ข้ามสู่เนื้อหาหลัก

10 สถานการณ์ร้าย-ดี ของเด็กไทย?

สรุปพฤติกรรมเด่นของเยาวชนปี 51

 

          สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) แถลงสรุป "เด็กไทยกับ 10 สถานการณ์เด่นรอบปี 2551" โดย ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ กล่าวว่า โครงการ Child Watch โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ สสส. สำรวจพฤติกรรมเด็กและเยาวชน ปี 2551 มีทั้งด้านร้าย และดี 10 สถานการณ์ ดังนี้

 

          สถานการณ์ด้านร้าย 5 อันดับ ได้แก่

 

          1.ปัญหาแม่วัยรุ่น ที่มีเด็กอายุต่ำกว่า 19  ปี มาทำคลอดสูงขึ้นต่อเนื่อง ปี 51 ประมาณการว่ามีถึง 77,092 คน จากปี 50 ที่มี 68,385 คน ซึ่งนำมาสู่ปัญหา ทั้งความไม่พร้อมที่จะเลี้ยง ปัญหาเศรษฐกิจเพราะไม่มีงานทำ สังคมต้องร่วมแก้ไขเนื่องจากนำไปสู่ปัญหาอื่นอีกมาก

 

          2.คุกเด็กอาจเริ่มไม่พอใส่ ปี 51 มีเด็กถูกส่งเข้าสถานพินิจฯ 42,102 คน มากกว่าปี 50 ราว 2,000 คน คดีอันดับต้นๆ คือ ลักทรัพย์ ยาเสพติด และการประทุษร้ายต่อชีวิต และร่างกาย

 

          3.เด็กใช้ชีวิตกับสื่อมากขึ้น เกือบจะครึ่งชีวิตยามตื่นหรือ 6-7 ชม.ต่อวัน ที่หมดไปกับสื่อต่างๆ ทั้งโทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ตและโทรทัศน์ ภาครัฐจึงควรดูแลกำกับการผลิตและเผยแพร่โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่เด็กเข้าถึงได้มากในยุคนี้

 

          4.เด็กไทยมีแววเครียดสูง มองสังคม การเมือง ติดลบ ปี 51 มีเด็กเครียดจนปวดท้อง หรือนอนไม่หลับเฉลี่ยถึง 30% ภาวะเครียดจะสูงขึ้นตามระดับการศึกษา โดยนิสิต นักศึกษา เครียดถึง 40% ปัญหามาจากการเรียน การแข่งขัน ความรุนแรง ขณะที่เด็กกว่า 60% ระดับมัธยม-อุดมศึกษา เห็นว่าประเทศไทยมีทุจริตคดโกงในระดับมาก จึงน่าห่วงว่าปีหน้าเด็กไทยจะเครียดขึ้น

 

          5.เด็กไทยไม่ชอบไปโรงเรียนมากขึ้น และมีนิสัยการเรียนรู้ที่น่าเป็นห่วง โดยมีเพียง 27% ที่อ่านหนังสือเป็นงานอดิเรก และเด็กที่บอกว่าชอบไปโรงเรียนมาก ก็ลดลงจาก 43% เหลือ 38% ยิ่งเมื่อเริ่มเข้าชั้นมัธยม สาเหตุหนึ่งมากจากกวดวิชา ทัศนคติต่อครู ความเครียดต่อสภาพความรุนแรงในโรงเรียนที่มีเด็กเพียง 26% ที่รู้สึกปลอดภัยมากเวลามาโรงเรียน

 

          สถานการณ์ด้านดี 5 อันดับ ได้แก่

 

          1.การได้เห็นการเคลื่อนขบวนของ อปท. ลุยงานเด็กและเยาวชนเป็นรูปธรรมมากขึ้น โครงการ Child Watch ได้เข้าไปชวนจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ร่วมพัฒนาเด็กและเยาวชนภายใต้แนวคิด "เมืองน่าอยู่สำหรับเด็ก" มีจังหวัดเข้าร่วมแล้ว 26 จังหวัด และ มี อปท. ร่วมกว่า 240 แห่ง

 

          2.การที่ท้องถิ่นต่างๆ เปิดพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเยาวชนมากขึ้น อาทิ โครงการถนนเด็กเดิน Child Watch ที่เริ่มไปใน 30 จังหวัด ตั้งแต่ปลายปี 49 บัดนี้หลายจังหวัดสามารถสานงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยงบของท้องถิ่น อาทิ ฉะเชิงเทรา น่าน พิจิตร อุบลราชธานี มหาสารคาม

 

          3.การริเริ่มโครงการบ้านหลังเรียน เพื่อแก้ปัญหาที่เด็กในเมืองมักขาดกิจกรรมดีๆ ทำหลังเลิกเรียน ทำให้ 15.00-18.00 น.เป็นเวลาเสี่ยง เด็กประถม-มัธยมถึง 10-15% หลังเลิกเรียนต้องอยู่บ้านคนเดียววันละ 2-3 ชม.กว่าพ่อแม่จะกลับ

 

          โครงการจึงร่วมกับศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดเลย เริ่มโครงการ "บ้านหลังเรียน" ขยายผลแล้วใน 4 จังหวัด และสำนักงาน ปปส. ภาค 4 เข้ามาร่วมลงทุนขยายผลในเขตอีสานเหนืออีก 11 จังหวัด มุ่งให้เด็กมีพื้นที่ทำกิจกรรมหลังเรียนหลากหลาย

 

          4.แนวโน้มเสพเหล้าบุหรี่องเยาวชนลดลง แต่ยาเสพติดยังต้องจับตา ถือเป็นข่าวดีปี 51 ที่การดื่มเหล้าของเด็กเยาวชนลดลง ทั้งนักดื่มหน้าใหม่ ที่ดื่มเป็นครั้งคราว และดื่มประจำ โดยเฉพาะ ม.ต้น-ม.ปลาย

 

          ส่วนบุหรี่ แม้นักสูบหน้าใหม่ยังไม่ลดลง แต่นักสูบประจำก็ลดลง ซึ่งน่าจะเกิดจากการรณรงค์อย่างต่อเนื่องของ สสส. และเครือข่าย

 

          แต่สถานการณ์ยาเสพติดยังน่าห่วง แม้เด็กที่เข้ารับการบำบัดจะลดลงจาก 26,000 คน เป็น 23,000 คน ทว่าเด็กที่ต้องโทษเป็นผู้ค้าและผู้เสพสูงขึ้นจาก 10,279 คน เป็น 11,297 คน และเด็ก 13% ยังเห็นการเสพยาเสพติดในสถานศึกษา

 

          5.ความสำเร็จของการสกัดเด็กอ้วน โดยเด็กที่ทานน้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ เป็นประจำมีแนวโน้มลดลง น่าจะเกิดจากการรณรงค์ต่อเนื่องของ สสส. เช่นโครงการเด็กไทยไม่กินหวาน เครือข่ายคนไทยไร้พุง

 

 

 

 

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้า

 

 

Update 25-12-51

 

แสดงความคิดเห็น