8 เทคนิคป้องกันพ่อแม่ปะทะ ‘อารมณ์’ ลูก
แนะพูดคุย-ฟัง-เข้าใจ เพื่อลูกวัยทีน
อย่าตกลงไปใน "กับดักพ่อแม่"
พ่อแม่บางคนมองว่าบทบาทพ่อแม่นั้นต้องแสดงอย่างจริงจัง และเข้มข้น เพื่อให้ลูกๆ ยอมรับนับถือ จึงเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า "ใช้พลังมากเกินไป" เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการควบคุมสถานการณ์ต่างๆ และทำให้เด็กๆ ขาดพื้นที่ในการแสดงความเป็นตัวตนของเขา
พ่อแม่ที่เข้มงวด และจำกัดการแสดงออกกจะทำให้เด็กต้องไปหาพื้นที่อื่นในการเปิดเผยตัวตนของเขา โดยอาจจะเป็นกลุ่มเพื่อน หรือโลกอินเทอร์เน็ต ยิ่งการที่พ่อแม่ไปกำหนดว่า "ลูกของฉันจะต้องไม่เป็นแบบ..หรือแบบ..." จะทำให้เด็กๆ ตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้น ว่าวันใดวันหนึ่งเขาอาจทำให้พ่อแม่ผิดหวัง เมื่อเขาอาจจะเผลอทำผิดพลาดขึ้นมาสักวัน
ใช้การคุยให้เป็นประโยชน์
การคุยที่สร้างสรรค์กับลูกช่วงวัยรุ่นไม่ใช่การเปิดฉากเล่า ประสบการณ์ของพ่อแม่เพียงฝ่ายเดียว แต่ควรเป็นการตั้งคำถามเพื่อเปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ เช่น ยาเสพติด ความรักกับเพื่อนต่างเพศ ฯลฯ
ระวังประโยคชวนฟิวส์ขาด
ในกรณีที่ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกเริ่มมีปัญหา การเอ่ยประโยคชวนฟิวส์ขาด เช่น "ตอนที่พ่อแม่อายุเท่าลูกเนี่ยนะ....." มีโอกาสทำให้สถานการณ์บานปลายมากยิ่งขึ้นได้ ไม่ใช่ว่าประสบการณ์ในอดีตของพ่อแม่เป็นสิ่งที่ไม่มีคุณค่า แต่การนำเรื่องราวในอดีตที่คุณคิดว่าดีมาเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของลูกในช่วงวัยรุ่นเป็นสิ่งที่อันตรายมาก และสามารถสร้างรอยร้าวลึกในหัวใจเด็กๆ ได้
หากพ่อแม่ใช้อย่างไม่ระวัง ในจุดนี้พึงเข้าใจด้วยว่า สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในตอนที่พ่อแม่ยังเด็กๆ กับ ณ เวลาปัจจุบันมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว เด็กสมัยนี้มีอินเทอร์เน็ต มีคอมพิวเตอร์ มีโทรศัพท์มือถือ มีเพื่อนใน Hi5 มียูทูบ เพลงที่ลูกฟังในปัจจุบันก็อาจไม่เหมือนกับเพลงที่พ่อแม่ฟังในช่วงอายุเดียวกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งการจะคุยกันให้เข้าใจได้นั้นก็เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องตระหนักรู้ให้ได้ว่า ในช่วงอายุของลูกนั้นเขาจะได้พบกับอะไรบ้าง
ทิ้งความเยือกเย็นเมื่อไร แย่แน่
ไม่ว่าจะเจอปัญหาที่ยุ่งยากเพียงใด หรือว่าคุณจะอยากตีลูกตัวดีสักป้าบ ฯลฯ แต่คนเป็นพ่อแม่ก็ต้องใจเย็นเข้าไว้ เพราะการที่พ่อแม่ "หลุด" นั่นหมายถึงคุณพร้อมจะปล่อยข้อความผรุสวาทมากมายตามมา และทำให้ความสัมพันธ์กับลูกๆ เลวร้ายลงไปอีก ทางแก้คือ หากสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต อาจเดินหนีไปอยู่คนละห้อง หาเวลาอยู่เงียบๆ สักพัก หายใจเข้าออกยาวๆ สงบสติอารมณ์ ไปอาบน้ำ ไปทำกับข้าว ก่อนจนอารมณ์ดีค่อยกลับมาคุยกันใหม่
ฟังลูกบ้าง
ในจุดนี้คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจต้องยอมรับว่า อาจมีบางครั้งที่คุณฟังลูกเพียงผ่าน ๆ ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับเรื่องราวของเขามากนัก และเด็กบางคนก็มีปัญหาตรงที่ว่าเขาไม่สามารถจะบอกเล่าเรื่องราวได้อย่างที่ใจเขาต้องการ เพราะฉะนั้น การพูดและการคุยระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก (ในร่างผู้ใหญ่) ก็จำเป็นต้องใช้ใจร่วมด้วย พยายามเข้าใจในสารที่ลูกพยายามจะสื่อ เพราะการรับฟังปัญหาของลูกถือเป็นอีกหนึ่งของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่คนเป็นพ่อแม่ทุกคนสามารถมอบให้กับลูกได้
อย่ายอมแพ้
บางครั้งการปะทะคารมกับลูกวัยรุ่นที่กำลังหลงผิดในกับสิ่งยั่วยุต่างๆ อาจทำให้พ่อแม่รู้สึกว่าเหนื่อยเหลือเกิน ยอมแพ้เสียทีก็ดีเหมือนกัน แต่มันจะไม่ใช่เรื่องดีเลย หากพ่อแม่ยอมแพ้และปล่อยให้ลูกเดินต่อไปในทางที่มืด และเลวลงเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น พ่อแม่ที่ดีไม่ควรล้มเลิกความตั้งใจที่จะสั่งสอนลูกให้ตั้งมั่นอยู่ในทางที่ถูกต้อง
ลงโทษเมื่อไร
หากพบว่าลูกกระทำเรื่องที่ผิดกฎหมาย หรือผิดศีลธรรม พ่อแม่มีสิทธิทุกประการที่จะยับยั้ง และทำให้มันยุติลงให้ได้ อย่ากลัวหากจะต้องลงโทษลูกของตัวเองให้เขาสำนึกในความผิดนั้นๆ หรือหากจำเป็นก็ควรขอความช่วยเหลือจากนักจิตวิทยา แทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่า ๆ
ยืดหยุ่น
เพราะแนวทางในการดูแลลูกวัยรุ่นให้อยู่กับร่องกับรอย ก็คือการให้เขาได้มีสิทธิเลือก ได้แสดงความคิดเห็น ดังนั้นพ่อแม่อาจต้องยืดหยุ่นต่อกฎต่างๆ มากขึ้น ปรับเทคนิคการพูดให้เหมาะสม เพื่อให้พ่อแม่ยังคงเป็นพ่อแม่ที่น่ารักของลูกๆ วัยรุ่นอยู่ได้ เช่น หากพ่อแม่ต้องการให้เด็กๆ ช่วยไปทิ้งขยะ (โดยที่ลูกๆ ไม่ค่อยอยากช่วยเท่าไร) คงไม่ดีแน่หากจะใช้การออกคำสั่งเสียงเขียวว่า "เอาขยะไปทิ้งเดี๋ยวนี้นะ" แต่หากลองใช้ประโยคที่ว่า "วันนี้ตาลูกไปทิ้งขยะแล้ว จะไปทิ้งขยะตอนนี้หรือจะไปหลังจากทานข้าวเสร็จ" ลูกฟังจบเขาจะพบว่ามีทางให้เขาเลือก และเขาก็จะเลือกทางที่เขาต้องการ
และสุดท้าย หากพ่อแม่พบว่าเขายังไม่ทำงานที่รับมอบหมายเสียที คุณก็ยังสามารถยกสิ่งที่เขาเคยตอบขึ้นมาอ้างได้ด้วย "ลูกบอกแม่ว่าจะไปทิ้งขยะหลังจากทานข้าวเสร็จใช่ไหม" แค่คำพูดนี้ก็สามารถทำให้เด็กออกไปทิ้งขยะได้โดยที่ไม่รู้สึกแย่แล้วค่ะ
ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTV ผู้จัดการ
ภาพประกอบ: อินเทอร์เน็ต
Update 09-07-52
อัพเดทเนื้อหาโดย : กันทิมา ลีจันทึก

แสดงความคิดเห็น