ข้ามสู่เนื้อหาหลัก

สสส.ร่วมสร้างจิตอาสา หวังพัฒนาต้นทุนชีวิตเด็ก

พบเด็กกว่าร้อยละ 70 ใช้ชีวิตอยู่แต่ในโรงเรียนกวดวิชา

 

            วันนี้คุณจับถูกคนในครอบครัวคุณแล้วหรือยัง”...??

 

            คำถามที่ถูกตั้งขึ้นโดย นพ.สุริยเดว ทรีปาตรี ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะเด็กและเยาวชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ในงานสัมมนา ปิดตา เปิดใจ เรียนรู้โลกใหม่กับเพื่อนตาบอดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2551 ณ โรงเรียนสอนคนตาบอดเพราะการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็ก ๆ เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ ไม่ควรที่จะละเลย หรือมัวแต่นั่งจับผิดเด็ก ว่าทำไม่ดี อย่างนั้น อย่างนี้ เพราะจะทำให้ เด็กหมดกำลัง และสุญเสียแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิต จนทำให้เด็กวิ่งไปตามกระแสของการแข่งขัน จนลืมพัฒนาต้นทุนชีวิตของตนเอง

 

            น่าตกใจ!!!เพราะจากผลสำรวจ ของแผนงานสุขภาวะเด็กและเยาวชน หรือ เด็กพลัส ที่ได้ทำการสำรวจต้นทุนทักษะชีวิต 4 ด้าน คือ สิ่งแวดล้อม ครอบครัว เพื่อน และชุมชน จากเด็กเรียนเก่งที่ได้เกรดเฉลี่ย 3 กว่า ในเมืองใหญ่ 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา รวม 3 พันราย ในหัวข้อ นิยามการเรียนเก่งคือภูมิคุ้มกันพบว่า ต้นทุนชีวิต 5 ด้านของเด็กที่สำรวจพบอยู่ในขั้นที่อ่อนแอเป็นอย่างมาก อาทิ ทักษะชีวิตของตนเองหรือต้นทุนภายใน ครอบครัว การสร้างปัญญา เพื่อนและกิจกรรม และชุมชน

 

            นพ.สุริยเดว เล่าว่า สถานการณ์ในปัจจุบัน กระแสของพ่อแม่มีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป โดยมีความนิยมชมชอบที่ลูกจะเป็นคนเก่ง หัวดี เรียนดี สอบได้ที่ดี ๆ และผลักดันให้ลูกไปเรียนกวดวิชาเพิ่มเติม เด็กส่วนใหญ่ ร้อยละ 70-80 ใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนกวดวิชา จึงเกิดคำถามว่าแล้วอะไรจะเกิดขึ้นถ้าลูกเป็นคนที่เรียนเก่งที่สุด เขาจะมีภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดหรือไม่ เพราะชีวิตเด็กบางคนมีแต่เรียนกับเรียน จ-ศ ต้องไปเรียนที่โรงเรียน ส-อ ยังต้องไปเรียนพิเศษอีกด้วย

 

            ที่สำคัญพ่อแม่บางคนยังทำงานแต่นอกบ้าน ไม่มีเวลาเอาใจใส่ลูกเท่าที่ควร ทำให้ต้นทุนชีวิตด้านครอบครัว อ่อนแอ ซึ่งจากการสำรวจยังพบอีกว่า กว่า 40% ของเด็ก พร้อมที่จะพูดโกหก ในขณะเดียวกันเมื่อเด็กทำผิด พ่อแม่ส่วนใหญ่มักตำหนิ ติเตียน แทนที่จะให้กำลังใจ ซึ่งถือเป็นการทำร้าย และทำลายต้นทุนชีวิตของเด็กอีกด้วย

 

            นพ.สุริยเดว เล่าต่อว่า การสร้างให้เด็ก ๆ เป็นคนที่มีจิตอาสานั้น เป็นหนึ่งในการสร้างต้นทุนชีวิตของเด็กที่มีความจำเป็นอย่างมาก และเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เด็ก เยาวชน ครอบครัว และสังคมเกิดภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงเพื่ออนาคตของประเทศชาติ การมีรายการที่ดี หรือสื่อที่ดีนั้นก็สามารถสร้างต้นทุนที่ดีให้แก่เด็ก อย่างไรก็ตาม ครอบครัวและสังคมก็มีบทบาทที่สำคัญไม่แพ้กัน

 

            เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว นางอรอนงค์ สงเจริญ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการวิชาการและกิจการนักศึกษา วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล คุณแม่ของน้องพร้อม หรือ ด.ช.พชรดนัย สงเจริญ ที่ได้ส่งลูกชายเข้าร่วมรายการ พลเมืองเด็กเล่าว่า ตนถือว่าโชคดีที่ทำงานเกี่ยวกับด้านจิตวิทยา ได้ช่วยเหลือผู้อื่นโดยอาชีพอยู่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอม ที่ตนมักพาน้องพร้อมไปทำงานด้วยเสมอ ทำให้น้องพร้อมเห็นการทำงานของคุณแม่ เห็นการช่วยเหลือผู้อื่นจากที่ทำงาน ทำให้น้องพร้อมเกิดการเรียนรู้ และซึมซับจากการได้เห็นตัวอย่าง

 

          "พ่อแม่ต้องเตรียมความพร้อม 3 ด้าน ได้แก่ กาย คือสุขภาพอนามัยทำให้เขามีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ มีร่างกายที่พร้อม ถัดมาคือทักษะชีวิตประจำวัน เตรียมความพร้อมให้เขาช่วยเหลือตนเองก่อน ทั้งกิจกรรมชีวิตประจำวัน ครอบครัว และเรื่องของจิตใจ พ่อแม่ต้องปลูกทัศนคติทางบวกโดยเป็นแบบอย่างที่ดีและเปิดโอกาสให้เด็กมีทักษะชีวิต เพราะสิ่งสำคัญที่สุด คือ พ่อแม่ต้องเป็นตัวแบบเพราะเด็กจะเรียนรู้จากคนที่เขารัก" แม่น้องพร้อมกล่าว

 

            ภายในงานสัมมนาได้มีการจัดแข่งขัน "ชวนเพื่อนใหม่เล่นกีฬา ปิดตาพัฒนาประสาทสัมผัส" ที่ สสส.ได้ร่วมกับ บริษัท บ้านบันดาลใจ จำกัด ผู้ผลิตรายการ "พลเมืองเด็ก" จัดขึ้น เพื่อนำน้องหมูบด ด.ญ.จิดาภา เอียมกำแหง จากโรงเรียนบ้านบางกะปิ และน้องพร้อม ด.ช.พชรดนัย สงเจริญ จากโรงเรียนสาธิตละอออุทิศ ไปสู่การเรียนรู้และเข้าใจชีวิตมากขึ้น ด้วยการปิดตาลงสนามแข่งขันฟุตบอล เพื่อเปิดโลกใบใหม่ร่วมเรียนรู้กับเพื่อนผู้พิการทางสายตา และเรียนรู้เรื่องจิตอาสา

 

            น้องพร้อม เล่าให้ฟังว่า ตอนที่ปิดตานั้น ตนรู้สึกกลัวเป็นอย่างมาก จะก้าวไปข้างหน้า ก็กลัวจะล้ม จะสะดุด ไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างหน้าบ้าง ทำให้เข้าใจความรู้สึกของเพื่อน ๆ ตาบอด ที่ต้องอยู่ในความมืดตลอดเวลา ที่สำคัญ คือ ได้เรียนรู้การปรับตัวเข้าหาเพื่อน ๆ ด้านน้องหมูบด เล่าว่า ตนรู้สึกสนุกที่ได้มารู้จักกับเพื่อน ๆ ในอีกมุมหนึ่ง มาทำกิจกรรมร่วมกัน ทำให้เรารู้จักที่จะช่วยเหลือผู้อื่น และเข้าใจว่าเพื่อน ๆ ดำรงชีวิตด้วยความลำบาก

             

            โดยตลอดทั้งงานนั้น เราได้เห็นภาพที่น้องพร้อมและน้องหมูบด ดูแลเพื่อนตาบอดอย่างน่ารัก เช่น การจูงมือเดิน ป้อนขนม พาไปนั่งที่เก้าอี้ กระทั่งการเช็ดปากยามเพื่อน ๆ ทานเลอะอีกด้วย

 

          "อยากให้คนภายนอกเรียนรู้วิถีชีวิตของคนตาบอดบ้าง เพราะคนตาบอดนั้นดำเนินชีวิตด้วยความลำบาก เพราะมองไม่เห็น จะเดินก็ยังลำบาก โดยเฉพาะเวลาออกไปข้างนอก อยากให้ทุกคนเข้ามาช่วยเหลือ ที่สำคัญ อยากให้ทุกคนเรียนรุ้ที่จะช่วยเหลือผู้พิการอย่างถูกต้อง เช่น การจูงมือข้ามถนน ควรที่จะจับบริเซณมือและข้อศอก เพื่อจูงไป ไม่ใช่การใช้มือเพื่อดันหลังคนตาบอดน้ำเสียงที่เปล่งออกมาด้วยความน้อยใจของน้องปิ่น หรือ ด.ญ.กิตติกา ธงอาษา อายุ 10 ปี นักเรียนชั้น ป.3 โรงเรียนสอนคนตาบอด พร้อมเล่าต่อว่า รู้สึกดีใจมาก ที่ได้มีเพื่อนเป็นคนตาดี มีเพื่อนมาเล่านิทานให้ฟัง ซึ่งสำหรับคนตาบอดแล้วการอ่านนิทานเป็นเหมือนเรื่องไกลตัว ทำให้รู้สึกดีมาก ๆ ที่มีเพื่อนใหม่มาเล่น และเป็นการเปิดโลกกว้างให้กับคนตาบอดอีกด้วย

 

            การสร้าง จิตอาสาถือเป็นอีกภารกิจหนึ่งที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ความสำคัญมาดดยตลอด ภายใต้การทำงานของแผนงานสุขภาวะเด็กและเยาวชน เพื่อสร้างต้นทุนชีวิตที่เปรียบเสมือภูมิคุ้มกันให้เด็ก เยาวชน และสังคม เติบโตได้อย่างแข็งแรง...

 

 

 

 

 

 

เรื่องโดย : อารยา สิงห์สวัสดิ์ Team content www.thaihealth.or.th

 

 

Update 07-11-51

 

 

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น