ข้ามสู่เนื้อหาหลัก

โรคจากการทำงาน

 

โรคจากการทำงาน เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม เพราะอาจทำให้เกิดการเจ็บป่วย สูญเสียอวัยวะ  ส่งผลกระทบทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ดังนั้นผู้ใช้แรงงานทุกคนต้องไม่ประมาท ส่วนผู้ประกอบการ หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ควรให้ความสำคัญในเรื่องนี้

นพ.สมเกียรติ ศิริรัตนพฤกษ์ ผอ. สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข บอกว่า จากข้อมูลผลการสำรวจภาวการณ์ทำงานของประชากรไทย ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อปี 2554 พบว่า ประเทศไทยมีผู้มีงานทำ 39.30 ล้านคน เป็นแรงงานนอกระบบ 24.6 ล้านคน คิดเป็น  62.6% แรงงานในระบบ 14.7 ล้านคน  คิดเป็น 37.4%

แรงงานนอกระบบมากกว่าครึ่งหนึ่งทำงานอยู่ในภาคเกษตรกรรม รองลงมา ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ ถ้าแบ่งตามสภาพการจ้างงาน พบว่า เป็นแรงงานในระบบประกันสังคมประมาณ 9 ล้านคน ข้าราชการประมาณ 2 ล้านคน แรงงานนอกระบบ 24 ล้านคน

การเจ็บป่วยของแรงงานในระบบประกันสังคม 9 ล้านคน จากข้อมูลที่ได้จากกองทุนเงินทดแทน พบประมาณ 2 แสนคนต่อปี โดยประมาณ 92% เป็นการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ เช่น ถูกของมีคมบาด ถูกเครื่องจักรตัดนิ้วมือ วัตถุสิ่งของกระเด็นเข้าตา มีส่วนน้อยเท่านั้นที่เป็นโรค

โดยโรคจากการทำงานที่พบ คือ โรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของกระดูกและกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท โรคผิวหนังจากการทำงาน เป็นผื่นแพ้ ผิวหนังอักเสบ ระคายเคืองจากสารเคมี โรคปอดจากฝุ่นหิน โรคหูเสื่อมสูญเสียการได้ยิน จากเสียงดัง หูตึง โรคพิษจากสารเคมี

สถานการณ์การเจ็บป่วยของแรงงานนอกระบบไม่รู้ตัวเลขที่ชัดเจน ว่ามีมากน้อยแค่ไหน เพราะต้องยอมรับว่า เรายังไม่มีระบบรายงานโดยตรง เช่น คนไข้เป็นโรคผิวหนังไปโรงพยาบาลหมออาจจะไม่ได้ถามว่าเกิดจากการทำงานหรือไม่จึงไม่ได้มีการรายงานตรงนี้  แต่เราก็พยายามพัฒนาระบบการรายงานโรคโดยสำนักระบาดวิทยาที่พัฒนามาระยะหนึ่งแล้ว พบว่า การเจ็บป่วยอันดับหนึ่ง คือ โรคจากกระดูกและกล้ามเนื้อ รองลงมา คือ โรคผิวหนัง พิษจากสัตว์ แมลงสัตว์ กัด ต่อย  โรคพิษจากสารเคมีการเกษตรหรือกำจัดศัตรูพืช

แรงงานนอกระบบภาคเกษตรกรรม ในอดีตมีการรายงานโรคพิษจากสารเคมีการเกษตรประมาณ 2,000 รายต่อปี แต่พอไปศึกษาลึก ๆ อาจมีส่วนหนึ่งไม่เกี่ยวข้องโดยตรง เพราะเป็นกรณีที่เจตนาฆ่าตัวตายโดยกินยาฆ่าแมลง พอคัดกรองออกเอาเฉพาะที่เกิดจากการประกอบอาชีพจริง ๆ เหลือประมาณ 50 รายต่อปี ซึ่งเป็นรายที่ป่วยหนักและมาโรงพยาบาล  และจากการดำเนินโครงการเกษตรกรปลอดโรค ผู้บริโภคปลอดภัย สมุนไพรล้างพิษ กายจิตผ่องใส  โดยโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้จัดบริการสุขภาพให้กับเกษตรกร ด้วยการเจาะเลือดตรวจคัดกรอง  240,511 คน ผลการตรวจพบว่า เกษตรกรมีความเสี่ยงและไม่ปลอดภัย 91,928 คน คิดเป็น 38.22% ที่มีปัญหาสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเกินมาตรฐาน ความจริงเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกปี เพียงแต่เกษตรกรอาจจะไม่ได้ไปโรงพยาบาล จึงไม่มีรายงานตัวเลข

แรงงานนอกระบบภาคอุตสาหกรรม ข้อมูลที่ได้ในตอนนี้ส่วนใหญ่ได้จากการไปสำรวจโดยสุ่มตัวอย่าง ปัญหาไม่ได้แตกต่างจากตรงนี้เท่าไหร่ คือ มีปัญหาเรื่องปวดเมื่อย ท่าทางการทำงาน พิษสารเคมีที่ใช้ โรคทางเดินหายใจ เพราะกลุ่มแรงงานนอกระบบไม่ต่างจากเกษตรกรเพราะเป็นแรงงานที่อยู่ในชุมชน

สำหรับแรงงานภาคบริการ การทำงานจะมีความเสี่ยงน้อยกว่าภาคเกษตรกรรม และภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นจึงได้เน้นไปที่เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลก่อน เพราะมีความเสี่ยงเหมือนกัน เช่น การปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจากการทำงาน  ปัญหาเรื่องสารเคมีที่ใช้ในโรงพยาบาล โอกาสที่จะติดเชื้อจากผู้ป่วยหรือการรักษาพยาบาล และในปีนี้จะเน้นกลุ่มผู้ขับรถโดยสาร ขับรถแท็กซี่ ด้วย  ซึ่งมีเรื่องอุบัติเหตุ ความเครียดจากการทำงาน พักผ่อนไม่เพียงพอ

โรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นในต่างประเทศแทบไม่ค่อยมีแล้ว เนื่องจากพอมีปัญหาเกิดขึ้นเขาจะมีมาตรการทางกฎหมาย มีการควบคุมป้องกันด้านวิศวกร แต่ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ยังมีโรงงานขนาดเล็กหลายแห่ง ที่ไม่อยากลงทุนเรื่องความปลอดภัย ขณะเดียวกันแนวโน้มโรคจากการประกอบอาชีพใหม่ ๆ จะมีมากขึ้น โดยเฉพาะด้านจิตใจ เช่น ความเครียดจากการทำงาน ซึ่งจะเกี่ยวกับแรงงานที่อยู่ในภาคบริการ เนื่องจากต้องทำงานเร่งรีบ สร้างผลงาน ดังนั้นปัญหาในต่างประเทศส่วนใหญ่จะเป็นโรคทางด้านจิตใจ รวมทั้งโรคที่เกิดจากเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น นาโนเทคโนโลยี ซึ่งจะมีการติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป รวมถึงโรคที่เกี่ยวกับการทำงานสมัยใหม่ ต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ โดย นวพรรษ บุญชาญ

 

แสดงความคิดเห็น