ข้ามสู่เนื้อหาหลัก

โรงงานมุ่งสุขภาวะดีคนงานมี กำไรเพิ่มยิ่งใหญ่กว่าเม็ดเงิน

 

ในปี 2552 สำนักงานประกันสังคม มีสถิติจำนวนสถานประกอบการรวม 389,953 แห่งลูกจ้างที่ประกันตน 8,680,359 คน เท่ากับว่าคนไทยทุกๆ 100 คน มี 13 คนที่เป็นคนทำงานในสถานประกอบการ ซึ่งเป็นกลุ่มคนเป้าหมายต้องมีการสร้างเสริมสุขภาพด้วยการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทุกด้านไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ เหล้า เป็นต้น

ด้วยมุ่งสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแต่คนงานในสถานประกอบการสมาคมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ต้องดำเนินการโครงการพัฒนาสถานประกอบการสร้างเสริมสุขภาพ

นางพัชรี จาวรุ่งฤทธิ์ นักวิชาการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. เล่าที่มาที่ไปของโครงการนี้ว่า ภารกิจของสสส.คือ การดูแลประชาชนทุกคนให้มีสุขภาวะดีซึ่งกลุ่มผู้ใช้แรงงานในสถานประกอบการเป็นกลุ่มใหญ่ทีเดียวที่จะต้องได้รับการดูแลซึ่งสสส.สามารถดำเนินการเป็นรูปธรรมได้เนื่องจากเห็นว่าลูกจ้างจำนวนมากอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อสุขภาพทั้งบุหรี่ เหล้า การพนันและสารเสพติด

"การดำเนินการแบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะละ2 ปี เริ่มระยะแรกเมื่อปี 2551 ด้วยการเลือกเริ่มจากการช่วยให้มีการลด ละ เลิกบุหรี่เป็นอันดับแรก เพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กระทบต่อบุคคลอื่นที่ไม่ได้สูบบุหรี่แต่ต้องรับควันบุหรี่ด้วย ก่อนที่จะขยายดำเนินการเรื่องเหล้า การพนัน และลดอุบัติเหตุ ในระยะที่ 2 การดำเนินการเป็นเวลา 4 ปี ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ"นางพัชรีกล่าว

ดร.จิรพล สินธุนาวา อุปนายกสมาคมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เสริมว่า สถานประกอบการเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 205 แห่งครอบคลุมลูกจ้างและแรงงาน 137,341 คนมีผู้ที่เลิกบุหรี่ได้สำเร็จ 905 คน เลิกดื่มเหล้า812 คน เลิกเล่นการพนัน 42 คน ขณะที่สถานประกอบการที่มีการควบคุมการเกิดอุบัติเหตุจากการเดินทางของพนักงาน ลดลงจาก516 ครั้งในปี 2553 เหลือเพียง 194 ครั้งในปี 2554

"ระยะแรกเริ่มกระบวนการรณรงค์ร่วมกับสถานประกอบการกระตุ้นให้เกิดการเลิกบุหรี่ในพนักงานตั้งแต่เข้าสู่การทำงาน ระยะที่ 2 ขยายผลสู่เรื่องเหล้า การพนัน อันนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุทุกรูปแบบ โดยเริ่มจากการสร้างแรงจูงใจด้วยการให้ความรู้เกี่ยวกับพิษภัยหรือผลร้ายที่จะเกิดขึ้น แล้วตามด้วยการจัดสิ่งแวดล้อมในแต่ละโรงงานให้เอื้อต่อการลดละ เลิก เช่น ไม่ให้มีพื้นที่ให้สูบบุหรี่ภายในสถานประกอบการ เป็นต้น ผลจากการเข้าไปดำเนินการในสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการนับว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ"ดร.จิรพล กล่าว

อีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จกลายเป็นสถานประกอบการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อพนักงานมีสุขภาพที่ดี เป็นข้อเสนอของนายสัมฤทธิ์ สว่างคำ แห่งสถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถของมนุษย์ สภาอุตสาหกรรมแนะนำว่า สิ่งสำคัญจะต้องเริ่มจากเกลี้ยกล่อมผู้บริหารสถานประกอบการให้เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ แล้วขอให้ทุกหน่วยงาน เช่น สสส.สภาอุตสาหกรรม เข้ามาช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลดีที่จะเกิดขึ้นกับสถานประกอบการ หากระดับบริหารไม่ให้การสนับสนุนการดำเนินการต่างๆ ผลสำเร็จไม่มีทางเกิด

"ที่สำคัญต้องขับเคลื่อน โดยให้พนักงานมีสำนึกรวมพลังขับเคลื่อนภายในองค์กรเพื่อให้เป็นตัวอย่างลด ละ เลิกปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพต่างๆ แล้วเห็นผลดีจริงๆ เช่น พนักงานบริษัทแห่งหนึ่งรวมหัวใจลงชื่อที่บอร์ด ว่าจะไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน ฯลฯ บริษัทจะจ่ายสมทบให้ 30 บาท เพื่อนำเงินจัดตั้งเป็นกองทุนสำหรับให้พนักงาน ใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสังคม ซึ่งผลที่เกิดขึ้นปรากฏว่าพนักงานให้ความสนใจและเข้าร่วมลงชื่อจำนวนมาก เป็นต้น" นายสัมฤทธิ์เสนอ

นับตั้งแต่ดำเนินโครงการฯ สสส. สามารถถอดบทเรียนได้เป็นคู่มือ 3 เล่ม เพื่อเป็นคู่มือสำหรับเป็นแนวทางให้สถานประกอบการอื่นนำไปใช้ประโยชน์ ในการสร้างกระบวนการสถานประกอบการสร้างเสริมสุขภาพ

แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหัวใจมุ่งประโยชน์แก่ส่วนรวมเป็นสำคัญ โรงงานที่เห็นแก่ส่วนรวมจะมีพนักงานมีคุณภาพ ทำให้โรงงานมีผลผลิตคุณภาพนำไปสู่กกำไรเป็นเม็ดเงินอย่างแน่นอน แล้วกำไรที่ยิ่งใหญ่มากกว่าเม็ดเงินคือสุขภาพทั้งกายและใจของคนทั้งในโรงงานและในสังคมส่วนรวม

ผู้สนใจคู่มือสถานประกอบการสร้างเสริมสุขภาพ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สมาคมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม โทร.0-2441-5000 ต่อ 2317

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

แสดงความคิดเห็น