'เมนูสุนัขโอชะ' อร่อยบนความเสี่ยง
"สุนัข" ถือเป็นเพื่อนคู่กายมนุษย์มานานกว่า 15,000 ปีแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้รักสัตว์ทั้งหลายรู้สึกเศร้าใจหลังมีข่าวว่ามีการจับแก๊งค้าสุนัขข้ามชาติในจังหวัดทางภาคอีสาน ได้สุนัขที่กำลังจะกลายไปเป็นอาหารอันโอชะให้ผู้นิยมบริโภคเนื้อสุนัขในประเทศลาวและเวียดนามกว่าพันตัว แต่คงต้องทำใจยอมรับว่ายังมีชาวโลกในหลายท้องถิ่นนิยมบริโภคเนื้อสุนัขด้วยความเชื่อว่าดีต่อสุขภาพ ซึ่งกลายเป็นวัฒนธรรมที่ยึดถือปฏิบัติมานาน และเปิดช่องให้มีผู้แสวงหาประโยชน์จากจุดนี้ท่ามกลางบทลงโทษทางกฎหมายที่ไม่รุนแรง

ในขณะที่เนื้อสัตว์มีราคาแพงในบ้านเรา หากใครยังไม่เคยลิ้มรสเนื้อสุนัขและกำลังอยากจะลองเพื่อหวังประหยัดสตางค์ในกระเป๋าคงต้องคิดให้มากหน่อย เพราะความเสี่ยงจากเชื้อร้ายหลากโรครออยู่เพียบ!!
หลายชาติโปรดเนื้อสุนัข
การบริโภคเนื้อสุนัขเป็นสิ่งต้องห้ามในหลายพื้นที่ของโลก รวมถึงโลกตะวันตก เอเชียใต้ แอฟริกา และตะวันออกกลาง แต่ความจริงก็คือ ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่นิยมเมนูเนื้อสัตว์ชนิดนี้ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมีการประเมินกันว่า มีสุนัขราว 13-16ล้านตัว ถูกฆ่าและบริโภคในเอเชีย เพราะมีการบริโภคในหลายประเทศ เช่น จีน เกาหลีใต้ เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ไทย เม็กซิโก สวิตเซอร์แลนด์ ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ อย่างไซบีเรีย อะแลสกา ทางตอนเหนือของแคนาดาและกรีนแลนด์ และเขตโปลินีเซีย หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก
เคยมีรายงานจากบีบีซีว่า ในปี 1999 มีภัตตาคารมากกว่า 6,000 แห่งในเกาหลีใต้เสิร์ฟเมนูซุปที่ทำจากเนื้อสุนัข เมนูที่ขึ้นชื่อที่สุดคือ gaejang-guk สตูเนื้อรสจัดจ้าน เพื่อรักษาสมดุลความร้อนร่างกายในฤดูร้อน ซึ่งเป็นเมนูเก่าแก่ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 19 ที่ยังได้รับความนิยมในกลุ่มเกาหลีใต้บางกลุ่ม โดยเชื่อว่าจะทำให้ร่างกายมีสุขภาพดี รักษาพลังร่างกาย (ชี่) ให้อยู่ในภาวะสมดุล
ส่วนในจีนเคยมีรายงานจากซีเอ็นเอ็น ที่เป็นการสัมภาษณ์ผู้ค้าเนื้อสุนัขเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2010 ยอมรับว่ามีการตั้งฟาร์มเลี้ยงสุนัขอย่างเป็นล่ำเป็นสันเพื่อป้อนให้กับภัตตาคารต่างๆ เป็นพิเศษ
กินแล้วเฮง-สุขภาพฟิต
การกินเนื้อสุนัขมักผูกติดกับความเชื่อด้านโชคลางและประโยชน์ต่อสุขภาพเป็นหลัก เช่น บางวัฒนธรรมเชื่อว่าเนื้อสุนัขเป็นยาชูกำลัง ทำให้ร่างกายอบอุ่น แก้หนาว ซึ่งความเชื่อนี้เห็นได้ชัดเจนในแถบเอเชีย ทั้งในจีน เวียดนาม เกาหลีใต้ และไทยในบางจังหวัด ส่วนบางพื้นที่ของยุโรป เช่น ในชนบทของโปแลนด์ ถือว่าเนื้อสุนัขมีคุณสมบัติเป็นยา ดีต่อปอด เป็นต้น
ชาวเวียดนามมีความเชื่อว่าในเวลาที่เคราะห์ไม่ดี ดวงตก กินเนื้อสุนัขสามารถแก้ได้ เนื่องจากเนื้อที่มีสีเข้มและกลิ่นแรงนั้นช่วยป้องกันไม่ให้เคราะห์ร้ายย้อนกลับมาอีก ไม่นับรวมการบอกต่อถึงความอร่อยของเนื้อสุนัขที่เคยมีผู้ลิ้มรสมาแล้ว
ชิมไม่ระวังเชื้อโรคเพียบ
จึงไม่น่าแปลกใจที่มีขบวนการค้าสุนัขสร้างกำไรได้เป็นกอบเป็นกำอย่างที่เพิ่งมีการจับกุมในบ้านเราที่มีรายงานว่าส่งไปขายทำเงินได้ตัวละสูงถึง 500-1,000 บาท
สำหรับใครที่คิดจะเลี้ยงเพื่อขายหรือเปลี่ยนรสนิยมมาบริโภคเนื้อสุนัขแทนเนื้อหมูที่มีเสียงบ่นกันทั่วบ้านทั่วเมืองว่าแพงนั้นคงต้องคิดให้มากหน่อย เพราะจากการตรวจสอบข้อมูลแล้ว อันตรายของสุนัขนอกจาก "กัด" โดยตรงแล้ว ยังเป็น "แหล่งเชื้อโรค" สารพัด ตัวอย่างโรคจากสัตว์ชนิดนี้ เช่น โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) โรคนี้อาจติดต่อมายังคนโดยการสัมผัสน้ำลายสุนัขที่มีเชื้อผ่านทางบาดแผล หรือถูกข่วนถูกกัด ที่น่ากลัวคือ เราจะรู้หรือไม่หากมีการนำเนื้อสุนัขเป็นโรคมาขายในลักษณะสำเร็จรูปแล้ว
นอกจากนี้ยังเสี่ยงติดเชื้อแบคทีเรียแซลโมเนลลา (Salmonella), แคมไพโลแบคเตอร์ (Campylobacter), เลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) หรือเชื้อโรคฉี่หนู โรคแท้งติดต่อในสุนัขจากเชื้อ Brucella canis (B. canis) ที่เป็นอันตรายต่อแม่และทารก และเชื้อบิดบางชนิด เช่น Giardia ซึ่งปนเปื้อนได้ผ่านสัมผัสตัวสุนัขโดยตรงหรืออุจจาระ และติดเชื้อทางบาดแผล
สุนัขยังเป็นแหล่งพยาธิอีกหลายชนิด เช่น พยาธิไส้เดือนตัวกลม หนอนพยาธิปากขอ พยาธิแส้ม้า และพยาธิตัวตืด ซึ่งหากตัวอ่อน ของพยาธิเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดโรค ป่วย และเสียชีวิตได้ อีกทั้งยังมีเชื้อราและแบคทีเรียที่ทำให้เป็นโรคผิวหนังและโรคเรื้อน ที่หากเป็นแล้วจะกลายเป็นที่รังเกียจของสังคม
เป็นเพื่อนกันดีกว่า
จากตัวอย่างโรคร้ายและเชื้อร้ายที่อาจได้รับถ่ายทอดจากสุนัขนับว่าน่ากลัว ใครที่ยังตัดใจไม่ลงคงต้องระมัดระวังเรื่องความสะอาดและปรุงสุกอย่างเข้มงวด
สำหรับผู้ที่ไม่คิดลิ้มรสเนื้อสัตว์ชนิดนี้ก็ให้พิจารณาสุนัขไว้เป็นเพื่อนคู่กายจะดีกว่า แล้วจะพบว่าเราแสวงหาประโยชน์จากสัตว์ชนิดนี้ได้โดยไม่ต้องกินเนื้อของมัน
มีหลายการศึกษาพบว่าการเลี้ยงสุนัขไว้เป็นเพื่อนดีต่อสุขภาพกายและใจ เช่น ทำให้มีปัญหาสุขภาพลดลง ช่วยให้เจ้าของได้ออกกำลังกาย มีอัตรารอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้น และเสียชีวิตเนื่อง จากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันน้อยลง ช่วยลดอาการซึมเศร้า และแม้แต่ช่วยให้ผู้ป่วยอัลไซเมอร์หรือความจำเสื่อมยิ้มได้
เรียกว่าความสุขเล็กๆหาได้จากน้องหมาใกล้ตัวนี่เอง
ที่มา : หนังสือพิมพ์โลกวันนี้ โดย สิริรัตน์ วารี
เรื่องที่เกี่ยวข้อง:


แสดงความคิดเห็น