ข้ามสู่เนื้อหาหลัก

“ระบบดี โรงเรียนมีคุณภาพ”

สสส.หนุนให้เยาวชน มีคุณธรรมนำความรู้

 

          โครงการระบบดี โรงเรียนมีคุณภาพเป็นแนวคิดใหม่ในด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของไทยของสถาบันพัฒนาการเรียนรู้ ภายใต้การสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมุ่งเน้นที่จะพัฒนาให้เยาวชนในสถาบันการศึกษาให้เป็นผู้ที่มี คุณธรรมนำความรู้

 

          โครงการนี้เป็นการพัฒนาระบบการเรียนการสอนในโรงเรียน โดยใช้หลักการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมเข้ามาพัฒนาระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของเด็กนักเรียนและชุมชน ซึ่งแตกต่างไปจากระบบการศึกษาในปัจจุบันที่เป็นการพัฒนาแบบแยกส่วนโดยมุ่งเน้นไปที่การเรียนการสอนเป็นหลัก เน้นในเรื่องของความเป็นเลิศในแง่ของวิชาการ โดยยึดเอาวิชาความรู้ที่โรงเรียนต้องการถ่ายทอดเป็นตัวตั้ง

 

          นายสุรินทร์ กิจนิตย์ชีว์ ประธานกรรมการบริหารแผนคณะที่ 4 สสส. กล่าวถึงระบบการเรียนการสอนในปัจจุบันว่า เป็นการพัฒนาการศึกษาแบบแยกส่วน โดยเน้นในเรื่องของการเรียนการสอน เน้นเรื่องของการถ่ายทอดวิชาเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้มองที่ตัวคนเป็นหลัก ซึ่งก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างมากต่อเยาวชนไทยที่กำลังศึกษาอยู่ในปัจจุบัน

 

          ในระบบเดิมนั้นจะมองเด็กทุกคนเหมือนกันทั้งหมด มองแบบแยกส่วนเพราะโรงเรียนจะเน้นในเรื่องของความเป็นเลิศในแง่ของวิชาการ เพราะมันคือคำตอบว่าเขาจะผ่านเข้าไปเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาได้โดยสะดวก และเลือกเรียนในสาขาที่ได้ค่าตอบแทนสูงสุด ซึ่งการศึกษาแบบนี้เป็นการทำลายคนทำลายมนุษย์ เพราะศักยภาพของคนไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องไปในทิศทางเดียวกัน หรือมิติเดียวกันทั้งหมด ดังนั้น ระบบการศึกษาที่ดีต้องมองที่คน เอาคนเป็นตัวตั้ง ไม่เน้นในเรื่องของความรู้เพียงอย่างเดียว แต่เน้นในเรื่องของจิตใจ เอาเรื่องของคนดีมาเป็นตัวตั้ง เอาความรู้เป็นตัวรองนายสุรินทร์ กล่าว

 

          ด้าน อาจารย์สุมน อมรวิวัฒน์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการกองทุน สสส. กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการนี้ว่า โครงการนี้ต้องการให้โรงเรียนได้พัฒนาคุณภาพของโรงเรียน พัฒนาระบบการดูแลนักเรียน ซึ่งเป็นหลักสำคัญ และพัฒนากิจกรรมต่างๆ โดยมีระบบสนับสนุนดูแล ซึ่งคุณภาพการศึกษาที่แท้จริงคือการพัฒนานักเรียน และพัฒนาชีวิตของนักเรียน จะเห็นได้ว่าตั้งแต่เข้าโรงเรียนมาจนไม่อยากออกจากโรงเรียน นั่นคือชีวิตของนักเรียนมีความสุข สรุปได้ว่าการศึกษากับชีวิตคือกระบวนการเดียวกัน ดังนั้น การพัฒนาการศึกษาจึงไม่ใช่การพัฒนาตัวหนังสือหรือตัววิชา แต่เป็นการพัฒนาชีวิตทุกคนที่อยู่ในโรงเรียน โดยเครื่องจักรสำคัญที่เชื่อมโยงคือผู้อำนวยการที่มีวิสัยทัศน์ ผู้สนับสนุนคือครูทั้งหลาย ซึ่งผลประโยชน์ก็ตกอยู่ที่ชีวิตของนักเรียนนั่นเอง

 

          การพัฒนาการศึกษาภายใต้โครงการ ระบบดี โรงเรียนมีคุณภาพเป็นระบบที่ไม่ได้ปฏิเสธในเรื่องของความรู้ แต่มุ่งเน้นไปที่กระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมตามความถนัด และศักยภาพของเด็กนักเรียนแต่ละคนที่แตกต่างกันออกไป เพื่อให้เกิดสังคมการเรียนรู้ภายในโรงเรียนอย่างมีความสุข

 

          การดำเนินงานจะเน้นไปที่การบริการจัดการของโรงเรียนให้เกิดความสมดุลในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านการเรียนการสอน เรื่องของคุณธรรมและจริยธรรม เรื่องของสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน เรื่องของปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูและนักเรียน ฯลฯ โดยใช้กระบวนการที่มีส่วนในแนบราบ โดยฝ่ายบริหารก็ต้องเคารพในความคิดเห็นของครู นอกจากนี้ ยังจะต้องดึงศักยภาพของชุมชนเข้ามาเป็นกรรมการสถานศึกษาขึ้นพื้นฐาน เพื่อให้คนในชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ

 

          โรงเรียนวารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ถือเป็นหนึ่งในโรงเรียนต้นแบบของโครงการระบบดี โรงเรียนมีคุณภาพ ที่จัดระบบการเรียนการสอนแบบใหม่ ตั้งแต่หลักสูตรการเรียนการสอน อาคารสถานที่ บริเวณโรงเรียน กิจกรรม ฯลฯ เพื่อให้ระบบนั้นตอบสนองบรรยากาศของการเรียนรู้อย่างมีความสุข

 

          อาจารย์อมรา วีสเพ็ญ รองผู้อำนวยการโรงเรียนวารินชำราบ บอกเล่าถึงผลดีที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ ในโรงเรียนแห่งนี้ว่า การเรียนการสอนในระบบใหม่ ทางโรงเรียนจะให้นักเรียนมีส่วนร่วมและเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยการให้เด็กๆ เรียนผ่านกิจกรรม ทั้งกิจกรรมกลุ่ม กิจกรรมนำความรู้ แล้วให้เด็กได้สรุปองค์ความรู้ที่ได้จากกิจกรรมนั้นๆ ซึ่งพบว่า นักเรียนมีความสนุกสนาน โรงเรียนมีชีวิตชีวา อีกทั้งครูและนักเรียนต่างมีสัมพันธภาพที่ดีขึ้น เมื่อนักเรียนเรียนอย่างมีความสุข ครูก็พึงพอใจ และผู้ปกครองก็ชื่นชม

 

          และผลสะท้อนความสุขที่เกิดจากการเรียนรู้ นายวีรชาติ หิมะคุณ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สะท้อนมาว่า เมื่อได้เรียนรู้ที่ควบคู่ไปกับการทำกิจกรรม ที่เน้นการปฏิบัติให้เห็นแล้ว ทำให้นักเรียนมีความสุข รู้สึกผ่อนคลาย ไม่เครียดเช่นเดียวกับ นางสาวปิยะรักษ์ สิงทองทัศน์ นักเรียนชั้นเดียวกันที่บอกว่า โรงเรียนวารินชำราบ มีห้องปฏิบัติการสำหรับทุกวิชา เช่น ไอซีที วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ครูให้นักเรียนมีส่วนร่วมด้วยการถามความคิดเห็นว่าอยากเรียนอย่างไร เพื่อให้ได้แสดงความสามารถของตัวเอง และที่โรงเรียนทุกคนจะเรียกครูว่า คุณพ่อ คุณแม่ ทำให้รู้สึกถึงความเป็นกันเอง เป็นการดึงดูดให้น้องๆ อยากเข้ามาศึกษา และการเรียนให้สบายนั้น เราต้องไม่คิดคำนึงว่าจะได้เกรดอะไร ถ้าเราเรียนอย่างตั้งใจและขยัน ก็จะเป็นบรรยากาศการเรียนที่ดีที่สุด

 

          นอกจากโรงเรียนวารินชำราบแล้ว โรงเรียนบ้านคูเมือง (อ่อนอนุเคราะห์) อ.วารินชำราบ ยังเป็นโรงเรียนต้นแบบในโครงการ ระบบดี โรงเรียนมีคุณภาพอีกโรงเรียนหนึ่ง ที่ได้นำระบบการเรียนการสอนที่ยึดตัวของผู้เรียนเป็นศูนย์กลางมาประยุกต์ใช้

 

          อาจารย์โกวิท บุญเฉลียว ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคูเมือง เล่าว่า ก่อนหน้านี้โรงเรียนบ้านคูเมืองก็เคยประสบปัญหาเด็กหนีเรียน เล่นการพนัน และติดยาเสพติด เพราะโรงเรียนไม่น่าอยู่ จนกระทั่งวันหนึ่งเด็กนักเรียนถูกตำรวจบุกเข้ามาจับกุมถึงในโรงเรียน เพราะร่วมกันขโมยรถมอเตอร์ไซค์ เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ครูและผู้ปกครองหันหน้าเข้าหากันเพื่อปรึกษาหาทางออกจนเป็นที่มาของการพัฒนาระบบภายในโรงเรียน

 

           จุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหา จึงเริ่มด้วยการแยกเด็กที่เกเร เรียนอ่อน ออกจากเด็กที่เรียนดี โดยทางโรงเรียนพบว่า เด็กเกเรและมีผลการเรียนอ่อนนั้น ส่วนใหญ่มีพื้นฐานมาจากครอบครัวที่แตกแยก ยากจน บางคนหลงทางติดยาเสพติด ทำให้ไม่สนใจในการเรียน โดยแบ่งเด็กได้เป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เป็นเด็กเรียนดี กลุ่มที่ 2 เป็นเด็กที่มีผลการเรียนในระดับปานกลาง และกลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่มีผลการเรียนที่ต่ำกว่าทั้ง 2 กลุ่ม และได้จัดการเรียนการสอนโดยเน้น ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางโดยให้น้ำหนักเนื้อหาวิชาที่เรียนแตกต่างไปในแต่ละกลุ่ม

 

          เด็กในกลุ่มที่ 1 จะจัดการเรียนการสอนครบทุกสาระการเรียนรู้รายวิชา และจัดสอนเสริมความรู้ตามความสามารถ ส่วนเด็กในกลุ่มที่ 2 ใช้หลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการกำหนด เน้นภาษาไทยและคณิตศาสตร์ และเด็กในกลุ่มที่ 3 เน้นการงานอาชีพ โดยบูรณาการภาษาไทยและคณิตศาสตร์ ส่วนสาระความรู้ในด้านอื่นๆ ใช้รูปแบบการบูรณาการไว้ในกิจกรรมที่นักเรียนปฏิบัติ  อาจารย์โกวิท กล่าว

 

          ผลจากการทดลองเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนแบบใหม่นี้ปรากฏว่า นักเรียนในกลุ่มที่ 2 และ 3 มีความกระตือรือร้นในการเรียน และแสดงให้เห็นว่าสามารถเรียนรู้ได้ดี ซึ่งดีกว่านักเรียนในกลุ่มที่ 1 บางคน ที่ประสบภาวะกดดันจากทั้งครูผู้สอนและเพื่อนร่วมชั้นเรียน ซึ่งจากผลการเรียนของนักเรียนที่ดีขึ้น แสดงให้เห็นว่าการที่โรงเรียนแบ่งเด็กเป็นกลุ่มๆ จะช่วยให้นักเรียนแต่ละกลุ่มได้เรียนรู้ตามศักยภาพของตน ซึ่งหมายความว่า เด็กๆ ได้มีโอกาสเรียนรู้ตามระดับสติปัญญาและความสนใจด้านเนื้อหาของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่งเป็นตัวอย่างของการวางระบบบริหารจัดการการศึกษาที่มุ่งความสำคัญของการพัฒนาเด็กเป็นตัวตั้ง

 

          การเรียนการสอนในระบบนี้ไม่ได้หมายความว่าเด็กเหล่านั้นจะหมดสมรรถนะ แต่จะยิ่งเป็นการเพิ่มสมรรถนะด้วยซ้ำ เพราะเมื่อเราสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดในตัวของเขาได้แล้ว ก็จะก่อให้เกิดความเข้าใจอย่างแตกฉานในทุกๆ สาระวิชานายสุรินทร์ กล่าวสรุป

 

 

 

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

 

 

Update : 04-07-51

 

 

แสดงความคิดเห็น