ข้ามสู่เนื้อหาหลัก

เตือนอาหารเสริมเด็กอุดมด้วย "ขยะ"

หวั่นสารปรุงแต่ง ทำเด็กเป็นไฮเปอร์แอ็กทิวิตี

 

            พ่อแม่จำนวนมากแก้ปัญหาลูกชอบอิ่มท้องด้วยขนมกรุบกรอบและไอศกรีม ด้วยการซื้อหาวิตามินรวมมาให้เด็กกินเป็นการเสริมอาหาร แต่หารู้ไม่ว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้อุดมด้วยสารปรุงแต่งที่ไร้ประโยชน์ ซ้ำอาจให้โทษอีกต่างหาก

 

            ขณะที่อาหารเสริมสำหรับเด็กกำลังกลายเป็นสินค้าขายดี ซึ่งมีมูลค่าจำหน่ายสูงขึ้นทุกปี แต่ทางการของบางประเทศได้เริ่มเตือนประชาชนแล้วว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเหล่านี้อาจเต็มไปด้วย "ขยะอันตราย"

 

            เมื่อปีที่แล้ว คณะกรรมการอาหารของอังกฤษพบว่า ยาสำหรับทารกและเด็กจำนวนมากมีส่วนผสมของสีสังเคราะห์ สารเพิ่มความหวาน และสารปรุงแต่งต่างๆ อาหารเสริมทั้งหลายก็มีสารเหล่านี้เจือปนด้วยเช่นกัน

 

            ดร.อเล็กซ์ ริชาร์ดสัน ผู้เขียนหนังสือ "They Are What You Feed Them: How Food Can Improve Your Child's Behaviour, Mood and Learning." ซึ่งเชี่ยวชาญในเรื่องผลของสารอาหารที่ต่อพฤติกรรมและการเรียนรู้ของเด็ก ได้ศึกษาวิตามินรวมสำหรับเด็กชื่อดังกลายยี่ห้อ

 

            เธอ พบว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตามท้องตลาดหลายยี่ห้อใส่สารปรุงแต่งหลายชนิด เพื่อให้เม็ดวิตามินดูมีสีสัน น่าเคี้ยวเล่นและหวานจับใจ เพื่อให้เด็กชอบกิน สารปรุงแต่งชนิดที่พบบ่อยก็คือ สีสังเคราะห์ เช่น Ponceau 4R และ Allura Red AC

 

            เมื่อไม่นานมานี้ องค์การมาตรฐานอาหารของอังกฤษได้เตือนผู้ปกครองทั้งหลายว่า สารปรุงแต่งเหล่านี้อาจทำให้เด็กเป็นไฮเปอร์แอ็กทิวิตี

 

            แอนนา เกลย์เซอร์ แห่ง Action onm Additives ซึ่งเป็นโครงการที่คณะกรรมการอาหารของอังกฤษจัดตั้งขึ้นเพื่อรณรงค์ลดการใช้สารปรุงแต่งอาหาร กล่าวว่าเป็นเรื่องน่าขันที่พวกผู้ผลิตอาหารเสริมเลือกที่จะใส่ส่วนผสมที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลยลงในอาหารสำหรับเด็ก

 

            ข้อวิตกอีกประการหนึ่งคือ อาหารเสริมในรูปยาเม็ดมักเคลือบสารบางอย่างเพื่อช่วยให้เม็ดยาไหลลื่นไปได้ในเครื่องจักรของโรงงานผู้ผลิตสารพวกนี้อาจทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมสารอาหารในเม็ดยานั้นได้เท่าที่ควร

 

            เนื่องจากตัววิตามินเองนั้นมีขนาดเล็กมาก ผู้ผลิตจึงผสมวัตถุดิบบางอย่างเพิ่มเข้าไป เช่น maltodextrin เพื่อให้ได้เม็ดยาขนาดพอเหมาะ ทำนองเดียวกับการผสมแป้งลงในซอสเพื่อให้เข้มข้นขึ้น

 

            ในเรื่องนี้ ดร.ริชาร์ดสัน ตั้งคำถามว่า ในเมื่อยังไม่รู้ว่าสารชนิดนี้จะมีคุณหรือโทษอย่างไรในระยะยาว และรู้แน่ว่ามันไม่มีคุณประโยชน์อะไร แล้วผู้ผลิตใส่พวกนี้เข้าไปทำไม?

 

            และแน่นอนว่า ผู้บริโภคทั่วไปไม่รู้จักสารประเภทนี้ ซึ่งผู้ผลิตสามารถเลือกได้ว่า บนฉลากแสดงส่วนผสมนั้น จะเขียนชื่อสารนี้ไว้โดยตรง หรือเขียนเป็นชื่อรหัส

 

            แล้วต่อให้ระบุข้อมูลส่วนผสมไว้ชัด แต่ผู้บริโภคก็อาจไม่รู้อยู่ดีว่ามันคืออะไร เช่น หากบนฉลากเขียนว่า magnesium stearate บางคนอาจหลงคิดว่าเป็นชื่อสารอาหาร แต่ที่จริงเป็นสารผสมเพื่อให้เม็ดยาใหญ่ขึ้นหรือหล่อลื่นเม็ดยาในกระบวนการผลิต

 

            นอกจากนี้ เมื่อผู้บริโภภคเรียกร้องข้อมูล ผู้ผลิตก็ใส่ข้อมูลแน่นเอียดบนฉลาก จนแลดูลายตาไปหมด ทำให้ในที่สุดแล้วผู้บริโภคก็ตัดสินไม่ได้ว่า สินค้านั้นมีคุณภาพหรือไม่และดีกว่าอีกยี่ห้อหนึ่งอย่างไร

 

            องค์การมาตรฐานอาหารของอังกฤษได้แนะนำเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ควรยกเลิกสีผสมอาหาร 6 ชนิด ซึ่งทำให้เกิดไฮเปอร์แอ็กทิวิตีภายในปี 2552

 

            ก่อนจะถึงวันนั้น ดร.ริชาร์ดสันแนะนำให้อ่านฉลากอย่างถี่ถ้วน มิฉะนั้น พ่อแม่อาจป้อนสารเคมีที่ไม่พึงปรารถนาให้ลูกกินทุกวันก็เป็นได้ หากลูกเป็นเด็กเลือกกิน การให้วิตามินรวมและอาหารเสริมก็เป็นหลักประกันที่ไม่เลวว่าลูกจะได้รับสารอาหารที่จำเป็น

 

            แต่ทางที่ดีแล้ว การให้ลูกกินผักผลไม้และธัญพืชไม่ขัดขาว และโปรตีนจำนวนหนึ่ง เป็นประจำทุกวันนับเป็นสิ่งที่ดีที่สุด และอาหารเสริมก็จะไม่ใช่ของจำเป็นอีกต่อไป

 

            ทว่าหากเป็นว่าจำเป็น การให้อาหารเสริมก็เป็นเรื่องโอเค และไม่ต้องกังวลจนเกินไปกับสารปรุงแต่ง

 

            เพราะถึงอย่างไร ลูกคุณก็ได้รับสารพวกนี้เยอะแยะยิ่งกว่าอยู่แล้วเมื่อดื่มน้ำอัดลม ทอฟฟี่ขนมกรุบกรอบ หรืออาหารพร้อมรับประทานที่เรียกว่า เรดดีมีล.

 

 

 

 

 

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

 

 

Update 02-06-51

 

แสดงความคิดเห็น