ข้ามสู่เนื้อหาหลัก

ทำงานเพื่อสุขภาพได้ทั้งงาน ดีทั้งสุขภาพ

 

 

แน่นอนว่า คนทำงานทุกคนย่อมมีเป้าหมายของผลที่จะได้ออกมาจากงานนั้นๆ แต่เป้าหมายของคนแต่ละคนนั้น ย่อมมี ความแตกต่างกันออกไป ซึ่งส่วนใหญ่ มักจะนึกถึง ผลได้ที่เป็น วัตถุสมมุติ ที่เรียกกันว่า "เงิน" จนมีการตั้งคำขวัญจากรัฐบาลยุคหนึ่งว่า "งานคือเงิน" แล้ววันนั้นเป็นต้นมา คนทั้งประเทศ ก็ทำงานกันเพื่อให้ได้เม็ดเงิน จนลืมความเป็นคนที่ต้องมีคุณธรรม และความสมบูรณ์ของร่างกายและจิตใจ

วันนี้ มีคนในประเทศ ที่ "ห่วงตัวเอง ห่วงสังคม" มากกว่าจะ "งกเงินและโลภโมโทสัน" หันมามองกันว่า "เป้าหมาย ของงานที่มีคุณค่ามากกว่า เม็ดเงิน" นั้น ยังเป็นความสำคัญของชีวิต ที่มนุษย์ต้องการแสวงหา

คุณญาดา จำนงทอง พยาบาลโรงพยาบาลอ่าวอุดม จังหวัดชลบุรี ที่ดูแลผู้ป่วยจิตเวชได้ถ่ายทอดเรื่องราวความประทับใจของการปลูกผัก ที่นำมาเป็นกิจกรรมบำบัดผู้ป่วยโรคจิตเวช ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในโรงพยาบาลแห่งนี้ว่า การปลูกผักเพียงไม่กี่สัปดาห์ (จากการถ่ายทอดของทางโรงพยาบาล) ทำให้คนไข้จิตเวชรายหนึ่งที่มีความเกลียดพ่อ-แม่อย่างฝังใจ ได้รับการบำบัด จนวันนี้ได้บอกรักแม่ของเขา และเอาใจใส่กับแม่ของเขาอย่างดียิ่ง อาทิ ในกิจกรรมครอบครัวบำบัด โรงพยาบาลมีการแจกขนม ระหว่างจัดกิจกรรม เขาก็ได้ขอขนมเพื่อเอาไปฝากแม่ ทำให้คนไข้จิตเวชอื่นๆ ทำตาม ซึ่งมีมากกว่า 60-70% หลังจากได้รับการบำบัดแล้ว วันนี้ผลออกมา นอกจากคนไข้ไม่เครียด (เพราะมีกิจกรรมทำ) ยังเกิดความ ภาคภูมิใจตัวเอง ในการที่เป็นที่ยอมรับกับสังคมอีกด้วย

คุณคฑา มหากายี เจ้าของโรงแรมขนาดย่อมกะทัดรัดกับพนักงานกว่า 30 คน เล่าว่าได้ร่วมกันปลูกผักอยู่ชั้นดาดฟ้าของโรงแรม นอกจากจะได้ผักแล้ว การปลูกผักยังแทนการสร้างหลังคา เสียเงินมหาศาล แต่ปลูกผักกับได้ความร่มเย็น โดยเฉพาะพนักงานอีกหลายคนที่เป็นเด็กจบใหม่จิตใจอยู่กับวัตถุนิยม เมื่อพวกเขาได้เรียนรู้ชีวิตจริงๆ ทำให้มีภูมิคุ้มกันและทำให้เขารู้ว่า ทุกสิ่งในชีวิตไม่จำเป็นต้องซื้อด้วยเงินทั้งหมด บางครั้งก็สามารถทำขึ้นได้เอง เช่นเดียวกับลูกของผมอายุ 4 ขวบ เราปลูกผักให้เขาเห็น เขาก็เข้ามาช่วย แม้กระบวนความคิดภายใน ผมอาจไม่ทราบว่า จะบ่มเพาะความดีของเขาอย่างไรในอนาคต แต่ที่ลูกผมได้อย่างเห็นได้ชัดคือ รู้จักอดทนรอ เพราะผักต้องใช้เวลาในการปลูกกว่าจะงอกงาม

ใครที่ได้ไปร่วมงานสัมมนาวิชาการและมหกรรมเกษตรในเมือง "ปลูกเมือง ปลูกชีวิต" ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน และภาคีอีกมากมายจัดขึ้น ที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนรถไฟ) ยังคงจำกันได้ว่า ยังมีตัวอย่างที่ได้รับการถ่ายทอดออกมาจากประสบการณ์ของคนที่มาร่วมขึ้นเวทีเสวนาในวันนั้นอีกหลายคน พอที่จะนำมากล่าว และบันทึกให้รับในคอลัมน์วันนี้ ดังต่อไปนี้

คุณพีรธร เสนีย์วงศ์ ประธานโครงการสวนผักคนเมืองของชุมชน อ่อนนุช 14 ไร่ เล่าว่า ก่อนหน้าที่จะย้ายมาอยู่ที่อ่อนนุช อยู่ใต้ชุมชนแออัดแถวมักกะสัน มีอาชีพเก็บเศษขยะขาย แต่เมื่อถูกเวนคืนที่ดิน ต้องย้ายมาอยู่ที่นี่ จึงจัดตั้ง "สหกร" ซึ่งไม่มีตัว "ณ์" เพราะเป็นการร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจ ต่อมาเมื่อมีการแลกเปลี่ยนสินค้า มีเนื้อที่เหลือในชุมชน จึงนำมาร่วมกันปลูกผักในชุมชน หากใครสนใจให้นำขยะมาแลกเท่านั้น เป็นการต่อยอดโครงการเดิม เช่น ทำน้ำหมักจากขยะมาปลูกผักบำรุงดิน ฯลฯ ใช้เงินเป็นตัวเลือกสุดท้าย

สิ่งที่ได้คือชุมชนที่มีคนมาจากร้อยพ่อพันแม่ แรกๆ มี การทะเลาะเบาะแว้ง แต่ผักสมานสามัคคี เพราะร่วมกิจกรรมปลูกผักกัน ต่างรู้จักกันช่วยเหลือกันเกื้อกูลกัน เรื่องทะเลาะเบาะแว้งหมดไป ชุมชนสงบ ทุกคนก็มีความสุข

คุณระวีนันท์ ชุลีเกียรติ ประธานนิติบุคคลของคอนโดมิเนียมย่านทาวน์อินทาวน์ดัดแปลงชั้นดาดฟ้ามาปลูกผัก รวบรวมสมาชิกจากความสมัครใจ แรกเริ่มก็มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เริ่มจากกลุ่มที่เห็นด้วยจากไม่เป็นอะไรเลย ก็ค่อยๆ ทำ ถามจากผู้รู้ ทุกวันนี้ปลูกกะเพรา โหระพา มะเขือ ให้ทุกคนในคอนโดฯทานฟรี ติดประกาศให้ทราบเลยเก็บผักไปได้ สังเกตว่าคนที่หยิบบ่อยๆ ก็เริ่มไปชักชวนให้มาร่วมกันรดน้ำผัก มาทำกิจกรรมร่วมกัน ที่สุดสามัคคีกัน ชุมชนชาวคอนโดฯมีสุข อย่างเห็นได้ชัด

การทำงานที่เกิดจากความร่วมมือ เกิดจากความเต็มใจ ย่อมสร้างความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน และยิ่งหากว่า งานนั้น มีเป้าหมายแน่ชัด มีจุดของความพอเพียงไม่โลภ ไม่ละโมบ งานนั้นจะยิ่งมีมูลค่าเพิ่มของความเป็นคนมากยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะงานที่สามารถเชื่อมโยงต่อยอดผลสัมฤทธิ์ของงานออกไปสู่สุขภาพกาย สุขภาพใจได้ ยิ่งทำให้งานนั้นมีคุณค่าในตัวของมันมากยิ่งขึ้น ดังงานปลูกเมือง ปลูกชีวิต ของคนในหลายชุมชนที่กล่าวไว้ข้างต้น

ผลแห่งความสุขที่ได้จากการลงมือทำตั้งแต่คนเดียวไปจนถึงร่วมกิจกรรมกันคือปรากฏการณ์หนึ่งที่น่ามหัศจรรย์ ที่เกิดขึ้นขณะที่ผักกำลังเติบโตงอกงาม ณ พื้นที่ว่างเพียงเล็กๆ แห่ง สังคมชุมชนกลายเป็นประตูก้าวสู่ทั้งสุขทางกาย เกิดความสามัคคี จนทำให้คิดไม่ถึงว่า การปลูกผักได้มากกว่าผักที่กินแล้วสุขภาพดี แต่ยังได้สุขภาพใจให้ชุมชนให้ทุกคนโดยไม่ต้องซื้อหาอีกด้วย

ยังมีงานอีกมากมาย ที่หากว่า เราจะใช้สมาธิ ตั้งจิต ตั้งใจ คิดหาผลลัพธ์ของมันให้ออกมาเกิดเป็นประโยชน์กับตัวเองและสังคม เราก็จะได้ผลลัพธ์สมดั่งที่เราคิด ขอเพียงว่า ให้เราตั้งใจแล้วลงมือทำอย่างจริงจังเท่านั้นเป็นพอ

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า โดย ปานมณี

แสดงความคิดเห็น