ข้ามสู่เนื้อหาหลัก

พบพฤติกรรมเสี่ยง เยาวชนมั่วยา–กามส่อเพิ่ม

เหตุ ขาดการยับยั้งชั่งใจ รักสนุก อยากลอง

 

            ผลสำรวจเยาวชนไทยยังเชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตย 72.3% ด้านพฤติกรรมน่าห่วงพบ  ดื่มเหล้า ซิ่งรถ มั่วเซ็กส์ บ้าพนัน โดยเฉพาะการเสพยา  96.1% ระบุสาเหตุการเพราะ ขาดการยับยั้งชั่งใจ อยากลอง รักสนุก อยากทำร้ายตนเอง ประชดชีวิต

 

            ดร.นพดล กรรณิกา หัวหน้าศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน (Academic Network for Community Happiness Observation and Research, ANCHOR) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง โครงการเฝ้าระวังรักษาคุณภาพเด็กและเยาวชนไทยและทัศนคติต่อการปกครองแบบประชาธิปไตย กรณีศึกษาตัวอย่างเด็กและเยาวชนไทยอายุระหว่าง 10 - 24 ปี ทั่วประเทศ

 

            ทั้งในเขตเทศบาลและนอกเขตเทศบาล ใน 15 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ พิษณุโลก แพร่ ขอนแก่น อุบลราชธานี หนองคาย ยโสธร ลพบุรี อยุธยา สุพรรณบุรี นครปฐม สมุทรปราการ สุราษฎร์ธานี และสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 3,137 ตัวอย่าง ระยะเวลาดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ - 24 พฤษภาคม 2551

 

            ดร.นพดล กล่าวว่า ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเด็กและเยาวชนไทยที่ถูกศึกษาครั้งนี้ได้มีประสบการณ์ที่ดีอย่างน้อย 1 ครั้งในเรื่องต่อไปนี้ ซึ่งส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.2 มีประสบการณ์ที่ดีในเรื่องการเล่นกีฬา รองลงมาคือร้อยละ 91.4 มีประสบการณ์ในการเข้าวัดฟังเทศน์ ทำบุญ ร้อยละ 90.7 รับรู้/เห็นแบบอย่างที่ดีมีคุณธรรมของพ่อและแม่ ร้อยละ 86.5 เข้าห้องสมุดค้นคว้าหาความรู้ ร้อยละ 81.1 อาสาสมัครช่วยสังคม แต่ที่น่าพิจารณาคือ ไม่ถึงครึ่งหรือร้อยละ 26.3 รับรู้หรือเห็นดารานักแสดง นักร้องเป็นตัวอย่างที่ดีมีคุณธรรมสม่ำเสมอ ในขณะที่ร้อยละ 21.9 รับรู้หรือเห็นนักการเมืองเป็นตัวอย่างที่ดีมีคุณธรรมสม่ำเสมอ เพียงร้อยละ 14.8 รับรู้หรือเห็นนักการเมืองเสียสละเพื่อความสงบสุขของประเทศ และที่น่าเป็นห่วงคือ เพียงร้อยละ 3.9 ที่รับรู้หรือเห็นว่านักการเมืองเป็นตัวอย่างที่ดีด้านความรักความสามัคคีกันของคนในชาติ

 

            อย่างไรก็ตาม เด็กและเยาวชนไทยส่วนใหญ่หรือร้อยละ 78.0 ยังเห็นว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยของประเทศไทยเป็นเรื่องที่ค่อนข้างดีถึงดี คือร้อยละ 24.2 ระบุเป็นการปกครองที่ค่อนข้างดีและร้อยละ 53.8 เห็นว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยเป็นการปกครองที่ดีสำหรับประเทศไทย ในขณะที่ร้อยละ 17.7 เห็นว่าอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 2.9 เห็นว่าไม่ค่อยดี และร้อยละ 1.4 เท่านั้นที่เห็นว่าไม่ดี

 

            และเด็กและเยาวชนไทยส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.3 ยังคงเชื่อมั่นต่อการปกครองแบบประชาธิปไตย ท่ามกลางวิกฤตต่างๆ มากมายในประเทศไทย ในขณะที่ร้อยละ 24.2 ไม่แน่ใจว่าจะเชื่อมั่นหรือไม่เชื่อมั่นดี และเพียงร้อยละ 3.5 ที่ไม่เชื่อมั่นต่อการปกครองแบบประชาธิปไตยของประเทศไทย

 

            เมื่อศึกษาถึงสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่เสี่ยงต่อคุณภาพของเด็กและเยาวชนไทยในการวิจัยครั้งนี้ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 70.6 ระบุมีคนดื่มเหล้าเมาในชุมชนที่พักอาศัยไม่เกิน 300 เมตร รองลงมาคือร้อยละ 63.6 บ้านมีเหล็กดัดที่ประตูหน้าต่าง ร้อยละ 53.9 ระบุมีร่องรอยการทำลายทรัพย์สินสาธารณะ เช่น ตู้โทรศัพท์ เสาไฟฟ้าส่องสว่างในซอย ร้อยละ 50.6 ระบุมีการจับกลุ่มมั่วสุมของวัยรุ่น ร้อยละ 47.1 ระบุมีภาพเขียนภาพวาด สีสเปรย์บนผนัง กำแพง ร้อยละ 46.0 ระบุมีบ้านพักอาศัยปล่อยรกร้างว่างเปล่า ร้อยละ 42.6 มีบ่อนการพนัน ร้อยละ 42.1 มีแกงค์กลุ่มก่อความเดือดร้อนรำคาญ ร้อยละ 38.8 มีคนใช้สารเสพติดในชุมชน ร้อยละ 38.5 มีขยะปล่อยทิ้งไว้ ร้อยละ 37.7 มีสนามหญ้ารกร้าง ร้อยละ 37.3 มีรถที่มีสภาพเหมือนจอดทิ้งไว้ ร้อยละ 33.9 มีสถานบันเทิง ร้อยละ 28.5 มีร่องรอยงัดแงะ ทำลายข้าวของบริเวณบ้านในชุมชน ร้อยละ 22.3 บริเวณบ้านของคนในชุมชนไม่ได้ถูกทำความสะอาดเป็นเวลานาน และร้อยละ 15.1 มีสถานบริการทางเพศ ตามลำดับ

 

            เมื่อศึกษาวิจัยพฤติกรรมเสี่ยง 7 อย่างในช่วง 3 เดือน ที่ผ่านมา พบว่า อันดับแรก ร้อยละ 42.1 คือการหนีเรียน รองลงมาคือร้อยละ 38.9 ดื่มเหล้า ร้อยละ 31.8 ดูแข่งรถซิ่ง ร้อยละ 30.8 มีเพศสัมพันธ์ ร้อยละ 27.4 เล่นพนัน เช่น พนันบอล ไพ่ เกมออนไลน์ เป็นต้น ร้อยละ 18.5 สูบบุหรี่ และร้อยละ 8.6 ใช้ยาเสพติดที่ไม่นับรวมเหล้าและบุหรี่

 

            ที่น่าเป็นห่วงคือ การใช้สารเสพติดชนิดต่างๆ เป็นประจำในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ในกลุ่มคนที่ใช้ยาเสพติด พบว่า ส่วนใหญ่ หรือ ร้อยละ 95.5 สูบบุหรี่ รองลงมาคือ ร้อยละ 74.2 ใช้ยาบ้า ร้อยละ 61.7 ดื่มเหล้า ร้อยละ 39.4 ใช้ยาไอซ์ ร้อยละ 27.4 ใช้กัญชา ร้อยละ 20.2 ใช้กระท่อม ร้อยละ 11.4 ใช้ยาแก้ไอ ร้อยละ 9.1 ใช้ยาอี ยาเลิฟ ร้อยละ 9.1 ใช้สารระเหย ร้อยละ 6.7 ใช้ยากล่อมประสาท ยาคลายเครียด ร้อยละ 5.4 ใช้ยาเค ร้อยละ 3.8 ใช้ผงขาว เฮโรอีน และร้อยละ 3.2 ใช้ 4 คูณ 100 ตามลำดับ

 

            กลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดได้บอกถึงสาเหตุของการใช้ยาเสพติด โดยพบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 96.1 ระบุสาเหตุการใช้ยาเสพติดอยู่ที่จิตใจของตนเอง เช่น ขาดสติ ขาดการยับยั้งชั่งใจ อยากลอง รักสนุก อยากทำร้ายตนเอง ประชดชีวิต เป็นต้น รองลงมาคือ ร้อยละ 87.5 ระบุเพื่อนชักชวน ร้อยละ 85.6 ระบุหายาเสพติดได้ง่าย ราคาถูก ร้อยละ 66.8 ใช้เพื่อทำงานได้มากขึ้น  ร้อยละ 49.0 ระบุรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ถูกหลอก ร้อยละ 49.0 เช่นกันระบุเป็นวัฒนธรรมของท้องถิ่น ร้อยละ 47.5 ระบุไม่มีงานทำ ร้อยละ 39.7 ระบุมีปัญหาครอบครัว และร้อยละ 13.6 ถูกบังคับ ข่มขู่ และร้อยละ 87.5 ระบุอื่นๆ เช่น มีเวลาว่างมากไป เครียด และสภาพแวดล้อม เป็นต้น

 

            หัวหน้าศูนย์วิจัยความสุขชุมชน กล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า คุณภาพของเด็กและเยาวชนไทยยังคงเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องเฝ้าระวังรักษาอย่างใกล้ชิด เพราะกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ใช้ยาเสพติดรายงานให้คณะผู้วิจัยทราบว่า สภาพจิตใจที่ขาดสติสัมปชัญญะ การไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ การรักสนุกอยากลอง การประชดชีวิต เป็นสาเหตุอันดับแรก ดังนั้นเมื่อถูกเพื่อนชักชวนและหาซื้อยาเสพติดได้ง่ายราคาถูก จึงทำให้เป็นตัวเร่งที่อันตรายในการทำลายคุณภาพของเด็กไทย

 

            ผลวิจัยยังพบด้วยว่า เด็กและเยาวชนไทยส่วนใหญ่กำลังอยู่ในสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่เสี่ยงต่อการทำลายคุณภาพลงไปอีก และเมื่อพิจารณากลุ่มบุคคลนัยสำคัญทางสังคม เช่น ดารา และนักการเมือง ก็พบว่าเด็กและเยาวชนไทยเพียงส่วนน้อยที่รับรู้และเห็นตัวอย่างที่ดีมีคุณธรรมอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ยังคงมีทัศนคติที่ดีต่อการปกครองแบบประชาธิปไตยแม้สังคมไทยจะประสบกับวิกฤตการณ์ต่างๆ ขณะนี้ ดังนั้น ทางออกที่น่าเหมาะสมคือ กลุ่มบุคคลต้นแบบของสังคมน่าจะร่วมมือกันแสดงให้เด็กและเยาวชนเห็นเป็นตัวอย่างที่ดีอย่างจริงจังและต่อเนื่องทั้งใน ด้านคุณธรรมและการเมืองให้เกิดความซึมซับลงไปสู่จิตใจและพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนไทยในปัจจุบันและอนาคตของสังคมไทยข้างหน้า

 

 

 

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย

 

 

Update 26-05-51

แสดงความคิดเห็น