กรุงเทพฯ เมืองสวรรค์ จะเป็นเพียงแค่ความฝันแค่นั้นหรือ?
เมื่อความเจริญเกิดขึ้น ความเสื่อมก็จะตามมาด้วย
ความเจริญใครๆก็ชอบ ใครๆก็อยากจะเห็น แต่จะมีใครสักเท่าไรที่คิดเลยไปข้างหน้าว่า เมื่อความเจริญเกิดขึ้นอย่างจริงจังแล้ว อะไรจะติดตามมากับความเจริญที่เกิดขึ้นบ้าง
เท่าที่มีตัวอย่างของความเจริญซึ่งเกิดขึ้นมาจากทุกส่วนของโลก พบว่า มีอยู่ไม่น้อย เมื่อความเจริญเกิดขึ้นมาแล้ว ความเสื่อมก็จะติดตามมาด้วย และ ความเสื่อมนั้นก็จะแฝงมาอยู่เคียงข้างกับความเจริญอย่างชนิดที่ ผลักเท่าไรก็ไม่อยากจะจากไป ความเสื่อมดังกล่าวเหล่านี้ได้แก่ ความเสื่อมทางด้านจริยธรรม ศีลธรรม, ความเสื่อมทางด้านมลภาวะ เป็นต้น
กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของไทย ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของโลกที่ตั้งความหวังเอาไว้ว่าจะสร้างความเจริญให้ถึงขีดสูงสุด เพื่อให้ กรุงเทพกลายเป็นเมืองสวรรค์ของคนเป็นได้พบเห็นก่อนที่จะตายจากโลกนี้ไป
แต่ดูเหมือนว่า สวรรค์แห่งกรุงเทพฯก็ไม่อาจหนีพ้นสัจธรรมแห่งความเจริญได้ นั่นคือ เกิดความเสื่อมเข้ามาเกาะอยู่ข้างๆเช่นกัน โดยเฉพาะความเสื่อมทางด้าน สภาพแวดล้อม ที่มีแนวโน้มอย่างสูงว่า กำลังจะปรุงแต่งให้ เมืองสวรรค์กลายเป็น นรกภูมิไปอย่างอย่างรวดเร็ว
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ได้มีการเสวนา เรื่อง "คุณภาพชีวิตคนเมือง...กับผู้ว่าฯกทม.คนใหม่" ในโอกาสวัน Car free day 2008" ซึ่งมีนักวิชาการหลายท่านที่เข้าร่วมในการเสวนา และหลายท่านได้ค้นหาข้อมูลที่น่าเป็นห่วงหลายประการเกี่ยวกับ ความเสื่อมทางด้านสภาพแวดล้อมที่แฝงมากับความเจริญ
โดย รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ผอ.สำนักรณรงค์และสื่อสารสาธารณะเพื่อสังคม ให้ข้อมูลว่า ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ ที่สำรวจคุณภาพอากาศในกรุงเทพฯ ปี 2550 โดยการตรวจฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 10 โมครอนพบว่ามี 10 ถนน ที่น่าเป็นห่วงว่าจะเกิดอันตรายกับผู้คน เนื่องจากมีฝุ่นละออง เกินค่ามาตรฐาน ถนนดังกล่าวได้แก่ 1.ราชปรารภ 2.สุขุมวิท 3.อาจณรงค์ 4.บำรุงเมือง 5.สาธุประดิษฐ์ 6.หลานหลวง 7.เยาวราช 8.พิษณุโลก 9.สุขาภิบาล 1 และ 10.ถนนพระราม 1 ส่วนสถานการณ์เสียง พบถนนที่มีระดับเสียงเกินมาตรฐานทุกวัน คือเกิน 70 เดซิเบล คือ ถนนอินทรพิทักษ์และถนนตรีเพชร ส่วนถนนที่การจราจรหนาแน่นที่มีเสียงเกินมาตรฐาน 3 อันดับ คือ 1.ตากสิน 2.สุขุมวิท 3.บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
สำหรับทางแก้ไขนั้น รศ.ดร. วิลาสินี กล่าวว่า "หนึ่งในสาเหตุสำคัญของมลพิษอากาศและเสียง คือการจราจร หากลดปริมาณรถยนต์บนถนนลงได้ ปัญหาก็จะลดลงด้วย ซึ่งเรื่องนี้ทาง สสส. ได้ร่วมกับ สมาคมนักผังเมืองไทย จัดการสำรวจทางเท้าเขตกรุงเทพฯ เพื่อเป็นแนวทางปรับปรุงทางเท้าให้เหมาะกับการเดิน คาดว่าจะส่งผลสรุปให้กทม.ได้ภายในสิ้นปีนี้ พร้อมทั้งสนับสนุนการออกกำลังกาย ด้วยการเดิน การใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพดี และช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันด้วย"
แน่นอนว่า แนวทางดังกล่าวนี้ คนที่จะช่วยเหลือแก้ไขได้ น่าจะไม่พ้นผู้บริหาร งาน กทม. โดยเฉพาะ ท่านผู้ว่า กทม.จะต้องมีนโยบายอย่างจริงจังที่จะหาทางแก้ไขให้ ความคิดเกิดเป็นความจริง แต่หากมองดูจากการที่ มีคนหลายคนกำลังประกาศตนเพื่อขอเป็นผู้ว่า กทม.อยู่ในเวลานี้ ยังไม่มีใครประกาศภาพอย่างชัดเจนมากนัก
เรื่องนี้ ดร.เจษฏ์ โทณะวณิก คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. คนใดพูดถึงนโยบายพัฒนาคุณภาพชีวิตคนเมืองอย่างชัดเจน ด้วยการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม และลดภาวะโลกร้อน และไม่มีใครกล้าพูดว่า ประชาชนต้องทำอะไรบ้าง เพราะการแก้ปัญหาไม่อาจทำเพียงลำพัง ประชาชนต้องร่วมด้วย เรื่องที่ผู้ว่ากทม.ฯ ควรเร่งทำเป็นลำดับต้นๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต คือ 1.สร้างงาน อาชีพ ให้ประชากร โดยประสานความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ และภูมิภาค 2.สร้างสิ่งแวดล้อม เช่น สวนสาธารณะ ที่พักผ่อน 3.ปรับความคล่องตัวบนถนน เน้นความปลอดภัย ลดปริมาณการใช้รถส่วนตัว 4.แก้ปัญหามลภาวะ เช่น ขยะ สิ่งปฏิกูล ไม่ใช่แค่กำหนดเวลาการเก็บ แต่ต้องหาวิธีลดขยะในครัวเรือนด้วย
เมื่อพิจารณานโยบายของผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ซึ่งต้องประสานกำกับนโยบายกับท้องถิ่น และส่วนกลางคือรัฐบาล พบว่า แต่ละคนมีจุดเด่นและนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้ แต่การเน้นนโยบายด้านจราจรด้วยการสร้างรถไฟฟ้าเพิ่ม ถือเป็นโครงการขนาดใหญ่ ที่ต้องใช้งบประมาณสูง อีกทั้งอาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง หากมองว่าปัญหาการจราจรคือ ปริมาณรถและความคล่องตัว ยังมีวิธีแก้อีกหลายวิธี ที่สำคัญคือ ลดปริมาณการใช้รถ ทำให้ประชาชนหันมาใช้รถสาธารณะจริงๆ ใช้จักรยาน และการเดินให้มากขึ้น
สำหรับองค์กรหลักคือ สสส. ได้เปิดเผยนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดย ศ.ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ กรรมการบริหารแผน สสส. กล่าวว่า การทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าอยู่ มิติหนึ่งคือคุณภาพอากาศที่เหมาะสม ซึ่งการจัดการระบบขนส่งมวลชน ให้ความสะดวกสบาย ประชาชนใช้รถส่วนตัวน้อยลง หันไปใช้ระบบขนส่งมวลชน ส่งเสริมการเดิน การใช้จักรยาน ที่ผู้บริหารกรุงเทพฯ ต้องสร้างความพร้อม ไม่ใช่แค่รณรงค์ให้ขี่จักรยานแค่วันเทศกาล ขีดเส้นทางจักรยานไว้บนถนน แต่ต้องคิดเรื่องความปลอดภัย มีความต่อเนื่อง การลดมลพิษ ลดพลังงาน ลดภาวะโลกร้อน ทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าอยู่จึงจะเกิดขึ้นได้จริง ซึ่งไม่ต้องคิดใหญ่เสมอไป แต่ต้องคิดแบบจุลภาคแล้วค่อยสานต่อเป็นมหภาค
"การรณรงค์และเตรียมความพร้อมให้ประชาชนกันมาใช้จักรยาน หรือการเดิน เป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งเมื่อวันที่ 21 ก.ย. ที่ผ่านมานี้ กรุงเทพมหานคร ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย และสสส. ได้มีการจัดกิจกรรมวันปลอดรถ Car free day 2008 ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ปรากฏว่ามีผู้เข้าร่วมกว่า 3 พันคน และได้มีการร่วมกันแปรขบวนจักรยานเป็นรูปแผนที่ประเทศไทย พร้อมทั้งมีกิจกรรมพร้อมๆกันในอีก 40 จังหวัด ทำให้มีความอบอุ่นใจได้ว่า หากประชาชนไทยจะร่วมมือร่วมใจกันเช่นนี้ โอกาสดีๆน่าจะมีเกิดขึ้นได้ "ศ.ดร.ธงชัย กล่าว
ทางด้าน ทพ.อนุศักดิ์ คงมาลัย สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า คนที่อยู่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ มักอยู่ในภาวะแก่งแย่ง มีทรัพยากรจำกัด ตึงเครียด ยิ่งอยู่ใกล้กับสถานการณ์การเมืองมาซ้ำ อย่างกรุงเทพฯ ยิ่งเพิ่มความกดดัน ผู้ว่ากรุงเทพฯ คนใหม่จึงไม่ควรมองข้าม คือมีนโยบายการสร้างการมีส่วนร่วม มีกิจกรรมสันทนาการ ซึ่งการขี่จักรยาน การเดิน นอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งของการสันทนาการ และยังเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยลดความเสี่ยง 7 โรคยอดฮิต ของคนเมือง คือ 1.โรควูบ 2.โรคหลอดเลือดสมอง 3.โรคหลอดเลือดหัวใจ 4.โรคความดันโลหิตสูง 5.โรคเบาหวาน 6.โรคอ้วนลงพุง 7.ความเครียด ที่สำคัญผู้ว่าฯกทม. ควรพูดหรือคิดในสิ่งที่ทำได้จริงในเวลา 4 ปีด้วย ไม่ใช่พูดแต่เรื่อง 10 ปีข้างหน้า
ได้ยินนักวิชาการ และ ผู้สันทัดกรณีสะกิดออกมาอย่างนี้แล้ว ทำให้รู้สึกเป็นห่วงในอนาคตเหมือนกันว่า เมื่อความเจริญมาถึง กรุงเทพฯจะเป็นเมืองสวรรค์จริงหรือ?
ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
Update:24-09-51


แสดงความคิดเห็น