ช่วยโลก ช่วยเด็ก ด้วยธุรกิจเพื่อสังคม

แม้ธุรกิจเพื่อสังคมในเมืองไทยยังมีอยู่จำกัด แต่ปัจจุบันมีคนให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเร็วๆ นี้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)ได้เชิญศาสตราจารย์มูฮัมหมัด ยูนุส เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพและผู้ก่อตั้งธนาคารกรามีน มาพูดคุยกระตุ้นให้คนไทยหันมาสนใจเรื่องนี้มากขึ้น และเชื่อว่า หลายคนคงมีแรงฮึดในการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อสังคม
นอกจากศาสตราจารย์มูฮัมหมัด ยูนุส จะเล่าเรื่องได้น่าสนใจ และเป็นแรงกระตุ้นให้คนสนใจธุรกิจเพื่อสังคมมากขึ้น ยังมีผู้ดำเนินการธุรกิจเพื่อสังคมในเมืองไทยมาเล่าสิ่งที่พวกเขาได้ทำ โดยเฉพาะในเรื่องธุรกิจเพื่อสังคม ที่ทำเพื่อชุมชนและการปลูกป่า รวมถึงเด็กด้อยโอกาสได้มีการศึกษา
หลายคนคงเคยได้ยินธุรกิจค้าปลีกที่เรียกว่า ปันกัน เป็นธุรกิจเพื่อสังคมรูปแบบหนึ่งที่ วิเชียร พงศธร กรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ เล่าถึงการทำธุรกิจเพื่อสังคม ซึ่งต่างจากธุรกิจหลายอย่างที่เขาบริหารจัดการ เพื่อทำกำไรและตอบแทนผู้ถือหุ้น
"ในช่วง 20 ปีเราให้ความช่วยเหลือ ให้ทุนกับเด็กยากจน เพื่อให้พวกเขามีการศึกษา เพราะเด็กคือทรัพยากรในสังคมที่สำคัญ ซึ่งเรานำรายได้จากร้านปันกันมาช่วยเหลือเด็กๆ " วิเชียร เล่าถึงธุรกิจค้าปลีกร้านปันกัน ซึ่งต่างจากธุรกิจที่ทำอย่างสิ้นเชิง
"คุณสามารถเข้าเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ โดยเอาสิ่งของเหลือใช้ในชีวิตประจำวันมาบริจาค ไม่ว่ารองเท้า เสื้อผ้า หนังสือ นิตยสาร สามารถนำมาบริจาคในร้านปันกัน รายได้ที่เราได้ จะนำไปจัดการศึกษาให้นักเรียนยากจน ที่ผ่านมาก็ช่วยเหลือคนเป็นร้อยเป็นพัน นี่เป็นธุรกิจยั่งยืนที่เราทำ มีการจ้างบุคลากรเหมือนธุรกิจทั่วไป"
เขาบอกว่า แบบจำลองธุรกิจรูปแบบใหม่สามารถทำในลักษณะแฟรนไชส์ โดยผู้สนใจสามารถร่วมลงทุนทำร้านปันกัน แฟรนไชส์ลักษณะนี้ไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะอยากให้มีร้านปันกันในชุมชนมากขึ้น และการลงทุนก็ใช้เงินทุนไม่มาก
"เป็นแบบจำลองทางธุรกิจที่เรียบง่าย ขยายกิจการได้ จากที่ดำเนินการมานาน เราไม่ถือว่าร้านปันกันเป็นธุรกิจของเรา แต่อยากให้ทุกคนมีส่วนร่วมขยายเครือข่ายร้าน สามารถขอข้อมูล เราจะให้คู่มือ การฝึกอบรมและรูปแบบธุรกิจ เพื่อช่วยเหลือในการจัดตั้งธุรกิจ"
เพราะนี่คือ การแบ่งปัน เพื่อให้เกิดจิกซอในสังคม ซึ่งเป็นธุรกิจเรียบง่ายจากการนำของเหลือใช้มาแบ่งปัน เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และใช้สิ่งของอย่างมีคุณค่าเพื่อโลกใบนี้
ส่วนกิจกรรมเพื่อสังคมที่เอื้อประโยชน์ให้ชุมชนและช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม โครงการพัฒนาดอยตุง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง เป็นตัวอย่างของธุรกิจคืนกำไรให้ชุมชนด้วยการปลูกป่า และช่วยเหลือชุมชนให้มีรายได้ มล.ดิศปนัดดา ดิศกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการพัฒนา โครงการพัฒนาดอยตุง บอกว่า ธุรกิจโครงการพัฒนาดอยตุงมีจุดเริ่มต้นที่ต่างจากธุรกิจที่หลายคนกล่าว เริ่มจากการปลูกป่า และมองเห็นปัญหาอื่นๆ ตามมา จึงต้องใช้การตลาดและธุรกิจแก้ปัญหาเพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน
"เราไม่ใช่องค์กรที่ทำเพื่อกำไร เราพยายามสร้างกำไรเพื่อพัฒนาชุมชน เป็นกิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและโลกร้อน ผมได้ฟังแนวคิดของยูนุสที่เข้าไปในชุมชนหาข้อมูลเอง ผมคิดว่า การเข้าไปในชุมชนเพื่อช่วยเหลือพวกเขา ต้องมีความชัดเจนในเรื่องเจตจำนง ที่สำคัญคือ จะนำแนวคิดทางธุรกิจ และนวัตกรรมมาทำกำไรเพื่อกระจายสู่ชุมชน เราจะทำได้อย่างไร เพราะตอนที่ผมเริ่มต้น ผมเริ่มจากโครงการปลูกป่า ไม่ได้เริ่มจากทำธุรกิจเพื่อสังคม แต่ทำไปได้ไม่นาน เห็นว่าไม่สามารถทำเป็นโครงการยั่งยืนได้ หากคนในพื้นที่ไม่สามารถเลี้ยงปากเลี้ยงท้องบนพื้นที่ป่าที่เราคิดว่ายั่งยืน ก็เลยมีกิจกรรมส่งเสริมในเรื่องธุรกิจ เพื่อสร้างรายได้ ปลูกกาแฟและแมคคาเดเมีย กำไรที่ได้ไม่เอาเข้าบริษัทนำมาปลูกป่า เราให้ชาวบ้านเช่าที่ดิน โดยคิดค่าเช่า 1 บาทต่อไร่ หลังจากนั้นเราพยายามช่วยเหลือ โดยทำธุรกิจร้านกาแฟ ช่วยประชาชนในเรื่องการศึกษาและการผลิต ในอนาคตเราจะขายหุ้นให้เกษตรกร เพื่อให้พวกเขาเป็นเจ้าของกิจการ"
ไม่ง่ายที่จะทำธุรกิจที่สร้างสรรค์ชุมชนและรักษ์สิ่งแวดล้อม จึงมีคำถามว่า จะเริ่มธุรกิจเพื่อสังคมให้เกิดความสมดุลและลงตัวได้อย่างไร มล.ดิศปนัดดา บอกว่า ไม่ควรมองโลกในแง่ดีอย่างเดียว เพราะเรารู้ว่ามีปัญหา แต่จะเปลี่ยนปัญหาให้เป็นโอกาส
ก่อนจะเปลี่ยนปัญหาให้เป็นโอกาส เขาย้ำว่า ต้องเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ศึกษาว่า คนที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงคือใคร
"ถ้าคุณไม่ลงพื้นที่เข้าไปหาประสบการณ์ด้วยตัวเอง ใช้เวลากับพวกเขา คุณจะพูดกับเขาคนละภาษา ทำให้เกิดปัญหาได้ ผมมองว่า ถ้าจะเริ่มอะไรสักอย่าง ควรลงพื้นที่ศึกษาและอยู่กับชุมชนสักพัก อย่าแค่ไปพูดคุยกับหัวหน้าหมู่บ้านหรือผู้ใหญ่บ้าน ลองพูดกับผู้หญิงหรือเด็กซิครับ"
ทั้งโครงการพัฒนาดอยตุง และร้านปันกัน กลายเป็นแบบอย่างของโครงการช่วยเหลือสังคม เป็นธุรกิจที่เอื้อประโยชน์ให้กับคนและโลก
หากพวกเขาเชื่อว่า ทุกคนมีศักยภาพไม่ต่างกัน เหมือนเช่น ศาสตรจารย์มูฮาหมัด ยูนุส ย้ำว่า “ทุกคนมีศักยภาพ มีความคิด ก่อนอื่นคุณต้องมีไอเดีย คิดให้หนัก บางทีการสนับสนุนอาจไม่เพียงพอ แต่คุณช่วยสังคมได้ทั้งเรื่องความรู้ความคิด แรงงาน และทรัพยากร คุณมีส่วนช่วยประเทศได้"
ใส่ไอเดียใส่ใจในธุรกิจ
ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
"หากถามว่า เราจะจัดการธุรกิจเพื่อสังคมในประเทศไทยได้อย่างไร ผมมองว่า ความคิดนี้เกิดในประเทศไทยหลายปีแล้ว องค์กรพัฒนาเอกชนหลายแห่งและนักธุรกิจอยากทำธุรกิจเพื่อสังคม แต่ความคิดดีๆ ไม่ขยายผล เพราะเรายังไม่ทักษะบริหารธุรกิจเหล่านี้ในภาคสังคม ดังนั้นเราต้องมีกลไกแบบใหม่ ต้องมีการเชื่อมโยงธุรกิจกับงานเพื่อสังคม ยกตัวอย่าง ถ้ามีคนต้นแบบเก่งเรื่องเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ แต่ไม่มีไอเดียทางธุรกิจ ขณะที่นักธุรกิจไม่รู้จักเครื่องจักร แต่รู้ว่าจะขายได้อย่างไร ก็ต้องร่วมมือกัน
อย่างเรื่องการผลิตอาหารในภาคการเกษตร น่าสนใจมาก เกษตรกรมีสุขภาพไม่ดี เนื่องจากการใช้ยาฆ่าแมลง และสารเคมี หากเรามีห่วงโซ่การผลิตอาหารที่ดีตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งเป็นเรื่องดีที่จะเกิดขึ้นในเมืองไทย แต่ใครจะทำล่ะ
สำหรับคนพิการ คนบกพร่องทางร่างกาย ผมมองว่า เครื่องมือเครื่องใช้สำหรับพวกเขาเพื่อใช้ช่วยเหลือตัวเอง ยังมีราคาสูง ในเมืองไทยยังไม่มีธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อคนพิการ เพราะคนเหล่านี้ยากจน ไม่มีใครอยากลงทุนในธุรกิจกลุ่มนี้ แต่ถ้าเราใช้โมเดลของยูนุส สามารถเกิดขึ้นได้ ส่วนในเรื่องการศึกษา ที่สอนไม่ให้คิด สอนให้จำอย่างเดียว ผมอยากถามว่า ทำไมเราไม่มีโรงเรียนที่สอนคนรุ่นใหม่ให้มีความคิดใหม่ รวมถึงคนไร้ที่อยู่อาศัย นอนตามสนามหลวง ภาครัฐไม่มีแนวทางในการดูแลคนเหล่านี้ ทั้งๆ ที่มีคนอยากช่วยเหลือแต่ไม่มีระบบรองรับ ไม่มีใครอยากมองหรือเหลี่ยวแลคนเหล่านี้ เป็นได้ไหมที่จะมีคนคิดสร้างสรรค์เพื่อทำเป็นธุรกิจเพื่อสังคมช่วยเหลือพวกเขา"
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง:


แสดงความคิดเห็น