"ทีมสุขภาพท้องถิ่น" ลงทุนชุมชน"กินดี อยู่ดี"
สุขภาพดี ถ้าเริ่มจากชุมชนเห็นความสำคัญร่วมกันเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ก็จะนำไปสู่การลดปัญหาสุขภาพ และ ทำให้เกิดสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน

ตั้งแต่ปี 2551 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เริ่มให้การสนับสนุน "โครงการพัฒนาทักษะ การบริหารงานสร้างเสริมสุขภาพให้แก่ทีมสร้างสุขภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)" เพื่อให้นำความรู้ไปทำงานต่อในชุมชนตนเอง โดยมีการจัดงานสัมมนา "ตลาดนัดความรู้ อปท. : หัวใจสร้างสุขชุมชน" เพื่อให้ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และทีมสร้างเสริมสุขภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วม แลกเปลี่ยนความรู้ในการทำงานระหว่างกัน รวมทั้งมอบประกาศเกียรติคุณ อปท. ต้นแบบด้านการสร้างเสริมสุขภาพให้แก่ 10 อปท.
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามี อปท.เข้าร่วมโครงการพัฒนาทักษะการบริหารงานสร้างเสริมสุขภาพ 116 แห่ง ซึ่งมีการพัฒนาทีมสร้างเสริมสุขภาพ ลงพื้นที่ทำงานไปแล้วจำนวนมาก
แต่เดิมท้องถิ่นมักคิดว่า การพัฒนาให้ประชาชนในท้องถิ่น "อยู่ดี กินดี" คือ การสร้างสาธารณูปโภค แต่ความจริงแล้ว คำว่า "อยู่ดี" มีความหมายกว้างมาก คือ การมีอาชีพ สุขสบาย ไร้โรคภัยไข้เจ็บ ฉะนั้นหลายชุมชนจึงหันมาให้ความสนใจเรื่องการทำให้คนของตัวเอง มีความ "อยู่ดี กินดี" โดยให้ความสนใจ ลงทุนในเรื่องสุขภาพ ซึ่งไม่ใช่แค่การสร้างอนามัย โรงพยาบาล หรือซื้อยา แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านสุขภาพ และดูแลซึ่งกันและกันในชุมชน
นางจันทรา หาญสุทธิชัย นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ผักไหม อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ หนึ่งในผู้ได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณ อปท.ต้นแบบด้านการสร้างเสริมสุขภาพ กล่าวว่า หลังจากทีมสุขภาพรับการอบรมทดลองทำงานในพื้นที่ โดยการวิเคราะห์ปัญหาของชุมชน ก็พบว่า "การติดเหล้า" เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาหนี้สิน ทะเลาะวิวาท จึงมีการคัดเลือกหมู่บ้านที่มีปัญหามากที่สุด และเปิดเวทีประชาคมให้ชาวบ้านมาร่วมรับฟังปัญหา และหาวิธีคิดแก้ไขร่วมกัน รวมทั้งสร้างแรงฮึดให้ชาวบ้าน จนชุมชนเห็นด้วยจึงคัดเลือกครอบ ครัวที่จะเข้ารับการบำบัดเพื่อมาเป็นต้นแบบให้ลูกบ้านคนอื่นๆ
หลังจากคัดเลือก 40 ครอบครัวเข้ารับการอบรมและสามารถเลิกเหล้าได้ ทำให้ประชาชนในท้องถิ่นยิ่งหันมาสนใจ และกลายเป็นข้อเสนอของชาวบ้านร่วมกันว่า ร้านค้าต่างๆ ในหมู่บ้านจะเลิกขายเหล้า ทำให้เป็นหมู่บ้านปลอดเหล้า ซึ่งก็ทำได้ในที่สุด จนปัญหาหนี้สิน การทะเลาะวิวาทลดลงอย่างมาก เมื่อหมู่บ้านที่มีปัญหามากที่สุดสามารถทำได้ ก็นำไปสู่ความสนใจของหมู่บ้านที่เหลือ นำไปเป็นตัวอย่าง
"ภูมิใจที่มีส่วนร่วมได้ทำงานนี้ เพราะเมื่อเราทำให้เกิดการเปลี่ยน แปลงขึ้นได้ ผลประโยชน์ก็ตกอยู่กับหมู่บ้านของเราเอง คนมีงานทำ เศรษฐกิจดีขึ้นและมีความสุขร่วมกัน ประชาชนสามัคคีกัน กลายเป็นสังคมที่มีความสุข" นางจันทรากล่าวด้วยความภูมิใจ
ด้าน นายศุภชัย เศรษฐศักดิ์อำพล นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเมืองแก อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ เล่าถึงการทำงานในชุมชนว่า การหันมาทำงานด้านสุขภาพให้ยั่งยืนได้ส่วนหนึ่งต้องเกิดจากประชาชนมีส่วนร่วม และเป็นความต้องการของคนในชุมชนเอง หลังรับการอบรม จัดการความรู้ ก็เริ่มนำมาถ่ายทอดกับประชาชน ซึ่งคนในชุมชนต่างเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นดีอยู่แล้ว เช่น ผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้ง ปัญหาซึมเศร้า และโรคเรื้อรังต่างๆ
การทำงานเริ่มจากทำความเข้าใจผู้นำในส่วนต่างๆ เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญ การแก้ไขปัญหาว่าควรทำอย่างไร ก็จะส่งต่อไปถึงคนในชุมชน นำมาสู่การทำงานร่วมกัน หัวใจสำคัญอีกอย่าง คือ การให้ประชาชนเป็นเจ้าของโครงการและบริหารงานกันเอง โดยมี อบต.เป็นผู้สนับสนุนทุน ซึ่งก็จะทำให้โครงการมีความยั่งยืนและมีการทำงานอย่างจริงจัง
นายสุรพล เหลี่ยมสูงเนิน หัวหน้าโครงการพัฒนาทักษะการบริหารงานสร้างเสริมสุขภาพให้ อปท. กล่าวว่า การทำงาน 3 ปีพบว่า อบต.ที่เข้าร่วมโครงการมีการลงทุนงบประมาณด้านการสร้างเสริมสุขภาพมากขึ้น จากที่เริ่มต้นในปีแรกๆ ใช้งบประมาณของตนเองเพียงร้อยละ 30 แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 50 และบาง อปท.เพิ่มเป็นร้อยละ 60-70 การทำงานสร้างทีมสุขภาพ จะเน้นวิธีคิด เพื่อให้พื้นที่ทำงานร่วมกัน โดยในทีมสุขภาพจะประกอบด้วยส่วนที่เกี่ยวข้องกับประชาชนทั้งหมด เช่น ร.พ.สต. เกษตรจังหวัด ปลัดอำเภอ ซึ่งหลักการทั้งหมดทำเพื่อประชาชนเหมือนกันอยู่แล้ว จึงเข้าร่วมเป็นทีมเดียวกันเพื่อพัฒนางาน

"การอบรมสร้างทีมสุขภาพ จะเป็นการจัดการนำองค์ความรู้ให้ท้องถิ่นนำไปปฏิบัติงานต่อ เพื่อเชื่อมโยงให้เข้ากับท้องถิ่นตนเองได้ การอบรมจะทำประมาณ 3 เดือน และนำไปลองปฏิบัติในพื้นที่ ก่อนนำมาวิเคราะห์ร่วมกันเพิ่มเติม และนำไปปฏิบัติในท้องถิ่นอีก จนมีความเข้มแข็ง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่าหลายพื้นที่เริ่มมีทีมสุขภาพที่ลุกขึ้นมาคิดและพัฒนางานเองได้ และบางพื้นที่มีความเข้มแข็งพอที่จะเป็นพี่เลี้ยงให้พื้นที่อื่นๆ ได้ด้วย"
ท.พ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า จากการทำงานไประยะหนึ่ง พบความเปลี่ยนแปลงอย่างมากกับท้องถิ่นที่มีการสร้างทีมสุขภาพขึ้น แต่จะเร่งขยายโครงการไปอีกจำนวนมาก เพื่อให้ท้องถิ่นเห็นความสำคัญและเข้าร่วมงาน เรื่องดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่ต้องใช้งบประมาณลงทุนมาก ซึ่งสสส.ให้องค์ความรู้ อบรมพัฒนาทีมสุขภาพของท้องถิ่นเพื่อนำไปทำงานต่อ ส่วนงบประมาณเป็นหน้าที่ของท้องถิ่นอยู่แล้ว จะพบว่าหลายพื้นที่มีการต่อยอดโครงการและจัดกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อทำให้เกิดอาหารปลอดภัย กำจัดปัจจัยเสี่ยง เหล้า บุหรี่ ซึ่งพบว่าท้องถิ่นที่มีการทำงานด้านสุขภาพอย่างครบวงจรจะทำให้ประชาชนให้ความสนใจอย่างยิ่ง
สุขภาพดีจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากคนในชุมชนเองไม่เห็นความสำคัญ การสร้างทีมสุขภาพ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสร้างชุมชนสุขภาพดี ซึ่งถึงเวลาที่ท้องถิ่นจำเป็นต้องลงทุนแล้ว
ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด โดย เมธาวี มัชฌันติกะ


แสดงความคิดเห็น