เชื่อมท้องถิ่นสร้างการเรียนรู้การศึกษาแบบมีส่วนร่วม
“หากฐานของ 8 หมื่นหมู่บ้าน 8 พันตำบลเข้มแข็ง ประเทศก็จะเข้มแข็งตามไปด้วย” คำกล่าวท่อนหนึ่งในการปาฐกถาพิเศษเรื่องระบบการศึกษาที่พาชาติออกจากวิกฤติของ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ภายในงานสัมมนาวิชาการเรื่อง "การจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมขององค์กรในชุมชนเพื่อสุขภาวะคนไทย" ที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีบุคลากรทางการศึกษา นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 500 คน

นั่นหมายความว่าการพัฒนาจากฐานราก อันเป็นรากแก้วสำคัญอย่างชุมชนและท้องถิ่น นับเป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่จะนำพาประเทศให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน
นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโสกล่าวว่า การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนามนุษย์ ขณะที่เรากำลังเผชิญกับวิกฤติอารยธรรม ทั้งวิกฤติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการเมือง สาเหตุจากการคิดและทำแบบแยกส่วน ให้การศึกษาเอาวิชาเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง ส่งผลให้เสียดุลยภาพ ดังนั้นการแก้ปัญหาคือการบูรณาการ (Grand Integration) โดยจิตสำนึกใหม่ อย่างการปฏิรูปการศึกษา จากเดิมที่สอนแต่การท่องจำ เน้นความรู้จากตำราเป็นตัวตั้ง ดังนั้นต้องปฏิรูปการเรียนการสอนมาเป็นการเรียนรู้เอาชีวิตจริง ปฏิบัติจริง ได้ผลจริง จะทำให้เรียนรู้ได้อย่างสนุก เปิดกว้าง และสามารถแก้ปัญหาในชีวิตจริงได้ พร้อมๆ กับบูรณาการกับการพัฒนาทั้งหมด ส่งเสริมให้ชุมชนสามารถจัดการตนเองได้ สร้างชมรมรักการอ่าน และห้องสมุดหมู่บ้าน มีศูนย์เด็กเล็ก ศูนย์การเรียนรู้ในชุมชน ที่จะส่งผลต่อฐานของ 8 หมื่นหมู่บ้าน 8 พันตำบลเข้มแข็ง ประเทศก็จะเข้มแข็งตามไปด้วย
“ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเวลาเราจะปฏิรูประบบสุขภาพ แต่เราเชื่อมาโดยตลอดว่าเรื่องของสุขภาพดีคือการไม่มีโรค ทำให้เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องของหมอ บุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น แต่หากเรานิยามใหม่ว่าสุขภาพคือดุลยภาพ อะไรได้ดุลก็สบายดี เป็นปกติ ถึงมีโรค ก็มีสุขภาพดีได้ การศึกษาก็เช่นกัน หากต้องการปฏิรูปการศึกษาให้เต็มพลังก็ต้องปฏิรูปแนวคิด”นพ.ประเวศกล่าว
จึงเห็นได้ว่าการให้ความสำคัญกับฐานราก และเรียนรู้โดยใช้ชีวิตเป็นตัวตั้ง นับเป็นกุญแจดอกสำคัญของการพัฒนาประเทศ สอดคล้องกับโครงการการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมขององค์กรในชุมชนเพื่อสุขภาวะคนไทย ระยะที่ 1 (เม.ย.54-มิ.ย.55) มีองค์กรที่เข้าร่วม ได้แก่ ชุมชน วัด แหล่งเรียนรู้ โรงเรียน เขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 38 แห่ง ใน 11 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ ลำพูน น่าน สกลนคร มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ขอนแก่น เพชรบุรี นครปฐม ปทุมธานี พัทลุงและนราธิวาส เพื่อนำร่องการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมขององค์กรแต่ละแห่ง โดยทุกแห่งที่จัดโครงการจะต้องร่วมมือกับองค์กรที่มีอยู่ในชุมชนอย่างน้อยแห่งละ 5 องค์กรร่วม เช่น อบต. ชมรมผู้สูงอายุ ชมรมเยาวชน ฯลฯ
ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการ สสส.กล่าวว่า องค์กรที่เข้าร่วมโครงการจะต้องทำงานร่วมกับชุมชนและท้องถิ่น เพื่อจัดการกระบวนการเรียนรู้และจุดแข็งของชุมชนและท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ พร้อมกับดูความต้องการของชุมชนและหน่วยต่างๆ ที่จะร่วมจัดการเรียนรู้ในทุกด้าน ทั้งสุขภาพ การใช้ชีวิตในชุมชน การงานอาชีพ วัฒนธรรม ประเพณี ซึ่งจะส่งผลให้ชุมชนท้องถิ่นมีความรักและเข้าใจปัญหา และจะมีพฤติกรรมที่เหมาะสมต่อกันในพื้นที่ต่อไป โดยโครงการนี้เน้นพื้นที่ในต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่ เพราะชุมชนสามารถเข้ามาร่วมกันได้อย่างเต็มที่ โดยการดำเนินงานในระยะ 1 ปีที่ผ่านมา ถือว่ามีความคืบหน้าเป็นลำดับ และหลังจากมีการประเมินโครงการในรอบแรกแล้วว่าโครงการนำร่องดังกล่าวสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้พื้นที่อื่นประยุกต์ใช้ได้หรือไม่ หากดีก็จะมีการวางแผนเพื่อนำไปขยายผลต่อ
ขณะที่ตัวอย่างองค์กรที่ได้รับรางวัลดีเด่นระดับประเทศ อย่างโรงเรียนนาทรายวิทยาคม อ.ลี้ จ.ลำพูน สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน โดย ดร.ยงยุทธ ยะบุญธง ผู้อำนวยการโรงเรียนเล่าให้ฟังถึงการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมตามโครงการนี้ให้ฟังว่า เราใช้หลักการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เอาชีวิตและชุมชนเป็นตัวตั้ง และในการบริหารจัดการใช้กระจายอำนาจ โดยจัดทำโครงการนำร่อง 5 โครงการที่เกี่ยวข้องกับด้านการเรียนรู้ ด้านสุขภาพ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านประวัติศาสตร์วัฒนธรรมประเพณี และด้านความอบอุ่นของครอบครัว โดยในทุกโครงการจะมีกิจกรรมย่อยๆ ที่จะดึงชุมชนและท้องถิ่นเข้าร่วม ยกตัวอย่างเช่น ด้านการเรียนรู้ เราสำรวจพบว่าเด็กเข้าศึกษาต่อระดับ ม.1 จำนวนหนึ่งอ่านเขียนภาษาไทยไม่ดีนัก จึงสำรวจพบว่าโรงเรียนประถมศึกษารอบๆ นั้นขาดครูสอนวิชาภาษาไทย เราจึงจัดกิจกรรมครูเสริมพี่สอนน้องสาน โดยนำรุ่นพี่ระดับชั้น ม.ปลายมาช่วยสอนรุ่นน้อง ป.6 ที่อ่านไม่ได้ เป็นการทำแบบฝึกในวันหยุด 6 โรงเรียน ในที่สุดเด็กเหล่านั้นก็อ่านออกเขียนได้เพิ่มขึ้น
ผอ.โรงเรียนนาทรายฯ บอกอีกว่า นอกจากนี้ยังมีโครงการที่สำคัญอีกอย่างคือโครงการปลูกเอง ขายเอง กินเอง โดยให้นักเรียนปลูกผัก พวกฟัก แฟง แตงโม ผักกาด ทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน และนำมาขายให้กับแม่ค้าที่โรงเรียนมีการตกลงร่วมกัน นอกจากเด็กจะได้รายได้แล้วยังได้สุขภาพดีรับประทานผักปลอดสารพิษที่เด็กๆ ปลูกเองอีกด้วย ส่วนโครงการที่เกี่ยวกับสุขภาพอนามัย ที่ได้รับความร่วมมือกับสาธารณสุขในพื้นที่ ก็จะมีระบบคัดกรองเด็กที่มีปัญหาสุขภาพ ปัญหาครอบครัว มีการจัดอบรมสร้างเครือข่ายสัมพันธ์กับครอบครัวและใช้วัดเป็นตัวเชื่อมให้พ่อแม่ได้อยู่กับลูกๆ มากขึ้น หรือการร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดและตำบลในการจัดทำปฏิทินอำเภอลี้ เพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้วัฒนธรรมประเพณีของพื้นที่ในแต่ละช่วง เป็นต้น

ดร.ยงยุทธ ชี้ให้เห็นว่า การดำเนินโครงการต่างๆ เหล่านี้มีชุมชน บ้าน วัดในพื้นที่มาเป็นตัวเชื่อมหลักกับโรงเรียน ในการจัดการศึกษาที่ใช้ชีวิตและชุมชนเป็นตัวตั้ง เป็นการคิดแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนและสอดคล้องกับบริบทของชุมชนเอง การแก้ปัญหา และพัฒนาการศึกษาที่อาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เป็นเจ้าของ จึงจะสามารถสำเร็จเป็นรูปธรรมได้ คือการมีสุขภาวะของคนในชุมชนและของคนไทย เด็กๆ ก็จะมีความสุข และที่สำคัญยังพบอีกว่าหลังจากดำเนินโครงการต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นแล้วพบว่าเด็กๆ มีผลการเรียนที่ดีขึ้น โดยดูจากผลคะแนนโอเน็ตระดับประเทศ ใน 5 วิชาหลัก กลับเพิ่มขึ้น และที่น่ายินดีคือในปีนี้เด็กนักเรียนของโรงเรียนาทรายฯ ติดคณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นคนเดียวในจังหวัดที่ติดคณะแพทย์ฯ ทั้งนี้เชื่อว่าหากโครงการนี้ดำเนินการต่อ น่าจะถูกจุด เป็นการแก้ปัญหาการศึกษาโดยใช้ชีวิตและท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง ตามคติพจน์ของโรงเรียน คือ โรงเรียนท้องถิ่น โดยคนท้องถิ่น เพื่อคนท้องถิ่น
จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการที่เด็กๆ ชุมชนและท้องถิ่นมีส่วนร่วมสอดประสานกัน ยิ่งเป็นตัวเสริมให้คนในพื้นที่มีความรักและภาคภูมิใจในถิ่นฐานของตนเอง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความเข้มแข็ง เชื่อได้ว่าหากทุกพื้นที่ดำเนินแนวทางเช่นนี้ ประเทศไทยคงจะมีฐานรากที่แข็งแกร่ง และมั่นคงในอนาคตต่อไป
เรื่องโดย : สุนันทา สุขสุมิตร Team content www.thaihealth.or.th
เรื่องที่เกี่ยวข้อง:


แสดงความคิดเห็น