ดัชนีมวลร่างกาย (วัดความอ้วน)

ค่าดัชนีมวลร่างกาย Body Mass Index (BMI) เป็นวิธีการคำนวณมวลร่างกายโดยนำอัตราของน้ำหนัก ส่วนสูง มาคำนวณตามสูตร เพื่อนำไปวัดผลว่า ร่างกายอยู่ในเกณฑ์ใด อ้วน ผอม หรือพอดี
แต่เดิมดัชนีวัดมวลในร่างกายมีชื่อเรียกว่า กีเตเลต์ อินเด็กซ์ มาจากชื่อของผู้คิดค้นคือ ลองแบร์ อดอล์ฟ กีเตเลต์ นักคณิตศาสตร์ นักสถิติ และนักสังคมวิทยา ชาวเบลเยียม คิดค้นสูตรนี้ในการพัฒนาการแพทย์ทางสังคม ในช่วงค.ศ.1830-1850 (พ.ศ.2373-2383)
แต่การเรียกชื่อใหม่ว่า ดัชนีมวลร่างกาย หรือ BMI เฉยๆ นั้น เริ่มเป็นที่นิยมนับตั้งแต่วารสารด้านสุขภาพชื่อ Journal of Chronic Diseases (วารสารโรคเรื้อรัง) ตีพิมพ์บทความของ แอนเซิล คีส์ นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันที่ศึกษาด้านอาหารการกินที่ส่งผลต่อสุขภาพ ในเรื่องการวัดความอ้วนของร่างกายด้วยน้ำหนักและความสูง เมื่อปี 1972 (พ.ศ.2515) เป็นต้นมา โดยเฉพาะในยุค 80ที่สังคมอเมริกันสนใจกับปัญหาโรคอ้วนมากขึ้น
การคำนวณดังกล่าวเป็นการวัดง่ายๆ ว่าใครตัวหนาหรือผอมบาง ทำให้ผู้เชี่ยวชาญสุขภาพศึกษาปัญหาเกี่ยวกับน้ำหนักได้ง่าย แต่ดัชนีนี้กลายเป็นเรื่องถกเถียงของผู้คน รวมถึงแพทย์ เพราะกลายเป็นตัวที่ตัดสินคนในมากเกินไป เช่น กรณีกลุ่มแอร์โฮสเตส บางสายการบินกำหนดว่า ถ้าใครเกินเกณฑ์น้ำหนักปกติ จะถูกปลดออก หรือนางแบบที่มีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ปกติจะถูกตัดสินว่าเป็นโรคผอมผิดปกติ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของดัชนีนี้ก็มีอยู่ ถ้าใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป เช่น วัดว่าเราเริ่มอ้วนเกินพอดีหรือไม่ เพราะความสมดุลของร่างกายเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยเฉพาะเมื่อมวลกายเกินมาตรฐาน หรือ อ้วน
ความอ้วนถือเป็นโรคภัยไข้เจ็บอย่างหนึ่ง และมีโรคหลายชนิดที่เกิดขึ้นเพราะความอ้วน อาทิ ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคข้อกระดูกเสื่อม โรคระบบทางเดินหายใจ โรคมะเร็งบางประเภท
โรคอ้วนเกิดขึ้นกับผู้ที่มี BMI เกินมาตรฐาน ไม่ใช่แค่เพียงรู้สึกว่าตัวเองอ้วน เพราะหลายครั้งเมื่อวัดแล้วค่าก็ปกติดี เป็นเพียงค่านิยมของคนกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะวัยรุ่น ที่ต้องการผอมเหมือนดารานักแสดง ทำให้นำไปสู่การลดน้ำหนักแบบผิดๆ เช่น การอดอาหาร การกินยาลดความอ้วน ที่นอกจากไม่ช่วยให้ดีขึ้นและอาจทำให้เกิดอันตราย
การคำนวณหาค่าดัชนีมวลร่างกาย (Body Mass Index, BMI) เป็นวิธีที่ถูกต้องและเป็นที่ยอมรับทางการแพทย์ คำนวณได้เองง่ายๆ โดยนำน้ำหนักตัว (หน่วยกิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูงยกกำลังสอง (หน่วยเป็นเมตร)
แต่มีข้อจำกัดสำหรับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต สตรีมีครรภ์ และนักกีฬา เพราะค่าจะต่างออกไป
เมื่อคำนวณแล้วจะได้ค่ามาตรฐานเพื่อนำไปแปลผลต่อ
หากค่าต่ำกว่า 20หมายความว่า น้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐาน
ค่า 20.0-24.9หมายความว่า น้ำหนักปกติ (ประเทศไทยใช้ 18.5-24.9)
ค่า 25.0-29.9หมายความว่า น้ำหนักเกิน
ค่า 30.0-39.9หมายความว่า โรคอ้วน
ค่ามากกว่า 40หมายความว่า โรคอ้วนรุนแรง ควรได้รับการรักษาและดูแลอย่างถูกต้อง เพราะทำให้เกิดความเสี่ยงหลายอย่างด้วยกัน
การควบคุมน้ำหนักที่แนะนำและปลอดภัย คือ การออกกำลังกาย ควบคู่กับการควบคุมอาหารอย่างเหมาะสม กินอาหารให้ครบ 5หมู่และครบ 3มื้อ
นพ.ฆนัท ครุธกูล ผู้จัดการศูนย์หัวใจหลอดเลือดและเมแทบอลิซึม คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า ผู้ที่มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์จะมีสุขภาพแข็งแรง ต่างจากผู้ที่มีน้ำหนักเกิน จะเกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่ายกว่า
การคำนวณค่าดัชนีมวลกาย จะทำให้ทราบความเหมาะสมของน้ำหนักและควบคุมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ด้วยวิธีที่เหมาะสม เช่น การควบคุมอาหารให้พอดี ออกกำลังกาย ก็จะทำให้สุขภาพแข็งแรงได้
ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด


แสดงความคิดเห็น