว์ ไฟเบอร์ ในผลไม้

เวลาที่เราขาดอาหารเช้า น้ำตาลในเลือดจะต่ำ มีอาการหวิวๆ และความสามารถในการคิดของเราจะสู้ตอนที่เราทานอาหารเช้าไม่ได้ มีการศึกษาพบว่าในเด็กที่รับประทานอาหารเช้า มีผลการเรียนดีขึ้น

วันนี้คุณกินอาหารเช้าหรือยัง และนอนพอหรือเปล่า? อาจเป็นอีกหนึ่งความเอาใจใส่ที่หัวหน้า หรือเจ้าของบริษัท อาจจะต้องหันมาดูแล ถามไถ่พนักงาน หากต้องการลดเครียด เพิ่มสุข ในที่ทำงานอย่างยั่งยืน

จะว่าไปแล้ว สิ่งที่คุณหมอประเวช แนะนำ ก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้ทำให้บริษัทต้องจ่ายเงินเพิ่มเลย ความเครียดเพราะเจ็บป่วย ความเครียดเพราะรายได้ไม่พอรายจ่าย รวมถึงการทำงานล้วนมีผลต่อความสามารถในการทำงาน

 

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ โดย พิมพร ศิริวรรณ

แสดงความคิดเห็น