กินยาคุมแล้วเลือดออก!!??

ยาเม็ดคุมกำเนิดมีประโยชน์ คือ ช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ แต่คุณผู้หญิงบางคนกินเข้าไปแล้วอาจจะมีผลข้างเคียงตามมา โดยเลือดออกกะปริบกะปรอยก็เป็นอาการที่ไม่พึงประสงค์อย่างหนึ่ง ที่อาจเกิดขึ้นได้
รศ.นพ. ธีระพงศ์ เจริญวิทย์ หัวหน้าภาควิชาสูติศาสตร์นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลง กรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นฮอร์โมนสังเคราะห์ เลียนแบบฮอร์โมนผู้หญิงตามธรรมชาติ มีแบบ 2 1 เม็ด และ 28 เม็ด มีทั้งชนิดที่มีฮอร์โมนโปรเจสโตเจนอย่างเดียว หรือ โปรเจสโตเจนกับเอสโตรเจน
กลไกในการป้องกันการตั้งครรภ์ของ "ฮอร์โมนเอสโตรเจน" คือ ระงับการตกไข่ ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกมีการเปลี่ยนแปลง ส่วน "ฮอร์โมนโปรเจสโตเจน" ก็เช่นเดียว กัน คือ ระงับการตกไข่ ทำให้มูกบริเวณปากมดลูกเหนียวข้น ส่งผลให้ตัวอสุจิผ่านไปสู่รังไข่ได้ยากและเยื่อบุโพรงมดลูกไม่เหมาะกับการฝังตัว
ต้องบอกว่าวิธีป้องกันการตั้งครรภ์ทุกอย่างไม่ได้ผล 100% จากข้อมูลพบว่าในปีแรกที่มีการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มี "โปรเจสโตเจนกับเอสโตรเจน" ยังมีโอกาสตั้งครรภ์ 0.1% ถ้าใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีโปรเจสโตเจนอย่างเดียวโอกาสตั้งครรภ์ 0.5% ยาฉีดคุมกำเนิดมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ 0.3% ยาฝังคุมกำเนิดมีโอกาสตั้งครรภ์ 0.05% ทำหมันมีโอกาสตั้งครรภ์ 0.5% ใช้ถุงยางอนามัยมีโอกาสตั้งครรภ์ 3% การนับวันไข่ตกมีโอกาสตั้งครรภ์ 1-9 %
ข้อดีของยาเม็ดคุมกำเนิดคือ มีประสิทธิภาพสูงช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ เพราะมีโอกาสตั้งครรภ์แค่ 0.1-0.5 % อีกทั้งใช้ง่าย หลังหยุดยาสามารถตั้งครรภ์ได้ทันที นอกจากนี้ยังพบว่า ยาเม็ดคุมกำเนิดบางตัวยังช่วยรักษาสิว รักษาโรคทางนรีเวช คนที่หมดระดูคนที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติจากเยื่อบุโพรงมดลูกผิดที่ ส่วนข้อเสีย คือ ต้องกินทุกวัน และยาเม็ดคุมกำเนิดไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้จากการกินยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นอาการที่ไม่รุนแรง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ เป็นฝ้า น้ำหนักขึ้น ความดันโลหิตสูง เลือดออกกะปริบกะปรอย เป็นต้น
อาการเลือดออกกะปริบกะปรอย อาจเป็นผลจากฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุล ทำให้เกิดการหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูกออกมา หรือ บางคนลืมกินยาคุม กินไม่ตรงเวลา ระยะเวลาที่กินเปลี่ยนแปลง ก็ทำให้เลือดออกได้ ดังนั้นแนะนำว่า กินก่อนนอนง่ายสุดจะไม่คลื่นไส้ ขณะเดียวกันบางคนเคยกินยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีปริมาณฮอร์โมนสูง พอเปลี่ยนมากินยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนต่ำกว่าก็อาจทำให้มีเลือดออกได้เช่นกัน
แต่บางกรณีอาจจะไม่เกี่ยวกับยาคุมก็ได้ เพราะบางคนอาจจะมีโพลิบ หรือติ่งเนื้อในโพรงมดลูกหรือปากมดลูก ซึ่งโพลิบทำให้เลือดออกอยู่แล้ว พอกินยาคุมเข้าไปแล้วเป็นจังหวะที่มีเลือดออกมาพอดี ก็อาจทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเกิดจากยาคุม ทั้งที่ความจริงเกิดจากโพลิบ อย่างไรก็ตามในกรณีที่มีเลือดออกมากผิดปกติ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูว่า เยื่อบุโพรงมดลูกมีการเปลี่ยนแปลงกำลังจะกลายเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ หรือเกิดจากยาคุมที่รับประทานเข้าไป
ก่อนกินยาเม็ดคุมกำเนิดอยากให้ไปพบแพทย์ก่อนโดยแพทย์จะดูอายุ ดูร่างกายว่าอ้วนหรือไม่ รวมทั้งซักประวัติว่ามีโรคประจำตัวหรือไม่ จากนั้นจะดูความเหมาะสมของยาเม็ดคุมกำเนิดสำหรับแต่ละคนว่าควรกินตัวไหน บางคนกินแล้วเป็นฝ้า มีประวัติตั้งครรภ์แล้วเป็นฝ้า ทำงานกลางแดดแล้วเป็นฝ้า แพทย์อาจจะแนะนำไม่ให้กินยาคุมที่มีเอสโตรเจนสูง หรือบางคนที่หน้ามันเป็นสิว ขนดก ก็อาจแนะนำให้เลือกยาคุมที่มีฮอร์โมนโปรเจสโตเจนที่มีฤทธิ์ต้านฮอร์โมนเพศชาย หลังจากนั้นจะให้ลองกินไปสักระยะ 3-6 เดือน ถ้าเหมาะสมก็อาจไปซื้อยากินเองได้ จากนั้นประมาณ 1 ปี ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อดูว่ายาเม็ด คุมกำเนิดที่กินนั้นเหมาะสมกับตัวเองหรือไม่ ควรจะเปลี่ยนหรือไม่
ขอย้ำว่า ไม่ควรไปซื้อยาเม็ดคุมกำเนิดมากินเอง หรือให้ร้านขายยาเลือกให้ ยกเว้นได้รับคำแนะนำจากเภสัชกรที่มีความชำนาญ เพราะบางคนซื้อยาเม็ดคุมกำเนิดตามเพื่อน คิดว่ายาคุมที่ราคาแพง ๆ ดูไฮโซน่าจะเหมาะกับตัวเอง ทั้งที่ความจริงไม่ใช่ ยกตัวอย่างคนที่ครรภ์เป็นพิษมาก่อน มีโอกาสเกิดความดันโลหิตสูงได้ กรณีเช่นนี้จะต้องคอยเช็กความดันอยู่เรื่อย ๆ ถ้าความดันโลหิตสูงมากอาจจะต้องหยุดยาเม็ดคุมกำเนิด เปลี่ยนไปใช้ยาคุมที่ไม่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนอยู่ หรือเปลี่ยนวิธีการคุมกำเนิดไปเลย หรือบางคนเป็นไมเกรนรับประทานยาคุมที่มีเอสโตรเจน ก็อาจทำให้มีการคั่งของน้ำและเกลือ จนทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ ดังนั้นปรึกษาแพทย์ก่อนกินยาเม็ดคุมกำเนิดดีที่สุด
ผู้หญิงที่ไม่ควรกินยาเม็ดคุมกำเนิด เช่น คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคตับ โรคเบาหวาน โรคมะเร็งเต้านม ไมเกรน มีประวัติการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ โรคหลอดเลือดดำอุดตัน หรือมีความผิดปกติของหัวใจ
ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ โดย นวพรรษ บุญชาญ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง:


แสดงความคิดเห็น