ข้ามสู่เนื้อหาหลัก

ละเลงสี ระบายศิลป์ บำบัดจิต... บำรุงใจ


แน่นอนว่าไม่มีใครอยากเจ็บไข้ได้ป่วยจนถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อ และต้องไปพักรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่สำหรับบางคนแล้วการเข้าออกโรงพยาบาลนั้นอาจกลายเป็นเรื่องปกติจนเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เพราะอาการของโรคที่จำเป็นจะต้องเข้ารับการรักษาเป็นระยะๆ ในขณะที่บางคนเกือบจะมีห้องพักผู้ป่วยของโรงพยาบาลเป็นบ้านอีกหลัง แต่การต้องใช้ชีวิตอยู่ในห้องที่มีพื้นที่จำกัดเป็นเวลานานอาจจะยิ่งบั่นทอนกำลังใจในการที่จะต่อสู้กับโรคร้ายเพื่อให้กลับมามีชีวิตปกติอีกครั้ง


นั่นจึงเป็นที่มาของโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการศิลปะบำบัดเพื่อบุคลากรทางการแพทย์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคมะเร็งและโรคเรื้อรัง ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในการนำเอาศิลปะและดนตรีเข้ามาช่วยบำบัด


"คุณหมอมีหน้าที่ในการบำบัดทางกาย ส่วนเราจะทำหน้าที่ในการบำบัดทางใจ เราจึงนำเอาศิลปะและดนตรีที่จะช่วยในการบำบัดจิตใจของผู้ป่วยได้มาจัดเป็นกิจกรรม ซึ่ง สสส. ได้สนับสนุนให้มีการจัดอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 2 โดยในปีนี้เรามุ่งเน้นไปที่เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยแทน เพราะที่ผ่านมาเราอาจจะประสบความสำเร็จในการบำบัดจิตใจผู้ป่วยได้ดี แต่ยังไม่สามารถต่อยอดต่อไปได้ ปีนี้จึงมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดกิจกรรม" กชกร วรอาคม นักศิลปะบำบัด และนักกระบวนการศิลป์อาร์ทฟิลด์ วิทยากรประจำโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการศิลปะบำบัดเพื่อบุคลากรทางการแพทย์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคมะเร็งและโรคเรื้อรัง ระบุ


ปัจจุบันศิลปะบำบัดและดนตรีบำบัดได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ว่าเป็นหนึ่งในการรักษาแบบทางเลือก โดยศิลปะบำบัดถือเป็นกระบวนการซึ่งส่งเสริมศักยภาพของจิตใจเพื่อควบคุมการทำงานของร่างกายและอาการป่วย เมื่อนำมารวมกันกับดนตรีบำบัด สองสิ่งที่ให้พลังทางบวกแก่ผู้ที่ได้สัมผัส ต่างมีส่วนสร้างเสริมกันเพื่อให้กระบวนการบำบัดมีประสิทธิภาพมากขึ้น


คำว่า "ศิลปะ" ที่ถูกนำมาใช้ในการบำบัดนั้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการวาดรูป ระบายสี หรือการปั้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงศิลปะการแสดง การเต้น การเขียน โดยมีดนตรีมาช่วยเป็นสื่อในการเข้าถึงอารมณ์และจิตใจของบุคคล อำนวยให้บุคคลถ่ายทอดความคิด อารมณ์ความรู้สึกออกมาผ่านงานศิลปะ โดยการระบายสีจากจิตใต้สำนึกเป็นการระบายสีแบบเคลื่อนไหวมาใช้สำหรับการเริ่มต้นปล่อยอิสระทางความคิดด้านเหตุผล ไปสู่การใช้สัญชาตญาณการเล่นและการจดจ่ออยู่กับปัจจุบันขณะ ส่วนการระบายสีแบบเคลื่อนไหวคือการหยุด การสะบัด หรือเทสีไปที่พื้นผิวโดยปราศจากความคิดใด ๆ ที่เฉพาะเจาะจง หรือการวางแผนออกแบบในใจ ซึ่ง แจ็คสัน พอลล็อค ศิลปินแนวภาพนามธรรมในยุค 1950 ได้ใช้ในการทำงานศิลปะของตนเอง และทำให้วงการศิลปะหันมายอมรับวิธีการดังกล่าว ยกระดับรูปแบบการเล่นของเด็กให้เป็นงานศิลปะ


ศ.คลินิก พญ.วินัดดา ปิยะศิลป์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า เด็กที่มาเข้ารับการรักษาหลายคนมีเวลาเหลือจำกัด เราจึงอยากจะทำให้พวกเขาทุกคนมีความสุขที่สุด ขณะเดียวกันก็พยายามจะทำให้ผู้ปกครองได้เข้าใจชีวิตมากที่สุดด้วย ซึ่งทางสถาบันเองได้เริ่มทำโครงการที่มุ่งเน้นไปที่เรื่องของจิตใจของทั้งเด็กที่เข้ามาทำการรักษาเองและผู้ปกครองที่ต้องมาคอยดูแลบุตรหลานตั้งแต่ปี 2550 แต่บางครั้งการที่เจ้าหน้าที่ของเราต้องดูแลในเรื่องของการให้การรักษาด้วย ก็อาจจะหลงลืมการดูแลด้านจิตใจไปบ้าง การที่มีกิจกรรมอย่างที่อาร์ทฟิลด์ทำ ก็จะทำให้ทั้งเด็ก ผู้ปกครอง และเจ้าหน้าที่เองรู้สึกผ่อนคลาย


"ตามปกติในแต่ละวอร์ดเราได้มีการจัดพื้นที่สำหรับสันทนาการไว้อยู่แล้ว แต่บางครั้งเจ้าหน้าที่ของเราอาจจะมัวแต่ห่วงเรื่องการรักษาโรคจนไม่มีเวลามาดูแลจิตใจ กิจกรรมศิลปะและดนตรีบำบัดที่จัดขึ้นนี้ นอกจากจะอบรมให้เจ้าหน้าที่ของเรามีความรู้เพิ่มเติมในเรื่องการบำบัดทางด้านจิตใจ อย่างกิจกรรกลุ่มที่จัดขึ้นโดยเปิดโอกาสให้พ่อ แม่ ได้ร่วมทำกิจกรรมกับลูกจากแต่ละวอร์ดมาทำกิจกรรมร่วมกัน นอกจากจะทำให้พ่อ แม่ และลูกได้ใกล้ชิดกันแล้ว ยังเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน และให้กำลังใจกันและกันด้วย"


ศักดิ์สิทธิ์ พรหมหา คุณพ่อของน้องอีฟ-ณิชากร วัย 11 ปี บอกเล่าความรู้สึกหลังจากได้ร่วมกิจกรรมศิลปะบำบัดว่า มาอยู่กับลูกสาวได้ประมาณหนึ่งสัปดาห์ ลูกจะรู้สึกไม่ดีทุกครั้งที่ต้องเข้าโรงพยาบาล แต่พอมีกิจกรรมอย่างนี้เกิดขึ้นจึงถือเป็นเรื่องดี เพราะเด็กจะได้ลืมความเจ็บป่วย


"ลูกสาวดูสดใสขึ้น และการได้มีโอกาสมารู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ ก็ทำให้เด็กมีกำลังใจมากขึ้นด้วย อย่างโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องที่ลูกสาวเป็นนั้น คุณหมอก็ทำความเข้าใจกับเราว่า จะต้องอยู่กับโรคให้ได้ซึ่งบางครั้งเด็กก็รู้สึกท้อแต่ก็พยายามปลอบให้สู้กับโรคต่อไป การได้มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้น่าเชื่อว่าจะทำให้จิตใจของเด็กดีขึ้น"


วันนี้ศิลปะบำบัดได้จุดประกายกระบวนการรักษาทางจิตวิทยาที่เชื่อมโยงกับการรักษาทางการแพทย์ แม้จะยังไม่ถึงขั้นถูกบรรจุให้เป็นส่วนหนึ่งของการบำบัดรักษาอย่างจริงจัง แต่ความหวังและกำลังใจที่ส่งผ่านถึงกันจากกิจกรรมที่เกิดขึ้น ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าศิลปะและดนตรีมีส่วนสำคัญในการช่วยคลายทุกข์ให้กับผู้ที่ท้อแท้และมองไม่เห็นทางไป


 


 


 


ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

แสดงความคิดเห็น